https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/issue/feed วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ 2026-03-02T11:51:44+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงรัตน์ กวีนันทชัย, Asst. Prof.Dr.Duangrat Kaveenuntachai duangrat@nmu.ac.th Open Journal Systems <center></center> <p> วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ หรือชื่อเดิม วารสารเกื้อการุณย์ เป็นวารสารที่เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านความรู้ทางการพยาบาล รวมทั้งศาสตร์สาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สาธารณสุข การพยาบาล การศึกษา การวิจัยและการบริการทางการพยาบาล และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น ประสบการณ์และเป็นแนวทางแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาวิชาชีพพยาบาลและบุคลากรทางการพยาบาล ตลอดจนนักศึกษาพยาบาลในหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกทางการพยาบาล กลุ่มเป้าหมายของวารสาร ได้แก่ อาจารย์พยาบาล บุคลากรทางการพยาบาล นักศึกษาพยาบาลในหลักสูตรต่างๆ บุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข และประชาชนผู้สนใจ</p> <p> ต้นฉบับทุกเรื่องต้องผ่านการประเมินก่อนการตีพิมพ์ โดยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและ/หรือภายนอกคณะฯ จำนวน 3 ท่าน ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งทางด้านการพยาบาลทั้งในเนื้อหาและวิธีวิทยาการวิจัยและสถิติหรือเชี่ยวชาญอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับการอ่านบทความ 1 ฉบับ โดยผู้ทรงคุณวุฒิทำการประเมินผ่านทางระบบ ThaiJO และ อีเมลหรือโดยผู้นำส่ง กระบวนการประเมินบทความเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมคุณภาพของบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารฯ การประเมินบทความจึงไม่ใช้ผู้ประเมินจากหน่วยงานเดียวกับผู้นิพนธ์เพื่อป้องกันความลำเอียง อีกทั้งในการประเมินมีการใช้การประเมินแบบปกปิด (double-blinded peer review) โดยปกปิดชื่อผู้นิพนธ์และชื่อผู้ประเมินในขั้นตอนนี้ (ใช้รหัสแทน) เพื่อเพิ่มความโปร่งใส</p> <p> บทความหรือข้อคิดเห็นใดๆ ในวารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ถือว่าเป็นข้อคิดเห็นของผู้นิพนธ์บทความนั้นๆ คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจทาน และแก้ไขต้นฉบับให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กองบรรณาธิการกำหนด</p> <p><strong>วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์</strong><br />ISSN 3057-1774 (Print)<br />ISSN 3057-1782 (Online)<br /><strong>กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ</strong><br />ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฏาคม - ธันวาคม</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/283277 การพัฒนาและผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำใหญ่ส่วนกลาง 2025-11-17T08:50:07+07:00 จักรพันธ์ กึนออย jurkapan@ckr.ac.th สุภัทรา สีเสน่ห์ supattra.see@ckr.ac.th สมคิด รูปงาม somkid@ckr.ac.th วันเพ็ญ แจ่มเหมือน wanphenjam@gmail.com พิณรัฐ สุนทรเสถียร presia@hotmail.com <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำใหญ่ส่วนกลาง และศึกษาผลของแนวปฏิบัติฯ ต่อความรู้ ทักษะการปฏิบัติการพยาบาล ความพึงพอใจ และอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อน กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพ 36 ราย และผู้ป่วย 14 ราย เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติการพยาบาล (ค่าความเที่ยงคูเดอร์-ริชาร์ดสัน เท่ากับ .85 และ .87) แนวปฏิบัติฯ และแบบประเมินความพึงพอใจ (ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .85 และ .88) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทีแบบจับคู่ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า แนวปฏิบัติฯ ที่พัฒนาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ประกอบด้วย การพยาบาล 18 ข้อ ภายหลังใช้แนวปฏิบัติฯ คะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -15.05, p-value &lt; .001) คะแนนเฉลี่ยทักษะการปฏิบัติการพยาบาล ระยะ 1, 4 และ 12 สัปดาห์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F (2.88, 100.66) = 82.18, p-value &lt; .001) ความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.72, SD = .45) ไม่พบการติดเชื้อ และเลือดออก แต่พบอุบัติการณ์การเกิดการอุดตัน 2.42 ต่อ 1,000 วัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แนวปฏิบัติฯ มีประสิทธิผล ควรส่งเสริมการนำไปใช้ร่วมกับการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพการพยาบาลตามมาตรฐานวิชาชีพ</p> 2026-01-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/286163 การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 2026-03-02T11:51:44+07:00 ปฐมาวดี ศรีมณี tibnamo@hotmail.com อารีย์วรรณ อ่วมตานี Areewan.O@chula.ac.th <p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญ 20 ราย แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) พยาบาลเฉพาะทางการพยาบาลผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 7 ราย 2) อาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 5 ราย 3) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการพยาบาล 5 ราย และ 4) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต 3 ราย เก็บรวบรวมข้อมูล 3 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 สัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาล รอบที่ 2 วิเคราะห์เนื้อหา และสร้างแบบสอบถาม และรอบที่ 3 ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่ามัธยฐาน และพิสัยระหว่างควอไทล์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกัน 7 ด้าน รวม 50 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) ด้านความปลอดภัยขณะฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 10 ข้อ 2) ด้านความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง 6 ข้อ 3) ด้านความเพียงพอต่อการฟอกเลือด 6 ข้อ 4) ด้านความปลอดภัยจากการใส่สายฟอกเลือด 7 ข้อ 5) ด้านความพึงพอใจในการรับบริการของผู้ป่วย และครอบครัว 6 ข้อ 6) ด้านสุขภาพจิตสังคม 5 ข้อ และ 7) ด้านการดูแลแบบประคับประคอง 10 ข้อ ผลการศึกษานี้ สามารถนำไปเป็นเครื่องมือประเมินผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมต่อไป</p> 2026-05-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/285070 ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในแผนกอายุรกรรม 2026-01-19T11:54:46+07:00 ฐิตินันท์ เลาหอุดมพันธ์ 6670032336@student.chula.ac.th ศิริพันธุ์ สาสัตย์ Siriphan.s@chula.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในแผนกอายุรกรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 202 ราย คัดเลือกด้วยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และสุขภาพ แบบประเมินโรคร่วม แบบประเมินโภชนาการแบบย่อ (MNA-SF) แบบประเมิน Barthel ADL Index และการวัดเส้นรอบน่อง แบบประเมินมีค่าความเที่ยงจากการหาความเท่าเทียมของผู้สังเกต และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .905, .812 และ .702 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยแบบโลจิสติคทวิ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ความชุกการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ร้อยละ 60.40 ระยะเวลาที่นอนพักบนเตียง 6 วันขึ้นไป (adjusted odd ratio [aOR] = 3.477, 95%CI: 1.332 - 9.077, p-value = .011) ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันที่มีภาวะพึ่งพา (aOR = 3.187, 95%CI: 1.131 - 8.978, p-value = .028) เพศชาย (aOR = 2.762, 95%CI: 1.094 - 6.974, p-value = .032) และดัชนีมวลกายช่วงเริ่มอ้วนถึงอ้วนระดับ 2 (aOR = .023, 95%CI: .008 - .070, p-value &lt; .001) มีความสัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการศึกษานี้ พยาบาลสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการคัดกรองความเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงอายุในแผนกอายุรกรรม</p> 2026-05-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์