https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/issue/feed วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ 2026-06-15T17:11:13+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงรัตน์ กวีนันทชัย, Asst. Prof.Dr.Duangrat Kaveenuntachai duangrat@nmu.ac.th Open Journal Systems <center></center> <p> วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ หรือชื่อเดิม วารสารเกื้อการุณย์ เป็นวารสารที่เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านความรู้ทางการพยาบาล รวมทั้งศาสตร์สาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สาธารณสุข การพยาบาล การศึกษา การวิจัยและการบริการทางการพยาบาล และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น ประสบการณ์และเป็นแนวทางแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาวิชาชีพพยาบาลและบุคลากรทางการพยาบาล ตลอดจนนักศึกษาพยาบาลในหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกทางการพยาบาล กลุ่มเป้าหมายของวารสาร ได้แก่ อาจารย์พยาบาล บุคลากรทางการพยาบาล นักศึกษาพยาบาลในหลักสูตรต่างๆ บุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข และประชาชนผู้สนใจ</p> <p> ต้นฉบับทุกเรื่องต้องผ่านการประเมินก่อนการตีพิมพ์ โดยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและ/หรือภายนอกคณะฯ จำนวน 3 ท่าน ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งทางด้านการพยาบาลทั้งในเนื้อหาและวิธีวิทยาการวิจัยและสถิติหรือเชี่ยวชาญอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับการอ่านบทความ 1 ฉบับ โดยผู้ทรงคุณวุฒิทำการประเมินผ่านทางระบบ ThaiJO และ อีเมลหรือโดยผู้นำส่ง กระบวนการประเมินบทความเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมคุณภาพของบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารฯ การประเมินบทความจึงไม่ใช้ผู้ประเมินจากหน่วยงานเดียวกับผู้นิพนธ์เพื่อป้องกันความลำเอียง อีกทั้งในการประเมินมีการใช้การประเมินแบบปกปิด (double-blinded peer review) โดยปกปิดชื่อผู้นิพนธ์และชื่อผู้ประเมินในขั้นตอนนี้ (ใช้รหัสแทน) เพื่อเพิ่มความโปร่งใส</p> <p> บทความหรือข้อคิดเห็นใดๆ ในวารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ถือว่าเป็นข้อคิดเห็นของผู้นิพนธ์บทความนั้นๆ คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจทาน และแก้ไขต้นฉบับให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กองบรรณาธิการกำหนด</p> <p><strong>วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์</strong><br />ISSN 3057-1774 (Print)<br />ISSN 3057-1782 (Online)<br /><strong>กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ</strong><br />ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฏาคม - ธันวาคม</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/283277 การพัฒนาและผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำใหญ่ส่วนกลาง 2025-11-17T08:50:07+07:00 จักรพันธ์ กึนออย jurkapan@ckr.ac.th สุภัทรา สีเสน่ห์ supattra.see@ckr.ac.th สมคิด รูปงาม somkid@ckr.ac.th วันเพ็ญ แจ่มเหมือน wanphenjam@gmail.com พิณรัฐ สุนทรเสถียร presia@hotmail.com <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำใหญ่ส่วนกลาง และศึกษาผลของแนวปฏิบัติฯ ต่อความรู้ ทักษะการปฏิบัติการพยาบาล ความพึงพอใจ และอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อน กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพ 36 ราย และผู้ป่วย 14 ราย เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติการพยาบาล (ค่าความเที่ยงคูเดอร์-ริชาร์ดสัน เท่ากับ .85 และ .87) แนวปฏิบัติฯ และแบบประเมินความพึงพอใจ (ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .85 และ .88) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทีแบบจับคู่ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า แนวปฏิบัติฯ ที่พัฒนาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ประกอบด้วย การพยาบาล 18 ข้อ ภายหลังใช้แนวปฏิบัติฯ คะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -15.05, p-value &lt; .001) คะแนนเฉลี่ยทักษะการปฏิบัติการพยาบาล ระยะ 1, 4 และ 12 สัปดาห์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F (2.88, 100.66) = 82.18, p-value &lt; .001) ความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.72, SD = .45) ไม่พบการติดเชื้อ และเลือดออก แต่พบอุบัติการณ์การเกิดการอุดตัน 2.42 ต่อ 1,000 วัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แนวปฏิบัติฯ มีประสิทธิผล ควรส่งเสริมการนำไปใช้ร่วมกับการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพการพยาบาลตามมาตรฐานวิชาชีพ</p> 2026-01-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/286163 การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 2026-03-02T11:51:44+07:00 ปฐมาวดี ศรีมณี tibnamo@hotmail.com อารีย์วรรณ อ่วมตานี Areewan.O@chula.ac.th <p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญ 20 ราย แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) พยาบาลเฉพาะทางการพยาบาลผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 7 ราย 2) อาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 5 ราย 3) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการพยาบาล 5 ราย และ 4) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต 3 ราย เก็บรวบรวมข้อมูล 3 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 สัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาล รอบที่ 2 วิเคราะห์เนื้อหา และสร้างแบบสอบถาม และรอบที่ 3 ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่ามัธยฐาน และพิสัยระหว่างควอไทล์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกัน 7 ด้าน รวม 50 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) ด้านความปลอดภัยขณะฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 10 ข้อ 2) ด้านความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง 6 ข้อ 3) ด้านความเพียงพอต่อการฟอกเลือด 6 ข้อ 4) ด้านความปลอดภัยจากการใส่สายฟอกเลือด 7 ข้อ 5) ด้านความพึงพอใจในการรับบริการของผู้ป่วย และครอบครัว 6 ข้อ 6) ด้านสุขภาพจิตสังคม 5 ข้อ และ 7) ด้านการดูแลแบบประคับประคอง 10 ข้อ ผลการศึกษานี้ สามารถนำไปเป็นเครื่องมือประเมินผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมต่อไป</p> 2026-05-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/285070 ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในแผนกอายุรกรรม 2026-01-19T11:54:46+07:00 ฐิตินันท์ เลาหอุดมพันธ์ 6670032336@student.chula.ac.th ศิริพันธุ์ สาสัตย์ Siriphan.s@chula.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในแผนกอายุรกรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 202 ราย คัดเลือกด้วยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและสุขภาพ แบบประเมินโรคร่วม แบบประเมินโภชนาการแบบย่อ (MNA-SF) แบบประเมิน Barthel ADL Index และการวัดเส้นรอบน่อง แบบประเมินมีค่าความเที่ยงจากการหาความเท่าเทียมของผู้สังเกต และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .905, .812 และ .702 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยแบบโลจิสติคทวิ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ความชุกการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ร้อยละ 60.40 ระยะเวลาที่นอนพักบนเตียง 6 วันขึ้นไป (adjusted odd ratio [aOR] = 3.477, 95%CI: 1.332 - 9.077, p-value = .011) ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันที่มีภาวะพึ่งพา (aOR = 3.187, 95%CI: 1.131 - 8.978, p-value = .028) เพศชาย (aOR = 2.762, 95%CI: 1.094 - 6.974, p-value = .032) และดัชนีมวลกายช่วงเริ่มอ้วนถึงอ้วนระดับ 2 (aOR = .023, 95%CI: .008 - .070, p-value &lt; .001) มีความสัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการศึกษานี้ พยาบาลสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการคัดกรองความเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงอายุในแผนกอายุรกรรม</p> 2026-05-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/286388 ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อพฤติกรรมการดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 2026-04-13T13:01:42+07:00 นงลักษณ์ ขวัญละมูล nongluk@nmu.ac.th ขจี พงศธรวิบูลย์ khachee@nmu.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อน และหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อพฤติกรรมการดูแลเท้า กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดแผลที่เท้า คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์การคัดเข้า แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 32 ราย เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลเท้า ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .84 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .72 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (t = 14.42, p-value &lt; .001) และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 12.28, p-value &lt; .001) ดังนั้น โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อพฤติกรรมการดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีผลทำให้พฤติกรรมการดูแลเท้าสูงขึ้น เป็นไปตามแนวคิดความรอบรู้ทางสุขภาพ จากผลการศึกษานี้ พยาบาลควรส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพเพื่อให้เข้าถึงข้อมูล กลั่นกรอง ประเมิน และตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/285014 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยหรือผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2026-02-19T13:43:30+07:00 บุญทิวา สู่วิทย์ boontiva@nmu.ac.th ขจี พงศธรวิบูลย์ khachee@nmu.ac.th ดวงเนตร์ ภู่วัฒนวณิชย์ Duangnate@nmu.ac.th จริยา ชื่นศิริมงคล Jariya_ch@nmu.ac.th ยุพา วงศ์รสไตร yupha@nmu.ac.th วิไลลักษณ์ เนตรประเสริฐกุล vilailux@nmu.ac.th นิศารัตน์ ชูชาญ nisarut@nmu.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนานี้ (research and development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของ แนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยหรือผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยใช้กรอบแนวคิดการพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกของสภาวิจัยด้านการแพทย์และสุขภาพแห่งชาติของประเทศออสเตรเลีย กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 100 ราย ปฏิบัติงานใน 4 หน่วยงาน ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกำกับกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย คือ 1) แนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยหรือผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 2) แบบสนทนากลุ่ม 3) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และ 4) แบบประเมินความเป็นไปได้ของแนวปฏิบัติการพยาบาล มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .81 - 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยหรือผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การประเมินอาการ/การติดเชื้อ 2) การติดตามอาการ และ 3) การประเมินผลลัพธ์ ผลการใช้แนวปฏิบัติฯ พบว่า 1) มีความเป็นไปได้ในการใช้อยู่ในระดับมาก และ 2) ไม่พบอุบัติการณ์การติดเชื้อ COVID-19 ในพยาบาลวิชาชีพที่ใช้แนวปฏิบัติ จากผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในบริบทของหน่วยงานพยาบาล</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/285654 ผลของการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อการตัดสินใจทางคลินิก และผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2026-02-12T15:08:24+07:00 รัชนี ผิวผ่อง ratchanee.pp@bru.ac.th ณรงค์กร ชัยวงศ์ Narongkorn_chai54@hotmail.com เพิ่มพูล บุญมี poempoolbuumee@gmail.com สุกัญญา บุรวงศ์ Sukanya.bu@bru.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อน และหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 จำนวน 34 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ สถานการณ์จำลองเสมือนจริง แบบประเมินการตัดสินใจทางคลินิก แบบประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาในช่วง .83 - .91 และค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคในช่วง .73 - .89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที <br /><br />ผลการศึกษา พบว่า คะแนนเฉลี่ยการตัดสินใจทางคลินิกโดยรวมหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.95, p-value &lt; .001) โดยเฉพาะด้านการสังเกตข้อมูลสำคัญ (t = 3.51, p-value &lt; .001) และการตอบสนองต่อผู้รับบริการ (t = 6.52, p-value &lt; .001) ผลลัพธ์การเรียนรู้ พบว่า คะแนนเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในด้านทักษะทางปัญญา (ร้อยละ 77.12) รองลงมา คือ ด้านคุณธรรม จริยธรรม (ร้อยละ 74.45) และด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (ร้อยละ 70.56) ความพึงพอใจรวมต่อรูปแบบการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 38.16, SD = 5.15) ดังนั้น สถานการณ์จำลองเสมือนจริงสามารถส่งเสริมทักษะการตัดสินใจ ผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจารย์พยาบาลสามารถนำไปจัดการเรียนการสอนในนักศึกษาพยาบาล เพื่อส่งเสริมความพร้อมในการปฏิบัติการพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/287232 ประสบการณ์และความต้องการด้านข้อมูลสุขภาพของมารดาหลังคลอดที่มีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ 2026-05-13T13:20:50+07:00 ทิพย์วรรณ บุณยาภรณ์ tippawan@bcnt.ac.th อิงหทัย ดำจุติ inghathai8967@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยาย เพื่อศึกษาประสบการณ์ และความต้องการด้านข้อมูลของมารดาหลังคลอดที่มีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 30 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และการบันทึกเทปร่วมกับการบันทึกภาคสนาม จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาถอดเทปแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ประสบการณ์ และความต้องการด้านข้อมูลของมารดา แบ่งเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ความไม่เพียงพอ ความขัดแย้งของข้อมูลที่มารดาได้รับ ทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์ และการแสวงหาข้อมูลทดแทน และความขัดแย้งของข้อมูลจากหลายแหล่งทำให้เกิดความสับสน และ 2) ความต้องการข้อมูล และช่องว่างทางการสื่อสารที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ได้แก่ ความไม่ชัดเจนของสัญญาณเตือนภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม ข้อจำกัดของคำแนะนำทั่วไปที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง การขาดข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาเพื่อป้องกัน และการวางแผนการคลอดในภาวะวิกฤต ความต้องการการสนับสนุนทางด้านจิตใจที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และการขาดข้อมูลเพื่อการวางแผนสุขภาพในระยะยาวหลังคลอด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงช่องว่างของข้อมูลที่มารดาได้รับจากระบบบริการสุขภาพ บุคลากรสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสื่อการสอนหรือรูปแบบการให้ข้อมูลที่สอดคล้องกับความต้องการของมารดา</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/287356 ผลของโปรแกรมการพยาบาลโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน ร่วมกับการใช้สมาธิบำบัด (SKT-1) ต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด และความเครียดของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานในระยะตั้งครรภ์ 2026-06-15T17:11:13+07:00 นิตยา ไชยรัตน์ nittaya-mai@bcnsk.ac.th ธิดารัตน์ สิงห์ศรี juadnapasangsawang@gmail.com เจิดนภา แสงสว่าง thidaratpeaw@bcnsk.ac.th พัชรี รัตนพงษ์ phatcharee@bcnsk.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน ร่วมกับการใช้สมาธิบำบัด (SKT-1) ต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด และความเครียด กลุ่มตัวอย่าง คือ เป็นหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานในระยะตั้งครรภ์ คัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 50 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการพยาบาลโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนร่วมกับการใช้สมาธิบำบัด (SKT-1) 2) แบบประเมินทัศนคติต่อภาวะเบาหวานในระยะตั้งครรภ์ 3) แบบประเมินพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และ 4) แบบวัดความเครียด (SPST - 20) เครื่องมือมีความตรงเชิงเนื้อหา ระหว่าง .92 - .93 และความเที่ยง .73 - .83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เชิงสถิติพรรณนา สถิติไคสแควร์ และสถิติทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 5.76, p-value &lt; .001) ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 2 ชั่วโมง และค่าเฉลี่ยระดับความเครียดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.07, p-value &lt; .05 และ t = 2.77, p-value &lt; .01) ดังนั้น โปรแกรมฯ สามารถช่วยให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานในระยะตั้งครรภ์ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเครียดได้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยให้หญิงตั้งครรภ์มีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสมได้</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/287182 รูปแบบการบริหารจัดการพยาบาลในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 2026-04-01T08:55:39+07:00 จันทนา แพงบุดดี chanthananurse@gmail.com สุธิดา วนแสงสกุล suthidasurin@gmail.com ปาริชาต หาญมานพ paricharttar2515@gmail.com <p>ในสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลสุรินทร์ ได้พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการพยาบาลโดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด 2P2R เพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินที่มีผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการพยาบาลสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และ 2) เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการนำรูปแบบบริหารจัดการพยาบาลไปใช้ในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน</p> <p>ผลการดำเนินงาน พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น สามารถรองรับผู้บาดเจ็บสีแดง ผู้ป่วยส่งต่อจากโรงพยาบาลชายแดนที่ถูกสั่งปิดบริการ และดูแลผู้ป่วยที่อพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิง โดยไม่พบอุบัติการณ์รุนแรงจากการดำเนินงาน สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบการบริหารจัดการพยาบาลในการรองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันภายใต้สถานการณ์วิกฤต นอกจากนี้ พยาบาลมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารจัดการในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 80.00 รูปแบบการบริหารจัดการพยาบาลนี้ ช่วยยกระดับมาตรฐานการพยาบาลภาวะวิกฤตชายแดน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมบทบาทของโรงพยาบาลสุรินทร์ในฐานะศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุ (Trauma Excellence Center) ในเขตสุขภาพที่ 9 และจากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า รูปแบบการบริหารจัดการพยาบาลตามกรอบ 2P2R ช่วยให้การตอบโต้ภาวะฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดต่อทั้งผู้ป่วย และบุคลากร</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/287210 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกในการให้บริการปรึกษาเพื่อตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีในประชากรกลุ่มเสี่ยง 2026-04-10T13:53:04+07:00 กรกนก ชำกรม kornkanok.c@nmu.ac.th รัชชุดา วงค์ปัญญาดี ratchuda@nmu.ac.th อภิญญา กระมล aphinya@nmu.ac.th จินตนา ฤทธารมย์ jintana@nmu.ac.th กาญจนา กิริยางาม kanjana_k@nmu.ac.th ยุพา วงศ์รสไตร yupha@nmu.ac.th <p>การวิจัย และพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกในการให้บริการปรึกษาเพื่อตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีในประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยใช้กรอบแนวคิดของ Soukup ในการดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ 1) การค้นหาปัญหาทางคลินิก 2) การสืบค้น และสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ และ 3) การพัฒนาแนวปฏิบัติ การสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ ใช้กรอบ PICO จาก 10 ฐานข้อมูล ช่วงปี ค.ศ. 2019 - 2025 คัดเลือกบทความฉบับเต็มภาษาไทย และภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุ ตั้งแต่ 15 - 49 ปี มีบทความเข้าเกณฑ์ประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ของ Polit and Beck จำนวน 15 เรื่อง และคัดเข้าสู่การสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ จำนวน 7 เรื่อง หลังจากนั้น นำมาพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติการพยาบาล และตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ด้วยเครื่องมือ AGREE II ฉบับภาษาไทย</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลฯ ที่พัฒนาขึ้น มีคะแนนคุณภาพรวม ร้อยละ 95.99 อยู่ในระดับดีเยี่ยม และภาพรวมของแนวปฏิบัติการพยาบาลฯ ร้อยละ 77.78 อยู่ในระดับดี แนวปฏิบัติการพยาบาลฯ มีขั้นตอนบริการตามหลัก 5Cs คือ การยินยอม การรักษาความลับ การให้คำปรึกษา การรายงานผลที่ถูกต้อง และเชื่อมโยงการดูแล ครอบคลุมการคัดกรองจนถึงส่งต่อรักษา ดังนั้น แนวปฏิบัติการพยาบาลฯ ที่พัฒนาขึ้นนี้ พยาบาลสามารถนำไปศึกษานำร่องในการให้บริการปรึกษาเพื่อตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีในประชากรกลุ่มเสี่ยงได้</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/286367 การดูแลแบบองค์รวมในบทบาทพยาบาลผู้ป่วยนอกต่อเด็กโรคหัวใจแต่กำเนิดที่ต้องเข้ารับการตรวจหรือทำหัตถการรักษาทางสายสวนหัวใจ 2026-03-19T11:18:23+07:00 พชรกร โอห์แลนด์ patcharakornns@gmail.com <p>พยาบาลผู้ป่วยนอกมีบทบาทสำคัญในฐานะด่านแรกของการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจแต่กำเนิดที่ต้องเข้ารับการตรวจหรือทำหัตถการรักษาทางสายสวนหัวใจ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการวินิจฉัย และรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด การเตรียมความพร้อมที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะก่อนเข้ารับการรักษามีผลต่อความปลอดภัย ความร่วมมือของผู้ป่วย และประสิทธิผลของการรักษา บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่ออธิบายบทบาทของพยาบาลผู้ป่วยนอก ให้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจ ข้อบ่งชี้ ข้อควรระวัง และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนสามารถประเมินสภาพผู้ป่วย ได้แก่ การซักประวัติ และการตรวจร่างกายได้อย่างครอบคลุม</p> <p>การดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจที่ต้องเข้ารับการตรวจหรือทำหัตถการรักษาทางสายสวนหัวใจ ควรยึดแนวคิดการดูแลแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ การเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบทั้งทางร่างกาย และจิตใจ จะช่วยให้ผู้ป่วยเด็กสามารถเข้ารับการตรวจหรือทำหัตถการรักษาทางสายสวนหัวใจได้อย่างปลอดภัย ลดภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดี อันสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของพยาบาลผู้ป่วยนอกในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจอย่างมีคุณภาพ และครบมิติองค์รวม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลเกื้อการุณย์