วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi <p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ </strong>โดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาขาที่เกี่ยวข้อง ที่มีการควบคุมคุณภาพโดยทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารฯ ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ซึ่งการพิจารณานั้นจะเป็นแบบ Double-blind review อย่างน้อย 2 ท่าน</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p>บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง</p> jrhisasuk101@gmail.com (นิสิต บุญอะรัญ) jrhisasuk101@gmail.com (เสฐียรพงษ์ ศิวินา, เดือนเพ็ญ แก้วประสาร) Mon, 04 May 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาระบบการคัดกรองและส่งต่อสำหรับภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288278 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาระบบ และประเมินผลลัพธ์จากการนำระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development - R&amp;D)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเป็น 1) สตรีผู้ตั้งครรภ์และเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 30 คน และ 2) กลุ่มเป้าหมายในการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 4 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ จำนวน 2 คน และสตรีผู้ตั้งครรภ์ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพ จำนวน 4 คน ทำการศึกษาเป็น 4 ระยะ ระหว่างเดือนมกราคม 2568 - เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือวิจัยได้แก่ 1. แบบสอบถาม 2. แบบประเมินความเหมาะสมและความไปได้ 3. ระบบการคัดกรอง และส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ และ 4. แบบประเมินผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ระบบการคัดกรองฯ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าดัชนี PNI&gt;0.20</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1. สภาพปัญหาด้านการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในภาพรวมอยู่ระดับมาก (Mean=3.98, SD.= 0.74) และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) สูงที่สุด ได้แก่ การพัฒนาระบบการสื่อสารและการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานที่รับส่งต่อ (PNI = 0.464) แสดงถึงความสำคัญของการสื่อสารและการประสานงานของเครือข่าย 2. ระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ พบว่า มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ระบบคัดกรอง การประเมินอาการและการดูแลระหว่างการส่งต่อ ระบบการส่งต่อ ระบบสนับสนุน ระบบติดตามและประเมินผล ซึ่งมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก Mean=4.18, SD.=0.64, Mean=4.21, SD. =0.62 และ 3. ผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูสุขภาพจากการใช้ระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.20, SD. = 0.45)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> ภายหลังการพัฒนาระบบฯ พบว่าสามารถยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพทั้ง 6 มิติอยู่ในระดับดีถึงดีมาก จึงควรนำระบบไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการที่มีบริบทใกล้เคียง พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรและใช้เครื่องมือมาตรฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล</p> สุจิตรา โต่นวุธ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288278 Mon, 04 May 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคของทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ระดับอำเภอ จังหวัดนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288279 <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาระดับผลการดำเนินงาน ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน และเสนอแนะเชิงนโยบายรวมถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคของทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็วระดับอำเภอ จังหวัดนครพนม</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงสำรวจ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรสาธารณสุขผู้ปฏิบัติหน้าที่คณะทำงานทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็วระดับอำเภอ จำนวน 134 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ตามระดับอำเภอ และทำการสุ่มแบบง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.67 - 0.95 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีเพิ่มตัวแปรเป็นขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong> : </strong>ผลการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 3.86, SD. = 0.64) ปัจจัยด้านการบริหารจัดการมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (Mean = 3.98, SD. = 0.60) และปัจจัยด้านบริบทกฎหมายมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (Mean = 3.62, SD. = 0.65) กับการดำเนินงาน ตัวแปรสี่ด้านที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ผลการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคได้ 60.80% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ปัจจัยด้านค่านิยมร่วม บริบทด้านพระราชบัญญัติโรคติดต่อ ปัจจัยด้านกลยุทธ์ และปัจจัยด้านบุคลากร ตามลำดับ ในขณะที่ความท้าทายจากบริบทพื้นที่ชายแดนไม่มีความสัมพันธ์กับการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong><strong>: </strong>ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินงานประกอบด้วยค่านิยมร่วมที่เข้มแข็ง ความเข้าใจกฎหมาย กลยุทธ์ที่ชัดเจน และความพร้อมของบุคลากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร จัดอบรมความรู้ด้านพระราชบัญญัติโรคติดต่อ สนับสนุนทรัพยากรบุคคลให้เพียงพอ และนำแนวทางปฏิบัติมาตรฐานที่บูรณาการปัจจัยแห่งความสำเร็จเหล่านี้ไปใช้เป็นกรอบการปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม</p> นันทนา พรมนิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288279 Mon, 04 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่าง กระดูกและกล้ามเนื้อ ของพนักงานปฏิบัติงานในโรงพยาบาลกุมภวาปี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288352 <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาสภาพปัญหา&nbsp; สร้างและตรวจสอบรูปแบบ และทดลองใช้และประเมินรูปแบบการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อของพนักงานปฏิบัติงานในโรงพยาบาลกุมภวาปี</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>การวิจัยและพัฒนา (Research and development Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย : </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและพนักงานทุกระดับของโรงพยาบาลกุมภวาปี&nbsp; แบ่งเป็นระยะศึกษาสภาพปัญหา 10 คน ระยะสร้างและตรวจสอบรูปแบบ 25 คน และทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบฯ 40 คน ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบบันทึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ Paired t-test กำหนดนับสำคัญทางสถิติที่ 95% Confidences Interval</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>พบว่า 1) สภาพปัญหาการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่าง กระดูกและกล้ามเนื้อเกิดจากสาเหตุด้านการยศาสตร์ ด้านสุขภาพและสภาวะร่างกาย ด้านจิตสังคม และด้านทัศนคติและการจัดการของพนักงานปฏิบัติงาน 2) รูปแบบฯ ประกอบด้วยโปรแกรม Smart Move, Healthy Staff (3 ป : ปรับ-เปลี่ยน-ประจำ) ที่มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ระดับมาก (Mean±SD. = 4.45±0.42) และ 3) ผลการประเมินรูปแบบฯ พบว่า ภายหลังการพัฒนา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเองในการป้องกันโรคระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อโดยรวมมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.36 คะแนน (Mean differences = 0.36; 95%CI = 0.18, 0.54) และกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยรวมมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้น 2.00 คะแนน (Mean differences = 2.00; 95%CI = 1.82, 2.17)&nbsp;</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้พนักงานปฏิบัติงานมีการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่าง กระดูกและกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น</p> ดวงดาว กาพย์ชน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288352 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงร่วมกับไลน์แอปลิเคชั่น อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288354 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงผ่านไลน์แอปลิเคชั่น และเพื่อเปรียบเทียบผลของความรู้การรับรู้ พฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และการควบคุมระดับความดันโลหิต</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังทดลอง</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย: </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 30 ราย กลุ่มทดลองที่อาศัยอยู่ในตำบลเมืองสรวง และกลุ่มเปรียบเทียบจากตำบลหนองผือ กลุ่มละ 30 คน ระยะเวลา 6 สัปดาห์ กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ เก็บข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test /Mann-Whitney U Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และการรับรู้โดยรวมสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.001) (ค่าความต่างเฉลี่ยเท่ากับ 5.15, 95%CI; 1.64, 9.90 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ทั้งก่อนและหลังการทดลอง พบว่า ก่อนทดลองทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง แตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยระดับความดันโลหิต ซิสโตลิก และไดแอสโตลิกแตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ควรมีการส่งเสริมให้การประยุกต์โปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพเป็นแนวทางมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วย NCD ในทุกระดับบริการ พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมทักษะการให้คำปรึกษาและการสร้างแรงจูงใจในระยะยาว</p> ธีรยุทธ ศรีทะโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288354 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลปทุมรัตต์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288477 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนารูปแบบ และประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพภายหลัง การใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลปทุมรัตต์</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูลเชิงปริมาณ ดำเนินการ 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนารูปแบบฯ กลุ่มเป้าหมาย คือ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ที่ปฏิบัติงานมาไม่น้อยกว่า 5 ปี เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบฯ กลุ่มเป้าหมายในการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน ได้แก่ เจ้าหน้าที่พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ฯ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจกแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพภายหลังการใช้รูปแบบฯ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงฯ และแบบประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมานฯ</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า 1. การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่โรงพยาบาลปทุมรัตต์ ยังเผชิญกับปัญหาด้านความต่อเนื่องของการดูแล การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการเสริมพลังครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกัน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความต้องการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพที่เป็นระบบ มีการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่ายสุขภาพ 2. รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงฯ มี 5 องค์ประกอบ และ 3. ผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้สูงอายุมีแนวโน้มดีขึ้นในทุกด้านภายหลังการใช้รูปแบบฯ โดยผลลัพธ์โดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างดีโดยในด้านความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน พบว่าผู้สูงอายุมีความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น (Mean=11.20 เป็น Mean=13.10)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลปทุมรัตต์ สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการดูแลเน้นความต่อเนื่องของพยาบาล ผู้ประสานการดูแล และการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในชุมชน จึงควรนำรูปแบบไปขยายใช้พื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกัน</p> นิตยา ทุมวัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288477 Sun, 10 May 2026 00:00:00 +0700 ภาวะแทรกซ้อน ปัจจัยที่สัมพันธ์ และอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี ในผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหักและได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดในโรงพยาบาลเสลภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288478 <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาการเกิดภาวะแทรกซ้อน อัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี และผลลัพธ์ด้านการเคลื่อนไหว รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหักและได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective cohort study)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาในผู้ป่วยอายุ ≥60 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีกระดูกสะโพกหักในโรงพยาบาลเสลภูมิ ระหว่างปี พ.ศ. 2562–2567 รวมจำนวน 223 ราย โดยคัดเลือกเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดจำนวน 90 รายเข้าสู่การศึกษา ข้อมูลถูกรวบรวมจากเวชระเบียน และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยใช้ Logistic regression รายงานค่า Odds ratio (OR) พร้อมช่วงความเชื่อมั่น 95%</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>ผู้ป่วยจำนวน 90 ราย อายุเฉลี่ย 79.0 ± 8.1 ปี และเป็นเพศหญิงร้อยละ 68.9 พบภาวะแทรกซ้อนภายใน 1 ปี ร้อยละ 68.9 โดยพบบ่อย ได้แก่ แผลกดทับ (ร้อยละ 37.8) ปอดอักเสบ (ร้อยละ 18.9) และการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (ร้อยละ 8.9) ไม่พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม อายุที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้น (Adjusted OR = 1.06, 95%CI: 0.99–1.13, p = .068) อัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปีเท่ากับร้อยละ 14.4 และพบว่าสูงกว่าในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน (ร้อยละ 16.1 เทียบกับร้อยละ 10.7) แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ไม่พบผู้ป่วยที่สามารถกลับมาเดินได้ด้วยตนเองภายในระยะเวลา 1 ปี</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ : </strong>การรักษาแบบไม่ผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหักสัมพันธ์กับอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงและผลลัพธ์ด้านการเคลื่อนไหวที่ไม่ดี การคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสมและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญต่อผลการรักษาที่ดีขึ้น</p> ศิวพงษ์ เศษคึมบง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288478 Sun, 10 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลและป้องกันภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยการบูรณาการความร่วมมือของทีมแพทย์และพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288479 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาแนวปฏิบัติ และประเมินแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฉุกเฉินในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p>&nbsp;<strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 7 คน กลุ่มตัวอย่างสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ คือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฉุกเฉิน 17 คน พยาบาล 10 คน และผู้ดูแล 7 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการแจกแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ &nbsp;วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการวิเคราะห์ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบแบบ One sample t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1. สภาพปัจจุบันและปัญหาในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความเสี่ยงต่อภาวะฉุกเฉิน พบว่า โดยภาพรวมความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง (Mean±SD. = 3.13±0.70) 2. แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลและป้องกันภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคเรื้อรังฯ ประกอบด้วย 4 ระยะสำคัญ คือ ระยะที่ 1 การคัดกรองและประเมินความเสี่ยง ระยะที่ 2 การเฝ้าระวังและดูแลเชิงรุก ระยะที่ 3 การสื่อสารและการจัดการภาวะฉุกเฉิน และ ระยะที่ 4 การให้ความรู้และการติดตามดูแลต่อเนื่อง และ 3. ประสิทธิภาพการดูแลและการป้องกันภาวะฉุกเฉิน พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี (Mean±SD. = 4.01±0.57) ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ทีมแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยต่อการดูแลและป้องกันภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง พบว่าโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (Mean±SD. = 4.08±0.34) <strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นโดยบูรณาการการทำงานของทีมสหวิชาชีพช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล โดยความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในระดับดีถึงมาก จึงควรนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้เป็นมาตรฐานในโรงพยาบาลชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของระบบดูแล</p> จิรพา คำวิโส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288479 Sun, 10 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288672 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบ การนำรูปแบบไปสู่การปฏิบัติ และประเมินผลการใช้รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอก ของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้ป่วยนอกที่เข้ารับการคัดกรอง ในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 353 คน กลุ่มเป้าหมายในการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน และกลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้รูปแบบฯ คือ ผู้ป่วยจำนวน 30 คน ดำเนินการวิจัยตั้งแต่พฤศจิกายน 2567 – &nbsp;กันยายน 2568 เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความไปได้ของรูปแบบฯ แบบประเมินมาตรฐานและความพึงพอใจ และประสิทธิผลของรูปแบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า 1. สถานการณ์การคัดกรองผู้ป่วยนอกในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.43, SD. = 0.42) และความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอก ที่มีค่าดัชนี PNI สูงที่สุด คือ การจัดทำคู่มือหรือแนวทางที่ชัดเจนในการคัดกรองผู้ป่วยนอก PNI = 0.658 2. รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ ประกอบด้วย การดำเนินการ 9 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การเตรียมความพร้อม 2) การรับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบคัดกรอง 3) การซักประวัติแบบเร่งด่วน 4) การประเมินสัญญาณชีพและภาวะสุขภาพพื้นฐาน 5) การจัดระดับความเร่งด่วน 6) การจัดลำดับคิวและส่งต่อ 7) การบันทึกข้อมูลและรายงาน 8) การติดตามและประเมินผล และ 9) การจัดการเหตุการณ์พิเศษ โดยรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ถูกพัฒนาขึ้นในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมากทุกขั้นตอน (Mean=4.13, SD. = 0.64) และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับมากเช่นกัน (Mean=4.17, SD. = 0.63) และ 3. ผู้ป่วยนอกที่เข้ารับการคัดกรองด้วยรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกที่ถูกพัฒนาขึ้นมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.19, SD.=0.60) และประสิทธิผลของรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.07, SD.=0.72)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 9 ขั้นตอน มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ และสามารถจำแนกระดับความเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจและประสิทธิผลของระบบอยู่ในระดับมาก สะท้อนถึงความสามารถในการยกระดับคุณภาพบริการและการจัดการระบบคัดกรอง จึงควรผลักดันเชิงนโยบายเพื่อนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น</p> จรัสพิมพ์ ตู่ไทยสงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288672 Fri, 15 May 2026 00:00:00 +0700