วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi <p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ </strong>โดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาขาที่เกี่ยวข้อง ที่มีการควบคุมคุณภาพโดยทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารฯ ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ซึ่งการพิจารณานั้นจะเป็นแบบ Double-blind review อย่างน้อย 2 ท่าน</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p>บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง</p> jrhisasuk101@gmail.com (นิสิต บุญอะรัญ) jrhisasuk101@gmail.com (เสฐียรพงษ์ ศิวินา, เดือนเพ็ญ แก้วประสาร) Wed, 18 Mar 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบด้วยการปรับพฤติกรรม ตามความรอบรู้ด้านสุขภาพ : กรณีศึกษา 2 ราย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287343 <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษากรณีศึกษาและเสนอแนวทางการวางแผนการพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ให้เข้าสู่ระยะสงบ โดยใช้กระบวนการพยาบาลการในการปรับพฤติกรรมตามความรอบรู้ด้านสุขภาพให้สามารถดูแลตนเองอย่างถูกต้อง</p> <p><strong>รูปแบบการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาข้อมูลผู้ป่วยรายกรณี (Case study) ศึกษาเปรียบเทียบกัน 2 ราย</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>ทำการศึกษาในรูปแบบกรณีศึกษา โดยเลือกกลุ่มเป้าหมาย 2 ราย โดย คัดเลือกผู้ป่วยเบาหวานเพื่อเป็นกรณีศึกษาแบบเจาะจงโดยความสมัครใจ 2 ราย โดยใช้เกณฑ์ คือ เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลเมืองสรวงในช่วงเดือนมกราคม 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาเชิงลึกที่เป็นสาเหตุและปัจจัยของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้พบว่ามีพฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม จากการเก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ คือ แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในผู้ป่วยทั้ง 2 ราย พบว่า ผู้ป่วยรายที่ 1 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในด้านการรับประทานอาหารแต่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองในเรื่องการรับประทานอาหารได้ และขาดความรู้ความเข้าใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้านการออกกำลังกาย&nbsp;&nbsp; หลังปรับพฤติกรรมครบ 6 เดือนพบว่าความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำได้ดีกว่าเดิมแต่ยังไม่สามารถเข้าสู่ระยะสงบได้ ดังนั้นแม้จะสิ้นสุดการดำเนินการศึกษาแล้วต้องมีการติดตามดูแลผู้ป่วยรายนี้ต่อไป ส่วนผู้ป่วยรายที่ 2 พบว่ามีความรอบรู้ด้านสุขภาพในด้านการรับประทานอาหารสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองในเรื่องการรับประทานอาหารได้แต่ยังขาดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้านการออกกำลังกายเช่นเดียวกับผู้ป่วยรายที่ 1 หลังปรับพฤติกรรมครบ 6 เดือนพบว่าความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสามารถเข้าสู่ระยะสงบได้ และจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยรายที่ 1 มีปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนกว่าเพราะมีโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วยจึงทำให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการควบคุมระดับน้ำตาลให้เข้าสู่ระยะสงบทำได้ยากกว่า</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ : </strong>จากการศึกษาในผู้ป่วยทั้ง 2 ราย พบว่า การส่งเสริมให้ผู้ป่วยเบาหวาน มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การดูแลตนเองที่ถูกต้องเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของตนเอง การปฏิบัติกิจกรรมทางสุขภาพด้วยตนเอง สามารถตัดสินใจ และแสดงพฤติกรรมการดูแลตนเองได้นั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และความสามารถแห่งตน โดยเฉพาะเมื่อเกิดการเจ็บป่วยต้องสามารถปรับพฤติกรรมการดูแลตนเองให้เหมาะสมกับความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น สามารถประเมินอาการผิดปกติ ตลอดจนการตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนตัวเอง ซึ่งผู้ป่วยจะต้องรับรู้เกี่ยวกับความสามารถของตนเอง เกิดความมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้โดยแสดงออกเป็นพฤติกรรมการดูแลตนเองในลักษณะต่างๆ จะส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถพิจารณาและสนใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเอง ซึ่งจะเป็นการลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนและสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ให้เข้าสู่ระยะสงบได้</p> ศรีทอง อสุรพงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287343 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์คลินิกรวมน้ำใจ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/286999 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและบริบท พัฒนาขั้นตอนและปรับปรุงกระบวนการ และประเมินผลการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์คลินิกรวมน้ำใจ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> ทำการศึกษาในประชากรผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ปีงบประมารณ พ.ศ.2567 ที่เข้ารักษาในคลินิรวมน้ำใจ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 175 ราย และทีมพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยทางคลินิก โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 12 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2568 - 30 กันยายน พ.ศ.2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม และแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งแบบสอบถามมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาช 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน โดยมีการกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> (1) สภาพปัญหาสภาพปัญหาและบริบทที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยกินยาไม่สม่ำเสมอ ไม่มารับยาต่อเนื่อง อาคารสถานที่คับแคบ และไม่มีระบบให้บริการที่เป็นแนวทางเดียวกัน (2) รูปแบบการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์คลินิกรวมน้ำใจประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ซักประวัติ, ประเมิน OI ตรวจร่างกาย, ส่ง CXR Lab พื้นฐาน 2. พบแพทย์/พยาบาล ให้ความรู้ ทำกิจกรรมกลุ่ม และ 3. พบเภสัชกร/พยาบาล/แกนนำ แนะนำการกินยาและปฏิบัติตัว และรับบัตรนัด ผลจากการพัฒนารูปแบบการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ มีการปรับขั้นตอนให้ทันสมัย พบว่า พยาบาลมีการปฏิบัติการพยาบาลตามรูปแบบในระดับมาก และทีมพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยทางคลินิก มีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบในระดับมาก และพบว่าเมื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบพบว่าทั้งผู้ป่วยและทีมพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยทางคลินิกมีระดับความพึงพอใจเพิ่มมากขึ้น</p> <p><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ</strong><strong> : </strong>นวัตกรรมจากการวิจัยนี้พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการยา ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และทลายข้อจำกัดด้านสถานที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยอัตราการปฏิบัติตามแนวทางที่สูงของบุคลากรทางการแพทย์และความพึงพอใจในระดับดีเยี่ยมของผู้รับบริการ จึงเป็นโมเดลที่ควรค่าแก่การขยายผลสู่โรงพยาบาลอื่นและบรรจุเป็นนโยบายมาตรฐานในระดับองค์กร</p> วิจิตรา อุดมศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/286999 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพด้วยวิธีกายภาพบำบัดต่อการเปลี่ยนแปลงรายข้อดัชนี Barthel ADL ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ในจังหวัดยโสธร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287000 <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อเปรียบเทียบคะแนนรวม วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงรายข้อ ระบุข้อของ Barthel ADL ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยกับการเปลี่ยนแปลงรายข้อของ Barthel ADL</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบ One-group pretest–posttest design วัดผลก่อนและหลังการทดลอง</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย : </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเลือกและยินยอมเข้าร่วมการวิจัย โดยคัดเลือกด้วยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 40 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลดดยใช้แบบประเมิน Barthel Index of Activities of Daily Living (Thai version) และ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Sample t-test, Percentage differences และ Pearson’s correlation กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 95% Confidence interval</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>หลังได้รับโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพ พบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกองค์ประกอบ (p &lt; .001) โดยคะแนนรวม (Total BI score) เพิ่มขึ้นจาก 7.27 ± 5.25 เป็น 16.77 ± 3.87 คะแนนซึ่งมีค่าคะแนนเฉลี่ยต่างกันถึง 9.50 คะแนน (95% CI: 7.84, 11.15) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ ด้านการเคลื่อนที่ (Mobility) โดยมีค่าเฉลี่ยต่างกันมากถึง 2.30 คะแนน (95% CI: 2.04, 2.56) แต่ด้านที่มีพัฒนาการน้อยที่สุดแต่ก็ยังคงมีความหมายทางสถิติคือการดูแลความสะอาดของร่างกาย (Grooming) และการควบคุมการขับถ่ายอุจจาระ (Bowels) การเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงรายข้อของดัชนีบาร์เธล (Barthel ADL) หลังได้รับโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยรวมเพิ่มขึ้น คิดเป็น 92.46% &nbsp;ตัวแปรลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกกับการเปลี่ยนแปลงรายข้อในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.55, p = .019) ผลการประเมินกิจกรรมเชิงปฏิบัติเพื่อการดำรงชีวิตโดยใช้ดัชนีจุฬาเอดีแอล (CAI) ในระยะเริ่มต้น (Baseline) พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมด (97.5%) อยู่ในภาวะพึ่งพาผู้อื่น หลังจากการทดลองไปในระยะที่ 4 พบว่า สัดส่วนของผู้ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ (คะแนนเต็ม 9) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 2.5% เป็น 35.0% ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 14 เท่า เมื่อเทียบกับระยะเริ่มต้น ในขณะที่กลุ่มที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 39 ราย เหลือเพียง 26 รายในช่วงสิ้นสุดการศึกษา</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ :</strong> ผลการวิจัยครั้งนี้ส่งผลให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกองค์ประกอบ ซึ่งคะแนนรวมของดัชนีบาร์เธล (Barthel ADL) เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะในด้านการเคลื่อนที่ (Mobility) ที่มีความโดดเด่นที่สุด ในขณะที่ด้านการดูแลความสะอาดและการควบคุมการขับถ่ายแม้จะมีพัฒนาการน้อยกว่าด้านอื่นแต่ยังถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน</p> วชิราภรณ์ เสนาราษฎร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287000 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการป้องกันการเกิดภาวะเจ็บครรภ์ คลอดก่อนกำหนดและอัตราการคลอดก่อนกำหนดของสตรีตั้งครรภ์เสี่ยง ในโรงพยาบาลอาจสามารถ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287001 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันการเจ็บครรภ์&nbsp; อัตราการคลอดก่อนกำหนด และประเมินคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของสตรีกลุ่มเสี่ยงหลังการได้รับโปรแกรมฯ</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong>: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (One group pre-test post- test design)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย :</strong> กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ในคลินิกฝากครรภ์โรงพยาบาลอาจสามารถที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด จำนวน 20 คน และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า (Inclusion criteria) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความเสี่ยงภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เครื่องมือติดตามการหดรัดตัวของมดลูกและแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการเกิดภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดที่มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.42-0.73 และความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.871 วิคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ Paired t-test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 95% Confidences interval</p> <p><strong>ผลการวิจัย : &nbsp;</strong>หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมโดยรวมเพิ่มขึ้น (p &lt;.001) โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2.35 ± 0.28 คะแนน ในระยะก่อนทดลอง เป็น 2.79 ± 0.25 คะแนน ในระยะหลังทดลอง ค่าความต่างเฉลี่ยเท่ากับ 0.44 ตะแนน (95%CI; 0.35, 0.53) อัตราการคลอดก่อนกำหนด ของกลุ่มตัวอย่าง 5.0% และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจฯ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (4.40 ±0.35)&nbsp;</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมทางสุขภาพที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมพฤติกรรมป้องกันการเจ็บครรภ์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราการคลอดก่อนกำหนดลดลง&nbsp;</p> ทักษภร โปร่งสูงเนิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287001 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาพตามกลุ่มวัยของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287003 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> :</strong> เพื่อประเมินยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาพตามกลุ่มวัยของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ใน 4 มิติ ตาม CIPP Model ได้แก่ บริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต/ผลลัพธ์ รวมทั้งศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong> : </strong>การวิจัยเชิงประเมิน (Evaluation Research) ตามรูปแบบ CIPP Model ของ Stufflebeam ผสมผสานระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong><strong> :</strong> ประชากรที่ศึกษา คือ บุคลากรสาธารณสุขที่มีบทบาทในการวางแผน การดำเนินงาน และกำกับติดตามยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพตามกลุ่มวัย สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 60 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามความคิดเห็น แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบประเมินผลผลิตและผลลัพธ์ตามตัวชี้วัดยุทธศาสตร์สาธารณสุข ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 – 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong> : </strong>ยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาพตามกลุ่มวัยของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.88, SD. = 0.86) เมื่อพิจารณารายมิติ พบว่า (1) ด้านบริบท อยู่ในระดับมาก (Mean = 4.21, SD. = 0.73) นโยบายมีความชัดเจนและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติและปัญหาสุขภาพของพื้นที่ (2) ด้านปัจจัยนำเข้าอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.56, SD. = 0.86) บุคลากรมีความรู้และศักยภาพในการปฏิบัติงาน แต่อัตรากำลังยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ (Mean = 2.90, SD. = 1.13) และงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรยังมีข้อจำกัด (Mean = 3.15, SD. = 0.90) (3) ด้านกระบวนการอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.90, SD. = 0.81) กิจกรรมครอบคลุมทุกกลุ่มวัย อสม.และชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนและดำเนินงาน แต่การประสานงานและการบูรณาการงานกับหน่วยงานภายนอกยังต้องพัฒนา (Mean = 3.68, SD. = 0.91 ) และ (4) ด้านผลผลิตและผลลัพธ์ อยู่ในระดับมาก (Mean = 3.87, SD. = 0.82) สามารถดำเนินงานได้ตามแผน และบรรลุตัวชี้วัดสำคัญ จำนวน 10 ตัวชี้วัด (ร้อยละ 40.0) จาก 25 ตัวชี้วัด</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong> : </strong>1) เพิ่มอัตรากำลังบุคลากรสาธารณสุขและจัดสรรงบประมาณด้านส่งเสริมสุขภาพให้เพียงพอ 2) พัฒนาระบบการประสานงานเครือข่ายระหว่างหน่วยงาน และ 3) การเร่งรัดตัวชี้วัดที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพการส่งเสริมสุขภาพทุกกลุ่มวัยในจังหวัดร้อยเอ็ดให้มีประสิทธิผลอย่างยั่งยืน</p> ประภาศรี ทุมะลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287003 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลการประเมินการใช้นโยบายส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287042 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลลัพธ์ เปรียบเทียบ และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสั่งใช้ยาสมุนไพร การใช้ยาสมุนไพรในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในโรงพยาบาล สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>:</strong> การศึกษาแบบผสมวิธี (Mixed method) ประกอบด้วยการศึกษาเชิงปริมาณแบบย้อนหลัง (Retrospective study) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative study) โดยการใช้แบบสอบถามในการสัมภาษณ์เชิงลึกและอภิปรายกลุ่ม</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>:</strong> ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ข้อมูลเวชระเบียนจากฐานข้อมูล HDC จากกลุ่มรายงานมาตรฐานการเข้าถึงบริการแพทย์แผนไทยระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2567 และกลุ่มที่ 2 คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัดในสถานบริการทุกแห่ง จำนวน 150 คน ที่คัดเลือกโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ เวชระเบียนจากฐานข้อมูล HDC และแบบสอบถามเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการสั่งใช้ยาสมุนไพร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา %Difference และสถิติไคว์สแควร์</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>มูลค่าการใช้ยาสมุนไพรในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ในทุกด้านของผลลัพธ์ ยกเว้นจำนวนคนที่มีการวินิจฉัยโรคทางด้านแผนไทยที่ลดลงจาก 8,072.88±8,983.08 คน เป็น 7,813.38±8,208.80 คน โรงพยาบาลชุมชนมีสัดส่วนการใช้ยาสมุนไพรสูงสุดที่ร้อยละ 1.91 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.89) รองลงมาคือโรงพยาบาลทั่วไป ร้อยละ 0.39 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.04) และโรงพยาบาลศูนย์ ร้อยละ 0.18 (ลดลงร้อยละ 0.24) ยาสมุนไพรที่มีการใช้เพิ่มมากขึ้น 3 ลำดับแรก ได้แก่ ขี้ผึ้งไพล สูตรตำรับที่ 1 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.04) ยาแก้ไอผสมมะขามป้อม (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.71) และครีมไพล (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.05) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการสั่งใช้ยาสมุนไพร (p&lt;.001) ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ได้แก่ อายุ ตำแหน่ง ความรู้เรื่องยาสมุนไพร นโยบายของโรงพยาบาล และปัญหาอุปสรรคในการสั่งจ่ายยาสมุนไพร</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>การส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาลของรัฐเป็นนโยบายที่สำคัญและสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ แม้ว่าจะมีความท้าทายและอุปสรรคหลายประการ แต่ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างความสำเร็จจากหลายโรงพยาบาล และการสนับสนุนจากหน่วยงานระดับชาติ การดำเนินการตามข้อเสนอแนะในการศึกษานี้จะช่วยเพิ่มการใช้ยาสมุนไพรให้บรรลุเป้าหมาย เกิดประโยชน์แก่ผู้ป่วย ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านยา และส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาไทยด้านสมุนไพรอย่างยั่งยืน</p> สุกุลยา กิตติโพวานนท์, วีระวรรณ เหล่าวิทวัส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287042 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้านของผู้ป่วยโรคเบาหวานโรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287043 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>: เพื่อศึกษาบริบทและปัญหา พัฒนารูปแบบ และ ทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้านของผู้ป่วยโรคเบาหวาน</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong> :</strong> การวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong> :</strong> กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 60 ราย ที่รับบริการในโรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด และหน่วยบริการปฐมภูมิในเครือข่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 ราย และกลุ่มควบคุม 30 ราย ระยะเวลาศึกษา 3 เดือน กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน แบบประเมินความพึงพอใจ และค่าฮีโมโกลบินเอวันซี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบวิลคอกซัน การทดสอบแมนน์–วิทนีย์ และการทดสอบที กำหนดระดับนัยสำคัญที่ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong> :</strong> หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองและการสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชนสูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ระดับฮีโมโกลบินเอวันซีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และต่ำกว่ากลุ่มควบคุม โดยมีค่าเฉลี่ย 7.35 ± 0.61 เทียบกับ 8.57 ± 0.72 (p &lt; .001) ความพึงพอใจของกลุ่มทดลองอยู่ในระดับสูงและแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong> :</strong> รูปแบบการดูแลต่อเนื่องที่บ้านมีประสิทธิผลในการส่งเสริมการดูแลตนเอง เพิ่มการสนับสนุนทางสังคม และควบคุมระดับฮีโมโกลบินเอวันซี ควรนำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ และศึกษาผลระยะยาวเพิ่มเติม</p> พัชชรี เกษแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287043 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุข สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงพยาบาลโพนทอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287044 <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาระบบ และประเมินผลระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุข สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงพยาบาลโพนทอง&nbsp;</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>การวิจัยและพัฒนา (Research and development)&nbsp;</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย: </strong>ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นคณะทำงานพัฒนาระบบการดูแลระยะยาว สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 15 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 66 คน ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Smart Care giver: Smart CG) 80 คน การดำเนินการวิจัยแบ่งระยะการศึกษาสภาพปัญหา ระยะพัฒนา และระยะประเมินผลการระบบ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 - กันยายน 2568 โดยใช้แบบทดสอบ แบบประเมิน และแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบสัดส่วนโดยใช้ Percentage differences</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> &nbsp;(1) สภาวการณ์ดูแลระยะยาวในพื้นที่เผชิญกับ "อุปสรรคเชิงโครงสร้าง" ที่ส่งผลโดยตรงต่อความล้มเหลวในการส่งต่อการบริบาลอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งถูกช้ำเติมด้วย "แรงกดดันทางเศรษฐศาสตร์คลินิก" และข้อจำกัดด้านสถาปัตยกรรมเชิงพื้นที่ที่ไม่สอดคล้องกับข้อจำกัดทางกายภาพของผู้สูงอายุ ส่วนมิติทางสังคม เกิดจากพลวัตประชากรจากการย้ายถิ่นของวัยแรงงานได้เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ "ครัวเรือนข้ามรุ่น"อันเป็นปัจจัยต้นน้ำที่ก่อให้เกิดภาวะ Caregiver Burnout และ เกิด"ช่องว่างเชิงปฏิบัติ" (Practical Gap) หรือขาดบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคีเครือข่าย ส่งผลให้กลไกการดูแลระดับพื้นที่ขาดความเป็นรูปธรรมและประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อปัญหาที่มีความซับซ้อนในปัจจุบัน (2) ระบบการดูแลระยะยาวของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงประกอบด้วยกิจกรรมการประเมินและคัดกรอง การใช้กลไกเพื่อนช่วยเพื่อน (Identification) การจัดทำแผนดูแลรายบุคคล (Care Mapping &amp; Planning) และการจัดการสภาพแวดล้อม (Environmental Modification) และ (3) ผลการประเมินระบบฯ พบว่า ผู้ดูแลผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความรู้ระดับสูงเพิ่มขึ้นถึง 66.7% และความรู้ระดับปานกลางเพิ่มขึ้น 40.0% ในขณะที่สัดส่วนของผู้ที่มีความรู้ระดับต่ำในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมากถึง 85.7%; กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการปฏิบัติงานสูงกว่ากลุ่มควบคุบคุมอย่างชัดเจนในทุกรายการ และผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีพัฒนาการทางด้านสุขภาพที่ดีกว่ากลุ่มควบคุม โดยกลุ่มทดลองมีสัดส่วนของผู้สูงอายุในกลุ่มไม่ต้องพึ่งพา (ADL 12-20) เพิ่มขึ้นสูงถึง 26.1% ขณะที่กลุ่มควบคุมมีเพียง 10.0%</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ :</strong> ผลการวิจัยครั้งนี้ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ และทักษะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้น และส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายมีความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น</p> พิทักษ์ โสนะชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287044 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความร่วมมือในการเข้ารับการบำบัดยาเสพติดของผู้ป่วยในโปรแกรมการบำบัดฟื้นฟูโดยชุมชนเป็นฐาน ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287215 <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความร่วมมือในการเข้ารับการบำบัดยาเสพติดของผู้ป่วยในโปรแกรมการบำบัดฟื้นฟูโดยชุมชนเป็นฐาน</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์เชิงทำนาย</p> <p><strong>วัสดุและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดในโปรแกรมการบำบัดฟื้นฟูโดยชุมชนเป็นฐาน ปีงบประมาณ 2567 จำนวน 68 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 5 ส่วน มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นอัลฟาของครอนบาคระหว่าง .78 - .94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong> : </strong>ปัจจัยที่ส่งผลและสามารถร่วมกันทำนายความร่วมมือในการเข้ารับการบำบัดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มี 3 ปัจจัย ได้แก่ แรงสนับสนุนทางสังคม ด้านการสนับสนุนการประเมินค่า, สัมพันธภาพเพื่อการบำบัด ด้านสายสัมพันธ์ทางใจและการรับรู้ความสามารถของตนเอง ด้านการได้รับการชักชวน โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความร่วมมือในการเข้ารับการบำบัดได้ 27.2% (R<sup>2</sup> = .272)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong><strong>: </strong>ผลการวิจัยเสนอแนะให้บุคลากรสาธารณสุขเน้นการสร้างสัมพันธภาพทางใจและการให้ข้อมูลป้อนกลับเชิงบวกเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการบำบัดของผู้ป่วยกระบวนการโครงการด้านสาธารณสุข</p> ธีติภูมิ นาวานันทกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287215 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการฝึกอบรมการคัดกรองผู้ป่วยตามความเร่งด่วนสำหรับพยาบาลวิชาชีพ ที่ปฏิบัติงานแผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287216 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการฝึกอบรมการคัดกรองผู้ป่วยตามความเร่งด่วนสำหรับพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานแผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบหนึ่งกลุ่ม ทดสอบก่อนและหลัง (A one-group pretest- posttest design) โปรแกรมการฝึกอบรม ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือน กันยายน พ.ศ. 2568 โดยใช้ ระยะเวลา 8 เดือน</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานแผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลปทุมรัตต์ 13 คน และ EMT 3 คน รวม 16 คน ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลปทุมรัตต์ 30 คน วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์ แนวคิดการพัฒนาบุคลากร และจัดทำโปรแกรมการฝึกอบรมการคัดกรองผู้ป่วยตามความเร่งด่วน โรงพยาบาลปทุมรัตต์ 2) ขั้นตอนการดำเนินการ และ 3) ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบทดสอบความรู้ &nbsp;แบบประเมินทักษะ &nbsp;แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกความถูกต้องของการคัดกรอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired t-test และ Cohen’s kappa กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า หลังได้รับโปรแกรมการฝึกอบรม พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 18.75 (SD. = 2.10) เป็น 25.30 (SD. = 1.85) คะแนน และคะแนนทักษะการปฏิบัติการคัดกรองเพิ่มขึ้นจาก 21.40 (SD. = 2.65) เป็น 27.60 (SD. = 1.95) คะแนน ซึ่งสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 8.42 และ 7.96 ตามลำดับ, p &lt; .001) ความถูกต้องของการคัดกรองผู้ป่วยก่อนการฝึกอบรมอยู่ที่ร้อยละ 70.00 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 95.18 หลังการฝึกอบรม โดยค่าความสอดคล้องระหว่างการคัดกรองของพยาบาลวิชาชีพและการประเมินของแพทย์เพิ่มขึ้นจากระดับปานกลาง (Cohen’s kappa = 0.56) เป็นระดับดี (Cohen’s kappa = 0.82)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>โปรแกรมการฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้น สามารถเพิ่มความรู้และทักษะการคัดกรองผู้ป่วยได้ และความถูกต้องของการคัดกรองเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราการคัดกรองผิดพลาดและอุบัติการณ์ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงขณะรอตรวจลดลง ควรส่งเสริมการนำไปใช้ในหน่วยบริการที่มีบริบทใกล้เคียงและศึกษาผลในระยะยาวต่อไป</p> นงลักษณ์ สังสนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287216 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287218 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลโพนทอง 45 คน การวิจัยแบ่งเป็น การศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พัฒนารูปแบบการพยาบาล&nbsp; และ การทดลองใช้และประเมินผล เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินการปฏิบัติ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>รูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยการพัฒนาความรู้และสมรรถนะของพยาบาล แนวปฏิบัติการพยาบาลที่เป็นมาตรฐาน ระบบเฝ้าระวังและการนิเทศติดตาม รวมทั้งการประเมินผลและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความชัดเจนและสอดคล้องกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน ภายหลังการใช้รูปแบบ พบว่า พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) และมีการปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการล้างมือที่ถูกต้องตามหลัก 5 Moments การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และการแยกผู้ป่วยหรืออุปกรณ์เฉพาะราย พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการพยาบาลโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>รูปแบบการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลและได้รับความพึงพอใจเพิ่มขึ้น ดังนั้น ควรนำรูปแบบดังกล่าวไปใช้เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานในหอผู้ป่วยใน และศึกษาผลลัพธ์ในระยะยาวหรือในบริบทโรงพยาบาลอื่นเพื่อยืนยันประสิทธิผลเชิงระบบ</p> รัญจวน เครือวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287218 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดโดยใช้ การประเมินคะแนนกลุ่มอาการ ตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกาย กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287219 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหา พัฒนาและประเมินผลลัพธ์ของแนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : กลุ่มตัวอย่าง มี 2 กลุ่ม คือ ผู้ป่วยที่มารับบริการที่จุดคัดกรอง ทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่เข้ารับการตรวจรักษา ที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จำนวน 20 คน และพยาบาลวิชาชีพ ณ จุดคัดกรองผู้ป่วย กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก และพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงาน ณ ห้องตรวจอายุรกรรม โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จำนวน 10 คน ดำเนินการวิจัยระหว่าง 1 กรกฎาคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตามแนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และ Paired sample t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05)</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> : ปัญหาที่พบในการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด คือ ผู้ป่วยขาดความตระหนักรู้และการรับรู้ความเสี่ยง บุคลากรขาดทักษาที่เพียงพอต่อการคัดกรองผู้ป่วย พื้นที่และสภาพแวดล้อมในการตรวจคัดกรองไม่เหมาะสม ขาดงบประมาณในการสนับสนุน และกระบวนการคัดกรองเดิมไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านเวลาในการให้บริการผู้ป่วย ผลการพัฒนาแนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การประเมินเบื้องต้น ซักประวัติผู้ป่วยเบื้องต้น ขั้นตอนที่ 2 การคัดกรองความเสี่ยง โดยใช้การประเมินคะแนนกลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกาย และขั้นตอนที่ 3 การส่งตรวจรักษา การประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติ พบว่า หลังการใช้แนวปฏิบัติผู้ป่วย และผู้ให้บริการ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (Mean= 2.87 และ Mean= 2.97 ตามลำดับ) ก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติ ความพึงพอใจของผู้ให้บริการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.05) การปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตามแนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.05)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : การพัฒนาแนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ส่งผลให้การดำเนินงานด้านการคัดกรองผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีความชัดเจน เพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองผู้ป่วย ลดขั้นตอน และระยะเวลาในการคัดกรองผู้ป่วย ทำให้สามารถส่งผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเข้าสู่กระบวนการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p> รวิพรรณ ลาวัณย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287219 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลจัดการรายกรณีเพื่อป้องกันการเสพซ้ำ สำหรับผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตร่วม : การวิจัยเชิงปฏิบัติการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287342 <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหา พัฒนารูปแบบ และศึกษาผลของการใช้รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยยาเสพติดในโรงพยาบาลเกษตรวิสัย</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย: </strong>ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นคณะทํางานแกนนำ ประกอบด้วยตัวแทนสหวิชาชีพ และพยาบาลผู้จัดการรายกรณี 35 คน ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย 5 ท่าน ผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตร่วม 1,287 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 20 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบบันทึก แบบประเมิน และแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ และร้อยละ</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> การศึกษาครั้งนี้พบข้อจำกัดเชิงระบบในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดที่ขาดการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการรับรู้และกลไกพยาบาลผู้จัดการรายกรณี (Case Manager) เพื่อเชื่อมต่อการดูแลสู่ชุมชนอย่างไร้รอยต่อ ผู้วิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการจัดการรายกรณี 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย (1) การเตรียมการ (2) การคัดกรอง (3) การคืนข้อมูลชุมชน (4) การบำบัดด้วยรูปแบบ Modified Matrix Program (5) การส่งต่อความยั่งยืน และ (6) การเฝ้าระวังการเสพซ้ำ และผลลัพธ์การดำเนินงานพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (95.41%) และเข้าสู่ระบบผ่านกลไกตามมาตรา 114 (56.93%) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (85.36%) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีเขียว (Non-SMIV) และไม่มีโรคจิตเวชร่วม (85.67%) อัตราการคงอยู่ในระบบจนครบโปรแกรม คิดเป็น 92.22% และผลการติดตามระยะ 1 ปี พบว่า อัตราการหยุดเสพต่อเนื่องคิดเป็น 81.13% และอัตราการเสพซ้ำ (Relapse rate) เพียง 3.37%</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>รูปแบบการพยาบาลจัดการรายกรณีที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มอัตราการหยุดเสพต่อเนื่องได้สูงถึง 81.13% แม้ในพื้นที่ทรัพยากรจำกัด ควรขยายผลเชิงนโยบายโดยเน้นบทบาทของพยาบาลผู้จัดการรายกรณีเข้าสู่ระบบบริการปกติเพื่อสร้างความยั่งยืนในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดแบบไร้รอยต่อ</p> สายทอง ราชรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287342 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดบริการเพื่อลดระยะเวลารอคอยของแผนกผู้ป่วยนอกโดยการใช้ LEAN CONCEPTS โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287405 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและบริบท พัฒนาขั้นตอนและปรับปรุงกระบวนการ และประเมินผลการจัดบริการเพื่อลดเวลารอคอยของแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์<strong>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;</strong></p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> ทำการศึกษาในผู้ป่วยที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 106 คน และกลุ่มสหวิชาชีพที่มีส่วนร่วม จำนวน 10 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้การการศึกษา ประกอบด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจ และแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามได้ค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟ่าของครอนบาช 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ Paired Sample t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> สภาพปัญหาการจัดบริการในแผนกผู้ป่วยนอกพบว่าระยะเวลารอคอยนาน 142.3 นาที ซึ่งเกินมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ Hospital Accreditation (HA) กำหนดไม่เกิน 120 นาที และผลจากการพัฒนารูปแบบการจัดบริการ มีการตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออก และควบรวมขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนเข้าด้วยกันจาก 11 ขั้นตอนเหลือ 9 ขั้นตอนการให้บริการ และระยะเวลารอคอยเฉลี่ยในการเข้ารับบริการแผนกผู้ป่วยนอกลดลงจากเดิม 142.3 นาทีลดลงเหลือ 119.01 นาที และพบว่าเมื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบการจัดบริการพบว่าทั้งผู้ป่วยนอกและกลุ่มสหวิชาชีพมีระดับความพึงพอใจเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ</strong><strong> : </strong>การพัฒนารูปแบบโดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีน สามารถลดขั้นตอน และลดเวลารอคอยเหลืออยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ผู้ป่วยนอกและทีมสหวิชาชีพมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น จึงควรนำแนวทางการประยุกต์ใช้ทฤษฎีลีนไปใช้ในหน่วยบริการผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลอื่น ๆ เพื่อลดความสูญเปล่า ลดความล่าช้า และเพิ่มคุณค่าแก่ผู้รับบริการ โดยต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่บุคลากรทุกระดับ</p> จินตนา ราชประโคน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287405 Thu, 02 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลการสอนการสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาดต่อความรู้และทักษะ ของผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะพิการที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287408 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> : </strong>เพื่อเปรียบเทียบความรู้และทักษะของผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะพิการก่อนและหลังได้รับการสอนการสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง</p> <p><strong>วัสดุและ</strong><strong>วิธีการวิจัย</strong><strong> :</strong> กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง เป็นผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะพิการที่เข้ารับบริการในห้องตรวจเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2568 และไม่เคยได้รับการสอนการสวนปัสสาวะด้วยตนเองมาก่อน จำนวน 10 ราย เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการคือ คู่มือการสอนสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาด แผนการสอน และสื่อต่างๆ เช่น หุ่นจำลอง และวิดีทัศน์ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล คือ แบบทดสอบความรู้และแบบประเมินทักษะการสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>ก่อนการสอนการสวนปัสสาวะ กลุ่มตัวอย่างมีความรู้และทักษะเกี่ยวกับการสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาดอยู่ในระดับต่ำ คะแนนเฉลี่ย 0.30 และ 15.00 คะแนนตามลำดับ หลังการสอนการสวนปัสสาวะกลุ่มตัวอย่างมีความรู้และทักษะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 12.00 และ 45.00 คะแนน ตามลำดับ คะแนนความรู้และทักษะหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .002)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong><strong>:</strong> การสอนการสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาดโดยพยาบาลมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้และทักษะของผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะพิการ และสามารถนำไปใช้ในทางคลินิกได้</p> คัทรียา ชิณโย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287408 Thu, 02 Apr 2026 00:00:00 +0700