วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi <p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ </strong>โดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาขาที่เกี่ยวข้อง ที่มีการควบคุมคุณภาพโดยทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารฯ ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ซึ่งการพิจารณานั้นจะเป็นแบบ Double-blind review อย่างน้อย 2 ท่าน</p> สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด th-TH วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ 2774-0404 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p>บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง</p> ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองตามหลัก 5A ต่อพฤติกรรมสุขภาพและผลลัพธ์ทางคลินิก ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/284960 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ พฤติกรรมสุขภาพและผลลัพธ์ทางคลินิก ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางกะไห จังหวัดฉะเชิงเทรา</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย :</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) โดยออกแบบเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองตามหลัก 5A (Assess, Advise, Agree, Assist, Arrange) เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ รวม 5 กิจกรรม ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน และแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent t-test และ Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบค่าก่อนและหลังการทดลอง โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ p &lt; .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> หลังการทดลองพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เพิ่มขึ้นจาก 14.83 (SD. = 1.97) เป็น 17.13 (SD. = 1.47) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.30 คะแนน (95% CI: 1.36 ถึง 3.24, p &lt; .05) และคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 44.50 (SD. = 5.89) เป็น 61.81 (SD. = 9.63) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 17.31 คะแนน (95% CI: 13.93 ถึง 20.74, p &lt; .05) แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมมีความรู้ และพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่าระดับน้ำตาลในเลือด ขณะอดอาหาร (FBS) ลดลงจาก 165.57 mg/dL (SD. = 45.65) เป็น 138.80 mg/dL (SD = 21.65) ลดลงเฉลี่ย 26.77 mg/dL (95% CI: 8.69 ถึง 44.85, p &lt; .001) และระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (HbA1c) ลดลงจาก 8.07% (SD. = 0.96) เป็น 7.37% (SD. = 0.42) ลดลงเฉลี่ย 0.70% (95% CI: 0.48 ถึง 0.92, p &lt; .001) แสดงว่าผู้เข้าร่วมสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลงจาก 26.45 (SD. = 4.08) เป็น 25.82 (SD. = 3.93) ลดลงเฉลี่ย 0.63 (95% CI: -0.83 ถึง -0.42, p = .001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ (M = 17.13, SD. = 1.47) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (M = 15.40, SD. = 2.12) อย่างมีนัยสำคัญ (95% CI: 0.67 ถึง 2.67, p = .002) และมีคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมสุขภาพ &nbsp;&nbsp;&nbsp;สูงกว่ากลุ่มควบคุม (95% CI: 14.39 ถึง 23.68, p &lt; .001) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิกพบว่า กลุ่มทดลองมีค่า FBS ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (95% CI: -40.08 ถึง -16.98, p &lt; .001) และค่า HbA1c ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (95% CI: -1.48 ถึง -0.77, p = .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนค่า BMI ลดลงแต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p = .233)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> ผลการศึกษาพบว่า โปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองตามหลัก 5A ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและส่งผลให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงควรนำโปรแกรมนี้ ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน</p> รัตติกาล หงษ์ศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 13 22 การขับเคลื่อนการพัฒนางานอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลสู่ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน ด้านการจัดการของเสียทางการแพทย์จังหวัดมหาสารคาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/284962 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษารูปแบบและผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนการพัฒนางานอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลสู่ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน ด้านการจัดการของเสียทางการแพทย์ในจังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>: </strong>วิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย : </strong>ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ปฏิบัติงานอนามัยสิ่งแวดล้อมและจัดการของเสียทางการแพทย์ในโรงพยาบาล จำนวน 13 แห่ง รวม 20 คน ดำเนินการตั้งแต่เดือนเดือนมกราคม พ.ศ. 2566 ถึง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็น 3 ระยะ คือ<strong> ระยะที่ 1</strong> วิเคราะห์สถานการณ์ <strong>ระยะที่ 2</strong> ขับเคลื่อนการพัฒนางาน ตามแนวคิด P-A-O-R ของ Kemmis &amp; McTaggart 4 ขั้นตอนหลัก คือ 1) การวางแผน (Planning) 2) การปฏิบัติการ (Action) 3) การสังเกตผล (Observation) และ 4) สะท้อนการปฏิบัติการ (Reflection) จำนวน 3 วงรอบ <strong>ระยะที่ 3</strong> ประเมินผล ใช้แบบตรวจประเมินตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน แบบเก็บข้อมูลสถานการณ์ แนวคำถามสำหรับสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความพึงพอใจในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่ามัธยฐานและค่าพิสัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา <strong> </strong><strong> </strong></p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> รูปแบบการขับเคลื่อนงานประกอบด้วย 8 ขั้นตอน คือ (1) ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย (2) พัฒนาศักยภาพบุคลากร (3) สร้างระบบสนับสนุน (4) ใช้กลไกการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (5) เตรียมความพร้อมก่อนการประเมิน (6) เยี่ยมเสริมพลังและนิเทศงานเฉพาะกิจ (7) เตรียมเอกสารและกระตุ้นการประเมิน (8) แลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายผล และ (9) ถอดบทเรียนและประเมินผล ขั้นตอนข้างต้นส่งผลให้เกิดผลลัพธ์คือ มีโรงพยาบาลผ่านเกณฑ์ GCHC ระดับท้าทาย ด้านการจัดการของเสียทางการแพทย์ จำนวน 7 แห่ง (ร้อยละ 53.8) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดมหาสารคามและกระทรวงสาธารณสุข และมีโรงพยาบาลผ่านเกณฑ์มากที่สุดในเขตสุขภาพที่ 7</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ : </strong>ปัจจัยความสำเร็จมาจากการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เกณฑ์ประเมินผลที่สอดคล้องและเอื้อต่อการบรรลุเป้าหมาย การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระบบพี่เลี้ยงและเพื่อนช่วยเพื่อน กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เครือข่ายผู้พัฒนางานเข้มแข็ง และควรขยายผลสู่โรงพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและศึกษาเชิงผลลัพธ์ด้านค่าใช้จ่ายและปริมาณของเสียต่อไป</p> ปาริชาต ปกิรณะ สุกัญญา สารฤทธิคาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 23 38 การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะ Extravasation ในผู้ป่วยที่ได้รับสารทึบรังสี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/284963 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลของแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะ Extravasation ในผู้ป่วยที่ได้รับสารทึบรังสีที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> วิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และได้รับสารทึบรังสี จำนวน 60 ราย และพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยรังสีวินิจฉัย จำนวน 10 คน ดำเนินการศึกษาช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 31 กรกฎาคม 2568 โดยใช้กรอบแนวคิดหลักฐานเชิงประจักษ์ของซูคัพ (Soukup Model) ในการพัฒนาแนวปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) คู่มือแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะ Extravasation ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินภาวะ Extravasation แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงานของพยาบาล และแบบสำรวจความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติ</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก คือ 1) การเฝ้าระวังและป้องกันภาวะ Extravasation และ 2) การจัดการเมื่อเกิดภาวะ Extravasation ผลการนำแนวปฏิบัติไปใช้พบว่า พยาบาลมีทักษะการปฏิบัติงานและความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านผลลัพธ์ทางคลินิกพบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 60 ราย ไม่เกิดภาวะ Extravasation จำนวน 42 ราย (70.0%) และเกิดภาวะ Extravasation จำนวน 18 ราย (30.0%) โดยความรุนแรงทั้งหมดอยู่ในระดับเล็กน้อย (Mild level) แสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นช่วยให้พยาบาลสามารถตรวจพบและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว</p> <p><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ:</strong> แนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการควบคุมความรุนแรงของภาวะ Extravasation ให้อยู่ในระดับเล็กน้อย จึงควรนำแนวปฏิบัตินี้ไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับสารทึบรังสีทั้งในการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย</p> อุบล ทองสุพล รุ่งรัตน์ เนตรโสภา เพ็ญศรี ปักกังวะยัง มะลิวรรณ อังคะนิตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 39 56 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการหกล้มของผู้สูงอายุ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285153 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การหกล้มในผู้สูงอายุ และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการหกล้มในผู้สูงอายุ ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษาแบบตัดขวาง (Cross-sectional study)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> ศึกษาผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่อาศัยในตำบลสนามชัย อำเภอเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน–ธันวาคม พ.ศ. 2565 จำนวน 318 คน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 71 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 64.2 และเป็นเพศชาย ร้อยละ 35.8&nbsp; ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว เป็นความดันโลหิตสูงร้อยละ 61.3 เป็นไขมันในเส้นเลือดร้อยละ 52.5 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหกล้มในผู้สูงอายุตำบลสนามชัย อำเภอเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ อายุ (p = .02), โรคประจำตัว (p=.022), การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (p=.046) และการรับรู้เกี่ยวกับการป้องกันการหกล้ม (p&lt;.01)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>อุบัติการณ์การหกล้มของผู้สูงอายุอยู่ที่ 41.8% และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหกล้มในผู้สูงอายุ ได้แก่ อายุ, โรคประจำตัว, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการรับรู้เกี่ยวกับการป้องกันการหกล้ม</p> ภานุพงศ์ ผลเพิ่มพูนทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-07 2026-01-07 57 73 ผลของโปรแกรมให้ความรู้ด้านสุขภาพต่อผู้บริจาคโลหิตที่หน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285157 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้บริจาคโลหิตก่อนและหลังเข้าโปรแกรมให้ความรู้ด้านสุขภาพ ศึกษาการใช้โปรแกรม และเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้บริจาคโลหิตที่มีต่อโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพของหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) โดยใช้รูปแบบกลุ่มเดียวมี การวัดก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม (One Group Pretest-Posttest Design)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริจาคโลหิตที่เข้ารับบริการของหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาด้วยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า ผลการวิจัยพบว่าโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนาคุณภาพการบริจาคโลหิต ภายหลังการใช้โปรแกรม ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้บริจาคโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 56.20 เป็นร้อยละ 94.75 และความพร้อมในการบริจาค เพิ่มขึ้นเกือบสมบูรณ์ถึงร้อยละ 99.94 การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องก่อนและหลังบริจาคโลหิตและการจัดการ ความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มก็เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 98.82 และ 100.00 ตามลำดับ นอกจากนี้ผู้บริจาค ยังแสดงความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมากที่สุด (Mean=4.90 หรือ ร้อยละ 98.00) ซึ่งยืนยันว่าโปรแกรมมีคุณภาพในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการบริจาคโลหิต</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> โปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิผลสูงในการเสริมสร้างความรอบรู้และพฤติกรรมที่ถูกต้องของผู้บริจาคโลหิตซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดความเสี่ยงและการเพิ่มคุณภาพในการบริจาคโลหิต เสนอแนะควรนำโปรแกรมนี้ไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ และควรมีการศึกษาผลในระยะยาวเกี่ยวกับการบริจาคโลหิตซ้ำและความคงทนของพฤติกรรมต่อไป</p> วิไลลักษณ์ ศรีถาวร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-07 2026-01-07 74 87 การพัฒนาแนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285158 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาการคัดกรองผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) (2) พัฒนาแนวปฏิบัติการคัดกรองฯ และ (3) ศึกษาผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วย COPD กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong>: การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong>: การวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) นี้ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม – พฤศจิกายน 2568 โดยใช้กรอบแนวคิด Soukup EBP Model 4 ขั้นตอน ในระยะการนำแนวปฏิบัติไปใช้และประเมินผลได้ประยุกต์ใช้การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pre-test Post-test Design) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ 10 ราย และ ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แนวปฏิบัติการคัดกรอง 5 ขั้นตอน (IOC = 0.83) แบบวัดความรู้ (KR-20 = 0.85) แบบวัดการปฏิบัติ (α= 0.82) และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและใช้ Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความรู้และการปฏิบัติก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติ (กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ p&lt; .05)</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: จากการศึกษาสถานการณ์ปัญหาการคัดกรอง COPD พบว่า กระบวนการมีความแปรปรวนสูงและขาดประสิทธิภาพ โดยมีอัตราการส่งต่อเพื่อตรวจยืนยันในระยะเริ่มต้นเพียงร้อยละ 6.7 แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นตามหลักฐานเชิงประจักษ์ (EBP) และอ้างอิง GOLD Guideline ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยค่า IOC เท่ากับ 0.83 ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก (ตั้งแต่การคัดกรองความเสี่ยงไปจนถึงการส่งต่อ Spirometry) หลังการนำแนวปฏิบัติไปใช้พบว่า ระดับความรู้ของพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) จาก 15.50 เป็น 22.80 คะแนน และระดับการปฏิบัติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) จากระดับปานกลาง (Mean= 2.50) เป็นระดับมากที่สุด (Mean= 4.20) ที่สำคัญที่สุดคือ อัตราการส่งต่อผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเพื่อตรวจ Spirometry เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากร้อยละ 6.7 เป็นร้อยละ 40.0 โดยพยาบาลมีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติในระดับมากที่สุด (Mean= 4.62)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : แนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วย COPD ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงใน การยกระดับความรู้ ทักษะการปฏิบัติ และลดความแปรปรวนในการทำงานของพยาบาล โดยส่งผลให้เพิ่มอัตราการค้นพบผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงในระยะเริ่มต้นได้อย่างชัดเจน เสนอแนะคือควรนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้เป็นสมรรถนะหลักของพยาบาลและขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นเพื่อธำรงรักษามาตรฐานการดูแล</p> อุไรวรรณ บรรลุศาสตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-07 2026-01-07 88 101 การพัฒนาแนวทางการจัดบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285159 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาแนวทาง และ ประเมินผลการใช้การจัดบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (REH-MSW Model)</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : ดำเนินการระหว่างมกราคม-พฤศจิกายน 2568 เก็บข้อมูลในระยะทดลองใช้ระหว่างวันที่ 11 กันยายน ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและสำรวจประชากรทั้งหมด (Total Population Sampling) ประกอบด้วย นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 5 คน และพยาบาลวิชาชีพ (หัวหน้าหอผู้ป่วย) 43 คน เครื่องมือที่ใช้คือ คู่มือแนวทางการจัดบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (IOC = 0.91) และแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับการปฏิบัติและความพึงพอใจ (ค่าความเชื่อมั่น Cronbach's α รวม 0.80) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติอนุมาน (Independent t-test) และเปรียบเทียบก่อน-หลัง (Paired t-test)</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบช่องว่างเชิงระบบหลัก 3 ประการคือ การส่งต่อที่ไม่เป็นมาตรฐาน การบันทึกข้อมูลไม่ต่อเนื่อง และปัญหาการประสานงานนอกเวลา ("Holiday Contact Gap") แนวทาง REH-MSW Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก (การคัดกรอง, มาตรฐาน SOPs 5 ขั้นตอน, การบันทึกและการสื่อสาร, การประสานงานและการดูแลต่อเนื่อง) หลังการใช้แนวทางพบว่า ผลลัพธ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Paired t-test, p&lt;.001) โดยอัตราการใช้เกณฑ์การส่งต่อมาตรฐานเพิ่มเป็นร้อยละ 92 อัตราความสำเร็จในการติดต่อเคสฉุกเฉินวันหยุดเป็นร้อยละ 95 และร้อยละความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาทางสังคมเพิ่มเป็นร้อยละ 88 คะแนนความพึงพอใจโดยรวมของผู้ป่วย/ญาติอยู่ที่ 4.70/5.00 และความพึงพอใจของบุคลากรต่อการใช้แนวทางฯ อยู่ในระดับสูงมากถึงสูงที่สุด (Mean&gt; 4.60)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> แนวทาง REH-MSW Model ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเป็น "สะพานเชื่อม" และแก้ไขปัญหาช่องว่างเชิงระบบ ส่งผลให้คุณภาพการบริการและผลลัพธ์ต่อผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจึงควรประกาศใช้แนวทางฯ เป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ทันที และบูรณาการเข้าสู่ระบบ EMR/HIS เพื่อความยั่งยืน</p> ดวงจัน ข่าขันมะลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-07 2026-01-07 102 116