วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi <p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ </strong>โดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาขาที่เกี่ยวข้อง ที่มีการควบคุมคุณภาพโดยทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารฯ ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ซึ่งการพิจารณานั้นจะเป็นแบบ Double-blind review อย่างน้อย 2 ท่าน</p> สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด th-TH วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ 2774-0404 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p>บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง</p> ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา หน่วยตรวจพิเศษหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/291648 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ ความวิตกกังวลและความพึงพอใจของผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองกับกลุ่มได้รับการพยาบาลตามปกติ ในหน่วยตรวจพิเศษหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> วิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลหลังการทดลอง &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยทั้งหมด 78 คน ที่มีคำสั่งแพทย์ให้ติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา เลือกกลุ่มตัวยอย่างโดยการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและควบคุมกลุ่มละ 39 คน เครื่องมือ ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ ความสามารถในการดูแลตนเอง สื่อการเรียนรู้ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินการรับรู้ ความพึงพอใจ ความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.90–1.00 และค่าแอลฟาของครอนบาค .87–.93 เก็บข้อมูลกลุ่มทดลอง ครั้งที่ 1 (วันติดเครื่อง) ครั้งที่ 2 (วันนำเครื่องมาคืน) ครั้งที่ 3 (วันฟังผล) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Independent t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุม (59.56 ± 1.10 และ 47.79 ± 6.57 ตามลำดับ) และมีความพึงพอใจสูงกว่า (44.79 ± 0.52 และ 36.08 ± 5.44) ขณะที่มีคะแนนความวิตกกังวลต่ำกว่า (13.74 ± 3.96 และ 23.95 ± 5.18) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกตัวแปร (p &lt; .001) ด้านความสมบูรณ์ของผลการตรวจ กลุ่มทดลองได้ข้อมูลครบสมบูรณ์ 39 ราย (ร้อยละ 100.00) กลุ่มควบคุม 35 ราย (ร้อยละ 89.70)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> โปรแกรมนี้ช่วยเพิ่มการรับรู้ ความพึงพอใจ ลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่ติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา จึงควรนำไปใช้ในหน่วยตรวจพิเศษหัวใจและหลอดเลือดต่อไป</p> สุภิดา อินทร์โท่โล่ จุธาลักษณ์ แก้วมะไฟ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-08 2026-09-08 13 25 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการคัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉินในโรงพยาบาลโพนทอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/291659 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> : </strong>เพื่อหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการบริบาลไม่สอดคล้องกับระดับการคัดกรองของในผู้ป่วย ESI-2 เพื่อใช้พัฒนาแนวทางในการคัดแยกผู้ป่วยให้เหมาะสมกับภาระการบริบาลจริง&nbsp;</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong> :</strong> การศึกษาแบบ Prospective Observational Study</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>:</strong> กลุ่มผู้ป่วยคือ ผู้ป่วยห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลโพนทอง ตั้งแต่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2569 คัดแยกผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มการบริบาลสอดคล้องตามการคัดแยก (Concordant ESI) และกลุ่มการบริบาลไม่สอดคล้องตามการคัดแยก (Discordant ESI) วิเคราะห์ข้อมูลระหว่างกลุ่มเพื่อหาลักษณะของผู้ป่วย Discordant ESI&nbsp;</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>จากผู้ป่วยทั้งหมด 338 ราย พบผู้ป่วยกลุ่ม Discordant ESI ร้อยละ 19.2 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด Discordant ESI ได้แก่ ผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัว (Adjusted OR 2.268, 95%CI 1.116–4.605, p=.024) ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงโดยไม่มี target organ damage (Adjusted OR 8.801, 95%CI 3.634–21.314, p&lt;.001) ผู้ป่วยที่มี HR in dangerous zone (Adjusted OR 5.502, 95%CI 2.628–11.518, p&lt;.001) ผู้ป่วยที่มาติดตามการรักษาตามนัด โดยไม่มีอาการผิดปกติ (Adjusted OR 4.368, 95%CI 1.220–15.634, p=.023) ส่วนปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด Discordant ลดลง คือ ผู้ป่วยช่วงอายุ 18–65 ปี (Adjusted OR 0.176, 95%CI 0.074–0.420, p&lt;.001) และผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี (Adjusted OR 0.144, 95%CI 0.048–0.431, p=.001)&nbsp;</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong> :</strong> ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด Discordant ESI ได้แก่ ผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงโดยไม่มี Target organ damage ผู้ป่วยอััตราการเต้นของหัวใจอยู่ใน Dangerous zone กลุ่มผู้ป่วยมาติดตามการรักษาตามนัดโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่น และผู้ป่วยอายุุน้อยกว่า 18 ปี สามารถนำลักษณะของผู้ป่วยกลุ่มนี้มาพัฒนาแนวทางคัดแยกผู้ป่วยที่เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน เพื่อลดปัญหาความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในห้องฉุกเฉินให้ดียิ่งขึ้นได้&nbsp;</p> มริษฎา สุดสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-09 2026-09-09 26 39 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/291861 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบต่อความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน ระดับความพิการ ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วย และความรู้และทักษะด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพของญาติหรือผู้ดูแล</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย :</strong> ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567–30 กันยายน 2568 แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการ ระยะดำเนินการตามวงจรวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบ และระยะประเมินผล ผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วยนักกายภาพบำบัด 5 คน และทีมสหวิชาชีพ 7 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางและญาติหรือผู้ดูแล 30 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน แบบทดสอบความรู้ และทักษะ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Wilcoxon Signed Rank Test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> รูปแบบ “PT Selaphum Stroke Model” ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การรับปรึกษาจากแพทย์ 2) การประเมินแรกรับ 3) การกำหนดเป้าหมายร่วมกับผู้ป่วยและญาติ 4) การฟื้นฟูสมรรถภาพในหอผู้ป่วย Stroke Unit 5) การประเมินผลการฟื้นฟู 6) การวางแผนจำหน่ายร่วมกับทีมสหวิชาชีพ และ 7) การส่งต่อข้อมูลการดูแลสู่ทีมสุขภาพในชุมชนและติดตามเยี่ยมบ้านอย่างต่อเนื่อง และหลังใช้รูปแบบฯ พบว่าคะแนนความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้น และระดับความพิการลดลง (p &lt; .001) คะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยและญาติโดยรวมเพิ่มขึ้น (p &lt; .001) พบภาวะแทรกซ้อนข้อไหล่ติดร้อยละ 6.6 ผู้ป่วย ญาติ และทีมสหวิชาชีพมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 95.25 และ 96.75 ตามลำดับ นอกจากนี้ได้พัฒนาชุดคู่มือ และสื่อความรู้ “การดูแลใกล้บ้าน ใกล้ใจ” เพื่อสนับสนุนการดูแลต่อเนื่องในชุมชน</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในวงกว้าง ควรมีการขยายผลโมเดลนี้ร่วมกับคู่มือ “การดูแลใกล้บ้าน ใกล้ใจ” ไปสู่โรงพยาบาลและเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่อื่นๆ โดยเน้นการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของ ทีมสหวิชาชีพ ญาติ และตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญแห่งความสำเร็จ นอกจากนี้ ในแง่ของการศึกษาวิจัยและการพัฒนาในอนาคต ควรมีการ เพิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่าง ขยายพื้นที่ศึกษา และ ติดตามผลในระยะยาว เพื่อเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์มายืนยันความยั่งยืนของรูปแบบการดูแลดังกล่าว ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไปในอนาคต</p> วิภาดา แก้วสะอาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-17 2026-09-17 40 51 รูปแบบการจัดบริการพยาบาลเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยในคลินิกระงับปวด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/291990 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>: เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบการจัดบริการพยาบาล ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบและศึกษาความพึงพอใจของผู้ป่วยและพยาบาลต่อรูปแบบการจัดบริการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : การวิจัยแบ่งเป็นระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการ การจัดบริการโดยทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ป่วยที่มีภาวะปวดเรื้อรัง 10–15 คน และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ 10–15 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบฯ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าจำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 20 คน (ได้รับการดูแลตามปกติ) และกลุ่มทดลอง 20 คน (ได้รับการดูแลตามรูปแบบบริการที่พัฒนาขึ้น) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ร่างรูปแบบการจัดบริการพยาบาล (IPNC-Model) แบบประเมิน แบบบันทึก และแบบสอบถาม เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า IOC เท่ากับ 0.90–1.00 และค่าความเที่ยงของเครื่องมือได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา, Independent t-test, Paired t-test และ Fisher's Exact test</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong>: ผลการศึกษาสถานการณ์พบว่า การบริการเดิมมีการประเมินด้านอารมณ์และจิตใจของผู้ป่วยไม่ครอบคลุม ขาดมาตรฐานแนวปฏิบัติในการประเมินและการสื่อสารที่เข้าใจง่าย และระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยหลังให้ยายังไม่เป็นระบบ จากผลดังกล่าวจึงพัฒนารูปแบบการจัดบริการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น (IPNC-Model) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การประเมินแบบองค์รวม 2) ระบบการจัดการความปวด 3) การเฝ้าระวังความปลอดภัย และ 4) การส่งเสริมการดูแลตนเอง ที่มีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ในระดับดีเยี่ยม (S-CVI/Ave = 0.98) หลังการพัฒนาพบว่า กลุ่มทดลองมีระดับความปวดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมทั้งในด้านความปวดสูงสุด (p = .003) ความปวดโดยเฉลี่ย (p = .009) และความปวดในปัจจุบัน (p = .013) แต่ความปวดน้อยสุดไม่แตกต่างกัน ส่วนผลลัพธ์ด้านอื่นๆ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ในการดูแลตนเอง การรับรู้บริการและความปลอดภัย และความพึงพอใจโดยรวมสูงกว่ากลุ่มควบคุม (p &lt; .001) และไม่พบอุบัติการณ์ด้านความปลอดภัยเลยในกลุ่มทดลอง และพยาบาลมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดบริการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการลดระดับความปวด เพิ่มความปลอดภัย ความรู้ และความพึงพอใจของทั้งผู้ป่วยและบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบบริการพยาบาลและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในหน่วยงานอื่นต่อไป</p> ศิริรักษ์ โคตรท่าน รัชดาพร ชื่นชม เบญจลักษณ์ ชุมพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-22 2026-09-22 52 63 การพัฒนาแนวทางการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/292322 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์ภาวะสมองเสื่อม พัฒนาแนวทางการคัดกรองภาวะสมองเสื่อม และประเมินผลการใช้แนวทางการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการวิจัยและพัฒนาของ Borg &amp; Gall ดำเนินการ 3 ระยะ 10 ขั้นตอน ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสถานการณ์และพัฒนาแนวทาง ระยะที่ 2 การทดลองใช้และปรับปรุงแนวทาง และระยะที่ 3 การทดลองใช้ในบริบทจริง ประเมินผล และจัดทำแนวทางฉบับสมบูรณ์</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 10 คน และผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 40 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวทางการคัดกรองภาวะสมองเสื่อม แบบประเมิน Barthel ADL Index แบบประเมิน Thai Mental State Examination (TMSE) แบบวัดความรู้ความเข้าใจ และแบบวัดความพึงพอใจต่อการใช้แนวทาง ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจมีค่า KR-20 เท่ากับ 0.71 และแบบวัดความพึงพอใจมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.78 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Dependent t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 40 คน มีอายุเฉลี่ย 72.25 ปี (SD. = 6.12) คะแนน Barthel ADL Index เฉลี่ย 19.20 คะแนน (SD. = 2.02) และคะแนน TMSE เฉลี่ย 24.03 คะแนน (SD. = 4.78) พบผู้สูงอายุที่มีคะแนน TMSE ≤23 คะแนน จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 25.00 แนวทางที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเตรียมความพร้อมก่อนการคัดกรอง 2) การซักประวัติและประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3) การคัดกรองด้วย TMSE 4) การให้คำแนะนำเพื่อส่งเสริมสุขภาพสมอง 5) การกำหนดเกณฑ์และช่องทางการส่งต่อ และ 6) การบันทึกและติดตามผลอย่างเป็นระบบ หลังการใช้แนวทาง บุคลากรมีคะแนนความรู้ความเข้าใจเฉลี่ย 14.50 คะแนน (SD. = 0.71) สูงกว่าก่อนการใช้แนวทางซึ่งมีค่าเฉลี่ย 12.60 (SD. = 1.78) (p = .002) และมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวทางโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ:</strong> แนวทางการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมที่พัฒนาขึ้นมีขั้นตอนชัดเจน ครอบคลุมการคัดกรอง การส่งเสริมสุขภาพสมอง การส่งต่อ และการติดตามผล และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในคลินิกโรคความดันโลหิตสูง ผลการประเมินเบื้องต้นพบว่าช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจของบุคลากรและได้รับความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ควรนำแนวทางไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการ พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากร ระบบบันทึกและติดตามผล และระบบส่งต่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาประสิทธิผลในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และหลายพื้นที่ รวมถึงติดตามผลในระยะยาวต่อไป</p> สง่าจิตร ศรีสวนจิก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-02 2026-10-02 64 76 รูปแบบการจัดบริการพยาบาลเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยในงานให้คำปรึกษาโรงพยาบาลร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/292326 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ พัฒนารูปแบบ และประเมินประสิทธิผล ของรูปแบบการจัดบริการพยาบาลเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยในงานให้คำปรึกษา โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยและพัฒนาโดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสถานการณ์และความต้องการ การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ และการทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> กลุ่มผู้ให้ข้อมูลระยะศึกษาสถานการณ์ ได้แก่ ผู้ให้บริการ 10 คน และผู้รับบริการ 12 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด ระยะพัฒนารูปแบบตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน และระยะทดลองใช้ประกอบด้วยผู้ให้บริการ 30 คน และผู้รับบริการ 30 คน โดยคัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบผลก่อนและหลังใช้รูปแบบใช้ Paired-sample t-test โดยก่อนการวิเคราะห์ได้ตรวจสอบการแจกแจงปกติของคะแนนความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการใช้รูปแบบ และกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบปัญหาสำคัญในการจัดบริการ 6 ด้าน รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) แนวปฏิบัติการพยาบาล (2) กระบวนการให้คำปรึกษา 8 ขั้นตอน (3) ระบบเอกสารและเครื่องมือมาตรฐาน (4) ระบบพัฒนาสมรรถนะบุคลากร (5) ระบบติดตามและประเมินผล และ (6) ตัวชี้วัดคุณภาพ โดยรูปแบบและเครื่องมือได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินผู้รับบริการและผู้ให้บริการเท่ากับ 0.97 และ 0.99 ตามลำดับ ภายหลังใช้รูปแบบ คะแนนสมรรถนะของผู้ให้บริการเพิ่มจาก 3.42 ± 0.38 เป็น 4.58 ± 0.29 คะแนน โดยมีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย 1.16 คะแนน (95%CI 1.01–1.31, p &lt; .001) การประเมินก่อนให้คำปรึกษาเพิ่มจากร้อยละ 73.3 เป็น 100.0 การบันทึกข้อมูลครบถ้วนเพิ่มจากร้อยละ 70.0 เป็น 96.7 และการติดตามผู้รับบริการเพิ่มจากร้อยละ 66.7 เป็น 93.3 ขณะที่ผู้รับบริการมีความพึงพอใจเพิ่มจาก 3.76 ± 0.41 เป็น 4.71 ± 0.25 คะแนน โดยมีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย 0.95 คะแนน (95%CI 0.81–1.09, p &lt; .001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> รูปแบบที่พัฒนาขึ้นช่วยยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย สมรรถนะผู้ให้บริการ และความพึงพอใจของผู้รับบริการ ควรนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการที่มีบริบทใกล้เคียง พร้อมพัฒนาสมรรถนะบุคลากร ติดตามผล และประเมินตัวชี้วัดคุณภาพอย่างต่อเนื่อง</p> สมประสงค์ อินอุ่นโชติ วรรณเพ็ญ ศรีวิจารณ์ ดนัย ทุมพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-02 2026-10-02 77 88 การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดทางศัลยกรรมกระดูกและข้อ งานห้องผ่าตัด โรงพยาบาลเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/292340 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา พัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาล ทดลองใช้ และปรับปรุงและเผยแพร่แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดทางศัลยกรรมกระดูกและข้อ</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างได้แก่ แพทย์ พยาบาลห้องผ่าตัด พยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยผ่าตัดที่ปฏิบัติงานห้องผ่าตัดที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และผู้ป่วยที่มารับบริการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกและข้อ ดำเนินการศึกษาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566–กันยายน 2567 การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา การพัฒนาแนวปฏิบัติ การทดลองใช้ และการปรับปรุงแก้ไขและเผยแพร่ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึก แนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่มและแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณานา และการวิเคราะเชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> 1) พบช่องว่างในการปฏิบัติในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการปฏิบัติและการเสริมพลัง ซึ่งมีค่าดัชนีสูงสุด (PNI=0.412) และแผนการดูแลรักษาเฉพาะ (PNI = 0.397) และการระบุปัญหาและความต้องการจำเป็น (PNI=0.362) 2) แนวปฏิบัติทางการพยาบาลฯ ประกอบด้วย 7 ขั้น คือ (1) การตรวจร่างกายและวินิจฉัย (2) การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้ป่วย (3) การให้ข้อมูลและแผนการ (4) การประเมินและการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด (5) การปฏิบัติตามรายการตรวจสอบความปลอดภัย (6) การติดตามดูแลหลังการผ่าตัด และ (7) การวางแผนจำหน่ายรักษา แนวปฏิบัติฉบับนี้มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด 3) หลังการพัฒนาพบว่า มีการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติทางการพยาบาล 100% ผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยของผู้ป่วยผ่าตัดมีการป้องกันความผิดพลาดร้ายแรงและการยกระดับการใช้ Safety Surgical Checklist 100% และความพึงพอใจอยู่ในระดับมากและ 4) การปรับปรุงเผยแพร่แนวทางปฏิบัติการพยาบาล พบว่า มีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อยกระดับแนวปฏิบัติให้มีความครอบคลุม ได้แก่ การเพิ่มระบบแจ้งเตือนความเสี่ยง การติดตามผู้ป่วยหลังจำหน่าย และการพัฒนาสื่อการสื่อสารให้หลากหลายยิ่งขึ้น</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>จากผลการศึกษาครั้งนี้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่พัฒนาส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ทางการพยาบาลและผู้ป่วยมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น</p> โสภา ถวิล ระพีภรณ์ ใจมั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-09 2026-10-09 89 101 รูปแบบการจัดบริการเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยในการให้ยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง ผู้สูงอายุกระดูกสะโพกหักแบบช่องทางด่วน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/292574 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการ พัฒนารูปแบบการจัดบริการ และประเมินประสิทธิผลรูปแบบการจัดบริการเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยในการให้ยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังของผู้สูงอายุกระดูกสะโพกหักแบบช่องทางด่วน</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยและพัฒนา</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong>: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่เข้ารับการผ่าตัดการให้ยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง ที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และพยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติงานในห้องผ่าตัด กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จำนวน 30 คน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือน ธันวาคม 2568 ถึงเดือน สิงหาคม 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ รูปแบบการพยาบาลผู้สูงอายุกระดูกสะโพกหักที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกข้อมูลและการเฝ้าระวังทางวิสัญญี แบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก แบบประเมินการปฏิบัติตามตัวชี้วัดกระบวนการช่องทางด่วน และแบบประเมินความสอดคล้องเชิงคุณภาพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติพรรณนา และสถิติอนุมาน Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ p&lt;.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> : 1) ปัญหาที่พบในการพยาบาลผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกสะโพกหักซึ่งได้รับการผ่าตัดแบบช่องทางด่วน คือ ผู้ป่วยมีโรคร่วมที่ซับซ้อน ทำให้วิสัญญีพยาบาลและแพทย์ต้องใช้เวลาประเมินความพร้อมก่อนผ่าตัด ขาดแคลนวิสัญญีพยาบาลประจำเคสช่องทางด่วน และภาระงานที่มากเกินอัตรากำลัง 2) รูปแบบการพยาบาลผู้สูงอายุฯ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) ระยะก่อนผ่าตัด เพื่อประเมินความพร้อมและเตรียมตัวผ่าตัดภายใน 24-48 ชั่วโมง (2) ระยะผ่าตัดและวิสัญญี เพื่อลดระยะเวลาและเพิ่มความปลอดภัยขณะผ่าตัด (3) ระยะหลังผ่าตัด เพื่อเร่งการฟื้นตัวและป้องกันภาวะแทรกซ้อน และ (4) ระยะเตรียมจำหน่ายและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการหักซ้ำและคืนสู่คุณภาพชีวิตปกติ 3) การเปรียบเทียบคะแนนการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติช่องทางด่วน ก่อนและหลังการใช้รูปแบบฯ มีความแตกต่างกัน (p&lt;.05) โดยก่อนการใช้รูปแบบฯมีคะแนนการปฏิบัติ 4.50 คะแนน (SD.=1.25) และหลังการใช้รูปแบบมีคะแนนการปฏิบัติ 5.73 คะแนน แตกต่างกัน 1.23 คะแนน (95%CI: 0.726, 1.739) และคะแนนการประเมินความสอดคล้องเชิงคุณภาพ ก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบฯ มีความแตกต่างกัน (p&lt;.05) โดยก่อนการพัฒนารูปแบบฯ มีคะแนนเฉลี่ย 7.73 คะแนน (SD.=1.04) หลังการพัฒนารูปแบบฯมีคะแนนเฉลี่ย 9.00 คะแนน (SD.=0.00) แตกต่างกัน 1.26 คะแนน (95%CI: 0.875 – 1.658)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : รูปแบบการพยาบาลในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกสะโพกหักซึ่งได้รับการผ่าตัดแบบช่องทางด่วน ส่งผลให้แนวทางการพยาบาลผู้ป่วยมีความชัดเจน และสามารถบรรลุตัวชี้วัดด้านคุณภาพและความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พวงผกา ศิวินา รัชดาพร ชื่นชม เบญลักษณ์ ชุมพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-12 2026-10-12 120 135 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับ และท่อทางเดินน้ำดี ที่ทำหัตถการส่องกล้องระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อน ร่วมกับการใส่สายระบายน้ำดี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/292575 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหา พัฒนาและประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการพยาบาลเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับและท่อทางเดินน้ำดี ที่ทำหัตถการส่องกล้องระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อนร่วมกับการใส่สายระบายน้ำดี</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : กลุ่มตัวอย่าง มี 2 กลุ่ม คือ ผู้ป่วยมะเร็งตับและท่อทางเดินน้ำดี ที่ทำหัตถการส่องกล้องระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อน ร่วมกับการใส่สายระบายน้ำดี ที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จำนวน 20 คน และพยาบาลวิชาชีพ ที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานในห้องผ่าตัด อย่างน้อย 1 ปี จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งตับและท่อทางเดินน้ำดีที่ทำหัตถการส่องกล้องระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อน ร่วมกับการใส่สายระบายน้ำดี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบภามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และ Paired sample t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05)</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> : ปัญหาที่พบในการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งตับและท่อทางเดินน้ำดี คือ ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมาด้วยอาการในระยะลุกลามและมีภาวะแทรกซ้อนที่ซับซ้อน ทำให้การพยาบาลและดูแลตนเองเป็นไปได้ยาก และยังขาดแคลนพยาบาลผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ผลการพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งตับและท่อทางเดินน้ำดี ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การพยาบาลผู้ป่วย ก่อนการทำหัตถการส่องกล้องระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อน ขั้นตอนที่ 2 การพยาบาลผู้ป่วย ขณะการทำหัตถการส่องกล้องระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อน ขั้นตอนที่ 3 การพยาบาลผู้ป่วย หลังการทำหัตถการส่องกล้องระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อน ผลการประเมินผลลัพธ์การใช้รูปแบบ พบว่า ความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งตับและท่อทางเดินน้ำดี ก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.05) การปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตามรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งตับและท่อทางเดินน้ำดี มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.05)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งตับและท่อทางเดินน้ำดี ที่ทำหัตถการส่องกล้องระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อน ร่วมกับการใส่สายระบายน้ำดี ส่งผลให้การพยาบาลผู้ป่วยมีขั้นตอนที่ชัดเจน เป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน ผู้ให้บริการ และผู้ป่วยเกิดความพึงพอใจระดับมาก</p> ชวิน มูลมณี เครือวัลย์ กุมพล วิสิทธิ์ นามสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-11 2026-10-11 136 150 การพัฒนาแนวทางปฎิบัติการประเมินสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลเกษตรวิสัย กรณีศึกษา 2 ราย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/292341 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการพยาบาลมารดาผู้คลอดที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ร่วมกับมีความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรง ผ่านกรณีศึกษาจำนวน 2 ราย</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การศึกษาเชิงกรณีศึกษาเปรียบเทียบ (Comparative Case Study)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> ศึกษาจากแหล่งข้อมูลมารดาผู้คลอดและญาติ ทีมสุขภาพ เวชระเบียนผู้ป่วย และฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาลเกษตรวิสัย โดยประยุกต์ใช้กระบวนการพยาบาลตามกรอบแนวคิดแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน 11 แบบแผน ครอบคลุมการประเมินสภาพ การกำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล การวางแผน การปฏิบัติการพยาบาล และการประเมินผลลัพธ์ในมารดาผู้คลอดที่มีภาวะความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรงร่วมกับภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จำนวน 2 ราย</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>กรณีศึกษารายที่ 1 หญิงตั้งครรภ์อายุ 24 ปี ครรภ์แรก (G1P0A0L0) อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ 1 วัน ได้รับการวินิจฉัยภาวะความดันโลหิตสูงร่วมกับเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDMA2 c PIH) ได้รับการรักษาด้วยอินซูลินชนิดฉีดและผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 3 วัน กรณีศึกษารายที่ 2 หญิงตั้งครรภ์อายุ 36 ปี ครรภ์ที่ 3 (G3P2A0L2) อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ 3 วัน มีประวัติผ่าตัดคลอดเดิม 2 ครั้ง ได้รับการวินิจฉัยภาวะความดันโลหิตสูงร่วมกับเบาหวานควบคุมด้วยอาหาร (PIH c GDM diet control) ได้รับการรักษาด้วยยาลดความดันโลหิตชนิดรับประทานและผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 4 วัน และผลลัพธ์การพยาบาล ทั้ง 2 รายได้รับการดูแลตามมาตรฐาน ได้รับยากันชัก Magnesium Sulfate ครบตามแผนการรักษา ไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ภาวะชักจากครรภ์เป็นพิษหรือภาวะตกเลือดหลังคลอด มารดาและทารกปลอดภัย สามารถปฏิบัติการพยาบาลครอบคลุมข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลทั้ง 10 ด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> มารดาผู้คลอดที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ร่วมกับมีความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรงถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงทางสูติกรรมที่ต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงอย่างรวดเร็วและแม่นยำ การใช้กระบวนการพยาบาลและการประเมินตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอนช่วยให้พยาบาลสามารถวางแผนการพยาบาล ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่คุกคามชีวิต และดูแลความปลอดภัยทั้งมารดาและทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ควรมีการติดตามต่อเนื่องในระยะหลังคลอดเพื่อป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต</p> สุนิรัตน์ พรมโนพาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-03 2026-10-03 102 119