https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/issue/feed วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ 2026-09-22T13:30:25+07:00 นิสิต บุญอะรัญ jrhisasuk101@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ </strong>โดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาขาที่เกี่ยวข้อง ที่มีการควบคุมคุณภาพโดยทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารฯ ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ซึ่งการพิจารณานั้นจะเป็นแบบ Double-blind review อย่างน้อย 2 ท่าน</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/291648 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา หน่วยตรวจพิเศษหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด 2026-09-08T16:17:00+07:00 สุภิดา อินทร์โท่โล่ jkeawmafai@gmail.com จุธาลักษณ์ แก้วมะไฟ jkeawmafai@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ ความวิตกกังวลและความพึงพอใจของผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองกับกลุ่มได้รับการพยาบาลตามปกติ ในหน่วยตรวจพิเศษหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> วิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลหลังการทดลอง &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยทั้งหมด 78 คน ที่มีคำสั่งแพทย์ให้ติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา เลือกกลุ่มตัวยอย่างโดยการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและควบคุมกลุ่มละ 39 คน เครื่องมือ ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ ความสามารถในการดูแลตนเอง สื่อการเรียนรู้ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินการรับรู้ ความพึงพอใจ ความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.90–1.00 และค่าแอลฟาของครอนบาค .87–.93 เก็บข้อมูลกลุ่มทดลอง ครั้งที่ 1 (วันติดเครื่อง) ครั้งที่ 2 (วันนำเครื่องมาคืน) ครั้งที่ 3 (วันฟังผล) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Independent t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุม (59.56 ± 1.10 และ 47.79 ± 6.57 ตามลำดับ) และมีความพึงพอใจสูงกว่า (44.79 ± 0.52 และ 36.08 ± 5.44) ขณะที่มีคะแนนความวิตกกังวลต่ำกว่า (13.74 ± 3.96 และ 23.95 ± 5.18) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกตัวแปร (p &lt; .001) ด้านความสมบูรณ์ของผลการตรวจ กลุ่มทดลองได้ข้อมูลครบสมบูรณ์ 39 ราย (ร้อยละ 100.00) กลุ่มควบคุม 35 ราย (ร้อยละ 89.70)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> โปรแกรมนี้ช่วยเพิ่มการรับรู้ ความพึงพอใจ ลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่ติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา จึงควรนำไปใช้ในหน่วยตรวจพิเศษหัวใจและหลอดเลือดต่อไป</p> 2026-09-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/291659 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการคัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉินในโรงพยาบาลโพนทอง 2026-09-09T08:26:28+07:00 มริษฎา สุดสังข์ Maritsada.ss@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> : </strong>เพื่อหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการบริบาลไม่สอดคล้องกับระดับการคัดกรองของในผู้ป่วย ESI-2 เพื่อใช้พัฒนาแนวทางในการคัดแยกผู้ป่วยให้เหมาะสมกับภาระการบริบาลจริง&nbsp;</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong> :</strong> การศึกษาแบบ Prospective Observational Study</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>:</strong> กลุ่มผู้ป่วยคือ ผู้ป่วยห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลโพนทอง ตั้งแต่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2569 คัดแยกผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มการบริบาลสอดคล้องตามการคัดแยก (Concordant ESI) และกลุ่มการบริบาลไม่สอดคล้องตามการคัดแยก (Discordant ESI) วิเคราะห์ข้อมูลระหว่างกลุ่มเพื่อหาลักษณะของผู้ป่วย Discordant ESI&nbsp;</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>จากผู้ป่วยทั้งหมด 338 ราย พบผู้ป่วยกลุ่ม Discordant ESI ร้อยละ 19.2 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด Discordant ESI ได้แก่ ผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัว (Adjusted OR 2.268, 95%CI 1.116–4.605, p=.024) ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงโดยไม่มี target organ damage (Adjusted OR 8.801, 95%CI 3.634–21.314, p&lt;.001) ผู้ป่วยที่มี HR in dangerous zone (Adjusted OR 5.502, 95%CI 2.628–11.518, p&lt;.001) ผู้ป่วยที่มาติดตามการรักษาตามนัด โดยไม่มีอาการผิดปกติ (Adjusted OR 4.368, 95%CI 1.220–15.634, p=.023) ส่วนปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด Discordant ลดลง คือ ผู้ป่วยช่วงอายุ 18–65 ปี (Adjusted OR 0.176, 95%CI 0.074–0.420, p&lt;.001) และผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี (Adjusted OR 0.144, 95%CI 0.048–0.431, p=.001)&nbsp;</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong> :</strong> ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด Discordant ESI ได้แก่ ผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงโดยไม่มี Target organ damage ผู้ป่วยอััตราการเต้นของหัวใจอยู่ใน Dangerous zone กลุ่มผู้ป่วยมาติดตามการรักษาตามนัดโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่น และผู้ป่วยอายุุน้อยกว่า 18 ปี สามารถนำลักษณะของผู้ป่วยกลุ่มนี้มาพัฒนาแนวทางคัดแยกผู้ป่วยที่เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน เพื่อลดปัญหาความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในห้องฉุกเฉินให้ดียิ่งขึ้นได้&nbsp;</p> 2026-09-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/291861 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน 2026-09-17T08:55:30+07:00 วิภาดา แก้วสะอาด Off_wipada@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบต่อความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน ระดับความพิการ ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วย และความรู้และทักษะด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพของญาติหรือผู้ดูแล</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย :</strong> ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567–30 กันยายน 2568 แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการ ระยะดำเนินการตามวงจรวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบ และระยะประเมินผล ผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วยนักกายภาพบำบัด 5 คน และทีมสหวิชาชีพ 7 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางและญาติหรือผู้ดูแล 30 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน แบบทดสอบความรู้ และทักษะ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Wilcoxon Signed Rank Test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> รูปแบบ “PT Selaphum Stroke Model” ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การรับปรึกษาจากแพทย์ 2) การประเมินแรกรับ 3) การกำหนดเป้าหมายร่วมกับผู้ป่วยและญาติ 4) การฟื้นฟูสมรรถภาพในหอผู้ป่วย Stroke Unit 5) การประเมินผลการฟื้นฟู 6) การวางแผนจำหน่ายร่วมกับทีมสหวิชาชีพ และ 7) การส่งต่อข้อมูลการดูแลสู่ทีมสุขภาพในชุมชนและติดตามเยี่ยมบ้านอย่างต่อเนื่อง และหลังใช้รูปแบบฯ พบว่าคะแนนความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้น และระดับความพิการลดลง (p &lt; .001) คะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยและญาติโดยรวมเพิ่มขึ้น (p &lt; .001) พบภาวะแทรกซ้อนข้อไหล่ติดร้อยละ 6.6 ผู้ป่วย ญาติ และทีมสหวิชาชีพมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 95.25 และ 96.75 ตามลำดับ นอกจากนี้ได้พัฒนาชุดคู่มือ และสื่อความรู้ “การดูแลใกล้บ้าน ใกล้ใจ” เพื่อสนับสนุนการดูแลต่อเนื่องในชุมชน</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในวงกว้าง ควรมีการขยายผลโมเดลนี้ร่วมกับคู่มือ “การดูแลใกล้บ้าน ใกล้ใจ” ไปสู่โรงพยาบาลและเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่อื่นๆ โดยเน้นการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของ ทีมสหวิชาชีพ ญาติ และตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญแห่งความสำเร็จ นอกจากนี้ ในแง่ของการศึกษาวิจัยและการพัฒนาในอนาคต ควรมีการ เพิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่าง ขยายพื้นที่ศึกษา และ ติดตามผลในระยะยาว เพื่อเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์มายืนยันความยั่งยืนของรูปแบบการดูแลดังกล่าว ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไปในอนาคต</p> 2026-09-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/291990 รูปแบบการจัดบริการพยาบาลเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยในคลินิกระงับปวด 2026-09-22T13:30:25+07:00 ศิริรักษ์ โคตรท่าน opor.sirirak111@gmail.com รัชดาพร ชื่นชม opor.sirirak111@gmail.com เบญจลักษณ์ ชุมพล opor.sirirak111@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>: เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบการจัดบริการพยาบาล ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบและศึกษาความพึงพอใจของผู้ป่วยและพยาบาลต่อรูปแบบการจัดบริการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : การวิจัยแบ่งเป็นระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการ การจัดบริการโดยทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ป่วยที่มีภาวะปวดเรื้อรัง 10–15 คน และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ 10–15 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบฯ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าจำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 20 คน (ได้รับการดูแลตามปกติ) และกลุ่มทดลอง 20 คน (ได้รับการดูแลตามรูปแบบบริการที่พัฒนาขึ้น) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ร่างรูปแบบการจัดบริการพยาบาล (IPNC-Model) แบบประเมิน แบบบันทึก และแบบสอบถาม เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า IOC เท่ากับ 0.90–1.00 และค่าความเที่ยงของเครื่องมือได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา, Independent t-test, Paired t-test และ Fisher's Exact test</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong>: ผลการศึกษาสถานการณ์พบว่า การบริการเดิมมีการประเมินด้านอารมณ์และจิตใจของผู้ป่วยไม่ครอบคลุม ขาดมาตรฐานแนวปฏิบัติในการประเมินและการสื่อสารที่เข้าใจง่าย และระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยหลังให้ยายังไม่เป็นระบบ จากผลดังกล่าวจึงพัฒนารูปแบบการจัดบริการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น (IPNC-Model) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การประเมินแบบองค์รวม 2) ระบบการจัดการความปวด 3) การเฝ้าระวังความปลอดภัย และ 4) การส่งเสริมการดูแลตนเอง ที่มีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ในระดับดีเยี่ยม (S-CVI/Ave = 0.98) หลังการพัฒนาพบว่า กลุ่มทดลองมีระดับความปวดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมทั้งในด้านความปวดสูงสุด (p = .003) ความปวดโดยเฉลี่ย (p = .009) และความปวดในปัจจุบัน (p = .013) แต่ความปวดน้อยสุดไม่แตกต่างกัน ส่วนผลลัพธ์ด้านอื่นๆ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ในการดูแลตนเอง การรับรู้บริการและความปลอดภัย และความพึงพอใจโดยรวมสูงกว่ากลุ่มควบคุม (p &lt; .001) และไม่พบอุบัติการณ์ด้านความปลอดภัยเลยในกลุ่มทดลอง และพยาบาลมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดบริการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการลดระดับความปวด เพิ่มความปลอดภัย ความรู้ และความพึงพอใจของทั้งผู้ป่วยและบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบบริการพยาบาลและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในหน่วยงานอื่นต่อไป</p> 2026-09-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026