https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/issue/feed
วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ
2026-06-27T11:29:23+07:00
นิสิต บุญอะรัญ
jrhisasuk101@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ </strong>โดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาขาที่เกี่ยวข้อง ที่มีการควบคุมคุณภาพโดยทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารฯ ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ซึ่งการพิจารณานั้นจะเป็นแบบ Double-blind review อย่างน้อย 2 ท่าน</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288278
การพัฒนาระบบการคัดกรองและส่งต่อสำหรับภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิ
2026-05-04T07:29:19+07:00
สุจิตรา โต่นวุธ
suchitra.t1975@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาระบบ และประเมินผลลัพธ์จากการนำระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development - R&D)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเป็น 1) สตรีผู้ตั้งครรภ์และเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 30 คน และ 2) กลุ่มเป้าหมายในการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 4 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ จำนวน 2 คน และสตรีผู้ตั้งครรภ์ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพ จำนวน 4 คน ทำการศึกษาเป็น 4 ระยะ ระหว่างเดือนมกราคม 2568 - เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือวิจัยได้แก่ 1. แบบสอบถาม 2. แบบประเมินความเหมาะสมและความไปได้ 3. ระบบการคัดกรอง และส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ และ 4. แบบประเมินผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ระบบการคัดกรองฯ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าดัชนี PNI>0.20</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1. สภาพปัญหาด้านการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในภาพรวมอยู่ระดับมาก (Mean=3.98, SD.= 0.74) และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) สูงที่สุด ได้แก่ การพัฒนาระบบการสื่อสารและการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานที่รับส่งต่อ (PNI = 0.464) แสดงถึงความสำคัญของการสื่อสารและการประสานงานของเครือข่าย 2. ระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ พบว่า มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ระบบคัดกรอง การประเมินอาการและการดูแลระหว่างการส่งต่อ ระบบการส่งต่อ ระบบสนับสนุน ระบบติดตามและประเมินผล ซึ่งมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก Mean=4.18, SD.=0.64, Mean=4.21, SD. =0.62 และ 3. ผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูสุขภาพจากการใช้ระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.20, SD. = 0.45)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> ภายหลังการพัฒนาระบบฯ พบว่าสามารถยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพทั้ง 6 มิติอยู่ในระดับดีถึงดีมาก จึงควรนำระบบไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการที่มีบริบทใกล้เคียง พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรและใช้เครื่องมือมาตรฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล</p>
2026-05-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288279
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคของทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ระดับอำเภอ จังหวัดนครพนม
2026-05-04T07:46:19+07:00
นันทนา พรมนิต
anpp.promnit@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาระดับผลการดำเนินงาน ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน และเสนอแนะเชิงนโยบายรวมถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคของทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็วระดับอำเภอ จังหวัดนครพนม</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงสำรวจ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรสาธารณสุขผู้ปฏิบัติหน้าที่คณะทำงานทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็วระดับอำเภอ จำนวน 134 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ตามระดับอำเภอ และทำการสุ่มแบบง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.67 - 0.95 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีเพิ่มตัวแปรเป็นขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong> : </strong>ผลการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 3.86, SD. = 0.64) ปัจจัยด้านการบริหารจัดการมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (Mean = 3.98, SD. = 0.60) และปัจจัยด้านบริบทกฎหมายมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (Mean = 3.62, SD. = 0.65) กับการดำเนินงาน ตัวแปรสี่ด้านที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ผลการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคได้ 60.80% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ปัจจัยด้านค่านิยมร่วม บริบทด้านพระราชบัญญัติโรคติดต่อ ปัจจัยด้านกลยุทธ์ และปัจจัยด้านบุคลากร ตามลำดับ ในขณะที่ความท้าทายจากบริบทพื้นที่ชายแดนไม่มีความสัมพันธ์กับการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong><strong>: </strong>ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินงานประกอบด้วยค่านิยมร่วมที่เข้มแข็ง ความเข้าใจกฎหมาย กลยุทธ์ที่ชัดเจน และความพร้อมของบุคลากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร จัดอบรมความรู้ด้านพระราชบัญญัติโรคติดต่อ สนับสนุนทรัพยากรบุคคลให้เพียงพอ และนำแนวทางปฏิบัติมาตรฐานที่บูรณาการปัจจัยแห่งความสำเร็จเหล่านี้ไปใช้เป็นกรอบการปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-05-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288352
การพัฒนารูปแบบการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่าง กระดูกและกล้ามเนื้อ ของพนักงานปฏิบัติงานในโรงพยาบาลกุมภวาปี
2026-05-06T14:32:53+07:00
ดวงดาว กาพย์ชน
daungdao33@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาสภาพปัญหา สร้างและตรวจสอบรูปแบบ และทดลองใช้และประเมินรูปแบบการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อของพนักงานปฏิบัติงานในโรงพยาบาลกุมภวาปี</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>การวิจัยและพัฒนา (Research and development Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย : </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและพนักงานทุกระดับของโรงพยาบาลกุมภวาปี แบ่งเป็นระยะศึกษาสภาพปัญหา 10 คน ระยะสร้างและตรวจสอบรูปแบบ 25 คน และทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบฯ 40 คน ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบบันทึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ Paired t-test กำหนดนับสำคัญทางสถิติที่ 95% Confidences Interval</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>พบว่า 1) สภาพปัญหาการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่าง กระดูกและกล้ามเนื้อเกิดจากสาเหตุด้านการยศาสตร์ ด้านสุขภาพและสภาวะร่างกาย ด้านจิตสังคม และด้านทัศนคติและการจัดการของพนักงานปฏิบัติงาน 2) รูปแบบฯ ประกอบด้วยโปรแกรม Smart Move, Healthy Staff (3 ป : ปรับ-เปลี่ยน-ประจำ) ที่มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ระดับมาก (Mean±SD. = 4.45±0.42) และ 3) ผลการประเมินรูปแบบฯ พบว่า ภายหลังการพัฒนา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเองในการป้องกันโรคระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อโดยรวมมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.36 คะแนน (Mean differences = 0.36; 95%CI = 0.18, 0.54) และกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยรวมมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้น 2.00 คะแนน (Mean differences = 2.00; 95%CI = 1.82, 2.17) </p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้พนักงานปฏิบัติงานมีการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่าง กระดูกและกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น</p>
2026-05-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288354
ผลของการใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงร่วมกับไลน์แอปลิเคชั่น อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-05-06T14:49:02+07:00
ธีรยุทธ ศรีทะโร
Teerayut072515@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงผ่านไลน์แอปลิเคชั่น และเพื่อเปรียบเทียบผลของความรู้การรับรู้ พฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และการควบคุมระดับความดันโลหิต</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังทดลอง</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย: </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 30 ราย กลุ่มทดลองที่อาศัยอยู่ในตำบลเมืองสรวง และกลุ่มเปรียบเทียบจากตำบลหนองผือ กลุ่มละ 30 คน ระยะเวลา 6 สัปดาห์ กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ เก็บข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test /Mann-Whitney U Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และการรับรู้โดยรวมสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.001) (ค่าความต่างเฉลี่ยเท่ากับ 5.15, 95%CI; 1.64, 9.90 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ทั้งก่อนและหลังการทดลอง พบว่า ก่อนทดลองทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง แตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยระดับความดันโลหิต ซิสโตลิก และไดแอสโตลิกแตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ควรมีการส่งเสริมให้การประยุกต์โปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพเป็นแนวทางมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วย NCD ในทุกระดับบริการ พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมทักษะการให้คำปรึกษาและการสร้างแรงจูงใจในระยะยาว</p>
2026-05-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288477
การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลปทุมรัตต์
2026-05-10T08:42:54+07:00
นิตยา ทุมวัน
nittaya33312@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนารูปแบบ และประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพภายหลัง การใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลปทุมรัตต์</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูลเชิงปริมาณ ดำเนินการ 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนารูปแบบฯ กลุ่มเป้าหมาย คือ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ที่ปฏิบัติงานมาไม่น้อยกว่า 5 ปี เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบฯ กลุ่มเป้าหมายในการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน ได้แก่ เจ้าหน้าที่พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ฯ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจกแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพภายหลังการใช้รูปแบบฯ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงฯ และแบบประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมานฯ</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า 1. การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่โรงพยาบาลปทุมรัตต์ ยังเผชิญกับปัญหาด้านความต่อเนื่องของการดูแล การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการเสริมพลังครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกัน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความต้องการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพที่เป็นระบบ มีการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่ายสุขภาพ 2. รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงฯ มี 5 องค์ประกอบ และ 3. ผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้สูงอายุมีแนวโน้มดีขึ้นในทุกด้านภายหลังการใช้รูปแบบฯ โดยผลลัพธ์โดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างดีโดยในด้านความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน พบว่าผู้สูงอายุมีความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น (Mean=11.20 เป็น Mean=13.10)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลปทุมรัตต์ สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการดูแลเน้นความต่อเนื่องของพยาบาล ผู้ประสานการดูแล และการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในชุมชน จึงควรนำรูปแบบไปขยายใช้พื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกัน</p>
2026-05-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288478
ภาวะแทรกซ้อน ปัจจัยที่สัมพันธ์ และอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี ในผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหักและได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดในโรงพยาบาลเสลภูมิ
2026-05-10T08:59:35+07:00
ศิวพงษ์ เศษคึมบง
Siwapong_puy@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาการเกิดภาวะแทรกซ้อน อัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี และผลลัพธ์ด้านการเคลื่อนไหว รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหักและได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective cohort study)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาในผู้ป่วยอายุ ≥60 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีกระดูกสะโพกหักในโรงพยาบาลเสลภูมิ ระหว่างปี พ.ศ. 2562–2567 รวมจำนวน 223 ราย โดยคัดเลือกเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดจำนวน 90 รายเข้าสู่การศึกษา ข้อมูลถูกรวบรวมจากเวชระเบียน และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยใช้ Logistic regression รายงานค่า Odds ratio (OR) พร้อมช่วงความเชื่อมั่น 95%</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>ผู้ป่วยจำนวน 90 ราย อายุเฉลี่ย 79.0 ± 8.1 ปี และเป็นเพศหญิงร้อยละ 68.9 พบภาวะแทรกซ้อนภายใน 1 ปี ร้อยละ 68.9 โดยพบบ่อย ได้แก่ แผลกดทับ (ร้อยละ 37.8) ปอดอักเสบ (ร้อยละ 18.9) และการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (ร้อยละ 8.9) ไม่พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม อายุที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้น (Adjusted OR = 1.06, 95%CI: 0.99–1.13, p = .068) อัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปีเท่ากับร้อยละ 14.4 และพบว่าสูงกว่าในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน (ร้อยละ 16.1 เทียบกับร้อยละ 10.7) แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ไม่พบผู้ป่วยที่สามารถกลับมาเดินได้ด้วยตนเองภายในระยะเวลา 1 ปี</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ : </strong>การรักษาแบบไม่ผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหักสัมพันธ์กับอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงและผลลัพธ์ด้านการเคลื่อนไหวที่ไม่ดี การคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสมและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญต่อผลการรักษาที่ดีขึ้น</p>
2026-05-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288479
การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลและป้องกันภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยการบูรณาการความร่วมมือของทีมแพทย์และพยาบาล
2026-05-10T09:13:08+07:00
จิรพา คำวิโส
Jirapanoi2524@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาแนวปฏิบัติ และประเมินแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฉุกเฉินในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p> <strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 7 คน กลุ่มตัวอย่างสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ คือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฉุกเฉิน 17 คน พยาบาล 10 คน และผู้ดูแล 7 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการแจกแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการวิเคราะห์ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบแบบ One sample t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1. สภาพปัจจุบันและปัญหาในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความเสี่ยงต่อภาวะฉุกเฉิน พบว่า โดยภาพรวมความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง (Mean±SD. = 3.13±0.70) 2. แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลและป้องกันภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคเรื้อรังฯ ประกอบด้วย 4 ระยะสำคัญ คือ ระยะที่ 1 การคัดกรองและประเมินความเสี่ยง ระยะที่ 2 การเฝ้าระวังและดูแลเชิงรุก ระยะที่ 3 การสื่อสารและการจัดการภาวะฉุกเฉิน และ ระยะที่ 4 การให้ความรู้และการติดตามดูแลต่อเนื่อง และ 3. ประสิทธิภาพการดูแลและการป้องกันภาวะฉุกเฉิน พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี (Mean±SD. = 4.01±0.57) ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ทีมแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยต่อการดูแลและป้องกันภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง พบว่าโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (Mean±SD. = 4.08±0.34) <strong> </strong></p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นโดยบูรณาการการทำงานของทีมสหวิชาชีพช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล โดยความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในระดับดีถึงมาก จึงควรนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้เป็นมาตรฐานในโรงพยาบาลชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของระบบดูแล</p>
2026-05-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288672
การพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-05-15T15:24:56+07:00
จรัสพิมพ์ ตู่ไทยสงค์
Jaratpim282516@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบ การนำรูปแบบไปสู่การปฏิบัติ และประเมินผลการใช้รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอก ของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้ป่วยนอกที่เข้ารับการคัดกรอง ในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 353 คน กลุ่มเป้าหมายในการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน และกลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้รูปแบบฯ คือ ผู้ป่วยจำนวน 30 คน ดำเนินการวิจัยตั้งแต่พฤศจิกายน 2567 – กันยายน 2568 เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความไปได้ของรูปแบบฯ แบบประเมินมาตรฐานและความพึงพอใจ และประสิทธิผลของรูปแบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า 1. สถานการณ์การคัดกรองผู้ป่วยนอกในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.43, SD. = 0.42) และความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอก ที่มีค่าดัชนี PNI สูงที่สุด คือ การจัดทำคู่มือหรือแนวทางที่ชัดเจนในการคัดกรองผู้ป่วยนอก PNI = 0.658 2. รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ ประกอบด้วย การดำเนินการ 9 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การเตรียมความพร้อม 2) การรับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบคัดกรอง 3) การซักประวัติแบบเร่งด่วน 4) การประเมินสัญญาณชีพและภาวะสุขภาพพื้นฐาน 5) การจัดระดับความเร่งด่วน 6) การจัดลำดับคิวและส่งต่อ 7) การบันทึกข้อมูลและรายงาน 8) การติดตามและประเมินผล และ 9) การจัดการเหตุการณ์พิเศษ โดยรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ถูกพัฒนาขึ้นในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมากทุกขั้นตอน (Mean=4.13, SD. = 0.64) และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับมากเช่นกัน (Mean=4.17, SD. = 0.63) และ 3. ผู้ป่วยนอกที่เข้ารับการคัดกรองด้วยรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกที่ถูกพัฒนาขึ้นมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.19, SD.=0.60) และประสิทธิผลของรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.07, SD.=0.72)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 9 ขั้นตอน มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ และสามารถจำแนกระดับความเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจและประสิทธิผลของระบบอยู่ในระดับมาก สะท้อนถึงความสามารถในการยกระดับคุณภาพบริการและการจัดการระบบคัดกรอง จึงควรผลักดันเชิงนโยบายเพื่อนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น</p>
2026-05-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289373
ผลของโปรแกรมเตรียมความพร้อมของมารดาหลังคลอดในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ หอผู้ป่วยพิเศษสงฆ์เฉลิมพระเกียรติ ชั้น 4 โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2026-06-10T08:19:52+07:00
อรุณรัตน์ โมกขรัตน์
eiwzy2523@gmail.com
จรรยาลักษณ์ ทิพย์ชาติ
eiwzy2523@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเตรียมความพร้อมของมารดาหลังคลอดในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ หอผู้ป่วยพิเศษสงฆ์เฉลิมพระเกียรติ ชั้น 4 โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาหลังคลอดที่มีทารกมีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ ในหอผู้ป่วยพิเศษสงฆ์เฉลิมพระเกียรติ ชั้น 4 จำนวน 36 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง 18 ราย และกลุ่มควบคุม 18 ราย ดำเนินการวิจัยระหว่าง 1 ตุลาคม 2568 - 31 ธันวาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมเตรียมความพร้อมของมารดาหลังคลอดในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรู้และแบบสอบถามการปฏิบัติของมารดาในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา สถิติอนุมาน ได้แก่ Pair t-test และ Independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> : หลังการทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความรู้ในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ เท่ากับ 18.27 คะแนน (SD. = 1.32) กลุ่มควบคุมมีคะแนนความรู้ เท่ากับ 13.38 คะแนน (SD. = 2.65) ซึ่งกลุ่มทดลองมีคะแนนมากกว่ากลุ่มควบคุม 4.88 คะแนน (95%CI; 3.595, 6.181) การปฏิบัติของมารดาหลังคลอดในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง และได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนการปฏิบัติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนการปฏิบัติ เท่ากับ 9.05 (SD. = 0.99) กลุ่มควบคุมมีคะแนนการปฏิบัติ เท่ากับ 7.66 (SD. = 1.51) ซึ่งกลุ่มทดลองมีคะแนนมากกว่ากลุ่มควบคุม 1.39 (95%CI; 0.459, 2.317)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : โปรแกรมเตรียมความพร้อมของมารดาหลังคลอดในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ หอผู้ป่วยพิเศษสงฆ์เฉลิมพระเกียรติ ชั้น 4 โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ช่วยให้มารดาหลังคลอดมีความรู้ และการปฏิบัติตนในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง และได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟดีขึ้น ส่งผลให้ทารกมีอัตราการรอดชีวิตมากขึ้น</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289375
ผลของการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดต่อความรู้ พฤติกรรม การพยาบาลและผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยในโรงพยาบาลศรีเทพ
2026-06-10T08:43:37+07:00
พงษ์นิภา พรหมศิริ
Pnplovekaow9@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ พฤติกรรม และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ก่อนและหลังการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ กลุ่มพยาบาลวิชาชีพใช้รูปแบบ One-group pretest-posttest design และกลุ่มผู้ป่วย Sepsis ใช้รูปแบบ Retrospective–prospective two-group comparison design โดยแบ่งเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ 32 คน และกลุ่มทดลอง 32 คน เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติ</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 19 คน และผู้ป่วย Sepsis รวม 64 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วย Sepsis แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติ และแบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรม และแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนทดลอง ระยะทดลอง (นำแนวปฏิบัติไปใช้ร่วมกับการอบรม 3–4 เดือน) และระยะหลังทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test, Wilcoxon Signed-Rank Test, Independent t-test และ Fisher’s Exact test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ภายหลังการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติ พยาบาลมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (10.21±2.57 เป็น 14.74±0.45, p<.001) และมีพฤติกรรมการพยาบาลดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (2.79±0.37 เป็น 2.99±0.04, p=.031) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่ากลุ่มทดลองมีอัตราการรอดชีวิตและจำหน่ายกลับบ้านร้อยละ 100 สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.024) และไม่พบผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ อัตราการเกิดภาวะ Septic shock ในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบ (ร้อยละ 9.38 และ 37.50 ตามลำดับ, p=.018)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> การใช้แนวปฏิบัติ Sepsis CPG ช่วยเพิ่มความรู้และพฤติกรรมการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย Sepsis อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมทั้งลดการเกิดภาวะ Septic shock และเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย ควรส่งเสริมการใช้แนวปฏิบัติอย่างต่อเนื่องร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเฝ้าระวังและติดตามผู้ป่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลในโรงพยาบาลชุมชน</p>
2026-06-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289644
การศึกษาสมรรถนะและพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุของญาติผู้ดูแล พื้นที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
2026-06-21T08:27:35+07:00
สงัด ทาระนัด
Taranat02@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะ พฤติกรรมการดูแลและความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะกับพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุของญาติผู้ดูแลพื้นที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong>การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong>กลุ่มตัวอย่างคือญาติผู้ดูแลหลักที่อาศัยในครัวเรือนเดียวกับผู้สูงอายุในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 372 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นและแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จำนวน 65 ข้อ โดยการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับหลักการดูแลผู้สูงอายุ (Kuder-Richardson (KR-20) เท่ากับ 0.77 ส่วนแบบสอบถามทัศนคติ พฤติกรรม และสมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุ ค่า Alpha เท่ากับ 0.76, 0.79 และ 0.87 ตามลำดับ ทั้งนี้ค่าความเชื่อมั่นรวมทั้ง 3 ส่วน เท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้อยู่ในระดับดี (Mean= 10.26, SD. = 1.63) ทัศนคติเชิงบวกต่อการดูแลผู้สูงอายุ (Mean= 41.12, SD. = 4.41) สมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุอยู่ในระดับปานกลาง (Mean= 76.51, SD. = 14.69) โดยสมรรถนะด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอยู่ในระดับดี (Mean= 21.36, SD. = 3.27) และพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุอยู่ในระดับดี (Mean= 30.23, SD. = 3.27) ผลการทดสอบความสัมพันธ์ พบว่า สมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุในระดับสูง (r = 0.718, p<.01) และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า สมรรถนะในการดูแลผู้สูงอายุทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุ (p <.01) โดยสมรรถนะด้านการคัดกรองสุขภาพมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = 0.721, p <.01) รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (r = 0.654, p <.01) และด้านการประสานงานและจัดการข้อมูล (r = 0.612, p <.01)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า สมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุของญาติผู้ดูแลในทุกด้านส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแล ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ควรเน้นการเพิ่มพูนทักษะทั้งการให้ความรู้และการฝึกปฏิบัติให้ครอบคลุมทุกด้าน</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289736
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 3 โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2026-06-24T07:11:55+07:00
จันทร์เพ็ญ กันตพานิชการ
nubee941@gmail.com
เพียงใจ เวชชวงศ์
nubee941@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 3 โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong>: การวิจัยและพัฒนา (Research and development) โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Soukup,2000)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรทางการพยาบาลและผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 3 ดำเนินการวิจัย 4 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะเตรียมการเพื่อศึกษาสถานการณ์และทบทวนวรรณกรรม 2) ระยะพัฒนาแนวปฏิบัติผ่านการสนทนากลุ่มเพื่อปรับปรุง WHAPO–MDR-CRE CNPG ให้เข้ากับบริบทหน่วยงาน 3) ระยะทดลองใช้แนวปฏิบัติร่วมกับการสังเกตและนิเทศ และ 4) ระยะประเมินผล เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติการพยาบาลฯที่พัฒนาขึ้น แบบสังเกตการปฏิบัติ และแบบสอบถามความพึงพอใจ</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: ผลการศึกษาพบว่าหลังการใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น บุคลากรทางการพยาบาลมีการปฏิบัติในการป้องกัน VAP-MDR-CRE ที่ถูกต้องมากกว่าก่อนใช้แนวปฏิบัติ จะเห็นได้จากข้อมูลหลังใช้แนวปฏิบัติ<br>เดือน เม.ย.- มิ.ย. 2568 อัตราการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจ 12.3 , 8.47 และ 4.00 ตามลำดับ นอกจากนี้บุคลากรทางการพยาบาลมีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นในระดับสูง เนื่องจาก มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในบริบทของหน่วยงานได้จริง เช่น การปรับวิธีการดูแลช่องปากในผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong>: การพัฒนาแนวปฏิบัติโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมช่วยให้บุคลากรเกิดความมั่นใจและนำไปสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน ข้อเสนอแนะคือควรมีการนิเทศการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง กำกับติดตามมีป้ายสัญลักษณ์ และขยายผลการใช้แนวปฏิบัติไปยังหอผู้ป่วยวิกฤตอื่น ๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจในภาพรวมของโรงพยาบาล</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289812
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อส่งเสริมคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดี ที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง ในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2026-06-26T20:45:19+07:00
กมลวรรณ พาริหาญ
kamonwan.parihan@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหา พัฒนาและประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง ในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : กลุ่มตัวอย่าง มี 2 กลุ่ม คือ ผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จำนวน 30 คน และพยาบาลวิชาชีพ ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม เบญจสิริ 4 และเบญจสิริ 5 จำนวน 10 คน ดำเนินการวิจัยระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ 2569 ถึงเดือน พฤษภาคม 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตามรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และ Paired sample t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> : ปัญหาที่พบในการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง คือ รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยยังไม่ชัดเจน และไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เจ้าหน้าที่พยาบาลต้องได้รับการฝึกทักษะเพิ่มเติม ในการดูแลผู้ป่วย ผู้ป่วยขาดความตระหนักรู้ถึงความรุนแรงของโรค และมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ไม่เหมาะสม ผลการพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพยาบาลก่อนเข้ารับการผ่าตัด ระยะที่ 2 การพยาบาลหลังการผ่าตัด และระยะที่ 3 การพยาบาลเพื่อการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย การประเมินผลการใช้รูปแบบการพยาบาล พบว่า หลังใช้รูปแบบการพยาบาล ผู้ป่วย และผู้ให้บริการ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (Mean= 2.79 และ Mean= 2.91 ตามลำดับ) ก่อนและหลังการใช้รูปแบบ ความพึงพอใจของผู้ให้บริการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.05) การปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตามรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.05)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง ในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ส่งผลให้ประสิทธิภาพการพยาบาลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น มีขั้นตอนของการพยาบาลผู้ป่วยอย่างชัดเจน และผู้ป่วยสามารถกลับปรักษาตัวที่บ้านได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289817
การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบรุนแรง ของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-06-27T11:29:23+07:00
วาสนา โสภักดี
wasana1493@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล และประเมินประสิทธิผลของแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นในการป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบรุนแรงของโรงพยาบาลปทุมรัตต์</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) 4 ระยะ เก็บข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ และประเมินผลด้วยการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยบุคลากรทางการพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยปอดอักเสบ 34 ราย และพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติ 11 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ แนวปฏิบัติทางการพยาบาล แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ แบบประเมินประสิทธิภาพ และแบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก โดยแนวปฏิบัติมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 0.66–1.00 และแบบประเมินมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อปอดอักเสบเกี่ยวข้องกับด้านผู้ป่วย การเข้าถึงบริการ กระบวนการดูแล และทรัพยากรองค์กร แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การล้างมือและสุขอนามัยของบุคลากร การจัดการผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูง (HFNC) การจัดท่านอนผู้ป่วย และ การทำความสะอาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยได้รับการประเมินว่ามีความเหมาะสม (Mean=4.21, SD.=0.50) และความเป็นไปได้ในระดับมาก (Mean=4.18, SD.=0.50) หลังการนำแนวปฏิบัติไปใช้ คะแนนการรับรู้ประสิทธิภาพการดูแลของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff.=0.41, 95% CI: 0.27–0.55; p<.001) ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้น ได้แก่ อุณหภูมิร่างกาย อัตราการหายใจ และจำนวนวันนอนโรงพยาบาลลดลง ขณะที่ค่าออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้อัตราภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง ภายหลังการใช้แนวปฏิบัติ พยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติมีคะแนนการรับรู้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : แนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลและผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงในบริบทโรงพยาบาลชุมชน ควรส่งเสริมการนำไปใช้เป็นแนวทางมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-07-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026