https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/issue/feed วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ 2026-07-25T14:13:55+07:00 นิสิต บุญอะรัญ jrhisasuk101@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ </strong>โดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาขาที่เกี่ยวข้อง ที่มีการควบคุมคุณภาพโดยทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารฯ ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ซึ่งการพิจารณานั้นจะเป็นแบบ Double-blind review อย่างน้อย 2 ท่าน</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288278 การพัฒนาระบบการคัดกรองและส่งต่อสำหรับภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิ 2026-05-04T07:29:19+07:00 สุจิตรา โต่นวุธ suchitra.t1975@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาระบบ และประเมินผลลัพธ์จากการนำระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development - R&amp;D)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเป็น 1) สตรีผู้ตั้งครรภ์และเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 30 คน และ 2) กลุ่มเป้าหมายในการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 4 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ จำนวน 2 คน และสตรีผู้ตั้งครรภ์ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพ จำนวน 4 คน ทำการศึกษาเป็น 4 ระยะ ระหว่างเดือนมกราคม 2568 - เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือวิจัยได้แก่ 1. แบบสอบถาม 2. แบบประเมินความเหมาะสมและความไปได้ 3. ระบบการคัดกรอง และส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ และ 4. แบบประเมินผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ระบบการคัดกรองฯ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าดัชนี PNI&gt;0.20</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1. สภาพปัญหาด้านการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในภาพรวมอยู่ระดับมาก (Mean=3.98, SD.= 0.74) และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) สูงที่สุด ได้แก่ การพัฒนาระบบการสื่อสารและการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานที่รับส่งต่อ (PNI = 0.464) แสดงถึงความสำคัญของการสื่อสารและการประสานงานของเครือข่าย 2. ระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ พบว่า มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ระบบคัดกรอง การประเมินอาการและการดูแลระหว่างการส่งต่อ ระบบการส่งต่อ ระบบสนับสนุน ระบบติดตามและประเมินผล ซึ่งมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก Mean=4.18, SD.=0.64, Mean=4.21, SD. =0.62 และ 3. ผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูสุขภาพจากการใช้ระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.20, SD. = 0.45)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> ภายหลังการพัฒนาระบบฯ พบว่าสามารถยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพทั้ง 6 มิติอยู่ในระดับดีถึงดีมาก จึงควรนำระบบไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการที่มีบริบทใกล้เคียง พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรและใช้เครื่องมือมาตรฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล</p> 2026-05-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288279 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคของทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ระดับอำเภอ จังหวัดนครพนม 2026-05-04T07:46:19+07:00 นันทนา พรมนิต anpp.promnit@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาระดับผลการดำเนินงาน ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน และเสนอแนะเชิงนโยบายรวมถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคของทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็วระดับอำเภอ จังหวัดนครพนม</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงสำรวจ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีวิจัย </strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรสาธารณสุขผู้ปฏิบัติหน้าที่คณะทำงานทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็วระดับอำเภอ จำนวน 134 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ตามระดับอำเภอ และทำการสุ่มแบบง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.67 - 0.95 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีเพิ่มตัวแปรเป็นขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong> : </strong>ผลการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 3.86, SD. = 0.64) ปัจจัยด้านการบริหารจัดการมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (Mean = 3.98, SD. = 0.60) และปัจจัยด้านบริบทกฎหมายมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (Mean = 3.62, SD. = 0.65) กับการดำเนินงาน ตัวแปรสี่ด้านที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ผลการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคได้ 60.80% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ปัจจัยด้านค่านิยมร่วม บริบทด้านพระราชบัญญัติโรคติดต่อ ปัจจัยด้านกลยุทธ์ และปัจจัยด้านบุคลากร ตามลำดับ ในขณะที่ความท้าทายจากบริบทพื้นที่ชายแดนไม่มีความสัมพันธ์กับการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong><strong>: </strong>ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินงานประกอบด้วยค่านิยมร่วมที่เข้มแข็ง ความเข้าใจกฎหมาย กลยุทธ์ที่ชัดเจน และความพร้อมของบุคลากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร จัดอบรมความรู้ด้านพระราชบัญญัติโรคติดต่อ สนับสนุนทรัพยากรบุคคลให้เพียงพอ และนำแนวทางปฏิบัติมาตรฐานที่บูรณาการปัจจัยแห่งความสำเร็จเหล่านี้ไปใช้เป็นกรอบการปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-05-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288352 การพัฒนารูปแบบการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่าง กระดูกและกล้ามเนื้อ ของพนักงานปฏิบัติงานในโรงพยาบาลกุมภวาปี 2026-05-06T14:32:53+07:00 ดวงดาว กาพย์ชน daungdao33@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาสภาพปัญหา&nbsp; สร้างและตรวจสอบรูปแบบ และทดลองใช้และประเมินรูปแบบการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อของพนักงานปฏิบัติงานในโรงพยาบาลกุมภวาปี</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>การวิจัยและพัฒนา (Research and development Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย : </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและพนักงานทุกระดับของโรงพยาบาลกุมภวาปี&nbsp; แบ่งเป็นระยะศึกษาสภาพปัญหา 10 คน ระยะสร้างและตรวจสอบรูปแบบ 25 คน และทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบฯ 40 คน ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบบันทึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ Paired t-test กำหนดนับสำคัญทางสถิติที่ 95% Confidences Interval</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>พบว่า 1) สภาพปัญหาการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่าง กระดูกและกล้ามเนื้อเกิดจากสาเหตุด้านการยศาสตร์ ด้านสุขภาพและสภาวะร่างกาย ด้านจิตสังคม และด้านทัศนคติและการจัดการของพนักงานปฏิบัติงาน 2) รูปแบบฯ ประกอบด้วยโปรแกรม Smart Move, Healthy Staff (3 ป : ปรับ-เปลี่ยน-ประจำ) ที่มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ระดับมาก (Mean±SD. = 4.45±0.42) และ 3) ผลการประเมินรูปแบบฯ พบว่า ภายหลังการพัฒนา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเองในการป้องกันโรคระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อโดยรวมมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.36 คะแนน (Mean differences = 0.36; 95%CI = 0.18, 0.54) และกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยรวมมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้น 2.00 คะแนน (Mean differences = 2.00; 95%CI = 1.82, 2.17)&nbsp;</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้พนักงานปฏิบัติงานมีการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันอาการผิดปกติของระบบโครงร่าง กระดูกและกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น</p> 2026-05-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288354 ผลของการใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงร่วมกับไลน์แอปลิเคชั่น อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด 2026-05-06T14:49:02+07:00 ธีรยุทธ ศรีทะโร Teerayut072515@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงผ่านไลน์แอปลิเคชั่น และเพื่อเปรียบเทียบผลของความรู้การรับรู้ พฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และการควบคุมระดับความดันโลหิต</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังทดลอง</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย: </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 30 ราย กลุ่มทดลองที่อาศัยอยู่ในตำบลเมืองสรวง และกลุ่มเปรียบเทียบจากตำบลหนองผือ กลุ่มละ 30 คน ระยะเวลา 6 สัปดาห์ กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ เก็บข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test /Mann-Whitney U Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และการรับรู้โดยรวมสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.001) (ค่าความต่างเฉลี่ยเท่ากับ 5.15, 95%CI; 1.64, 9.90 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ทั้งก่อนและหลังการทดลอง พบว่า ก่อนทดลองทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง แตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยระดับความดันโลหิต ซิสโตลิก และไดแอสโตลิกแตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ควรมีการส่งเสริมให้การประยุกต์โปรแกรมความเชื่อด้านสุขภาพเป็นแนวทางมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วย NCD ในทุกระดับบริการ พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมทักษะการให้คำปรึกษาและการสร้างแรงจูงใจในระยะยาว</p> 2026-05-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288477 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลปทุมรัตต์ 2026-05-10T08:42:54+07:00 นิตยา ทุมวัน nittaya33312@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนารูปแบบ และประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพภายหลัง การใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลปทุมรัตต์</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูลเชิงปริมาณ ดำเนินการ 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนารูปแบบฯ กลุ่มเป้าหมาย คือ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ที่ปฏิบัติงานมาไม่น้อยกว่า 5 ปี เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบฯ กลุ่มเป้าหมายในการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน ได้แก่ เจ้าหน้าที่พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ฯ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจกแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพภายหลังการใช้รูปแบบฯ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงฯ และแบบประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมานฯ</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า 1. การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่โรงพยาบาลปทุมรัตต์ ยังเผชิญกับปัญหาด้านความต่อเนื่องของการดูแล การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการเสริมพลังครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกัน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความต้องการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพที่เป็นระบบ มีการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่ายสุขภาพ 2. รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงฯ มี 5 องค์ประกอบ และ 3. ผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้สูงอายุมีแนวโน้มดีขึ้นในทุกด้านภายหลังการใช้รูปแบบฯ โดยผลลัพธ์โดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างดีโดยในด้านความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน พบว่าผู้สูงอายุมีความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น (Mean=11.20 เป็น Mean=13.10)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลปทุมรัตต์ สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการดูแลเน้นความต่อเนื่องของพยาบาล ผู้ประสานการดูแล และการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในชุมชน จึงควรนำรูปแบบไปขยายใช้พื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกัน</p> 2026-05-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288478 ภาวะแทรกซ้อน ปัจจัยที่สัมพันธ์ และอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี ในผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหักและได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดในโรงพยาบาลเสลภูมิ 2026-05-10T08:59:35+07:00 ศิวพงษ์ เศษคึมบง Siwapong_puy@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาการเกิดภาวะแทรกซ้อน อัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี และผลลัพธ์ด้านการเคลื่อนไหว รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหักและได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective cohort study)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาในผู้ป่วยอายุ ≥60 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีกระดูกสะโพกหักในโรงพยาบาลเสลภูมิ ระหว่างปี พ.ศ. 2562–2567 รวมจำนวน 223 ราย โดยคัดเลือกเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดจำนวน 90 รายเข้าสู่การศึกษา ข้อมูลถูกรวบรวมจากเวชระเบียน และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยใช้ Logistic regression รายงานค่า Odds ratio (OR) พร้อมช่วงความเชื่อมั่น 95%</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>ผู้ป่วยจำนวน 90 ราย อายุเฉลี่ย 79.0 ± 8.1 ปี และเป็นเพศหญิงร้อยละ 68.9 พบภาวะแทรกซ้อนภายใน 1 ปี ร้อยละ 68.9 โดยพบบ่อย ได้แก่ แผลกดทับ (ร้อยละ 37.8) ปอดอักเสบ (ร้อยละ 18.9) และการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (ร้อยละ 8.9) ไม่พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม อายุที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้น (Adjusted OR = 1.06, 95%CI: 0.99–1.13, p = .068) อัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปีเท่ากับร้อยละ 14.4 และพบว่าสูงกว่าในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน (ร้อยละ 16.1 เทียบกับร้อยละ 10.7) แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ไม่พบผู้ป่วยที่สามารถกลับมาเดินได้ด้วยตนเองภายในระยะเวลา 1 ปี</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ : </strong>การรักษาแบบไม่ผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหักสัมพันธ์กับอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงและผลลัพธ์ด้านการเคลื่อนไหวที่ไม่ดี การคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสมและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญต่อผลการรักษาที่ดีขึ้น</p> 2026-05-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288479 การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลและป้องกันภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยการบูรณาการความร่วมมือของทีมแพทย์และพยาบาล 2026-05-10T09:13:08+07:00 จิรพา คำวิโส Jirapanoi2524@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาแนวปฏิบัติ และประเมินแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฉุกเฉินในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p>&nbsp;<strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 7 คน กลุ่มตัวอย่างสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ คือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฉุกเฉิน 17 คน พยาบาล 10 คน และผู้ดูแล 7 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการแจกแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ &nbsp;วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการวิเคราะห์ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบแบบ One sample t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1. สภาพปัจจุบันและปัญหาในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความเสี่ยงต่อภาวะฉุกเฉิน พบว่า โดยภาพรวมความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง (Mean±SD. = 3.13±0.70) 2. แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลและป้องกันภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคเรื้อรังฯ ประกอบด้วย 4 ระยะสำคัญ คือ ระยะที่ 1 การคัดกรองและประเมินความเสี่ยง ระยะที่ 2 การเฝ้าระวังและดูแลเชิงรุก ระยะที่ 3 การสื่อสารและการจัดการภาวะฉุกเฉิน และ ระยะที่ 4 การให้ความรู้และการติดตามดูแลต่อเนื่อง และ 3. ประสิทธิภาพการดูแลและการป้องกันภาวะฉุกเฉิน พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี (Mean±SD. = 4.01±0.57) ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ทีมแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยต่อการดูแลและป้องกันภาวะฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง พบว่าโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (Mean±SD. = 4.08±0.34) <strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นโดยบูรณาการการทำงานของทีมสหวิชาชีพช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล โดยความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในระดับดีถึงมาก จึงควรนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้เป็นมาตรฐานในโรงพยาบาลชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของระบบดูแล</p> 2026-05-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/288672 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด 2026-05-15T15:24:56+07:00 จรัสพิมพ์ ตู่ไทยสงค์ Jaratpim282516@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบ การนำรูปแบบไปสู่การปฏิบัติ และประเมินผลการใช้รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอก ของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้ป่วยนอกที่เข้ารับการคัดกรอง ในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 353 คน กลุ่มเป้าหมายในการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน และกลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้รูปแบบฯ คือ ผู้ป่วยจำนวน 30 คน ดำเนินการวิจัยตั้งแต่พฤศจิกายน 2567 – &nbsp;กันยายน 2568 เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความไปได้ของรูปแบบฯ แบบประเมินมาตรฐานและความพึงพอใจ และประสิทธิผลของรูปแบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า 1. สถานการณ์การคัดกรองผู้ป่วยนอกในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.43, SD. = 0.42) และความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอก ที่มีค่าดัชนี PNI สูงที่สุด คือ การจัดทำคู่มือหรือแนวทางที่ชัดเจนในการคัดกรองผู้ป่วยนอก PNI = 0.658 2. รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ ประกอบด้วย การดำเนินการ 9 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การเตรียมความพร้อม 2) การรับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบคัดกรอง 3) การซักประวัติแบบเร่งด่วน 4) การประเมินสัญญาณชีพและภาวะสุขภาพพื้นฐาน 5) การจัดระดับความเร่งด่วน 6) การจัดลำดับคิวและส่งต่อ 7) การบันทึกข้อมูลและรายงาน 8) การติดตามและประเมินผล และ 9) การจัดการเหตุการณ์พิเศษ โดยรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ถูกพัฒนาขึ้นในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมากทุกขั้นตอน (Mean=4.13, SD. = 0.64) และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับมากเช่นกัน (Mean=4.17, SD. = 0.63) และ 3. ผู้ป่วยนอกที่เข้ารับการคัดกรองด้วยรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกที่ถูกพัฒนาขึ้นมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.19, SD.=0.60) และประสิทธิผลของรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยนอกในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.07, SD.=0.72)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 9 ขั้นตอน มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ และสามารถจำแนกระดับความเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจและประสิทธิผลของระบบอยู่ในระดับมาก สะท้อนถึงความสามารถในการยกระดับคุณภาพบริการและการจัดการระบบคัดกรอง จึงควรผลักดันเชิงนโยบายเพื่อนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น</p> 2026-05-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289373 ผลของโปรแกรมเตรียมความพร้อมของมารดาหลังคลอดในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ หอผู้ป่วยพิเศษสงฆ์เฉลิมพระเกียรติ ชั้น 4 โรงพยาบาลร้อยเอ็ด 2026-06-10T08:19:52+07:00 อรุณรัตน์ โมกขรัตน์ eiwzy2523@gmail.com จรรยาลักษณ์ ทิพย์ชาติ eiwzy2523@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเตรียมความพร้อมของมารดาหลังคลอดในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ หอผู้ป่วยพิเศษสงฆ์เฉลิมพระเกียรติ ชั้น 4 โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาหลังคลอดที่มีทารกมีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ ในหอผู้ป่วยพิเศษสงฆ์เฉลิมพระเกียรติ ชั้น 4 จำนวน 36 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง 18 ราย และกลุ่มควบคุม 18 ราย ดำเนินการวิจัยระหว่าง 1 ตุลาคม 2568 - 31 ธันวาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมเตรียมความพร้อมของมารดาหลังคลอดในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรู้และแบบสอบถามการปฏิบัติของมารดาในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา สถิติอนุมาน ได้แก่ Pair t-test และ Independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ &nbsp;(p&lt;.05)</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> : หลังการทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความรู้ในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ เท่ากับ 18.27 คะแนน (SD. = 1.32) กลุ่มควบคุมมีคะแนนความรู้ เท่ากับ 13.38 คะแนน (SD. = 2.65) ซึ่งกลุ่มทดลองมีคะแนนมากกว่ากลุ่มควบคุม 4.88 คะแนน (95%CI; 3.595, 6.181) การปฏิบัติของมารดาหลังคลอดในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง และได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนการปฏิบัติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนการปฏิบัติ เท่ากับ 9.05 (SD. = 0.99) กลุ่มควบคุมมีคะแนนการปฏิบัติ เท่ากับ 7.66 (SD. = 1.51) ซึ่งกลุ่มทดลองมีคะแนนมากกว่ากลุ่มควบคุม 1.39 (95%CI; 0.459, 2.317)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : โปรแกรมเตรียมความพร้อมของมารดาหลังคลอดในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ หอผู้ป่วยพิเศษสงฆ์เฉลิมพระเกียรติ ชั้น 4 โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ช่วยให้มารดาหลังคลอดมีความรู้ และการปฏิบัติตนในการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง และได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟดีขึ้น ส่งผลให้ทารกมีอัตราการรอดชีวิตมากขึ้น</p> 2026-06-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289375 ผลของการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดต่อความรู้ พฤติกรรม การพยาบาลและผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยในโรงพยาบาลศรีเทพ 2026-06-10T08:43:37+07:00 พงษ์นิภา พรหมศิริ Pnplovekaow9@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ พฤติกรรม และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ก่อนและหลังการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ กลุ่มพยาบาลวิชาชีพใช้รูปแบบ One-group pretest-posttest design และกลุ่มผู้ป่วย Sepsis ใช้รูปแบบ Retrospective–prospective two-group comparison design โดยแบ่งเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ 32 คน และกลุ่มทดลอง 32 คน เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติ</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 19 คน และผู้ป่วย Sepsis รวม 64 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วย Sepsis แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติ และแบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรม และแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนทดลอง ระยะทดลอง (นำแนวปฏิบัติไปใช้ร่วมกับการอบรม 3–4 เดือน) และระยะหลังทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test, Wilcoxon Signed-Rank Test, Independent t-test และ Fisher’s Exact test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ภายหลังการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติ พยาบาลมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (10.21±2.57 เป็น 14.74±0.45, p&lt;.001) และมีพฤติกรรมการพยาบาลดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (2.79±0.37 เป็น 2.99±0.04, p=.031) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่ากลุ่มทดลองมีอัตราการรอดชีวิตและจำหน่ายกลับบ้านร้อยละ 100 สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.024) และไม่พบผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ อัตราการเกิดภาวะ Septic shock ในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบ (ร้อยละ 9.38 และ 37.50 ตามลำดับ, p=.018)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> การใช้แนวปฏิบัติ Sepsis CPG ช่วยเพิ่มความรู้และพฤติกรรมการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย Sepsis อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมทั้งลดการเกิดภาวะ Septic shock และเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย ควรส่งเสริมการใช้แนวปฏิบัติอย่างต่อเนื่องร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเฝ้าระวังและติดตามผู้ป่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลในโรงพยาบาลชุมชน</p> 2026-06-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289644 การศึกษาสมรรถนะและพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุของญาติผู้ดูแล พื้นที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 2026-06-21T08:27:35+07:00 สงัด ทาระนัด Taranat02@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะ พฤติกรรมการดูแลและความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะกับพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุของญาติผู้ดูแลพื้นที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong>การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong>กลุ่มตัวอย่างคือญาติผู้ดูแลหลักที่อาศัยในครัวเรือนเดียวกับผู้สูงอายุในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 372 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นและแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จำนวน 65 ข้อ โดยการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับหลักการดูแลผู้สูงอายุ (Kuder-Richardson (KR-20) เท่ากับ 0.77 ส่วนแบบสอบถามทัศนคติ พฤติกรรม และสมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุ ค่า Alpha เท่ากับ 0.76, 0.79 และ 0.87 ตามลำดับ ทั้งนี้ค่าความเชื่อมั่นรวมทั้ง 3 ส่วน เท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้อยู่ในระดับดี (Mean= 10.26, SD. = 1.63) ทัศนคติเชิงบวกต่อการดูแลผู้สูงอายุ (Mean= 41.12, SD. = 4.41) สมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุอยู่ในระดับปานกลาง (Mean= 76.51, SD. = 14.69) โดยสมรรถนะด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอยู่ในระดับดี (Mean= 21.36, SD. = 3.27) และพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุอยู่ในระดับดี (Mean= 30.23, SD. = 3.27) ผลการทดสอบความสัมพันธ์ พบว่า สมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุในระดับสูง (r = 0.718, p&lt;.01) และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า สมรรถนะในการดูแลผู้สูงอายุทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุ (p &lt;.01) โดยสมรรถนะด้านการคัดกรองสุขภาพมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = 0.721, p &lt;.01) รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (r = 0.654, p &lt;.01) และด้านการประสานงานและจัดการข้อมูล (r = 0.612, p &lt;.01)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า สมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุของญาติผู้ดูแลในทุกด้านส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแล ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ควรเน้นการเพิ่มพูนทักษะทั้งการให้ความรู้และการฝึกปฏิบัติให้ครอบคลุมทุกด้าน</p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289736 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 3 โรงพยาบาลร้อยเอ็ด 2026-06-24T07:11:55+07:00 จันทร์เพ็ญ กันตพานิชการ nubee941@gmail.com เพียงใจ เวชชวงศ์ nubee941@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 3 โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong>: การวิจัยและพัฒนา (Research and development) โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Soukup,2000)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรทางการพยาบาลและผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 3 ดำเนินการวิจัย 4 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะเตรียมการเพื่อศึกษาสถานการณ์และทบทวนวรรณกรรม 2) ระยะพัฒนาแนวปฏิบัติผ่านการสนทนากลุ่มเพื่อปรับปรุง WHAPO–MDR-CRE CNPG ให้เข้ากับบริบทหน่วยงาน 3) ระยะทดลองใช้แนวปฏิบัติร่วมกับการสังเกตและนิเทศ และ 4) ระยะประเมินผล เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติการพยาบาลฯที่พัฒนาขึ้น แบบสังเกตการปฏิบัติ และแบบสอบถามความพึงพอใจ</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: ผลการศึกษาพบว่าหลังการใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น บุคลากรทางการพยาบาลมีการปฏิบัติในการป้องกัน VAP-MDR-CRE ที่ถูกต้องมากกว่าก่อนใช้แนวปฏิบัติ จะเห็นได้จากข้อมูลหลังใช้แนวปฏิบัติ<br>เดือน เม.ย.- มิ.ย. 2568 อัตราการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจ 12.3 , 8.47 และ 4.00 ตามลำดับ นอกจากนี้บุคลากรทางการพยาบาลมีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นในระดับสูง เนื่องจาก มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในบริบทของหน่วยงานได้จริง เช่น การปรับวิธีการดูแลช่องปากในผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong>: การพัฒนาแนวปฏิบัติโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมช่วยให้บุคลากรเกิดความมั่นใจและนำไปสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน ข้อเสนอแนะคือควรมีการนิเทศการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง กำกับติดตามมีป้ายสัญลักษณ์ และขยายผลการใช้แนวปฏิบัติไปยังหอผู้ป่วยวิกฤตอื่น ๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจในภาพรวมของโรงพยาบาล</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289812 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อส่งเสริมคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดี ที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง ในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด 2026-06-26T20:45:19+07:00 กมลวรรณ พาริหาญ kamonwan.parihan@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหา พัฒนาและประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง ในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : กลุ่มตัวอย่าง มี 2 กลุ่ม คือ ผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จำนวน 30 คน และพยาบาลวิชาชีพ ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม เบญจสิริ 4 และเบญจสิริ 5 จำนวน 10 คน ดำเนินการวิจัยระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ 2569 ถึงเดือน พฤษภาคม 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตามรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และ Paired sample t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05)</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> : ปัญหาที่พบในการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง คือ รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยยังไม่ชัดเจน และไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เจ้าหน้าที่พยาบาลต้องได้รับการฝึกทักษะเพิ่มเติม ในการดูแลผู้ป่วย ผู้ป่วยขาดความตระหนักรู้ถึงความรุนแรงของโรค และมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ไม่เหมาะสม ผลการพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพยาบาลก่อนเข้ารับการผ่าตัด ระยะที่ 2 การพยาบาลหลังการผ่าตัด และระยะที่ 3 การพยาบาลเพื่อการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย การประเมินผลการใช้รูปแบบการพยาบาล พบว่า หลังใช้รูปแบบการพยาบาล ผู้ป่วย และผู้ให้บริการ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (Mean= 2.79 และ Mean= 2.91 ตามลำดับ) ก่อนและหลังการใช้รูปแบบ ความพึงพอใจของผู้ให้บริการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.05) การปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตามรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.05)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัดผ่านกล้อง ในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ส่งผลให้ประสิทธิภาพการพยาบาลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น มีขั้นตอนของการพยาบาลผู้ป่วยอย่างชัดเจน และผู้ป่วยสามารถกลับปรักษาตัวที่บ้านได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/289817 การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบรุนแรง ของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด 2026-06-27T11:29:23+07:00 วาสนา โสภักดี wasana1493@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล และประเมินประสิทธิผลของแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นในการป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบรุนแรงของโรงพยาบาลปทุมรัตต์</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) 4 ระยะ เก็บข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ และประเมินผลด้วยการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยบุคลากรทางการพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยปอดอักเสบ 34 ราย และพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติ 11 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ แนวปฏิบัติทางการพยาบาล แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ แบบประเมินประสิทธิภาพ และแบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก โดยแนวปฏิบัติมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 0.66–1.00 และแบบประเมินมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อปอดอักเสบเกี่ยวข้องกับด้านผู้ป่วย การเข้าถึงบริการ กระบวนการดูแล และทรัพยากรองค์กร แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การล้างมือและสุขอนามัยของบุคลากร การจัดการผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูง (HFNC) การจัดท่านอนผู้ป่วย และ&nbsp;&nbsp;&nbsp; การทำความสะอาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยได้รับการประเมินว่ามีความเหมาะสม (Mean=4.21, SD.=0.50) และความเป็นไปได้ในระดับมาก (Mean=4.18, SD.=0.50) หลังการนำแนวปฏิบัติไปใช้ คะแนนการรับรู้ประสิทธิภาพการดูแลของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff.=0.41, 95% CI: 0.27–0.55; p&lt;.001) ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้น ได้แก่ อุณหภูมิร่างกาย อัตราการหายใจ และจำนวนวันนอนโรงพยาบาลลดลง ขณะที่ค่าออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้อัตราภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง ภายหลังการใช้แนวปฏิบัติ พยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติมีคะแนนการรับรู้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : แนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลและผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงในบริบทโรงพยาบาลชุมชน ควรส่งเสริมการนำไปใช้เป็นแนวทางมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-07-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/290060 การพัฒนาระบบติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาเพื่อป้องกันการแพ้ยาซ้ำ โรงพยาบาลสุวรรณภูมิ 2026-07-05T10:56:34+07:00 นารีรัตน์ รักสุนทร raksunthrnariratn@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนา SURE-ADR Model และประเมินผลต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (Adverse Drug Reactions: ADRs) การแพ้ยาซ้ำ คุณภาพการรายงาน ADR ความรู้ของเภสัชกร และความพึงพอใจ ต่อระบบที่พัฒนาขึ้น</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong>: การวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของ SURE-ADR Model ในโรงพยาบาลชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong>: ศึกษาในโรงพยาบาลสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยพัฒนา SURE-ADR Model จากการวิเคราะห์สถานการณ์ย้อนหลังและการทบทวนวรรณกรรม ระบบประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ Screening, Update &amp; Alert, Review Together, Execute Safely และ Analyze &amp; Revise กลุ่มศึกษา ได้แก่ เภสัชกร และผู้ป่วยที่เกิด ADR ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 วิเคราะห์ข้อมูลจากระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบรายงาน ADR และแบบสอบถามความรู้และความพึงพอใจ</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: การวิเคราะห์สถานการณ์ย้อนหลังระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ.2562–2567 พบรายงาน ADR จำนวน 453 ราย โดยร้อยละ 24.61 ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และอาการส่วนใหญ่เกิดในระบบผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ภายหลังการนำ SURE-ADR Model ไปใช้ พบรายงาน ADR จำนวน 74 ราย ไม่พบการแพ้ยาซ้ำและการแพ้ยาข้ามกัน จากระบบโรงพยาบาล อัตราการเกิด ADR ลดลงจาก 0.47 เหลือ 0.21 ครั้งต่อ 1,000 วันนอน คิดเป็นการลดลงร้อยละ 55.32 จำนวนรายงาน ADR ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพเพิ่มขึ้นจาก 65 เป็น 74 ฉบับ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมของระบบอยู่ในระดับดี เภสัชกรมีความรู้ด้านการติดตาม ADR อยู่ในระดับดี (8.08 ± 1.44 คะแนน) และมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากที่สุด (4.42 ± 0.52 คะแนน)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong>: SURE-ADR Model ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ADR ลดอัตราการเกิด ADR และสนับสนุนความปลอดภัยด้านยาในโรงพยาบาลชุมชน ควรมีการศึกษาขยายผลในหลายหน่วยบริการและประเมินผลในระยะยาวเพื่อยืนยันประสิทธิผลและความยั่งยืนของระบบ</p> 2026-07-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/290061 การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบบูรณาการของทีมโรงเรียนเบาหวานวิทยาอำเภอปทุมรัตต์ ต่อการบรรลุภาวะเบาหวานระยะสงบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 2026-07-05T11:06:42+07:00 ปริญญา ชารีวัน parinyachareewan@gmail.com นิยม ประโกสันตัง parinyachareewan@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบ และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลแบบบูรณาการของทีมโรงเรียนเบาหวานวิทยาอำเภอปทุมรัตต์ต่อการบรรลุภาวะเบาหวานระยะสงบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย :</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย :</strong> กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 55 ราย ที่รับบริการในคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด คัดเลือกโดยวิธี Systematic random sampling ดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม 2567 ถึงกรกฎาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้คือรูปแบบการดูแลแบบบูรณาการโรงเรียนเบาหวานวิทยาที่ประยุกต์ใช้ Chronic Care Model (CCM) และทฤษฎีการควบคุมตนเอง (SRT) โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเข้มงวดผ่าน 7 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น การบริโภคอาหารแบบพร่องคาร์โบไฮเดรต (Low Carb) การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด ร่วมกับการติดตามต่อเนื่องโดยทีมสหวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> การประเมินผลหลังเริ่มใช้รูปแบบการดูแล พบว่า ผู้ป่วยร้อยละ 90.91 สามารถหยุดยาเบาหวานได้สำเร็จ และยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายโดยไม่ต้องใช้ยา ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (FPG) ลดลงจาก 121.35 เป็น 98.42 mg/dL (p &lt; .001) ขณะที่ระดับ HbA1c ลดลงเล็กน้อยจาก 5.87 ± 0.42% เป็น 5.80 ± 0.73% ไม่แตกต่างกัน (p = .305) คะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียดเพิ่มขึ้น (p &lt; .001) และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลอยู่ในระดับร้อยละ 96.55</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> รูปแบบการดูแลแบบบูรณาการของทีมโรงเรียนเบาหวานวิทยาอำเภอปทุมรัตต์เป็นนวัตกรรมบริการที่มีประสิทธิผล สามารถส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลดการใช้ยา และเพิ่มโอกาสการเข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-07-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/290146 การพัฒนารูปแบบการแจ้งเตือนเพื่อลดมูลค่าการตรวจสูญเปล่า ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์จังหวัดกาฬสินธุ์ 2026-07-08T20:38:25+07:00 ปวีณ์นุท ภูนาสอน health.nkp2@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์การตรวจทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ พัฒนารูปแบบการแจ้งเตือน และประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการแจ้งเตือนเพื่อลดมูลค่าการตรวจสูญเปล่าทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ จังหวัดกาฬสินธุ์</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis &amp; McTaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน (Planning) การปฏิบัติตามแผน (Action) การสังเกตผล (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>: </strong>ผู้ให้ข้อมูล (Key Informant) คน เป็นแพทย์, นักเทคนิคการแพทย์, นักวิทยาศาสตร์การแพทย์, เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ และผู้รับผิดชอบงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 30 ใช้วิธีสุ่มคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2567 - กันยายน 2568 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสนทนากลุ่ม แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> (1) สถานการณ์ปัญหาพบว่า พบมีการสั่งตรวจซ้ำซ้อนและสั่งตรวจเป็นชุดเกินความจำเป็น จำนวน 5,369 ครั้ง ในโรงพยาบาล 18 แห่ง ส่งผลให้เกิดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านห้องปฏิบัติการสูญเปล่าสูงถึง 527,810 บาท นอกจากยังพบปัญหาการขาดแคลนระบบแจ้งเตือนข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อช่วยป้องกันการสั่งตรวจซ้ำในขณะปฏิบัติงาน ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรห้องปฏิบัติการให้เป็นไปอย่างสมเหตุผลตามนโยบาย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนารูปแบบการแจ้งเตือนเพื่อลดมูลค่าการตรวจสูญเปล่าที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม (2) รูปแบบการแจ้งเตือนเพื่อลดมูลค่าการตรวจสูญเปล่าทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ 2) วิเคราะห์สถานการณ์มูลค่าการตรวจทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ 3) กำหนดมาตรการ/แนวทางเพื่อลด Overutilization และ Underutilization และประกาศนโยบายระดับจังหวัด 4) จัดทำแผนปฏิบัติการ 5) พัฒนาระบบการแจ้งเตือนเพื่อลดมูลค่าการตรวจสูญเปล่าทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ 6) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน 7) ประเมินผลลัพธ์หลังการพัฒนารูปแบบฯ 8) จัดประชุมถอดบทเรียนและคืนข้อมูล ทั้งนี้หลังการพัฒนารูปแบบฯ พบว่า จำนวนการสั่งตรวจ HbA1C ซ้ำภายใน 90 วัน ลดลง 2,081 ครั้ง (ร้อยละ 38.76) และมูลค่าต้นทุนการตรวจสูญเปล่าในการตรวจ HbA1C ซ้ำภายใน 90 วัน ลดลง เท่ากับ 202,364 บาท เมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2567 รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์มีความพึงพอใจต่อการใช้งานรูปแบบการแจ้งเตือน อยู่ในระดับมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 (SD.=0.11)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong><strong>:</strong> การแจ้งเตือนทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ลดการสั่งตรวจที่ไม่จำเป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสั่งตรวจ HbA1C ซ้ำ ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นได้ &nbsp;</p> 2026-07-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/290163 การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแนวทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต สู่โรคเบาหวานระยะสงบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดกาฬสินธุ์ 2026-07-09T21:06:22+07:00 ทิพาพร ราชาไกร rachakirthiphaphr@gmail.com นันทิญา เมฆฉิม rachakirthiphaphr@gmail.com ยุวดี คาดีวี rachakirthiphaphr@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา ความต้องการ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พัฒนารูปแบบและประเมินผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นต่อพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต ผลลัพธ์ทางคลินิก การลดหรือหยุดยาลดระดับน้ำตาลในเลือด และการเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบเบื้องต้น</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงและพัฒนา</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong>: การวิจัยดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ.2568 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับบริการในหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 60 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย การประเมินสุขภาพและพฤติกรรมรายบุคคล การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต 6 เสาหลัก ได้แก่ โภชนาการ กิจกรรมทางกาย การนอนหลับ การจัดการความเครียด สัมพันธภาพทางสังคม และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ร่วมกับการสนทนาสร้างแรงจูงใจและการติดตามอย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Paired t-test, and Wilcoxon signed-rank test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: ภายหลังดำเนินงาน กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตดีขึ้นทุกด้าน โดยคะแนนเฉลี่ยรวมเพิ่มขึ้นจาก 1.51 เป็น 2.62 คะแนน ด้านที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ได้แก่ การจัดการความเครียด รองลงมาคือ โภชนาการ กิจกรรมทางกาย และสัมพันธภาพทางสังคม นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวลดลงจาก 61.59 เป็น 60.45 กิโลกรัม ดัชนีมวลกายลดลงจาก 24.90 เป็น 24.44 กิโลกรัมต่อตารางเมตร รอบเอวลดลงจาก 87.02 เป็น 85.78 เซนติเมตร ระดับน้ำตาลปลายนิ้วลดลงจาก 144.03 เป็น 120.52 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และระดับฮีโบโกลบินเอวันซี (HbA1c) ลดลงจากร้อยละ 7.27 เป็นร้อยละ 6.34 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) ภายหลังการดำเนินงาน ผู้ป่วยร้อยละ 85.00 มีระดับ HbA1c ต่ำกว่าร้อยละ 7.00 และผู้ป่วยร้อยละ 56.67 มีระดับ HbA1c ต่ำกว่าร้อยละ 6.50 และร้อยละ 51.67 เข้าเกณฑ์โรคเบาหวานระยะสงบเบื้องต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ได้รับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดก่อนเข้าร่วมโปรแกรม จำนวน 26 ราย สามารถหยุดยาได้ 21 ราย คิดเป็นร้อยละ 80.77</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong>: รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตามแนวทางเวชศาสตร์วิถีชีวิตที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดน้ำหนักตัว และลดรอบเอว พร้อมทั้งสนับสนุนการลดหรือหยุดยาลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยที่เหมาะสม และส่งเสริมการเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบเบื้องต้นได้ ซึ่งควรมีการติดตามผลระยะยาวเพื่อยืนยันความคงอยู่ของโรคเบาหวานระยะสงบและประเมินความปลอดภัยหลังการลดหรือหยุดยา</p> 2026-07-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/290578 ระยะเวลาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบรรลุความเป็นอิสระในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก ภายใต้การฟื้นฟูสมรรถภาพระยะกลางในจังหวัดร้อยเอ็ด 2026-07-25T13:23:39+07:00 กิตติมา ดวงเดือน Ktm_tfc@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟู ระยะเวลาในการบรรลุความเป็นอิสระในการทำกิจวัตร ประจำวันและการเคลื่อนไหว ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตภายใน 6 เดือน ในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากภยันตรายไม่รุนแรงที่ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพระยะกลาง</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective cohort study)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> ศึกษาในผู้ป่วยอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพระยะกลางของโรง-พยาบาลในจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 147 ราย วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของคะแนน Modified barthel index และ Modified barthel index ด้านการเคลื่อนไหว ก่อนและหลังการฟื้นฟู รวมถึงโอกาสและระยะเวลาในการ บรรลุความเป็นอิสระด้านกิจวัตรประจำวันและการเคลื่อนไหว และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กำหนดระดับนัยสำคัญ ทางสถิติที่ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 77.9 ± 8.6 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 79.6 ภายหลังการฟื้นฟูคะแนน Modified barthel index และคะแนน Modified barthel index ด้านการเคลื่อนไหวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p &lt; .001) ผู้ป่วยบรรลุความเป็นอิสระด้านการทำกิจวัตรประจำวันและการเคลื่อนไหวภายใน 6 เดือน เท่ากับร้อยละ 52.4 และ 66.0 ตามลำดับ ระยะเวลามัธยฐานในการบรรลุความเป็นอิสระด้านการเคลื่อนไหวและการทำกิจวัตรประจำวันเท่ากับ 107 วัน และ 161 วัน ตามลำดับ อายุที่มากขึ้นสัมพันธ์กับโอกาสการ บรรลุความเป็นอิสระที่ลดลงและสัมพันธ์กับระยะเวลาในการบรรลุความเป็นอิสระด้านการทำกิจวัตรประจำวันที่นานขึ้น ขณะที่ผู้ป่วยที่สามารถลงน้ำหนักได้หลังการรักษามีโอกาสบรรลุความเป็นอิสระสูงกว่าและใช้ระยะ เวลาในการบรรลุความเป็นอิสระสั้นกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตภายใน 6 เดือน เท่ากับร้อยละ 8.8 และ 5.4 ตามลำดับ และไม่พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิต</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> การฟื้นฟูสมรรถภาพระยะกลางช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน และการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากภยันตรายไม่รุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ โดยความเป็นอิสระ ด้านการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเร็วกว่าความเป็นอิสระในการทำกิจวัตรประจำวัน อายุที่มากขึ้นสัมพันธ์กับการ ฟื้นตัวที่ด้อยลง ขณะที่การลงน้ำหนักได้หลังการรักษาสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดีกว่าและการฟื้นตัวที่รวดเร็วกว่า ควรส่งเสริมการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องและสนับสนุนการลงน้ำหนักตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิผล<br>ของการฟื้นฟูในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> 2026-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/290579 ผลของโปรแกรมการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและภาระในการดูแลของญาติผู้ดูแล ในคลินิกดูแลผู้ป่วยระยะฟื้นฟู 2026-07-25T13:40:38+07:00 กนกวรรณ วัชระศิริกุล Kanokwan.md06@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในคลินิกดูแลผู้ป่วยระยะฟื้นฟู ต่อความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน คุณภาพชีวิต และการเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วย และต่อภาระและความเครียดของญาติผู้ดูแล</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง (One-group pretest–posttest design)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>:</strong>&nbsp;กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและญาติผู้ดูแลหลัก จำนวน 30 คู่ ที่มารับบริการในคลินิกดูแลผู้ป่วยระยะฟื้นฟู โรงพยาบาลโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ได้รับโปรแกรมการดูแลเป็นเวลา 3 เดือน ประกอบด้วยการให้ความรู้ การฝึกทักษะแก่ญาติผู้ดูแล การให้คำปรึกษา การติดตามเยี่ยมบ้าน และการติดตามทางโทรศัพท์/แอปพลิเคชัน LINE เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมิน Barthel ADL Index, Stroke Specific Quality of Life Scale (SS-QOL), แบบบันทึกภาวะแทรกซ้อน, Zarit Burden Interview (ZBI) และแบบประเมินความเครียด SPST-20 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา paired t-test, Wilcoxon Signed-Rank test และ McNemar test</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>&nbsp;ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยมีคะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้นจาก 10.50±5.95 เป็น 15.57±6.02 คะแนน และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 127.73±35.89 เป็น 181.73±37.57 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) สัดส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ 1 รายการขึ้นไปลดลงจากร้อยละ 26.7 เหลือร้อยละ 3.3 ด้านญาติผู้ดูแล ภาระในการดูแลลดลงจาก 41.50±17.69 เป็น 16.67±12.91 คะแนน และความเครียดลดลงจาก 19.93±11.12 เป็น 7.03±5.59 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : โปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะฟื้นฟูช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ลดภาวะแทรกซ้อน และลดภาระและความเครียดของญาติผู้ดูแลได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ในคลินิกดูแลผู้ป่วยระยะฟื้นฟูของโรงพยาบาลชุมชน และควรมีการศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุมที่มีระยะติดตามยาวขึ้นเพื่อยืนยันประสิทธิผล</p> 2026-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/290580 การพัฒนารูปแบบการสร้างทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดของ หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ โรงพยาบาลหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น 2026-07-25T14:03:43+07:00 ศิริรัตน์ ศรีแก้วน้ำใส sirirut816@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนารูปแบบการสร้างทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดและเพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการปฏิบัติตามรูปแบบการสร้างทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดของหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>: </strong>กลุ่มเป้าหมายเป็นหญิงตั้งครรภ์รายใหม่ 122 ราย รับบริการที่คลินิกฝากครรภ์ ระหว่างเดือนมิถุนายน 2568 - กุมภาพันธ์ 2569 ดำเนินการวิจัย 4 ระยะ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน 2) พัฒนารูปแบบการสร้างทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด 3) ทดลองใช้รูปแบบและปรับปรุงรูปแบบ 4) ประเมินผลลัพธ์ของการปฏิบัติตามรูปแบบฯ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบเก็บข้อมูลจากเวชระเบียน แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired Samples t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> รูปแบบการสร้างทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพ มี 5 ด้าน ได้แก่ 1) การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ 2) การทำความเข้าใจ 3) การไต่ถามและสื่อสาร 4) การตัดสินใจ 5) การนำข้อมูลไปใช้ กิจกรรมแต่ละด้านออกแบบให้เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน หลังการใช้รูปแบบพบว่าหญิงตั้งครรภ์มีความรู้ ทักษะความรอบรู้ฯ และพฤติกรรมป้องกันการคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น การดูแลตนเองเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนดสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พยาบาลมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบฯ ในระดับมาก</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong><strong>: </strong>รูปแบบการสร้างทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้และบุคลากรสุขภาพ ลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์ได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/290581 ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดต่อความวิตกกังวลและความพึงพอใจของผู้ป่วยกระดูกหักแบบเปิดที่ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในโรงพยาบาลโพนทอง 2026-07-25T14:13:55+07:00 สุจิตรา เกษตรสิงห์ Kasett4566@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดต่อความวิตกกังวลและความพึงพอใจของผู้ป่วยกระดูกหักแบบเปิดที่ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในโรงพยาบาลโพนทอง</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – experimental research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยกระดูกหักแบบเปิด อายุระหว่าง 15-65 ปี ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทาง ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และได้รับการผ่าตัด ในกรณีที่ผู้ป่วยกระดูกหัก Gustilo type 3 ยังมีความเจ็บปวดมากและระดับความรู้สึกตัวยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูล จะยังไม่เข้าไปให้ข้อมูลจนกว่าระดับความเจ็บปวดลดลง Pain score น้อยกว่า 5 คะแนน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามความวิตกกังวล และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติพรรณนา และสถิติอนุมาน Paired t-test และ Independent t- test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ p&lt;.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> : ผลการเปรียบเทียบความวิตกกังวลของผู้ป่วยกระดูกหักแบบเปิด ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดและกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ พบว่า ความวิตกกังวลของผู้ป่วยกระดูกหักแบบเปิด ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.05) โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความวิตกกังวล 1.60 (SD. = 0.44) กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยความวิตกกังวล 3.82 (SD. = 0.58) และมีค่าเฉลี่ยแตกต่างกัน 2.22 (95%CI : -2.467 to -1.978) ความพึงพอใจของผู้ป่วยกระดูกหักแบบเปิด ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.05) โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ 4.76 (SD. = 0.33) และกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ 2.52 (SD. = 0.70) มีค่าเฉลี่ยแตกต่างกัน 2.23 (95%CI: 1.979 to 2.497)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : โปรแกรมการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลลดลง มีความพึงพอใจระดับมาก ทำให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026