https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/issue/feed
วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ
2026-02-11T10:47:01+07:00
นิสิต บุญอะรัญ
jrhisasuk101@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ </strong>โดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาขาที่เกี่ยวข้อง ที่มีการควบคุมคุณภาพโดยทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารฯ ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ซึ่งการพิจารณานั้นจะเป็นแบบ Double-blind review อย่างน้อย 2 ท่าน</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/284960
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองตามหลัก 5A ต่อพฤติกรรมสุขภาพและผลลัพธ์ทางคลินิก ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้
2025-12-29T14:10:49+07:00
รัตติกาล หงษ์ศิริ
rattikanhongsiri@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ พฤติกรรมสุขภาพและผลลัพธ์ทางคลินิก ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางกะไห จังหวัดฉะเชิงเทรา</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย :</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) </p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) โดยออกแบบเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองตามหลัก 5A (Assess, Advise, Agree, Assist, Arrange) เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ รวม 5 กิจกรรม ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน และแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent t-test และ Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบค่าก่อนและหลังการทดลอง โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ p < .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> หลังการทดลองพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เพิ่มขึ้นจาก 14.83 (SD. = 1.97) เป็น 17.13 (SD. = 1.47) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.30 คะแนน (95% CI: 1.36 ถึง 3.24, p < .05) และคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 44.50 (SD. = 5.89) เป็น 61.81 (SD. = 9.63) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 17.31 คะแนน (95% CI: 13.93 ถึง 20.74, p < .05) แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมมีความรู้ และพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่าระดับน้ำตาลในเลือด ขณะอดอาหาร (FBS) ลดลงจาก 165.57 mg/dL (SD. = 45.65) เป็น 138.80 mg/dL (SD = 21.65) ลดลงเฉลี่ย 26.77 mg/dL (95% CI: 8.69 ถึง 44.85, p < .001) และระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (HbA1c) ลดลงจาก 8.07% (SD. = 0.96) เป็น 7.37% (SD. = 0.42) ลดลงเฉลี่ย 0.70% (95% CI: 0.48 ถึง 0.92, p < .001) แสดงว่าผู้เข้าร่วมสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลงจาก 26.45 (SD. = 4.08) เป็น 25.82 (SD. = 3.93) ลดลงเฉลี่ย 0.63 (95% CI: -0.83 ถึง -0.42, p = .001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ (M = 17.13, SD. = 1.47) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (M = 15.40, SD. = 2.12) อย่างมีนัยสำคัญ (95% CI: 0.67 ถึง 2.67, p = .002) และมีคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมสุขภาพ สูงกว่ากลุ่มควบคุม (95% CI: 14.39 ถึง 23.68, p < .001) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิกพบว่า กลุ่มทดลองมีค่า FBS ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (95% CI: -40.08 ถึง -16.98, p < .001) และค่า HbA1c ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (95% CI: -1.48 ถึง -0.77, p = .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนค่า BMI ลดลงแต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p = .233)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> ผลการศึกษาพบว่า โปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองตามหลัก 5A ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและส่งผลให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงควรนำโปรแกรมนี้ ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/284962
การขับเคลื่อนการพัฒนางานอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลสู่ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน ด้านการจัดการของเสียทางการแพทย์จังหวัดมหาสารคาม
2025-12-29T14:30:33+07:00
ปาริชาต ปกิรณะ
superpari.pari1@gmail.com
สุกัญญา สารฤทธิคาม
superpari.pari1@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษารูปแบบและผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนการพัฒนางานอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลสู่ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน ด้านการจัดการของเสียทางการแพทย์ในจังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>: </strong>วิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย : </strong>ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ปฏิบัติงานอนามัยสิ่งแวดล้อมและจัดการของเสียทางการแพทย์ในโรงพยาบาล จำนวน 13 แห่ง รวม 20 คน ดำเนินการตั้งแต่เดือนเดือนมกราคม พ.ศ. 2566 ถึง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็น 3 ระยะ คือ<strong> ระยะที่ 1</strong> วิเคราะห์สถานการณ์ <strong>ระยะที่ 2</strong> ขับเคลื่อนการพัฒนางาน ตามแนวคิด P-A-O-R ของ Kemmis & McTaggart 4 ขั้นตอนหลัก คือ 1) การวางแผน (Planning) 2) การปฏิบัติการ (Action) 3) การสังเกตผล (Observation) และ 4) สะท้อนการปฏิบัติการ (Reflection) จำนวน 3 วงรอบ <strong>ระยะที่ 3</strong> ประเมินผล ใช้แบบตรวจประเมินตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน แบบเก็บข้อมูลสถานการณ์ แนวคำถามสำหรับสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความพึงพอใจในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่ามัธยฐานและค่าพิสัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา <strong> </strong><strong> </strong></p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> รูปแบบการขับเคลื่อนงานประกอบด้วย 8 ขั้นตอน คือ (1) ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย (2) พัฒนาศักยภาพบุคลากร (3) สร้างระบบสนับสนุน (4) ใช้กลไกการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (5) เตรียมความพร้อมก่อนการประเมิน (6) เยี่ยมเสริมพลังและนิเทศงานเฉพาะกิจ (7) เตรียมเอกสารและกระตุ้นการประเมิน (8) แลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายผล และ (9) ถอดบทเรียนและประเมินผล ขั้นตอนข้างต้นส่งผลให้เกิดผลลัพธ์คือ มีโรงพยาบาลผ่านเกณฑ์ GCHC ระดับท้าทาย ด้านการจัดการของเสียทางการแพทย์ จำนวน 7 แห่ง (ร้อยละ 53.8) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดมหาสารคามและกระทรวงสาธารณสุข และมีโรงพยาบาลผ่านเกณฑ์มากที่สุดในเขตสุขภาพที่ 7</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ : </strong>ปัจจัยความสำเร็จมาจากการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เกณฑ์ประเมินผลที่สอดคล้องและเอื้อต่อการบรรลุเป้าหมาย การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระบบพี่เลี้ยงและเพื่อนช่วยเพื่อน กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เครือข่ายผู้พัฒนางานเข้มแข็ง และควรขยายผลสู่โรงพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและศึกษาเชิงผลลัพธ์ด้านค่าใช้จ่ายและปริมาณของเสียต่อไป</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/284963
การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะ Extravasation ในผู้ป่วยที่ได้รับสารทึบรังสี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2025-12-29T14:40:37+07:00
อุบล ทองสุพล
Kronnoi444@gmail.com
รุ่งรัตน์ เนตรโสภา
Kronnoi444@gmail.com
เพ็ญศรี ปักกังวะยัง
Kronnoi444@gmail.com
มะลิวรรณ อังคะนิตย์
Kronnoi444@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลของแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะ Extravasation ในผู้ป่วยที่ได้รับสารทึบรังสีที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> วิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และได้รับสารทึบรังสี จำนวน 60 ราย และพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยรังสีวินิจฉัย จำนวน 10 คน ดำเนินการศึกษาช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 31 กรกฎาคม 2568 โดยใช้กรอบแนวคิดหลักฐานเชิงประจักษ์ของซูคัพ (Soukup Model) ในการพัฒนาแนวปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) คู่มือแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะ Extravasation ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินภาวะ Extravasation แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงานของพยาบาล และแบบสำรวจความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติ</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก คือ 1) การเฝ้าระวังและป้องกันภาวะ Extravasation และ 2) การจัดการเมื่อเกิดภาวะ Extravasation ผลการนำแนวปฏิบัติไปใช้พบว่า พยาบาลมีทักษะการปฏิบัติงานและความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านผลลัพธ์ทางคลินิกพบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 60 ราย ไม่เกิดภาวะ Extravasation จำนวน 42 ราย (70.0%) และเกิดภาวะ Extravasation จำนวน 18 ราย (30.0%) โดยความรุนแรงทั้งหมดอยู่ในระดับเล็กน้อย (Mild level) แสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นช่วยให้พยาบาลสามารถตรวจพบและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว</p> <p><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ:</strong> แนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการควบคุมความรุนแรงของภาวะ Extravasation ให้อยู่ในระดับเล็กน้อย จึงควรนำแนวปฏิบัตินี้ไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับสารทึบรังสีทั้งในการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285153
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการหกล้มของผู้สูงอายุ
2026-01-07T09:00:26+07:00
ภานุพงศ์ ผลเพิ่มพูนทวี
Gappanu.pon@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การหกล้มในผู้สูงอายุ และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการหกล้มในผู้สูงอายุ ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษาแบบตัดขวาง (Cross-sectional study)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> ศึกษาผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่อาศัยในตำบลสนามชัย อำเภอเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน–ธันวาคม พ.ศ. 2565 จำนวน 318 คน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 71 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 64.2 และเป็นเพศชาย ร้อยละ 35.8 ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว เป็นความดันโลหิตสูงร้อยละ 61.3 เป็นไขมันในเส้นเลือดร้อยละ 52.5 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหกล้มในผู้สูงอายุตำบลสนามชัย อำเภอเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ อายุ (p = .02), โรคประจำตัว (p=.022), การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (p=.046) และการรับรู้เกี่ยวกับการป้องกันการหกล้ม (p<.01)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>อุบัติการณ์การหกล้มของผู้สูงอายุอยู่ที่ 41.8% และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหกล้มในผู้สูงอายุ ได้แก่ อายุ, โรคประจำตัว, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการรับรู้เกี่ยวกับการป้องกันการหกล้ม</p>
2026-01-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285157
ผลของโปรแกรมให้ความรู้ด้านสุขภาพต่อผู้บริจาคโลหิตที่หน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2026-01-07T09:24:25+07:00
วิไลลักษณ์ ศรีถาวร
wilailuxsritravorn@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้บริจาคโลหิตก่อนและหลังเข้าโปรแกรมให้ความรู้ด้านสุขภาพ ศึกษาการใช้โปรแกรม และเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้บริจาคโลหิตที่มีต่อโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพของหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) โดยใช้รูปแบบกลุ่มเดียวมี การวัดก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม (One Group Pretest-Posttest Design)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริจาคโลหิตที่เข้ารับบริการของหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาด้วยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า ผลการวิจัยพบว่าโปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนาคุณภาพการบริจาคโลหิต ภายหลังการใช้โปรแกรม ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้บริจาคโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 56.20 เป็นร้อยละ 94.75 และความพร้อมในการบริจาค เพิ่มขึ้นเกือบสมบูรณ์ถึงร้อยละ 99.94 การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องก่อนและหลังบริจาคโลหิตและการจัดการ ความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มก็เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 98.82 และ 100.00 ตามลำดับ นอกจากนี้ผู้บริจาค ยังแสดงความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมากที่สุด (Mean=4.90 หรือ ร้อยละ 98.00) ซึ่งยืนยันว่าโปรแกรมมีคุณภาพในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการบริจาคโลหิต</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> โปรแกรมการให้ความรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิผลสูงในการเสริมสร้างความรอบรู้และพฤติกรรมที่ถูกต้องของผู้บริจาคโลหิตซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดความเสี่ยงและการเพิ่มคุณภาพในการบริจาคโลหิต เสนอแนะควรนำโปรแกรมนี้ไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ และควรมีการศึกษาผลในระยะยาวเกี่ยวกับการบริจาคโลหิตซ้ำและความคงทนของพฤติกรรมต่อไป</p>
2026-01-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285158
การพัฒนาแนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2026-01-07T09:43:51+07:00
อุไรวรรณ บรรลุศาสตร์
Pingsauri@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาการคัดกรองผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) (2) พัฒนาแนวปฏิบัติการคัดกรองฯ และ (3) ศึกษาผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วย COPD กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong>: การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong>: การวิจัยและพัฒนา (R&D) นี้ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม – พฤศจิกายน 2568 โดยใช้กรอบแนวคิด Soukup EBP Model 4 ขั้นตอน ในระยะการนำแนวปฏิบัติไปใช้และประเมินผลได้ประยุกต์ใช้การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pre-test Post-test Design) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ 10 ราย และ ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แนวปฏิบัติการคัดกรอง 5 ขั้นตอน (IOC = 0.83) แบบวัดความรู้ (KR-20 = 0.85) แบบวัดการปฏิบัติ (α= 0.82) และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและใช้ Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความรู้และการปฏิบัติก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติ (กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ p< .05)</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: จากการศึกษาสถานการณ์ปัญหาการคัดกรอง COPD พบว่า กระบวนการมีความแปรปรวนสูงและขาดประสิทธิภาพ โดยมีอัตราการส่งต่อเพื่อตรวจยืนยันในระยะเริ่มต้นเพียงร้อยละ 6.7 แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นตามหลักฐานเชิงประจักษ์ (EBP) และอ้างอิง GOLD Guideline ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยค่า IOC เท่ากับ 0.83 ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก (ตั้งแต่การคัดกรองความเสี่ยงไปจนถึงการส่งต่อ Spirometry) หลังการนำแนวปฏิบัติไปใช้พบว่า ระดับความรู้ของพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) จาก 15.50 เป็น 22.80 คะแนน และระดับการปฏิบัติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) จากระดับปานกลาง (Mean= 2.50) เป็นระดับมากที่สุด (Mean= 4.20) ที่สำคัญที่สุดคือ อัตราการส่งต่อผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเพื่อตรวจ Spirometry เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากร้อยละ 6.7 เป็นร้อยละ 40.0 โดยพยาบาลมีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติในระดับมากที่สุด (Mean= 4.62)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> : แนวปฏิบัติการคัดกรองผู้ป่วย COPD ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงใน การยกระดับความรู้ ทักษะการปฏิบัติ และลดความแปรปรวนในการทำงานของพยาบาล โดยส่งผลให้เพิ่มอัตราการค้นพบผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงในระยะเริ่มต้นได้อย่างชัดเจน เสนอแนะคือควรนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้เป็นสมรรถนะหลักของพยาบาลและขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นเพื่อธำรงรักษามาตรฐานการดูแล</p>
2026-01-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285159
การพัฒนาแนวทางการจัดบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2026-01-07T10:01:22+07:00
ดวงจัน ข่าขันมะลี
oscc.roiet@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาแนวทาง และ ประเมินผลการใช้การจัดบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (REH-MSW Model)</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> : เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental Research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong> : ดำเนินการระหว่างมกราคม-พฤศจิกายน 2568 เก็บข้อมูลในระยะทดลองใช้ระหว่างวันที่ 11 กันยายน ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและสำรวจประชากรทั้งหมด (Total Population Sampling) ประกอบด้วย นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ 5 คน และพยาบาลวิชาชีพ (หัวหน้าหอผู้ป่วย) 43 คน เครื่องมือที่ใช้คือ คู่มือแนวทางการจัดบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (IOC = 0.91) และแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับการปฏิบัติและความพึงพอใจ (ค่าความเชื่อมั่น Cronbach's α รวม 0.80) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติอนุมาน (Independent t-test) และเปรียบเทียบก่อน-หลัง (Paired t-test)</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบช่องว่างเชิงระบบหลัก 3 ประการคือ การส่งต่อที่ไม่เป็นมาตรฐาน การบันทึกข้อมูลไม่ต่อเนื่อง และปัญหาการประสานงานนอกเวลา ("Holiday Contact Gap") แนวทาง REH-MSW Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก (การคัดกรอง, มาตรฐาน SOPs 5 ขั้นตอน, การบันทึกและการสื่อสาร, การประสานงานและการดูแลต่อเนื่อง) หลังการใช้แนวทางพบว่า ผลลัพธ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Paired t-test, p<.001) โดยอัตราการใช้เกณฑ์การส่งต่อมาตรฐานเพิ่มเป็นร้อยละ 92 อัตราความสำเร็จในการติดต่อเคสฉุกเฉินวันหยุดเป็นร้อยละ 95 และร้อยละความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาทางสังคมเพิ่มเป็นร้อยละ 88 คะแนนความพึงพอใจโดยรวมของผู้ป่วย/ญาติอยู่ที่ 4.70/5.00 และความพึงพอใจของบุคลากรต่อการใช้แนวทางฯ อยู่ในระดับสูงมากถึงสูงที่สุด (Mean> 4.60)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> แนวทาง REH-MSW Model ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเป็น "สะพานเชื่อม" และแก้ไขปัญหาช่องว่างเชิงระบบ ส่งผลให้คุณภาพการบริการและผลลัพธ์ต่อผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจึงควรประกาศใช้แนวทางฯ เป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ทันที และบูรณาการเข้าสู่ระบบ EMR/HIS เพื่อความยั่งยืน</p>
2026-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285269
การประเมินผลรูปแบบการดูแลผู้ป่วยที่รับยา ดาบิกาแทรนในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2026-01-11T21:44:05+07:00
ภคินี เล่งเวหาสถิตย์
pakineenuch@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> : </strong>เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยที่รับยาดาบิกาแทรนใหม่โดยเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับยา ปัญหาที่เกี่ยวกับยา (DRPs) และผลข้างเคียงจากการใช้ยา ระหว่างกลุ่มเดิมกับกลุ่มใหม่ <strong> </strong></p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong> : </strong>การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong> : </strong>กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยนอกที่รับยาดาบิกาแทรน โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มเดิม 30 คน และกลุ่มใหม่ 30 คน โดยดำเนินการวิจัยระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2568 ถึง 31 สิงหาคม 2568 รูปแบบการดูแลใหม่ประกอบด้วยการเพิ่ม แบบประเมินการใช้ยาดาบิกาแทรน และ สมุดประจำตัวผู้ป่วยที่รับยาดาบิกาแทรน เข้าไปในกระบวนการดูแล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ Mann-Whitney U test และ Chi-square test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong> : </strong>กลุ่มที่ได้รับการดูแลตามรูปแบบใหม่มีคะแนนความรู้เกี่ยวกับยาดาบิกาแทรนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ปัญหาที่เกี่ยวกับยา (DRPs) กลุ่มใหม่พบปัญหาที่เกี่ยวกับยาน้อยกว่ากลุ่มเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ปัญหาหลักในกลุ่มเดิมคือผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ (ร้อยละ 50) อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา กลุ่มใหม่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้น้อยกว่ากลุ่มเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .005) โดยกลุ่มเดิมพบผู้ป่วยเกิดอาการไม่พึงประสงค์ร้อยละ 26.7 (8 ราย) แต่ในกลุ่มใหม่ไม่พบผู้ป่วยเกิดอาการไม่พึงประสงค์เลย (ร้อยละ 100.0 ไม่เกิดอาการ) ด้านความเหมาะสมในการใช้ยากลุ่มใหม่ได้รับขนาดยาเหมาะสมร้อยละ 100.0 ในขณะที่กลุ่มเดิมได้รับยาเหมาะสม ร้อยละ 93.3</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong> : </strong>การใช้แบบประเมินการใช้ยาและสมุดประจำตัวผู้ป่วยในรูปแบบใหม่ช่วย เพิ่มความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วย ลดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาและผลข้างเคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะคือ ควรขยายผลการใช้รูปแบบการดูแลที่พัฒนาแล้วไปยังหน่วยบริการอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยาและควรพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์</p>
2026-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285272
การพัฒนาระบบบริหารคลังยาและเวชภัณฑ์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2026-01-11T22:02:50+07:00
จิราภรณ์ สืบสำราญ
Jirapornc101@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> : </strong>เพื่อเปรียบเทียบมูลค่าคงคลังยาและเวชภัณฑ์ และเปรียบเทียบอัตราการสำรองยาและเวชภัณฑ์คงคลังก่อนการพัฒนาระบบและหลังการพัฒนาระบบ</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong> : </strong>การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong> : </strong>การวิจัยครั้งนี้พัฒนาระบบบริหารคลังยาและเวชภัณฑ์โดยนำแนวคิดแบบลีน (Lean Management) การใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบบริหารสินค้าคงคลังโดยผู้ขาย (Vendor Management Inventory: VMI) มาปรับปรุงกระบวนการทำงาน เปรียบเทียบมูลค่าคงคลังยาและเวชภัณฑ์ และอัตราการสำรองยาและเวชภัณฑ์คงคลังระหว่างปีงบประมาณ 2566 (ก่อนพัฒนาระบบ) และปีงบประมาณ 2567 (หลังพัฒนาระบบ) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบด้วย Paired sample t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong> : </strong>ผลการศึกษาพบว่า มูลค่าคงคลังยาและเวชภัณฑ์เฉลี่ยก่อนพัฒนาระบบ 81.2 ± 10.5 ล้านบาท หลังพัฒนาระบบลดลงเหลือ 68.6 ± 8.8 ล้านบาท (p<.001) และอัตราการสำรองยาคงคลังเฉลี่ยก่อนพัฒนาระบบ 1.9 ± 0.3 เดือน หลังพัฒนาระบบลดลงเหลือ 1.4 ± 0.1 เดือน (p<.001) ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong> : </strong>การพัฒนาระบบบริหารคลังยาและเวชภัณฑ์ด้วยแนวคิดแบบลีน เทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบ VMI สามารถลดมูลค่าคงคลังยาและเวชภัณฑ์ และอัตราการสำรองยาคงคลังได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การบริหารจัดการคลังยามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงจากยาหมดอายุ</p>
2026-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285273
ประสิทธิผลของการพัฒนาสูตรตำรับน้ำลายเทียม ลดภาวะปากแห้ง ในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะ และลำคอที่ได้รับรังสีรักษา
2026-01-11T22:16:11+07:00
ภัทรมน กังวาฬไกรไพศาล
taung410@gmail.com
พิชญดา ศุภจรูญทรัพย์
taung410@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> : </strong>เพื่อพัฒนาสูตรตำรับน้ำลายเทียม ประเมินประสิทธิผลและประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยที่ได้รับน้ำลายเทียมสูตรใหม่เปรียบเทียบกับสูตรเดิม</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong> : </strong>การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong> : </strong>การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนาสูตรตำรับน้ำลายเทียมโดยใช้ Carboxymethylcellulose (CMC) เป็นส่วนประกอบหลัก ศึกษาความตัวทางกายภาพและจุลชีวภาพในสภาวะการเก็บรักษา 3 สภาวะ (2-8°C, ต่ำกว่า 25°C และอุณหภูมิห้อง) เป็นเวลา 180 วัน ระยะที่ 2 ศึกษาประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยจำนวน 20 รายที่เคยได้รับน้ำลายเทียมสูตรเดิมเปรียบเทียบกับสูตรใหม่ และประเมินประสิทธิผลในการลดภาวะปากแห้งในผู้ป่วย จำนวน 25 ราย โดยใช้เกณฑ์ Objective Xerostomia according to the LENT SOMA scale ประเมิน 4 ครั้ง (ก่อนการใช้ และหลังการใช้ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์) ทำการเก็บข้อมูลด้วยแบบเก็บข้อมูลที่พัฒนาขึ้น และวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และใช้สถิติอนุมาน Repeated Measure ANOVA </p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong> : </strong>น้ำลายเทียมสูตรที่พัฒนาขึ้นมีความคงตัวทางกายภาพและจุลชีวภาพที่ดีตลอดระยะเวลา 180 วัน ไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ในทุกสภาวะการเก็บรักษา ด้านประสิทธิผล พบว่าระดับความรุนแรงของภาวะปากแห้งลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 3.52±0.51 เป็น 2.52±0.59, 2.08±0.28 และ 1.76±0.44 ในการประเมินครั้งที่ 1, 2 และ 3 ตามลำดับ (ลดลงร้อยละ 28.4, 40.9 และ 50.0) โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [F (3,72) = 108.716, p<.001] ด้านความพึงพอใจ พบว่าผู้ป่วยมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 55 โดยรวม โดยเฉพาะด้านการไม่มีกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 208) และด้านรสชาติที่ไม่เลี่ยน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 135)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong> : </strong>สูตรตำรับน้ำลายเทียมที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพดี มีความคงตัว มีประสิทธิผลในการลดภาวะปากแห้งอย่างมีนัยสำคัญ และได้รับความพึงพอใจจากผู้ป่วยเพิ่มขึ้น สามารถนำไปใช้เป็นทางเลือกในการจัดการภาวะปากแห้งในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่ได้รับรังสีรักษา</p>
2026-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285455
การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง : กรณีศึกษา 2 ราย
2026-01-19T09:28:29+07:00
สมหมาย สาตื้อ
panmai260820@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> <strong> </strong>เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยการเปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 ราย</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษากรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบ (Comparative case study) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่เข้ารับการรักษาในงานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น จำนวน 2 ราย</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโนนศิลา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูล การทบทวนเวชระเบียนการสัมภาษณ์ญาติ และการสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบในด้านปัจจัยเสี่ยง พยาธิสภาพ อาการและอาการแสดง แนวทางการรักษา ปัญหาและข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล รวมถึงการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> กรณีศึกษารายที่ 1 ผู้ป่วยชายไทยอายุ 81 ปี มีอาการลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด เป็นก่อนมาโรงพยาบาล 3 ชั่วโมง ได้รับการวินิจฉัยเป็น Recurrent stroke ประเมินเป็น Stroke non fast track และส่งต่อโรงพยาบาลขอนแก่นหลังพ้นภาวะวิกฤตส่งกลับมาดูแลและฟื้นฟูสมรรถภาพ กรณีศึกษารายที่ 2 ผู้ป่วยชายไทยอายุ 35 ปี มีอาการเดินเซ แขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน ต่อมาซึมลง เป็นก่อนมาโรงพยาบาล 1 ชั่วโมง ประเมินเป็น Stroke fast track ได้รับการวินิจฉัย Hemorrhagic stroke ได้รับยา Recombinant tissue plasminogen activator ทางหลอดเลือดดำ และใส่ท่อช่วยหายใจ ก่อนส่งต่อโรงพยาบาลขอนแก่น</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>และข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> การดูแลรักษาที่รวดเร็วและเหมาะสมตามระบบ Fast track ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความรุนแรงของโรค และส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยควรมีระบบติดตามต่อเนื่องและเสริมสร้างความรู้แก่ญาติและผู้ดูแลเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285520
ประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีส่วนร่วมของผู้ดูแลผู้สูงอายุ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี
2026-01-21T10:43:42+07:00
จิรนันท์ ศรีสุพรรณ
j.jiranan2517@gmail.com
กัณฐาภรณ์ มั่งประเสริฐ
j.jiranan2517@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนารูปแบบ และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีส่วนร่วมของผู้ดูแลผู้สูงอายุ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 45 คน ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและญาติ จำนวน 45 คู่ เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา ได้แก่ โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะผู้ดูแลผู้สูงอายุในการดูแลผู้สูงอายุ ที่มีภาวะพึ่งพิง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามผู้ดูแลผู้สูงอายุ แบบประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ และแนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์ญาติ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และทดสอบสมมติฐานด้วยค่าสถิติ Paired t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ 1) การประเมินสภาพปัญหาและความต้องการการดูแล 2) การพัฒนาสมรรถนะผู้ดูแลผู้สูงอายุ 3) ปฏิบัติการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบมีส่วนร่วม และ 4) การประเมินผลลัพธ์ ส่วนการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบฯ พบว่า 1) ผู้ดูแลผู้สูงอายุมีคะแนนเฉลี่ยแรงจูงใจและสมรรถนะในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้น 2) ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้น และ 3) ญาติมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (p< .001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong><strong>: </strong>ควรเสริมสร้างแรงจูงใจและพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุสอนทักษะและให้คำแนะนำแก่ญาติเพื่อให้มีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องที่บ้าน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันเพิ่มมากขึ้น</p>
2026-01-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285523
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
2026-01-21T11:27:37+07:00
ภรณรงค์ สมรรถชัย
mod241118@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย : </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสวนผึ้ง จำนวน 291 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอยู่ในระดับเหมาะสม 61.5% (Mean=157.63, SD.=13.31) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ประกอบด้วย 3 ปัจจัยเรียงตามลำดับที่มีอิทธิพลจากมากไปน้อยดังนี้ 1) การรับรู้ความสามารถของตนเอง 2) แรงสนับสนุนทางสังคม และ 3) ความต่อเนื่องในการรักษา โดยตัวแปรทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปร (Coefficient of Determination; COD) ของพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ร้อยละ 35.1 (R<sup>2</sup> = .351)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ : </strong>ควรพัฒนาแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยในเรื่องการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการลด ละ เลิกบุหรี่และสุรา เพื่อให้ผู้ป่วยรับรู้ความสามารถของตนเองควบคู่ไปกับการสนับสนุนทางสังคมโดยเน้นให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแล และพัฒนาระบบติดตามให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong> </strong></p>
2026-01-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285656
การพัฒนาแนวทางปฏิบัติสำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย หอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2026-01-26T22:01:26+07:00
จุฑารัตน์ สดใส
chutarut3105@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนา ประเมินผลการใช้แนวทาง และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้แนวทางปฏิบัติปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย หอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบ่งเป็น 4 ระยะตามวงจร PDCA</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพ 12 คน และผู้ป่วยระยะสุดท้ายพร้อมครอบครัว 30 คน เครื่องมือที่ใช้คือแนวทางปฏิบัติการดูแลแบบองค์รวม 4 ด้าน (กาย จิต สังคม จิตวิญญาณ) ประเมินผลด้วยแบบสอบถามผลลัพธ์การดูแลและความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> 1) แนวทางที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ได้แก่ การประเมิน ESAS, การแจ้งข่าวร้าย, การประชุมครอบครัว และการสนับสนุนพิธีกรรมตามความเชื่อ 2) ภายหลังใช้แนวทาง กลุ่มตัวอย่างได้รับการดูแลระดับมากเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 100 โดยประเด็นมิติจิตวิญญาณและการจัดการอาการรบกวนมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุด และ 3) พยาบาลมีความพึงพอใจต่อแนวทางในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นช่วยให้การดูแลระยะสุดท้ายมีความชัดเจนและครอบคลุมองค์รวม ควรส่งเสริมให้ใช้เป็นมาตรฐานการดูแลในหอผู้ป่วยพิเศษอื่นๆ ต่อไป</p>
2026-01-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285658
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลการจัดการความปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิด ในหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2026-01-26T22:14:58+07:00
กุลวรินทร์ จ่าหล้า
kulwarin2@gmail.com
ศุภลักษณ์ ยายิรัมย์
kulwarin2@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลการจัดการความปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิด และประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติฯ ในหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ตามกรอบแนวคิดของ Soukup</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2567 – มิถุนายน 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 15 ราย และผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิด 30 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติการจัดการความปวด คู่มือการใช้ แบบประเมินความปวด CPOT/NRS และแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และ Wilcoxon Signed Rank Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย การประเมินความปวดด้วยเครื่องมือมาตรฐาน การจัดการความปวดแบบบูรณาการ (ยาและไม่ใช้ยา) และการประเมินซ้ำอย่างเป็นระบบ ผลการใช้พบว่า ระดับความปวดของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยเฉพาะในระยะ 72 ชั่วโมง หลังผ่าตัดเมื่อเทียบกับระยะ 48 ชั่วโมง โดยลดลงจากระดับปานกลางสู่ระดับน้อย กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติในระดับมากที่สุด (Mean = 4.78) และพยาบาลมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดเช่นกัน (Mean= 4.70) โดยมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านความง่ายและสะดวกในการนำไปใช้ปฏิบัติจริง</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นช่วยให้การจัดการความปวดเป็นระบบและมีประสิทธิภาพในการลดระดับความปวดของผู้ป่วยได้จริง ควรบูรณาการเป็นมาตรฐานการพยาบาลในหน่วยงานและขยายผลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป</p>
2026-01-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285735
การพัฒนาระบบบริการทางรังสีวิทยาเพื่อลดการถ่ายภาพรังสีซ้ำในผู้ป่วยรับ Refer จากโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดยโสธร
2026-01-30T09:00:19+07:00
นิติกาญจน์ ยุถาวร
kanyucrtt@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหา พัฒนาและทดลองใช้ และประเมินผลระบบบริการทางรังสีวิทยาเพื่อลดการถ่ายภาพรังสีซ้ำในผู้ป่วยรับ Refer จากโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดยโสธร</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>การวิจัยและพัฒนา (Research and development design)<strong> </strong></p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย : </strong>แหล่งข้อมูลเป็นข้อมูลการส่งต่อการให้บริการ ได้แก่ 1) บุคลากรโรงพยาบาลยโสธร ที่เป็นผู้รับผลงานจากโรงพยาบาลชุมชน ได้แก่ แพทย์ผู้ตรวจจาก OPD/ER/IPD นักรังสีการแพทย์ พยาบาล ณ จุดตรวจ OPD/ER/IPD และบุคลากรทางรังสีโรงพยาบาลชุมชน รวม 25 คน และ 2) ผู้รับบริการ ได้แก่ ผู้ป่วย 50 ราย ที่รับ Refer จากโรงพยาบาลชุมชน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการเก็บข้อมูลภาพถ่ายรังสีซ้ำของผู้ป่วยรับ Refer จากโรงพยาบาลชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content analysis)</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>1) ปัญหาการถ่ายภาพรังสีซ้ำสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชิงระบบ ได้แก่ ช่องทางการสื่อสารระบบดิจิทัลไร้รอยต่อ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ และการสร้างมาตรฐานคุณภาพทางรังสีวิทยาทั้งเครือข่าย เพื่อลดภาระของผู้ป่วยและเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับระบบสาธารณสุข และระบบบริการทางรังสีวิทยาเพื่อลดการถ่ายภาพรังสีซ้ำในผู้ป่วยรับ Refer จากโรงพยาบาลชุมชน 2) ระบบบริการทางรังสีวิทยา 5C ประกอบด้วยขั้น Collection of Data (C1) โดยวิเคราะห์สภาพปัญหาและจัดทำฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ Connectivity (C2) โดยการสร้างความเชื่อมโยงของระบบสารสนเทศดิจิทัล Communication (C3) โดยปฏิรูปการสื่อสารผ่าน 5 จุดยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้รับเคสปลายทาง Clinical Governance (C4) โดยการนำหลักธรรมาภิบาลทางคลินิกมาปรับใช้ โดยเฉพาะการกำกับดูแลการสั่งตรวจของแพทย์ (Intern) ผ่านองค์กรแพทย์ และ Continuous Evaluation (C5) โดยการประเมินผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การนำผลลัพธ์ที่ได้จากการติดตามสถิติมาปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้ทันต่อสถานการณ์ และพัฒนาจนเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ของทั้งเครือข่ายและ 3) ความสำเร็จของการพัฒนาระบบบริการทางรังสีวิทยา พบว่า (1) การยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการให้บริการ ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นที่สุดคือ อัตราการถ่ายภาพรังสีซ้ำ ซึ่งเคยเป็นปัญหาหลักและมีสถิติสูงถึง 90% ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 20% แม้จะยังไม่บรรลุเป้าหมายสูงสุดที่ตั้งไว้ 10% แต่การลดลงนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับ คุณภาพของภาพรังสี ที่เพิ่มขึ้นจาก 84% เป็น 93% มาตรฐานที่สูงขึ้นนี้ช่วยให้แพทย์สามารถนำภาพรังสีจากโรงพยาบาลต้นทางไปแปลผลเพื่อการรักษาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอถ่ายภาพใหม่ (2) พัฒนาศักยภาพบุคลากรและกระบวนการทำงาน ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จคือ บุคลากรสามารถผ่านการประเมินทักษะเพิ่มขึ้นถึง 100% ส่งผลโดยตรงต่อความรวดเร็วในการบริการ ซึ่งพบว่า ระยะเวลารอคอยการตรวจของผู้ป่วยลดลงจากเดิม 40 นาที เหลือเพียง 10 นาที ซึ่งรวดเร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 3 เท่า นอกจากนี้ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้อุบัติการณ์การเกิดข้อร้องเรียน ลดลงจาก 6 อุบัติการณ์เหลือเพียง 1 อุบัติการณ์ ในขณะที่บุคลากรยังคงมีความพึงพอใจในระดับมาตรฐาน 85% และ (3) ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์และความปลอดภัยของผู้ป่วย มิติที่น่าสนใจที่สุดคือด้านงบประมาณ โดยพบว่า ต้นทุนต่อหน่วยเฉลี่ยต่อปี (Unit Cost) ลดลงจาก 2,611,455 บาท เหลือเพียง 580,335 บาท การลดภาระค่าใช้จ่ายนี้ควบคู่ไปกับประโยชน์สูงสุดในด้านสุขภาพ คือการลดความเสี่ยงจากการรับรังสีเกินความจำเป็นของผู้ป่วย และถือเป็นการช่วยลดภาระงบประมาณของภาครัฐในภาพรวมได้อย่างยั่งยืน</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> ผลการวิจัยครั้งนี้ส่งผลให้อัตราการถ่ายภาพรังสีซ้ำลดลง และคุณภาพของภาพรังสีที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพงาน</p>
2026-01-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/285743
ผลกระทบของการได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้าต่อผลการตรวจคัดกรองการได้ยินของหูชั้นใน ของทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนด
2026-01-30T13:36:52+07:00
ภัทรธร พงษ์เพชร
ton1987pk96@gmail.com
ศศิมา ศรีอินทรา
ton1987pk96@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของการได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้าต่ออัตราการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วย DPOAE ผ่านหรือไม่ผ่าน (Pass/Refer) ในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนด เมื่อเทียบกับการเลี้ยงด้วยวิธีอื่น และประเมินความแม่นยำของการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วย DPOAE ในการระบุภาวะสูญเสีย การได้ยินในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนดที่ได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้าเปรียบเทียบกับการตรวจมาตรฐานทั่วไป</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>การศึกษาแบบ Retrospective Cohort Study</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบ Retrospective Cohort Study โดยจะเปรียบเทียบผลการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วย DPOAE ในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนดที่ได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้ากับทารกที่เลี้ยงด้วยวิธีอื่น ประชากร: ทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนดที่เข้ารับการตรวจ คัดกรองการได้ยินที่โรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง : ทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนด โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม : กลุ่มที่ 1: ทารกที่ได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้า กลุ่มที่ 2: ทารกที่เลี้ยงด้วยวิธีอื่น ขนาดกลุ่มตัวอย่าง : ขนาดกลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษานี้มีผลตรวจ DPOAE ครั้งแรกเป็น Refer จำนวน 90 คน (แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 45 คน) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล แบบบันทึกข้อมูลการศึกษาโครงการ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือมัธยฐาน และพิสัยระหว่างควอร์ไทล์ การวิเคราะห์เชิงอนุมานใช้ Chi-square test หรือ Fisher's exact test โดยจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยกำหนดนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> จากการศึกษา พบหลักฐานที่ชัดเจนว่าการให้นมแม่โดยตรงจากเต้ามีความสัมพันธ์กับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของอัตราผลบวกลวง (False Positive) ในการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วย Distortion Product Otoacoustic Emissions (DPOAE) และยังช่วยเพิ่มความแม่นยำของการตรวจในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มทารกที่ดูดนมจากเต้ามีอัตราการผ่านการตรวจ DPOAE ในครั้งที่สองสูงกว่าอย่างชัดเจน (95.6% เทียบกับ 77.8% ในกลุ่มอื่น) นอกจากนี้ กลุ่มที่ได้รับนมแม่โดยตรงจากเต้ายังแสดงค่าความจำเพาะ (Specificity) และความถูกต้อง (Accuracy) ที่สูงกว่า (97% เทียบกับ 80%) และมีอัตราผลบวกลวงที่ต่ำกว่ามาก (2.2% เทียบกับ 20%) ผลลัพธ์เหล่านี้จึงสนับสนุนสมมติฐานที่ว่า การดูดนมจากเต้าโดยตรงอาจเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยปรับปรุงความแม่นยำของการคัดกรองการได้ยินระยะแรกในกลุ่มทารกที่มีความเสี่ยง ซึ่งกลไกที่เป็นไปได้คือการส่งเสริมการทำงานของท่อยูสเตเชียน (Eustachian Tube) ให้ดีขึ้น และช่วยลดภาวะของเหลวคั่งชั่วคราวในหูชั้นกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong><strong>:</strong> ผลการศึกษาได้ให้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สำคัญว่า วิธีการให้นม (โดยเฉพาะการดูดจากเต้าโดยตรง) เป็นปัจจัยที่มีผลต่อความแม่นยำของการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วย DPOAE ในทารกคลอดก่อนกำหนด โดยมีกลไกทางสรีรวิทยาที่เป็นไปได้คือการช่วยปรับปรุงการทำงานของท่อยูสเตเชียนและลดความดันลบในหูชั้นกลาง ซึ่งส่งผลให้อัตราผลบวกลวงลดลง การค้นพบนี้มีนัยสำคัญเชิงปฏิบัติสำหรับการปรับปรุงกระบวนการคัดกรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการบูรณาการข้อมูลด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เข้าไปในการตีความผล การวางแผนตรวจซ้ำ และการตัดสินใจส่งต่อ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของโปรแกรมคัดกรองการได้ยินทารกแรกเกิด นั่นคือ การวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็ว ลดความเครียดและทรัพยากรที่ใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ และส่งเสริมพัฒนาการที่ดีที่สุดของทารกทุกคน</p>
2026-01-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/286003
กรณีศึกษาผลของการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะของผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้า Torn Anterior cruciate ligament (ACL) หลังได้รับการรักษาทางกายภาพบำบัด ตั้งแต่ก่อนผ่าตัดไปจนถึงกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ หรือกลับไปเล่นกีฬาได้ดังเดิมในระยะเวลา 3 เดือน
2026-02-09T12:39:24+07:00
วัชราภรณ์ ทับรัตน์
pattarawatch@gmail.com
รพีภัทร์ พิพัฒนานันท์
pattarawatch@gmail.com
<p><strong>วัตุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดสร้างเอ็นไขว้หน้าใหม่ (ACLR) ร่วมกับการเย็บซ่อมหมอนรองกระดูก โดยเน้นการรักษาทางกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัด (Pre-habilitation) จนถึงระยะฟื้นฟู 3 เดือนหลังผ่าตัด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาข้อมูลผู้้ป่วยรายกรณี</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย:</strong> ทำการศึกษาในรูปแบบกรณีศึกษา ผู้ป่วยชายไทย อายุ 25 ปี บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ซึ่งได้รับการตรวจประเมินพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อเข่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและการวัดผลตามที่ผู้ป่วยรายงาน (IKDC และ KOOS) ในช่วงเวลา T1 (ก่อนผ่าตัด), T2 (1 เดือนหลังผ่าตัด) และ T3 (3 เดือนหลังผ่าตัด) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่ามัธยฐาน และค่าพิสัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ในแต่ละจุดที่ทำการวัดข้อมูลด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางคลินิก และ 2) แบบบันทึกความก้าวหน้าทางการรักษา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> สมรรถนะของผู้ป่วยมีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญในทุกมิติ โดยในระยะ T3 ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูพิสัยการเคลื่อนไหวได้เต็มช่วง (เหยียด 0 องศา, งอ 140 องศา) ค่าดัชนีความสมมาตรของความแข็งแรงกล้ามเนื้อ Quadriceps เพิ่มขึ้นจาก 80% ในระยะ T1 สู่ 95% ในระยะ T3 และผ่านเกณฑ์การทดสอบการกระโดดขาเดียว (Single-Leg Hop Test) ที่ค่า LSI 92% ด้านคะแนนประเมิน PROMs พบว่าคะแนน IKDC เพิ่มขึ้นจาก 45 เป็น 90 คะแนน และคะแนน KOOS ADL สูงถึง 100 คะแนน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิตที่กลับมาเป็นปกติ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> การเตรียมความพร้อมร่างกายก่อนผ่าตัดและการทำกายภาพบำบัดอย่างเป็นระบบต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนแรก ช่วยลดข้อบกพร่องและเร่งการฟื้นตัวของผู้ป่วย ACLR ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัยและพร้อมสำหรับการฝึกซ้อมเพื่อกลับไปเล่นกีฬาในระดับที่สูงขึ้นต่อไป</p>
2026-02-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/286066
การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลชุมชนเพื่อการรับรองมาตรฐาน Healthcare Accreditation (HA) ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม: กรณีเครือข่ายบริการสุขภาพจังหวัดมหาสารคาม
2026-02-11T10:47:01+07:00
ทิพวรรณ โคตรสีเขียว
Tipa_mung001@hotmail.com
ดวงดาว ราตรีสุข
Tipa_mung001@hotmail.com
อรัญญา ซองศิริ
Tipa_mung001@hotmail.com
รุ่งทิวา ขันธมูล
Tipa_mung001@hotmail.com
ชนิตา ปะเพโส
Tipa_mung001@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบ ทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการพัฒนาการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลชุมชนเพื่อการรับรองมาตรฐาน Healthcare Accreditation (HA) ของเครือข่ายบริการสุขภาพจังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบลงมือปฏิบัติร่วมกัน (Mutual collaborative action research)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการวิจัย :</strong> ผู้ให้ข้อมูลหลัก ประกอบด้วยทีม Coaching และ Mentoring จากโรงพยาบาลมหาสารคาม และผู้ประสานงานคุณภาพ จำนวน 15 คน ในระยะศึกษาสถานการณ์ จำนวน 10 คน ระยะพัฒนาระบบบริการ จำนวน 30 คน ผู้เข้าร่วมพัฒนา จำนวน 60 คน และผู้ร่วมกิจกรรม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินความพร้อม HA แบบประเมินการปฏิบัติงานตนเอง แบบบันทึกการสังเกต และแบบฟอร์มถอดบทเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> 1) การเตรียมความพร้อมพบปัญหาทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านทรัพยากรบุคคลและองค์ความรู้ ระบบงานและกระบวนการ กลไกสนับสนุนและเครือข่าย และภาวะผู้นำและวัฒนธรรมองค์กร 2)รูปแบบการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลชุมชนเพื่อการรับรองมาตรฐาน Healthcare Accreditation (HA) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ กลไกพลังเครือข่ายและความร่วมมือ การขับเคลื่อนด้วยกระบวนการ Improvement, Quality, Value (IQV) และเสาหลักการพัฒนา 4 มิติ และผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ และ 3) ผลลัพธ์การดำเนินงานพบว่า จากการวิเคราะห์ระดับการเตรียมความพร้อมในการบริหารองค์กรหลังกระบวนการพัฒนา พบว่า โดยรวมการบริหารจัดการองค์กรมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.53, SD. = 0.53) ระดับการเรียนรู้ตามกระบวนการ Quality Learning Network (QLN) โดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.37, SD.=0.27) และโรงพยาบาลกุดรังและโรงพยาบาลชื่นชมได้รับการรับรองมาตรฐาน HA ขั้นที่ 1 ในปี พ.ศ.2568</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ : </strong>ความสำเร็จของสองโรงพยาบาลเป็นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในองค์กร ดังนั้นองค์กรจึงจำเป็นต้องรักษาแรงขับเคลื่อน (Momentum) ในการพัฒนา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการระบบงาน และการมีส่วนร่วมของบุคลากรที่เข้มข้นยิ่งขึ้น</p>
2026-02-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026