วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri <p><strong>วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข</strong></p> <p><strong>ISSN: 2822-0382</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงที่ครอบคลุมเนื้อหาด้านสาธารณสุขศาสตร์ ได้แก่ ชีวสถิติ และวิทยาการระบาด อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม บริหารสาธารณสุข การส่งเสริมสุขภาพ นวัตกรรมสาธารณสุข และ สหสาขาวิชา โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> <p><strong>กำหนดออก</strong> : วารสารตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p> </p> คณะวิทยาการสุขภาพและการกีฬา มหาวิทยาลัยทักษิณ th-TH วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข 2822-0382 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกาย คลื่นไฟฟ้าสมองและภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุชุมชนเมือง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/281444 <p><strong>บทนำ:</strong> ประชากรผู้สูงอายุต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่สำคัญเกี่ยวกับความสามารถต่อการทำงานของสมองที่ลดลงและภาวะสมองเสื่อม ส่งผลกระทบเชิงลบต่อคุณภาพชีวิตเกิดภาวะพึ่งพิงและระบบการดูแลสุขภาพการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกาย คลื่นไฟฟ้าสมอง และภาวะสมองเสื่อมในชุมชนผู้สูงอายุในเมือง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุ 40 คน จากชุมชนเสนานิเวศน์โครงการ 1 ในกรุงเทพฯ ซึ่งคัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมโดยใช้แบบทดสอบ MSET10 การประเมินสมรรถภาพทางกายด้วยแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายสำหรับผู้สูงอายุและการวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการหาความสัมพันธ์แบบเพียร์สันเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกาย คลื่นไฟฟ้าสมอง และความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม ที่ระดับความมีนัยสำคัญ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้สูงอายุมีคะแนนเฉลี่ย MSET10 อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีภาวะสมองเสื่อมความสัมพันธ์ระหว่างภาวะสมองเสื่อมกับสมรรถภาพทางกาย ประกอบไปด้วยความอ่อนตัว (r=0.41, p&lt;0.01)ความคล่องแคล่วว่องไว (r=-0.33, p=0.01) และความทนทานของระบบหายใจและไหลเวียนโลหิต (r=0.34, p&lt;0.01) คลื่นสมองเบต้า2 ในสมองส่วนท้ายทอยด้านขวา (r=0.26, p=0.05) คลื่นสมองเดลต้า2 และเบต้า2 ในสมองส่วนกลางด้านขวา (r=-0.33 และ r=0.34, p=0.01) สัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อมนอกจากนี้ คลื่นสมองเบต้า2 ในสมองส่วนหน้าซ้าย (r=0.31, p&lt;0.05) และคลื่นสมองเดลต้า 2 และเบต้า 2 ในสมองส่วนหน้าขวา (r=-0.28 และ r=0.31, p&lt;0.05) พบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับภาวะสมองเสื่อมเช่นกัน</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกายคลื่นไฟฟ้าสมองและภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุมีองค์ประกอบสำคัญคือความอ่อนตัวความทนทานของระบบหายใจและไหลเวียนโลหิตและความคล่องแคล่วว่องไวมีอิทธิพลอย่างมากต่อภาวะสมองเสื่อมรวมไปถึงคลื่นสมองเบต้า2 และเดลต้า2 ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อมซึ่งคลื่นไฟฟ้าสมองดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสมาธิและความจำดังนั้นจึงควรมีการออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายในด้านดังกล่าวเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมและกระตุ้นการทำงานของสมอง</p> พชร ชินสีห์ ยุทธนา เรียนสร้อย ธเนษฐ์พงษ์ สุขวงศ์ ชำนาญ ชินสีห์ สิริทิพ วะศินรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 3 3 1 14 10.55164/jphri.v3i3.281444 ผลของโปรแกรมอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ต่อความรู้ ทัศนคติ และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ สำหรับแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/280774 <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตทั่วโลก การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support: BLS) โดยบุคคลทั่วไปเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่มีข้อจำกัดด้านบริการการแพทย์ฉุกเฉิน การวิจัยนี้ประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมอบรม BLS สำหรับอสม. ในการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ ดำเนินการในอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ อสม. จำนวน 114 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย จัดเข้ากลุ่มด้วยวิธีการจับคู่ กลุ่มละ 57 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมอบรมที่พัฒนาตามแนวคิด Knowledge-Attitude-Practice (KAP) ประกอบด้วยการบรรยาย วิดีทัศน์ การฝึกปฏิบัติกับหุ่นจำลอง สถานการณ์จำลอง และการใช้แอปพลิเคชันมือถือทบทวนความรู้ กลุ่มควบคุมได้รับการสอนตามปกติ เก็บข้อมูลเดือนเมษายน–พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความรู้ แบบวัดทัศนคติ และแบบประเมินทักษะ BLS วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired samples t-test และ Independent samples t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานมีคะแนนความรู้ ทัศนคติ และทักษะสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เพิ่มขึ้นจาก 12.39 เป็น 17.21 คะแนน และคะแนนทัศนคติจาก 4.14 เป็น 4.48 คะแนน ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>โปรแกรมอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิด KAP มีประสิทธิภาพในการเพิ่มพูนความรู้ ทัศนคติ และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพของอสม.ควรขยายโปรแกรมไปยังพื้นที่อื่น พัฒนาสื่อเสริมเพื่อทบทวนอย่างต่อเนื่อง และติดตามประเมินผลระยะยาว</p> มัณฑนา เคารพาพงศ์ เกสราวรรณ ประดับพจน์ สุมลรัตน์ ขนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 3 3 15 27 10.55164/jphri.v3i3.280774 ประสิทธิภาพของระบบการให้รหัสอัตโนมัติต่อการลดการปฏิเสธการจ่ายชดเชย จากกองทุนสุขภาพ: กรณีศึกษาผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/280858 <p><strong>บทนำ: </strong>การบริหารรายได้มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางการเงินของโรงพยาบาล โดยเฉพาะรายได้จากกองทุนสุขภาพ ปัญหาในการปฏิเสธการจ่ายชดเชยเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะจากข้อผิดพลาดของรหัสโรคและรหัสหัตถการ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบการให้รหัสโรคและรหัสหัตถการอัตโนมัติสำหรับผู้ป่วยนอกต่อการลดการปฏิเสธการจ่ายชดเชยจากกองทุนสุขภาพในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective study) ใช้ข้อมูล Outpatient visit summary จากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ปี 2566 ที่ไม่ผ่านเงื่อนไขการเบิกจ่ายจากกองทุนสุขภาพโดยการประเมินจากระบบของโรงพยาบาล (HIS) จำนวน 49,497 แฟ้ม พัฒนาระบบให้รหัสโรคและหัตถการอัตโนมัติด้วยเทคนิค Rule-based ตามกระบวนการ SDLC โดยสร้างฐานข้อมูลรหัส คลังกฎ และกฎการจับคู่ ประเมินประสิทธิภาพของระบบจากการลดอัตราการปฏิเสธเบิกจ่าย การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การลดต้นทุนการดำเนินการ ประเมินคุณภาพของระบบด้วย Confusion matrix, Accuracy, Sensitivity, False positive rate (FPR) และ Area under the curve (AUC)</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ระบบสามารถลดอัตราการปฏิเสธการเบิกจ่าย 26.5% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.003) ระบบสามารถประมวลผลรหัสอัตโนมัติได้ 50.2% ของงานทั้งหมด มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานลดลงจาก 11.7% เป็น 3.9%) ลดต้นทุนการดำเนินงานได้ 168,733 บาทต่อปี ระบบมี Accuracy 84.4% ค่า Sensitivity 65.5% ค่า FPR 2.0% และค่า AUC 81.7%</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>ระบบให้รหัสโรคและหัตถการอัตโนมัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระงาน ลดข้อผิดพลาด และประหยัดต้นทุน ควรพัฒนาระบบต่อเนื่องและขยายการใช้งานไปยังโรงพยาบาลอื่น</p> สรณีย์ ศุภรพิพัฒน์ วิชิต หวันประรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 3 3 28 39 10.55164/jphri.v3i3.280858 ประสิทธิผลของการจัดการรายกรณีต่อการลดอัตราการป่วยซ้ำของผู้ป่วยโรคจิตเภท โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/282653 <p><strong>บทนำ: </strong>ผู้ป่วยโรคจิตเภทที่ป่วยซ้ำยากต่อการฟื้นหายของโรค มีความผิดปกติในการทำหน้าที่ การรับรู้ และอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการป่วยซ้ำมากที่สุดคือ การไม่ร่วมมือในการรักษาด้วยยา การหยุดยาหรือรักษาไม่สม่ำเสมอ ผู้ป่วยที่มีความร่วมมือในการใช้ยา และได้รับการดูแลจากครอบครัวอย่างเหมาะสม ตลอดจนการที่ผู้ป่วยได้รับการดูแลจากทีมสหวิชาชีพมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย จะสามารถลดการป่วยซ้ำได้</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการผู้ป่วยรายกรณีต่อพฤติกรรมการใช้ยา และการป่วยซ้ำของผู้ป่วยโรคจิตเภท กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภทที่ป่วยซ้ำ จำนวน 31 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 1) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย คือ โปรแกรมการจัดการผู้ป่วยรายกรณี 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัย คือ แบบประเมินระดับอาการทางจิต (BPRS) ที่มีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.8 3) เครื่องมือวัดผลการป่วยซ้ำ คือ แบบวัดความร่วมมือในการใช้ยา (MARS) ที่มีค่าความเที่ยง 0.71 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ <em>Wilcoxon signed rank Test</em></p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>อาการทางจิต ด้านความคิดสับสน อาการประสาทหลอน และความคิดหลงผิด หลังการจัดการผู้ป่วยรายกรณี มีน้อยมากเมื่อเทียบกับก่อนการจัดการผู้ป่วยรายกรณี และความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเภทที่ป่วยซ้ำหลังการจัดการผู้ป่วยรายกรณี มีความร่วมมือมากกว่าก่อนการจัดการผู้ป่วยรายกรณี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p-value &lt; 0.05) </p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>แสดงให้เห็นว่าการจัดการผู้ป่วยรายกรณีในผู้ป่วยจิตเภทที่ป่วยซ้ำ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการให้บริการด้านสุขภาพจิตและจิตเวช เพื่อดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทให้มีพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาเป็นรูปแบบที่อาจช่วยลดการกลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยจิตเภทอย่างมีประสิทธิผล</p> ชนมาภรณ์ ภูมิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 3 3 40 52 10.55164/jphri.v3i3.282653 บทบรรณาธิการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/284946 ตั้ม บุญรอด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 3 3