วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri <p><strong>วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข</strong></p> <p><strong>ISSN: 2822-0382</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงที่ครอบคลุมเนื้อหาด้านสาธารณสุขศาสตร์ ได้แก่ ชีวสถิติ และวิทยาการระบาด อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม บริหารสาธารณสุข การส่งเสริมสุขภาพ นวัตกรรมสาธารณสุข และ สหสาขาวิชา โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> <p><strong>กำหนดออก</strong> : วารสารตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p> </p> คณะวิทยาการสุขภาพและการกีฬา มหาวิทยาลัยทักษิณ th-TH วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข 2822-0382 การพัฒนารูปแบบการป้องกันการฆ่าตัวตายโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/286325 <p><strong>บทนำ:</strong> การฆ่าตัวตายเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตและปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์การฆ่าตัวตายและการมีส่วนร่วมของชุมชน พัฒนารูปแบบการป้องกันการฆ่าตัวตายโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และทดลองใช้ ประเมินผล และขยายผลรูปแบบในจังหวัดแม่ฮ่องสอน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยและพัฒนา ดำเนินการในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2567 ถึงมีนาคม พ.ศ. 2568 แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ R1 การศึกษาสภาพการณ์ D1 การพัฒนารูปแบบ R2 การทดลองใช้และประเมินผล และ D2 การปรับปรุงและขยายผล ระยะ R1 ศึกษาประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน และผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ 30 คน เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 ระยะ R2 และ D2 ประเมินผลในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและกลุ่มเสี่ยง โดยใช้แบบประเมินการปฏิบัติตนด้านการป้องกันการฆ่าตัวตาย แบบวัดพลังใจ (RQ) แบบประเมินความเครียด (ST-5) และแบบวัดความสุขของคนไทย (THI-15) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Thematic analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ระยะ R1 พบว่าประชาชนมีการรับรู้ปัญหาสุขภาพจิตระดับปานกลาง แต่การเข้าถึงบริการและการมีส่วนร่วมเชิงตัดสินใจยังอยู่ในระดับต่ำ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ความโดดเดี่ยว โรคเรื้อรัง การใช้สุรา และภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ระยะ D1 พัฒนา CARE-MHS Model ซึ่งประกอบด้วย Community Voice, Acceptance &amp; Culture, Risk Screening, Empowerment และ Mental Health Support System ระยะ R2 พบว่าคะแนนการปฏิบัติตนด้านการป้องกันการฆ่าตัวตายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ขณะที่กลุ่มเสี่ยงมีคะแนนพลังใจและความสุขเพิ่มขึ้น และระดับความเครียดลดลง ระยะ D2 พบว่าคะแนนการปฏิบัติตัวด้านการป้องกันการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ และจำนวนการฆ่าตัวตายสำเร็จมีแนวโน้มลดลง</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> CARE-MHS Model ซึ่งบูรณาการการมีส่วนร่วมของชุมชน การคัดกรองเชิงรุก และระบบสนับสนุนสุขภาพจิตหลายระดับ มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกด้านพฤติกรรมการป้องกันการฆ่าตัวตายและสุขภาวะจิตในบริบทพื้นที่ห่างไกลและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามควรมีการติดตามผลระยะยาวเพื่อประเมินความยั่งยืนของรูปแบบต่อไป</p> สมบัติ ดุลยรัตน์ วิไลรัตน์ ธิติรัตน์วรโชค กรรณิกา หงษ์ใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 1 14 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างทักษะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการป้องกันการกำเริบซ้ำของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/286625 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีบทบาทสำคัญต่อระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังในชุมชนเพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลรูปแบบการเสริมสร้างทักษะอสม.ในการป้องกันการกำเริบซ้ำของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนามี 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพ อสม. ผู้ป่วยจิตเภท และญาติผู้ป่วย คัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติ แบบเจาะจง จำนวน 37 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา 2) พัฒนารูปแบบและตรวจคุณภาพ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างคือ อสม. คัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติ แบบเจาะจง จำนวน 30 คน ร่วมกิจกรรม 16 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ ค่าความเชื่อมั่น 0.87 แบบประเมินทักษะ ค่าความเชื่อมั่น 0.92 แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกภาคสนาม เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568-กุมภาพันธ์ 2569 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติอนุมาน Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> 1. สภาพปัญหาและความต้องการ พบว่าขาดการความคุ้นเคย ความไว้วางใจ การวางแผนทำงานร่วมกัน การมีส่วนร่วมในสังคม และความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการกำเริบของโรค 2. รูปแบบการเสริมสร้างทักษะอสม. ประกอบด้วย การเตรียมความพร้อม การสร้างสัมพันธภาพและความไว้วางใจ การประเมินอาการ สัญญาณเตือน ปัจจัยกระตุ้น การสนับสนุนทางสังคม การบูรณาการการดูแลร่วมกับญาติและทีมสหสาขาวิชาชีพ การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง หลังใช้รูปแบบ พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้โรคจิตเภทเบื้องต้นและทักษะของอสม. สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) 3. อสม. มีความสามารถเพิ่มขึ้นด้านการดูแลผู้ป่วย การสร้างสัมพันธภาพ และการเสริมแรงผู้ป่วยและญาติ 4. ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังในชุมชนไม่มีความเสี่ยงการกำเริบซ้ำ</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพช่วยเสริมสร้างความรู้และทักษะของอสม. ในการป้องกันการกำเริบซ้ำของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังในชุมชน</p> ประสิทธิ์ อ่อนจันทร์ กนกอร ชาวเวียง ธนพล บรรดาศักดิ์ กันตพัฒน์ ขำศรี นฤมล จันทรเกษม อาจารีย์ พรหมรัตน์ ทวีทรัพย์ จูมศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 15 27 การพัฒนาวัสดุดูดซับเสียงจากเส้นใยกาบมะพร้าวร่วมกับกากมะพร้าวเพื่อลดเสียงดังจากปั๊มน้ำสำหรับครัวเรือน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/284741 <h5><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ปั้มน้ำเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้กันมากเกือบทุกครัวเรือน และหากระดับแรงดันน้ำจากปั๊มน้ำไม่คงที่ ส่งผลให้เกิดเสียงดังจากมอเตอร์ของปั้มน้ำ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ทั้งร่างกายและจิตใจ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวัสดุดูดซับเสียงจากเส้นใยกาบมะพร้าวร่วมกับกากมะพร้าว</h5> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้เป็นวิจัยแบบทดลอง แบ่งการศึกษาเป็น 2 ระยะ ดังนี้ 1. ศึกษาอัตราส่วนและความหนาที่เหมาะสมของวัสดุดูดซับเสียงทั้งหมด 10 การทดลอง ขนาดเท่ากับ 20×20 เซนติเมตร ที่ความหนา 1 นิ้ว และ 2 นิ้ว มีอัตราส่วนเส้นใยกาบมะพร้าว:กากมะพร้าว 0:100, 30:70, 50:50, 70:30 และ 100:0 โดยทดสอบตามวิธีมาตรฐาน ASTM C384-04 (<strong>American Society for Testing and Materials</strong><strong>; </strong>ASTM) เพื่อวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์การลดระดับเสียง (Noise Reduction Coefficient<strong>; </strong>NRC) และระยะที่ 2 การประยุกต์ใช้การออกแบบเป็นกล่องครอบเครื่องปั๊มน้ำเพื่อลดการสัมผัสเสียงของครัวเรือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Mann–Whitney U Test และ Wilcoxon Sign Rank Test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผลการทดลองพบว่า วัสดุดูดซับเสียงที่สร้างขึ้นมีค่า NRC อยู่ในช่วง 0.62 – 0.77 และพบว่าที่ความหนา 1 นิ้วมีค่า NRC มากกว่าที่ความหนา 1.5 นิ้วอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) และการควบคุมเสียงดังจากเครื่องปั้มด้วยวัสดุดูดซับเสียงอัตราส่วนเส้นใยกาบมะพร้าวและกากมะพร้าวเท่ากับ 30:70 (NRC สูงที่สุด =0.77) พบว่าประสิทธิภาพการลดเสียงก่อนและหลังการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ซึ่งลดเสียงดังได้ 4.40 เดซิเบล (เอ)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> การใช้วัสดุดูดซับเสียงจากเส้นใยกาบมะพร้าวร่วมกับกากมะพร้าวเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการควบคุมเสียงจากปั้มน้ำสำหรับบ้านเรือน แต่ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การป้องกันความชื้น อายุการใช้งาน และการทนทานต่อสภาพอากาศ เป็นต้น</p> นุตชบา อินทรแย้ม รุ้งนภา จุลวรรณโณ ธิติมา ณ สงขลา สุธีร์ อินทร์รักษา ธนาวัฒน์ รักกมล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 28 42 ความล้าสายตาของบุคลากรวิทยาลัยเทคนิคป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/284643 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>บุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่จะทำงานกับคอมพิวเตอร์ และส่งผลให้เกิดความล้าสายตา ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงและอาจมีผลเสียต่อสายตา ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้จัดทำโครงการวิจัยความล้าสายตาของบุคลากร วิทยาลัยเทคนิคป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ขึ้นเพื่อศึกษาความล้าสายตาจากการทำงานและตรวจวัดความล้าสายตา</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรวิทยาลัยเทคนิคป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง จำนวน 57 คน ใช้การสุ่มแบบง่าย การเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ แบบสอบถามและเครื่องมือวัดความล้าสายตา แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลปัจจัยเสี่ยงและข้อมูลความล้าสายตา ค่าความเที่ยงของเครื่องมือเท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความล้าสายตาแปลผลด้วยค่าความถี่การกระพริบ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong> ข้อมูลทั่วไปพบว่า เพศหญิง 35 คน (ร้อยละ 61.4) ช่วงอายุ 32-38 ปี และมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ (ร้อยละ 66.7) ด้านปัจจัยเสี่ยงพบว่า ทำงานคอมพิวเตอร์ติดต่อกันโดยเฉลี่ยนาน มากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน (ร้อยละ 45.6) ใช้สมาร์ทโฟน 5-8 ชั่วโมงต่อวัน(ร้อยละ 52.7) และมีอาการเมื่อยล้าสายตาจนต้องปรึกษาแพทย์ (ร้อยละ 15.8) ด้านอาการที่เกี่ยวกับความล้าสายตา พบว่าส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับปานกลาง ได้แก่ อาการไม่สบายตา อาการแสบตา อาการตาแห้ง อาการตากระตุก และอาการตาพร่ามัว และผลค่าความถี่ของแสงกระพริบของสายตา หลังปฏิบัติงานพบว่าบุคลากรมีความล้าสายตา (ร้อยละ 70.2)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ส่งผลต่อความล้าสายตาและเกิดอาการต่างๆ เช่น แสบตา ตากระตุก และเมื่อยล้าสายตา ดังนั้นควรกำหนดระยะเวลาการทำงานกับคอมพิวเตอร์และนำหลักการทางการยศาสตร์มาใช้เช่นการปรับเปลี่ยนท่าทางการทำงานที่เหมาะสม การจัดสถานีงานคอมพิวเตอร์เพื่อรักษาสุขภาพสายตาและถนอมสายตาในระยะยาว</p> วิภาดา เกื้อบุญส่ง ศิริฤทัย เอียดชูทอง สุธีร์ อินทร์รักษา สุภาพร เมฆสวี ธนาวัฒน์ รักกมล ธิติมา ณ สงขลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 43 52 ประสิทธิผลของสื่อวีดิทัศน์แบบโมดูลเรื่องอาหารสำหรับผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง ตามแนวคิด ADDIE Model และผลต่อความรู้ด้านการบริโภคอาหาร โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/287068 <p><strong>บทนำ:</strong> ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง จำเป็นต้องจัดการโภชนาการที่มีความซับซ้อนด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รูปแบบการให้ความรู้แบบดั้งเดิมมีข้อจำกัดทั้งด้านระยะเวลาในการให้คำปรึกษาและโอกาสในการทบทวนความรู้ภายหลังกลับบ้าน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของสื่อ วีดิทัศน์แบบโมดูลตามแนวคิด ADDIE model (Analysis, Design, Development, Implementation, Evaluation) รวมทั้งศึกษาผลของสื่อดังกล่าวต่อความรู้ด้านการบริโภคอาหารของผู้ป่วย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง ดำเนินการเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพสื่อวีดิทัศน์ 4 โมดูล (โปรตีน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และโซเดียม) ตามกรอบแนวคิด ADDIE model โดยวิเคราะห์ความต้องการจากผู้ป่วย 12 ราย ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน (ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC = 0.67–1.00) และทดสอบประสิทธิภาพกระบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2 หรือ Efficiency of Process/Efficiency of Product) กับกลุ่มทดลองขนาดเล็ก (n=9) ระยะที่ 2 เป็นการประเมินผลของสื่อที่พัฒนาแล้วต่อความรู้ด้านการบริโภคอาหารในกลุ่มตัวอย่างใหม่ 38 ราย ณ ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> สื่อวีดิทัศน์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพกระบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2) เท่ากับ 83.89/82.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ ภายหลังการใช้สื่อ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้ด้านการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) โดยค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 12.34 ± 2.87 เป็น 17.89 ± 1.45 คะแนน</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> สื่อวีดิทัศน์แบบโมดูลที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิด ADDIE Model มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน และสามารถยกระดับความรู้ด้านโภชนาการของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องได้อย่างมีประสิทธิผล จึงมีความเหมาะสมในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> ดารณี คุระศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 53 64 บทบรรณาธิการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/291453 ตั้ม บุญรอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2