https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/issue/feed
วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข
2026-04-29T16:18:19+07:00
ผศ.ดร.ตั้ม บุญรอด
btum@tsu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข</strong></p> <p><strong>ISSN: 2822-0382</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงที่ครอบคลุมเนื้อหาด้านสาธารณสุขศาสตร์ ได้แก่ ชีวสถิติ และวิทยาการระบาด อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม บริหารสาธารณสุข การส่งเสริมสุขภาพ นวัตกรรมสาธารณสุข และ สหสาขาวิชา โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> <p><strong>กำหนดออก</strong> : วารสารตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p> </p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/284056
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานให้เข้าสู่ระยะสงบด้วยแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิต โรงพยาบาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
2025-12-28T10:12:34+07:00
สุดาดวง เฮงพูลธนา
suda.h21@gmail.com
ปัทมา ล้อพงค์พานิชย์
pattama.l@ubru.ac.th
วิลาสินี สุราวรรณ์
noodangrich@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>เบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อที่มีความสำคัญของระบบสาธารณสุข การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้ การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานให้เข้าสู่ระยะสงบด้วยแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิตและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาแบบการวิจัยเชิงผสมผสาน ประกอบด้วย ระยะที่ 1 พัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานให้เข้าสู่ระยะสงบ ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคลินิก DM remission จำนวน 10 คน เก็บข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ คือ การวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวน 34 คน สุ่มตัวอย่างอย่างง่ายแบบไม่คืนกลับ เข้าร่วมกิจกรรมตามแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิต ระยะเวลา 12 สัปดาห์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก และแบบประเมินความพึงพอใจ ค่าความเชื่อมั่น 0.78, 0.81, 0.87 และ 0.92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired t-test และ Wilcoxon signed rank test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานให้เข้าสู่ระยะสงบ ได้แก่ การให้ความรู้แนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิต การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนในกลุ่ม การจัดระบบบริการในคลินิก DM การสร้างเครือข่ายชุมชนผ่านกลุ่ม LINE และ นโยบายสนับสนุนโรคเบาหวานระยะสงบโดยทีมสหวิชาชีพ ประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นพบว่า ค่าเฉลี่ยความรู้ (p<0.001) ทัศนคติ (p=0.030) และพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (p<0.001) หลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดหลังเข้าร่วมโปรแกรมต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 35.3 (12 คน) หยุดยาเบาหวานได้ </p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>การปฏิบัติตามแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิตมีส่วนช่วยให้โรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/284007
ผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และระดับความดันโลหิตในผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น
2025-12-27T03:29:20+07:00
สุพัดชา คำวงษา
supatcha282519@gmail.com
สุพัตรา เสนามนตรี
Supatcha282519@gmail.com
นรินี เรืองแก้ว
Supatcha282519@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิต การป้องกันโรคจึงจำเป็นต้องส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและการจัดการตนเองอย่างเหมาะสม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและระดับความดันโลหิตในผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน 78 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 39 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา 1.00 ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค 0.85 เครื่องวัดความดันโลหิตผ่านการสอบเทียบ โปรแกรมการสร้างแรงจูงใจตามแนวคิดของ Maddux และ Rogers มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.90 กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติ Chi-square test, Paired t-test, independent t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> หลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองด้าน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการรับประทานยา สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และระดับความดันโลหิตทั้งค่าซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (p<0.001)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> โปรแกรมการสร้างแรงจูงใจมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในผู้สูงอายุได้</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/283985
ผลลัพธ์ก่อนและหลังการพัฒนาบทบาทเภสัชกรในทีมทางด่วนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือด โรงพยาบาลแม่สาย
2026-01-15T22:42:29+07:00
นักขัต เสาร์ทอง
nagkhat@hotmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเป็นสาเหตุของความพิการและเสียชีวิต การพัฒนาบทบาทเภสัชกรในทีมทางด่วนโรคหลอดเลือดสมองด้วยแนวปฏิบัติ 3Ds ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับยาละลายลิ่มเลือด ที่รวดเร็วและเกิดผลลัพธ์ที่ดีด้านคลินิก การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังพัฒนาบทบาทเภสัชกรในทีมทางด่วนโรคหลอดเลือดสมอง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มก่อนพัฒนาเก็บข้อมูลย้อนหลังเดือนตุลาคม 2567- มีนาคม 2568 ซึ่งผู้ป่วยรักษาตามแนวทางปกติ จากนั้นพัฒนาบทบาทเภสัชกรแล้วทดลองระบบเดือนเมษายน 2568 และ 2) กลุ่มหลังพัฒนาเก็บข้อมูลไปข้างหน้าเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2568 คัดเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง กลุ่มละ 32 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบเก็บข้อมูลผู้ป่วย แบบประเมินความพิการและความรุนแรงของโรคมีค่าความเชื่อมั่น 0.84 และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ มัธยฐาน พิสัยควอไทล์ และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test, Fisher’s exact test, Independent t-test, Mann-Whitney U test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> หลังพัฒนาบทบาทเภสัชกรช่วยเพิ่มการจัดทำความสอดคล้องต่อเนื่องทางยา (ร้อยละ 93.75 เทียบกับ 62.50, p=0.002) และตรวจพบความคลาดเคลื่อนทางยามากขึ้น (ร้อยละ 21.88 เทียบกับ 9.38, p=0.004) ค่ามัธยฐานเวลาตั้งแต่ผู้ป่วยเริ่มเกิดอาการจนได้รับยาละลายลิ่มเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (158 นาที เหลือ 113.50 นาที, p=0.003) เช่นเดียวกับเวลาที่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลจนได้รับยา (62.17 นาที เหลือ 35.39 นาที, p<0.001) สัดส่วนผู้ป่วยที่ได้รับยาภายใน 60, 45 และ 30 นาทีเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ความแม่นยำของขนาดยา ระดับความพิการ ความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อนไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p>0.05)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> การมีส่วนร่วมของเภสัชกรในทีมทางด่วนโรคหลอดเลือดสมองช่วยเพิ่มความปลอดภัยด้านยาและยกระดับคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยได้</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/283733
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นซ้ำและความผาสุกของผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง คลินิกโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง
2025-12-24T21:31:25+07:00
ทัชชกร กาหยี
jaae.tachakorn@gmail.com
<p><strong>บทนำ:</strong> โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการ การดูแลในระยะฟื้นฟูและการป้องกันการกลับเป็นซ้ำมีบทบาทสำคัญในการลดอัตราการเกิดโรคซ้ำและส่งเสริมความผาสุกของผู้ป่วย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นซ้ำและความผาสุกของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เคยเกิดการกลับเป็นซ้ำ จำนวน 60 คน ที่เข้ารับบริการในคลินิกโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเองเกี่ยวกับการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง ความเชื่อเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง แหล่งสนับสนุนด้านชุมชน พฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และมาตรวัดความผาสุก โดยเครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.82–0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยพหุแบบขั้นตอน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> การตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง (p<0.001, p=0.001) และแหล่งสนับสนุนด้านชุมชน (p=0.002, p=0.005) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นซ้ำและความผาสุกของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ร้อยละ 46.0 (R² = 0.460) และทำนายความผาสุกได้ร้อยละ 38.6 (R² = 0.386)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> การตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองและการได้รับการสนับสนุนจากชุมชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นซ้ำและความผาสุกของผู้ป่วย การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับโรคควบคู่กับการเสริมสร้างระบบสนับสนุนจากชุมชนอาจช่วยลดการกลับเป็นซ้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/284100
อิทธิพลของปัจจัยทางนิเวศวิทยาและประเภทภาชนะต่อจำนวนของลูกน้ำยุง: กรณีศึกษาพื้นที่ตำบลขุนทะเลและตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
2026-01-21T16:48:33+07:00
ฐานิตา คำกาย
watcharee.rua@sru.ac.th
พุทธพร จงจิตต์
watcharee.rua@sru.ac.th
วัชรี รวยรื่น
watcharee.rua@sru.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ยุงเป็นพาหะนำเชื้อโรคหลายชนิดซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของมนุษย์หลายล้านคนในแต่ละปี การแพร่ระบาดของโรคมีความสัมพันธ์ความชุกชุมและปริมาณยุง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับปัจจัยทางนิเวศวิทยาที่ซับซ้อนและลักษณะทางกายภาพของภาชนะ การควบคุมลูกน้ำยุง จึงถือแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการลดการแพร่ระบาดของโรคอันมียุงเป็นพาหนะ วัตถุประสงค์เพื่อสำรวจปัจจัยทางนิเวศวิทยาในแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุง ความชุกของลูกน้ำยุง จำแนกประเภทของภาชนะที่พบลูกน้ำยุง รวมถึงวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางนิเวศวิทยากับจำนวนลูกน้ำยุง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (Survey Research) เครื่องมือที่ใชในการวิจัยไดแก่ แบบสํารวจลูกน้ำยุงตามแนวทางของ GLOBE ดำเนินการเก็บข้อมูลลูกน้ำยุงจากแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่อยู่นอกบ้านร่วมกับปัจจัยทางด้านนิเวศวิทยาในพื้นที่ตำบลขุนทะเล และ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) รวมทั้งสิ้น 70 จุด (พื้นที่ชุมชน 34 จุด พื้นที่เกษตรกรรม 29 จุด และพื้นที่ธรรมชาติ 7 จุด) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน - กันยายน พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมนของลูกน้ำยุงกับปัจจัยทางนิเวศวิทยาในแหล่งเพาะพันธุ์ยุง</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษา พบลูกน้ำยุงทั้งหมด 9,297 ตัว แบ่งเป็นลูกน้ำยุงลาย 8,238 ตัว (ร้อยละ 88.60) และลูกน้ำยุงรำคาญ 1,059 ตัว (ร้อยละ 11.40) จากภาชนะซึ่งจำแนกออกเป็น 7 ประเภท คือ พลาสติก รองลงมาวัสดุธรรมชาติ โฟม ยางล้อรถ ดินเผา เหล็ก/สเตนเลส และ แก้ว ตามลำดับ อุณหภูมิน้ำเฉลี่ยในแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอยู่ระหว่าง 29.78-31.58 องศาเซลเซียส ค่า pH เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 7.15-7.85 และค่าการนำไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 205.25-244.35 µS/cm จำนวนลูกน้ำยุงมีความสัมพันธ์กับ pH, EC และอุณหภูมิน้ำอยู่ในระดับต่ำ แต่มีสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน (r=0.246; p<0.05) โดยจำนวนลูกน้ำยุงลายมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน (r=0.426, p<0.01) และมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญกับลูกน้ำยุงรำคาญ (r=-0.370, p<0.01)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> ภาชนะที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงส่วนใหญ่เป็นภาชนะที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยเฉพาะพลาสติก และจำนวนลูกน้ำยุงมีสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ดังนั้นการเฝ้าระวังยุงเพื่อป้องกันการระบาดของโรคควรเน้นเรื่องการจัดการขยะพลาสติกให้ไม่สามารถรอรับน้ำได้เพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และต้องครอบคลุมพื้นที่ทั้งที่เป็นแหล่งชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jphri/article/view/288174
บทบรรณาธิการ
2026-04-29T15:08:13+07:00
ตั้ม บุญรอด
btum@tsu.ac.th
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสาธารณสุข