วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya <p>วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ดำเนินการโดยสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงานวิชาการทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวช กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ สามารถตีพิมพ์บทความได้ 6 รูปแบบ คือ 1.บทบรรณาธิการ 2.นิพนธ์ต้นฉบับ 3.บทความฟื้นฟูวิชาการ 4.รายงานเบื้องต้น 5.รายงานผู้ป่วย และ 6.ปกิณกะ โดยบทความที่ส่งตีพิมพ์จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2-3 ท่าน ต่อ 1 บทความ</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา</p> <p>&nbsp;</p> somdetjournal@gmail.com (พญ.พิชญา ชาญนคร) somdetjournal@gmail.com (น.ส.ธิติมา ณรงค์ศักดิ์) Thu, 18 Jun 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษารายบุคคลต่อความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและพฤติกรรมการฆ่าตัวตายในผู้ป่วยซึมเศร้าที่พยายามฆ่าตัวตาย สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/277775 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> 1) เพื่อเปรียบเทียบความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับการให้คำปรึกษารายบุคคล และ 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับการให้คำปรึกษารายบุคคล</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ :</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีพฤติกรรมฆ่าตัวตายที่มารักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง 2) แบบประเมินพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย 3) แบบประเมินความเสี่ยงการฆ่าตัวตาย 8 คำถาม และ 4) โปรแกรมการให้คำปรึกษารายบุคคลเพื่อความมีคุณค่าในตนเองสำหรับผู้ป่วยซึมเศร้าที่พยายามฆ่าตัวตาย ประกอบด้วยกิจกรรม 6 ครั้ง ครั้งละ 45 – 60 นาที จัดกิจกรรมทุก 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ pair t-test</p> <p><strong>ผล : </strong>ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีพฤติกรรมฆ่าตัวตายหลังได้รับการให้คำปรึกษารายบุคคลมีคะแนนความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) และภายหลังการทดลองผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายระดับน้อย ร้อยละ 73.3 และพบผู้ป่วยมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายซ้ำ ร้อยละ 13.3</p> <p><strong>สรุป :</strong> โปรแกรมการให้คำปรึกษารายบุคคลสามารถทำให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีพฤติกรรมฆ่าตัวตายรู้สึกมีคุณค่าในตนเองเพิ่มขึ้น และสามารถลดความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้</p> สาวิตรี แสงสว่าง, รัฐธีร์ โพธิกมลศาสตร์, วีนา วิทยาเจียกขจร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/277775 Thu, 18 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเห็นคุณค่าในตนเองและความคิดสร้างสรรค์ในนิสิตกลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/275342 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> ศึกษาและเปรียบเทียบข้อมูลส่วนบุคคลกับการเห็นคุณค่าในตนเองและความคิดสร้างสรรค์ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเห็นคุณค่าในตนเองและความคิดสร้างสรรค์</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ :</strong> วิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามออนไลน์ในนิสิตกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนเรศวร ระหว่างตุลาคม 2566 ถึงตุลาคม 2567 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเอง ฉบับภาษาไทย และแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ในนักศึกษาปริญญาตรี วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาเพื่อบรรยายลักษณะของกลุ่มตัวอย่างด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมานด้วยสถิติ Independent T-Test, One-Way ANOVA และ Pearson’s Correlation</p> <p><strong>ผล : </strong>กลุ่มตัวอย่าง 401 คนส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ 81.8 ศึกษาชั้นปีที่ 3 ร้อยละ 29.4 เกรดเฉลี่ยระหว่าง 3.51 - 4.00 ร้อยละ 36.4 รายได้ต่อเดือนระหว่าง 4,001-6,000 บาท ร้อยละ 36.7 นิสิตกลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนเรศวรมีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับมาก (Mean = 29.97, S.D. = 4.78) โดยชั้นปีและเกรดเฉลี่ยแตกต่าง มีการเห็นคุณค่าในตนเองที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 76.93, S.D. = 14.90) โดยชั้นปีและคณะแตกต่าง มีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการเห็นคุณค่าในตนเองและความคิดสร้างสรรค์ มีความสัมพันธ์กันทิศทางบวกในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป :</strong> นิสิตกลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนเรศวร มีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับมาก และมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับปานกลาง และการเห็นคุณค่าในตนเองและความคิดสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์ทางบวก</p> กันตพัฒน์ อนุศักดิ์เสถียร, ฉัฐชนก เดชรักษา, ญานิกา คำแก้ว, ศศิธร วังสุวรรณ, พรนภัส จารุสาร, รวิวรรณ อริยพรพรหม, วนมารินทร์ แดงทองดี, นิรันดร์ เงินแย้ม, แสงดาว วัฒนาสกุลเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/275342 Thu, 18 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านบุหรี่ไฟฟ้าและพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษาพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/279105 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านบุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษาพยาบาล</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ :</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 257 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน และสุ่มอย่างง่าย การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) ชั้นปี (2) ความรอบรู้ด้านบุหรี่ไฟฟ้า (3) พฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แบบสอบถามมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ในช่วง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การแปลผลค่าเฉลี่ยและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p><strong>ผล : </strong>พบว่านักศึกษาพยาบาลมีความรอบรู้ด้านบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ในระดับสูง และมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ความรอบรู้ด้านบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมและรายทักษะทั้ง 4 ทักษะได้แก่ ทักษะการสื่อสารเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ทักษะการจัดการตนเองเพื่อแสดงพฤติกรรมการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า ทักษะการตัดสินใจเพื่อปฏิเสธและหลีกเลี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า และทักษะการรู้เท่าทันสื่อบุหรี่ไฟฟ้ามีความสัมพันธ์เชิงลบกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.01)</p> <p><strong>สรุป :</strong> นักศึกษาพยาบาลที่มีความรอบรู้ด้านบุหรี่ไฟฟ้าในระดับสูงมีแนวโน้มจะมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในระดับต่ำ ดังนั้น การส่งเสริมความรอบรู้ด้านบุหรี่ไฟฟ้า จึงเป็นแนวทางที่สำคัญในการลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษาพยาบาล</p> ชฎาภา ประเสริฐทรง, ฤดีพร นราเอี่ยม, วรรณพร ชัยสุรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/279105 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแบบประเมินความเป็นพิษในสังคมที่ทำงานในระดับบุคคลและองค์กรสำหรับบุคลากรทางการศึกษาภาคตะวันออกของประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/277953 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินความเป็นพิษในสังคมที่ทำงาน ทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาในภาคตะวันออกของประเทศไทย</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ :</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยออกแบบแบบประเมินความเป็นพิษในสังคมที่ทำงานระดับบุคคล 8 ข้อ และระดับองค์กร 14 ข้อ กลุ่มตัวอย่างคือครูในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง จำนวน 300 คน เครื่องมือได้รับการตรวจสอบคุณภาพ พบว่าค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 ค่าความเที่ยง (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.853 และ 0.901 ตามลำดับ การวิเคราะห์ใช้สถิติ ได้แก่ ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถาม และวัตถุประสงค์ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ค่าความเชื่อมั่น และค่าสหสัมพันธ์ระหว่างรายข้อและคะแนนรวม</p> <p><strong>ผล : </strong>แบบประเมินทั้งสองระดับมีค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 แบบประเมินระดับบุคคล (8 ข้อ) มีค่า KMO เท่ากับ 0.880 Bartlett’s test มีนัยสำคัญทางสถิติ (χ²=1187.642, p&lt; 0.05) ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.886 และค่าสหสัมพันธ์ระหว่างรายข้ออยู่ระหว่าง 0.512–0.779 ส่วนแบบประเมินระดับองค์กร (14 ข้อ) จำแนกได้ 2 องค์ประกอบ คือ การกลั่นแกล้ง (10 ข้อ) และการคุกคาม (4 ข้อ) มีค่า KMO เท่ากับ 0.932 Bartlett’s test มีนัยสำคัญทางสถิติ (χ²=2901.195, p&lt; 0.001) ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.941 และค่าสหสัมพันธ์ระหว่างรายข้ออยู่ระหว่าง 0.418–0.848 แบบประเมินทั้งสองมีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Kappa=0.553, p&lt;0.05)</p> <p><strong>สรุป :</strong> แบบประเมินทั้งสองรูปแบบมีคุณภาพตามหลักการวัดและประเมินผล สามารถนำไปใช้ประเมินความเป็นพิษในสังคมที่ทำงานของครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างเหมาะสม และสามารถเลือกใช้ได้ตามบริบทของการประเมิน</p> ธนวัฒน์ หงษ์สา, ชิตสมัย พอกทรัพย์, ศศิภัทร คล้าย ณ รังสี, ฌาน ปัทมะ พลยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/277953 Tue, 23 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความเข้มแข็งทางใจและภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นตอนต้น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/278212 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความเข้มแข็งทางใจ ภาวะซึมเศร้า และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเข้มแข็งทางใจและภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นตอนต้น</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ :</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ในวัยรุ่นตอนต้น ที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเข้มแข็งทางใจ และแบบประเมินภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน (The Spearman Rank Difference)</p> <p><strong>ผล : </strong>กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาทั้งหมด 407 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 57 อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 13 ปี ร้อยละ 63.39 ส่วนใหญ่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ร้อยละ 68.80 เกรดเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 3.00-4.00 ร้อยละ 81.82 สถานภาพครอบครัวส่วนใหญ่ บิดามารดาอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 74.69 รายได้เฉลี่ยมากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 27.76 มีคะแนนความเข้มแข็งทางใจสูง (Mean = 112.11 , S.D. = 9.09) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีภาวะซึมเศร้าคิดเป็นร้อยละ 70.45 รองลงมาคือมีภาวะซึมเศร้าเล็กน้อยคิดเป็นร้อยละ 27.55 และมีภาวะซึมเศร้าปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 1.98 และความเข้มแข็งทางใจมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นตอนต้นในระดับปานกลาง (r=- 0.428, p-value &lt; 0.01)</p> <p><strong>สรุป :</strong> วัยรุ่นตอนต้นมีความเข้มแข็งทางใจอยู่ในระดับสูง และไม่มีภาวะซึมเศร้า และความเข็มแข็งทางใจและภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กันทางลบ</p> ภัทรธิดา ฟองงาม, เกสรา ทองประไพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/278212 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการล้มในผู้ป่วยจิตเภทสูงอายุที่มารับบริการผู้ป่วยนอกสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/287563 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการล้มในผู้ป่วยจิตเภทสูงอายุที่มารับบริการผู้ป่วยนอกสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong> : การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินพุทธิปัญญาบกพร่อง แบบทดสอบความสามารถในการทรงตัว ด้วย Berg balance scale และ Time up and go test สถิติที่ใช้ คือ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน สถิติไค-สแควร์ และการถดถอยโลจิสติก</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 131 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 53.4 อายุ 60-70 ปี ร้อยละ 86.3 สถานภาพโสด ร้อยละ 44.3 มีโรคประจำตัวทางกาย ร้อยละ 60.3 ส่วนใหญ่ไม่ออกกำลังกาย ร้อยละ 66.4 อีกทั้งไม่สูบบุหรี่ ร้อยละ 90.8 และไม่ดื่มสุรา ร้อยละ 96.2 ความสามารถในการทรงตัวเมื่อประเมินด้วย Berg balance test มีความเสี่ยงล้มปานกลาง ร้อยละ 54.2 และเมื่อประเมินด้วยTime up and go test มีความเสี่ยงล้มระดับต่ำ ร้อยละ 87.8 อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับพุทธิปัญญาบกพร่อง ร้อยละ 75.6 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการล้ม คือ การใช้ยา Diazepam (AOR =9.05, 95% CI =1.68,48.65) ความเสี่ยงล้มระดับปานกลางเมื่อประเมินด้วย Berg balance test (AOR =6.19, 95% CI =2.34,16.33) และพุทธิปัญญาบกพร่อง (AOR =9.48, 95% CI =2.61,34.38)</p> <p><strong>สรุปผล</strong> : ความชุกในการล้ม ร้อยละ 50.4 ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้อง คือ การใช้ยา Diazepam ความเสี่ยงล้มระดับปานกลาง และพุทธิปัญญาบกพร่อง ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ควรให้ความรู้และส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อป้องกันการล้มในผู้ป่วยจิตเภทสูงอายุต่อไป</p> <p><strong> </strong></p> ธิติมา ณรงค์ศักดิ์, วรพงศ์ ตรีสิทธิวนิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/287563 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700