วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya <p>วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ดำเนินการโดยสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงานวิชาการทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวช กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ สามารถตีพิมพ์บทความได้ 6 รูปแบบ คือ 1.บทบรรณาธิการ 2.นิพนธ์ต้นฉบับ 3.บทความฟื้นฟูวิชาการ 4.รายงานเบื้องต้น 5.รายงานผู้ป่วย และ 6.ปกิณกะ โดยบทความที่ส่งตีพิมพ์จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2-3 ท่าน ต่อ 1 บทความ</p> สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา th-TH วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา 3027-8546 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา</p> <p>&nbsp;</p> ผลของโปรแกรมการฝึกสติต่อผลลัพธ์ด้านจิตใจและภาวะหมดไฟในการทำงานของพยาบาลจิตเวชในเขตกรุงเทพและปริมณฑล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/277156 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกสติต่อผลลัพธ์ด้านจิตใจและภาวะหมดไฟในการทำงานของพยาบาลจิตเวช</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ :</strong> เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง 2 กลุ่ม ในพยาบาลจิตเวชสังกัดกรมสุขภาพจิต จำนวน 70 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฝึกสติ ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและการฝึกทักษะ 1 วัน ฝึกทักษะสมาธิคลายเครียด สติพื้นฐาน สติในการกิน/ ดื่ม สติควบคุมอารมณ์ พร้อมชุดฝึก และใบงานกลับไปฝึกต่อด้วยตนเองอีก 4 สัปดาห์ กลุ่มเปรียบเทียบได้รับเอกสารความรู้ และคู่มือการฝึกสติด้วยตนเอง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคล แบบประเมินผลลัพธ์ด้านจิตใจ (DASS-21) และแบบประเมินภาวะหมดไฟในการทำงาน (MBIGS) ก่อนการทดลอง หลังการทดลองในสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ Chi-square test, Independent t-test และสถิติเชิงวิเคราะห์ ได้แก่ One-way repeated measure ANOVA, Post-hoc Bonferroni และ Independent t-test </p> <p><strong>ผล : </strong>กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยผลลัพธ์ด้านจิตใจ และภาวะหมดไฟในการทำงาน ในระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล ต่ำกว่าก่อนการทดลอง ( p-value &lt;0.001) และต่ำว่ากลุ่มเปรียบเทียบในระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p-value &lt;0.05)</p> <p><strong>สรุป :</strong> โปรแกรมการฝึกสติสามารถลดความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และภาวะหมดไฟในการทำงานของพยาบาลจิตเวชได้</p> อรอนงค์ อุปนันท์ เพลินพิศ บุณยมาลิก สุรินทร กลัมพากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 19 2 1 17 การเข้าถึงบริการของผู้ที่มีประสบการณ์คล้ายโรคจิตในกรุงเทพมหานคร: การวิเคราะห์จากการสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ ปี 2566 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/276945 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความชุกตลอดชีวิต และความชุก 12 เดือนของประสบการณ์คล้ายโรคจิต รูปแบบการเข้าถึงบริการ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ที่มีประสบการณ์คล้ายโรคจิตในกรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ :</strong> วิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ ปี 2566 เฉพาะในส่วนของกรุงเทพมหานคร (n=643) ที่เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม พ.ศ. 2566 โดยใช้แบบสัมภาษณ์ World Health Organization-Composite International Diagnostic Interview 3.0 (WHO-CIDI 3.0) ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการเข้าถึงบริการกับปัจจัยทางประชากร และสังคมด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบพหุตัวแปร</p> <p><strong>ผล : </strong>พบความชุกตลอดชีวิตของประสบการณ์คล้ายโรคจิตที่ร้อยละ 2.9 (95% CI: 1.3-4.5) และความชุก 12 เดือนที่ร้อยละ 0.9 (95% CI: 0.1-1.7) อัตราการเข้าถึงบริการอยู่ที่ร้อยละ 15.8 (95% CI: 5.5-37.6) สำหรับผู้ที่เคยมีประสบการณ์คล้ายโรคจิตตลอดชีวิต และร้อยละ 16.7 (95% CI: 3.0-56.4) สำหรับผู้ที่เคยมีประสบการณ์คล้ายโรคจิตใน 12 เดือน กลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีแนวโน้มที่เข้าถึงบริการน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่การมีโรคร่วมทางจิตเวชสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการที่สูงขึ้น</p> <p><strong>สรุป :</strong> อัตราการเข้าถึงบริการในผู้ที่มีประสบการณ์คล้ายโรคจิตยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ที่มีการศึกษาน้อย จำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบบริการที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มวัยและระดับการศึกษา</p> ธนียา วงศ์จงรุ่งเรือง สุทธา สุปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 19 2 18 45 ความแตกต่างเชิงพื้นที่ของประสบการณ์คล้ายโรคจิต: หลักฐานเชิงประจักษ์จากการสำรวจสุขภาพจิตระดับชาติไทย ปี 2566 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/283158 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความแตกต่างในการกระจายตามภูมิภาคของอาการคล้ายโรคจิตตลอดชีวิตในประเทศไทย และสำรวจความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ในการเกิดอาการเหล่านี้ตลอดชีวิต โดยใช้ภูมิภาคที่หลากหลายของประเทศไทยเป็นบริบทการศึกษาเชิงธรรมชาติ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ :</strong> วิเคราะห์ภาคตัดขวางจากผู้ใหญ่ 4,160 คนในการสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตระดับชาติปี 2566 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค (กรุงเทพฯ ภาคกลาง เหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ใต้ และชายแดนใต้) ประเมินอาการคล้ายโรคจิตตลอดชีวิตด้วย WHO-CIDI 3.0 Psychosis Screener พร้อมการคัดกรองมาตรฐาน วิเคราะห์ความชุกและอัตราส่วนความชุกที่ปรับแล้วด้วยแบบจำลองเชิงเส้นทั่วไป ใช้ Fairlie's non-linear decomposition ร่วมกับ Primary sampling unit-level bootstrap 1,000 ครั้ง เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างภูมิภาคออกเป็นองค์ประกอบด้านประชากรและบริบท ทดสอบปฏิสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคกับปัจจัยเสี่ยงในโมเดลรวมที่ระดับนัยสำคัญ 0.10</p> <p><strong>ผล : </strong>ความชุกตลอดชีวิตของอาการคล้ายโรคจิตโดยรวมร้อยละ 3.0 (95%CI: 2.3–3.9) อาการประสาทหลอนตลอดชีวิตแตกต่างกันมากระหว่างภูมิภาค (1.0–4.3%) หรือประมาณ 4 เท่าหลังปรับปัจจัยกวน โดยที่อาการหลงผิดมีความแตกต่างน้อย (0.2–1.1%; p=0.234) มีค่าเฉลี่ย 4.3% หลังปรับปัจจัย ภาคใต้มีความชุกของอาการประสาทหลอนต่ำกว่ากรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (อัตราส่วนความชุก 0.34; 95%CI: 0.15–0.78) การวิเคราะห์ Fairlie decomposition พบว่าองค์ประกอบประชากรอธิบายความแตกต่างระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-กรุงเทพฯ ได้ร้อยละ 57 แต่อธิบายผลแตกต่างระหว่างภาคใต้-กรุงเทพฯ ได้เพียงร้อยละ 30 พบปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญระหว่างภูมิภาคกับปัจจัยเสี่ยงบางประการ เช่น การว่างงานมีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ (อัตราส่วนความชุก 1.71; 95%CI: 1.08–2.71; p-interaction=0.042)</p> <p><strong>สรุป :</strong> อาการประสาทหลอนตลอดชีวิตมีความแตกต่างระหว่างภูมิภาคอย่างชัดเจน ซึ่งอธิบายได้เพียงบางส่วนจากองค์ประกอบของประชากร ร้อยละ 43–70 ของความแตกต่างระหว่างภูมิภาคไม่สามารถอธิบายด้วยลักษณะเฉพาะบุคคล บ่งชี้ถึงผลกระทบที่สำคัญจากปัจจัยเชิงพื้นที่ต่อการสะสมอาการคล้ายโรคจิตตลอดชีวิต</p> ศรุตพันธุ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา สุทธา สุปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 19 2 46 57 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/276623 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ :</strong> การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนปีการศึกษา 2566 จำนวน 24 คน โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยวิธีการจับสลากแบบไม่ใส่คืน เป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 13 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 11 คน แบบประเมินความยืดหยุ่นทางจิตใจ และโปรแกรมที่พัฒนาโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความยืดหยุ่นของคอนเนอร์และเดวิสสัน โปรแกรมการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ เท่ากับ 0.80 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ 0.97 ประกอบไปด้วย ด้านการรู้จักตนเอง ด้านอิทธิพลทางด้านจิตใจ ด้านความสามารถในการดูแลและควบคุม และด้านการปรับตัวและการต่อสู้เอาชนะอุปสรรค ซึ่งมี 4 กิจกรรม คือ กิจกรรมสัตว์ประจําตัวฉัน กิจกรรมรับมือปัญหา และสร้างพลังใจ กิจกรรมลูกโป่งสะท้อนอารมณ์ และกิจกรรมพายุเข้า รูปแบบกลุ่ม ณ ที่ตั้ง จำนวน 4 ครั้ง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 60-90 นาที และติดตามผล 2 สัปดาห์</p> <p><strong>ผล : </strong>กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความยืดหยุ่นทางจิตใจ ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล (=3.15, SD=0.15; =3.28, SD=0.17 ตามลำดับ) สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (=2.70, SD=0.19; =2.71, SD=0.16 ตามลำดับ)</p> <p><strong>สรุป :</strong> โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรได้</p> สินีนาฏ วิทยพิเชฐสกุล กัลยรักษ์ พูลชาติ สุชานันท์ คำภาอินทร์ นารีลักษณ์ ศิริพจน์ ชุติมา ศรีนวล ญาณันธร กราบทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 19 2 58 70 ผลของโปรแกรมการกำกับควบคุมตนเองต่อพฤติกรรมรุนแรงในผู้ป่วยโรคจิตที่ใช้สารเสพติด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/278103 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> 1) เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมรุนแรงในกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม และ 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมรุนแรงในกลุ่มทดลองก่อนการทดลองกับหลังการทดลอง</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ :</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผล 3 ครั้ง ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และการติดตามหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคจิตที่ใช้สารเสพติดได้รับบริการแบบผู้ป่วยใน สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา จำนวน 20 คน ระหว่างเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2567 เครื่องมือวิจัยที่ใช้ คือ 1) โปรแกรมการกำกับควบคุมตนเอง 2) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป และ 3) แบบประเมินระดับความรุนแรงของพฤติกรรมรุนแรงในผู้ป่วยจิตเวช (PVSS) สถิติที่ใช้ คือ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน chi-square test fisher’s exact test และสถิติที (t-test) กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p><strong>ผล : </strong>คะแนนพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยโรคจิตที่ใช้สารเสพติดก่อนการทดลองและหลังการทดลอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) และคะแนนพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยโรคจิตที่ใช้สารเสพติดของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) และเมื่อติดตามหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ คะแนนพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยโรคจิตที่ใช้สารเสพติดในกลุ่มทดลองมีคะแนนต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001)</p> <p><strong>สรุป :</strong> โปรแกรมการกำกับควบคุมตนเองสามารถลดคะแนนพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยโรคจิตได้ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติการพยาบาลเพิ่มเติมจากการดูแลตามปกติให้ได้ดียิ่งขึ้น</p> พรรษมนต์ ศิริวิภาอนันต์ พิชามญชุ์ แทนศิริ สมบัติ ประทักษ์กุลวงศา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 19 2 71 86 ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำในผู้ป่วยที่ได้รับยาลิเทียม : การวิเคราะห์ระยะปลอดเหตุการณ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/journalsomdetchaopraya/article/view/283505 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาในการเกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยลิเทียม โดยใช้การวิเคราะห์ระยะปลอดเหตุการณ์</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ :</strong> การศึกษาแบบ retrospective cohort ในผู้ป่วยจิตเวช 228 รายที่เริ่มใช้ลิเทียมเป็นครั้งแรก ณ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ระหว่างปี พ.ศ. 2561 - 2567 เก็บข้อมูลลักษณะประชากร การรักษา และผลตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ วิเคราะห์เวลาในการเกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ด้วย Kaplan–Meier survival analysis เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วย log-rank test และประเมินปัจจัยเสี่ยงด้วย Cox proportional hazards model โดยปรับตัวแปร เพศ อายุขณะเริ่มลิเทียม การใช้วาลโปรเอท และขนาดยาลิเทียมต่อวัน ทำ sensitivity analysis โดยเพิ่มตัวแปรโรคร่วมทางกายเพื่อประเมินความคงทนของแบบจำลอง</p> <p><strong>ผล : </strong>พบผู้ป่วยเกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ 47 ราย (ร้อยละ 20.6) ระยะเวลาติดตามเฉลี่ย 36.4 ± 27.3 เดือน เส้น Kaplan-Meier survival curve ไม่ลดต่ำกว่าร้อยละ 50 ตลอดช่วงการติดตาม ทำให้ไม่สามารถประมาณค่า median survival time ได้ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายใน 1 - 3 ปีแรกหลังเริ่มลิเทียม เพศหญิงมีระยะเวลาในการเกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ เร็วกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญ (log-rank <em>p</em> = 0.023) และไม่พบความแตกต่างของ survival curves ตามขนาดยาลิเทียม ในการวิเคราะห์ Cox multivariable พบว่าอายุขณะเริ่มลิเทียมเป็นปัจจัยเดียวที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ เร็วขึ้น (adjusted HR 1.029 ต่อ 1 ปี, <em>p </em>= 0.039) การเพิ่มตัวแปรโรคร่วมทางกายไม่ทำให้ค่าอัตราส่วนความเสี่ยงโดยประมาณเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ (&lt; 10%)</p> <p><strong>สรุป :</strong> อายุที่มากขึ้นขณะเริ่มใช้ลิเทียมสัมพันธ์กับการเกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำที่เร็วขึ้น ผลการศึกษานี้สนับสนุนการติดตามการทำงานของต่อมไทรอยด์อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุและช่วงแรกของการรักษา</p> อรภรณ์ สวนชัง ปภาวี จันทร์เพ็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 19 2 87 109