วารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss
<p><strong>วารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ</strong> เป็นวารสารรายหกเดือนหรือครึ่งปี กำหนดการออกวารสาร ฉบับ ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม). วารสารมีนโยบายการเผยแพร่บทความที่มีคุณภาพด้านสุขภาพ ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ซึ่งนิพนธ์โดยพยาบาล แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด ฯลฯ ซึ่งปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข สาธารณสุขชุมชน อนามัยสิ่งแวดล้อม และบทความด้านการพยาบาลทั่วไป ทฤษฎีการพยาบาลและการวิจัยการพยาบาลขั้นสูงและการพยาบาลเฉพาะทาง โดยมีผู้นิพนธ์จากทั้งภายในและภายนอกสถาบัน รับบทความประเภท บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ บทวิจารณ์หนังสือ และบทวิจารณ์บทความ</p> <p>บทความที่เสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ <strong>ในกระบวนการพิจารณาแบบ Double-blind ผู้ประเมินจะไม่ทราบตัวตนของผู้เขียนบทความ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน จะได้รับการคัดเลือกจากสถาบันที่หลากหลาย ภายในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องหรือสาขาที่ใกล้เคียง และต้องไม่สังกัดสถาบันเดียวกันกับผู้เขียนบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัยที่จะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ<strong><span style="text-decoration: underline;">จะต้องผ่านการพิจารณาจริยธรรมวิจัยในคนและมีเลขที่รับรองก่อนตีพิมพ์</span></strong></p>
Boromarajonani College of Nursing, Nakhon Lampang
th-TH
วารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ
1906-1919
<p>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรจากวารสารวารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือก่อนเท่านั้น</p> <p> เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</p> <p> อนึ่ง ข้อความและข้อคิดเห็นต่างๆ เป็นของผู้เขียนบทความนั้นๆ ไม่ถือเป็นความเห็นของวารสารฯ และวารสารฯ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับข้อความและข้อคิดเห็นใดๆ ของผู้เขียน วารสารฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาตีพิมพ์ตามความเหมาะสม รวมทั้งการตรวจทานแก้ไขหรือขัดเกลาภาษาให้ถูกต้องตามเกณฑ์ที่กำหนด</p>
-
ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/280250
<p> การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้บัณฑิตในการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้บัณฑิตและการรับบริการทางการพยาบาล เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่มแนวคำถามแบบกึ่งโครงสร้างจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 14 คน คัดเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นผู้ใช้บัณฑิตจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานเอกชน และผู้ใช้บริการทางการพยาบาลในชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงธีม และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยการตรวจสอบสามเส้าและการตรวจสอบโดยผู้ให้ข้อมูล<br /> ผลการวิจัย พบว่า ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถสังเคราะห์ออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) สมรรถนะหลักและทักษะเชิงวิชาชีพของบัณฑิตพยาบาลที่ตอบสนองต่อระบบสุขภาพที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งครอบคลุมความรู้ทางวิชาชีพ การประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะศตวรรษที่ 21 ความคิดสร้างสรรค์การแก้ปัญหา การใช้ข้อมูลเชิงวิชาการ และสมรรถนะด้านภาษา 2) คุณลักษณะด้านคุณธรรม จริยธรรม และอัตลักษณ์ทางวิชาชีพ โดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ความเมตตา ความอดทน ความรับผิดชอบ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และจริยธรรมดิจิทัล และ 3) แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล สุขภาพดิจิทัล และการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เช่น การเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองและการใช้สื่อดิจิทัลผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพและสังคมในยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม</p>
สุมนทิพย์ บุญเกิด
อาภากร เปรี้ยวนิ่ม
ศิริวรรณ ตุรงค์เรือง
นพภัสสร วิเศษ
ณฤดี ชลชาติบดี
อุมากร สุวนันทวงศ์
เพ็ญศิริ สันตโยภาส
วรางคณา บุญมา
พชรพร ธนามี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-24
2026-03-24
13 1
e280250
e280250
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/282324
<p> ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความพิการทุพพลภาพและเสียชีวิตของคนไทย การควบคุมระดับความดันโลหิตให้ได้ตามเป้าหมายตามแผนการรักษา โดยการปฏิบัติตัวและรับประทานยาสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนได้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคลแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคและพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง แบบสอบถามการรับรู้อาการเตือนและการจัดการโรคหลอดเลือดสมองและการรับรู้ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง และแบบสอบถามพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค เท่ากับ .915, .919 และ .780 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยสถิติไคสแควร์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br /> ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในภาพรวมอยู่ระดับต่ำ (Mean = 1.97, S.D.=0.54) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่อาชีพ (p=.019) และประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง (p < 0.001) ปัจจัยนำ ได้แก่ ระดับความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง (p-value <0.001) ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ สถานบริการที่ไปใช้บริการ และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ (p < 0.001) สรุปและข้อเสนอแนะ ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลควรจัดกิจกรรมให้ความรู้ โดยเน้นกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการงดสูบบุหรี่ และการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อลดความเสี่ยงในกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง</p>
นันชพัฒน์ แก้วทอง
สุชาติ สุจินตวงษ์
สุชาณันท์ ธัญญกุลสัจจา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-15
2026-04-15
13 1
e282324
e282324
-
ประสิทธิผลของเกมฝึกสมองร่วมกับการใช้แรงจูงใจต่อสมรรถภาพสมองของผู้สูงอายุในศูนย์ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/283713
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดกลุ่มเดียวก่อนและหลังครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้เกมฝึกสมองร่วมกับการใช้แรงจูงใจในการกระตุ้นสมรรถภาพสมองของผู้สูงอายุที่ของศูนย์ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 50 คน ให้ได้รับเกมฝึกสมองร่วมกับการใช้แรงจูงใจ ซึ่งเกมฝึกสมองได้รับการออกแบบให้มีความหลากหลาย ครอบคลุมการกระตุ้นสมองทั้งสี่ด้าน และมีองค์ประกอบของการเสริมแรงจูงใจผ่านระบบรางวัล เพื่อเพิ่มความสนใจและการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนสมรรถภาพสมองรวมหลังการฝึกเกม (Mean = 28.61, S.D. = 1.01) สูงกว่าก่อนการฝึก (Mean = 25.20, S.D. = 1.17) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบการพัฒนาเด่นชัดในด้านความจำทั้ง (registration) และ (recall) รวมไปถึงมิติสัมพันธ์ (visuospatial) และการคิดบริหารจัดการ (executive function) แม้ว่าค่าเฉลี่ยด้านความสนใจ (attention) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.157) ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าระยะเวลาในการฝึกที่สั้นอาจยังไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านนี้<br /> เกมฝึกสมองสามารถกระตุ้นการทำงานของสมองหลายด้านไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งช่วยส่งเสริมการทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของสมองส่วนต่าง ๆ ทำให้เพิ่มสมรรถภาพสมองด้านการรับรู้ ด้านความจำ ด้านการคำนวณ และด้านการใช้ภาษา อีกทั้งเกมยังสร้างความสนุกสนานและช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในด้านต่าง ๆ และหากเกมมีเงื่อนไขของการเล่นโดยการให้รางวัล จะช่วยกระตุ้นการรับรู้ ส่งเสริมความจำ และสร้างการมีส่วนร่วม ดังนั้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสมรรถภาพทางสมองในผู้สูงอายุ ป้องกันการทำหน้าที่สมองที่แย่ลง และชะลอการเกิดพึ่งพิงที่มีสาเหตุมาจากภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้</p>
วิภา เอี่ยมสำอางค์ จารามิลโล
ตยารัตน์ พุทธิมณี
เพ็ญศรี พงษ์ประภาพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-22
2026-04-22
13 1
e283713
e283713
-
ประสิทธิผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเส้นประสาทส่วนปลาย Peripheral nerve block ในโรงพยาบาลทองผาภูมิ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/284010
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (one-group pretest–posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเส้นประสาทส่วนปลาย ณ โรงพยาบาลทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเส้นประสาทส่วนปลายที่เข้ารับการผ่าตัด จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนดเก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม–กันยายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความรู้ <br />(KR-20 = .75) แบบสอบถามการปฏิบัติตัว (KR-20 = 1.00) และแบบสอบถามความพึงพอใจ (Cronbach’s alpha = .73) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติ paired t-test<br /> ผลการวิจัยพบว่า คะแนนนความรู้เฉลี่ยหลังการทดลอง (Mean=14.03, S.D.=1.19) สูงกว่าก่อนใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเส้นประสาทส่วนปลาย (Mean=9.70, S.D.=2.25) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ร้อยละ 86.70 ปฏิบัติตัวอยู่ในระดับดี ร้อยละ 100.00 ผู้ป่วยมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean= 4.33, S.D.=0.27) และมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (คะแนนที่ ≥80) ร้อยละ 100.00 สรุปได้ว่า แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเส้นประสาทส่วนปลายมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้ ส่งเสริมการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง และสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ป่วย สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการทางวิสัญญีในบริบทโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างเหมาะสม</p>
เนตรจิรา เกิดกำธร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-01
2026-04-01
13 1
e284010
e284010
-
พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยปลูกถ่ายไตในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/284892
<p> การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยหลังการปลูกถ่ายไต โดยใช้ทฤษฎีความพร่องในการดูแลตนเองของโอเร็มเป็นกรอบแนวคิด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจ ณ คลินิกปลูกถ่ายไต โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จำนวน 217 ราย ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการดูแลตนเองในด้านต่าง ๆ อยู่ในระดับดี ได้แก่ ด้านการรับประทานยา (Mean = 4.71, S.D. = 0.88) ด้านการป้องกันภาวะแทรกซ้อน (Mean = 4.28, S.D. = 1.07) และด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (Mean = 4.17, S.D. = 1.11) อยู่ในระดับดีมาก ส่วนด้านอารมณ์ (Mean = 3.99, S.D. = 1.11) และด้านการรับประทานอาหาร (Mean = 3.66, S.D. = 1.30) อยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณารายข้อย่อยพบว่ามีบางข้อผู้ป่วยปฏิบัติได้ในระดับปานกลางถึงระดับดี ได้แก่ พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง การลดปริมาณน้ำดื่มเมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีอาการบวมการรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีสูง การหาวิธีให้รับประทานอาหารให้มากขึ้นด้วยวิธีต่าง ๆ เมื่อรู้สึกเบื่ออาหาร พฤติกรรมด้านหาวิธีในการออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ การเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคมหรือพบปะกับบุคคลอื่นหลังการปลูกถ่ายไต และการหางานอดิเรกทำเมื่อรู้สึกเบื่อต่อการปฏิบัติตามการรักษา ผลการวิจัยสะท้อนความจำเป็นในการพัฒนาระบบการพยาบาล แบบองค์รวมที่เสริมสร้างพฤติกรรมการดูแลตนเองเฉพาะรายในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไต</p>
นฤมล สุยะใหญ่
เสาวนีย์ อิ่มอ่อง
ฉลองรัตน์ มะโนรี
ขนิษฐา นิลเนตร
วันชัย เลิศวัฒนวิลาศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-27
2026-05-27
13 1
e284892
e284892
-
การสนับสนุนทางสังคมและการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดพ้นโทษจากเรือนจำ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/285220
<p> การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสนับสนุนทางสังคม การดูแลต่อเนื่อง ปัญหาและความต้องการการสนับสนุนทางสังคมของผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดพ้นโทษจากเรือนจำ กลุ่มตัวอย่าง 557 ราย ประกอบด้วย ผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด 47 ราย ผู้ดูแล 47 ราย พยาบาลวิชาชีพ 140 ราย ผู้นำชุมชน และประชาชนในชุมชน 383 ราย คัดเลือกแบบสุ่มเฉพาะเจาะจงและทำการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม การดูแลต่อเนื่อง ปัญหาและความต้องการการสนับสนุนทางสังคมของผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดพ้นโทษจากเรือนจำ ที่ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน โดยแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมและความต้องการการสนับสนุนทางสังคมมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .70 ขณะที่แบบสอบถามการดูแลต่อเนื่องในชุมชนมีค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์อยู่ในช่วง .67 ถึง 1.00 จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา<br /> ผลการวิจัย พบว่าการสนับสนุนทางสังคมภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านสภาพความเป็นอยู่ มีบ้านเป็นของตัวเอง ร้อยละ 74.50 ด้านสัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วยกับผู้ดูแลและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับเพื่อนบ้าน อยู่ในระดับปานกลาง ด้านการดูแลสุขภาพจิตและอาการทางจิตพบว่าการรับประทานยาและการรักษาทางจิตเวชอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 66.00 มีการใช้สารเสพติด ร้อยละ 54.30 มีการจัดการความเครียด ร้อยละ 84.00 ส่วนในด้านการให้ความช่วยเหลือของบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่และเครือข่ายในชุมชน ร้อยละ 53.20 และมีการติดตามอาการสม่ำเสมอ ร้อยละ 54.30 ดังนั้นการรับรู้ความต้องการการสนับสนุนทางสังคม การดูแลอย่างต่อเนื่องของผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดพ้นโทษ โดยการมีส่วนร่วมชุมชน และช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยต่อไป</p>
อัมพร ยานะ
อุทัยวรรณ นุกาศ
รุจิเรข นางแล
ปิ่นอนงค์ เกี๋ยงมนา
นลินทิพย์ ผ่องปัญญา
เอกพันธ์ คำภีระ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-09
2026-06-09
13 1
e285220
e285220
-
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการสนับสนุนจากครอบครัวต่อพฤติกรรมการจัดตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม และค่าอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/285598
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม และค่าอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองร่วมกับการสนับสนุนจากครอบครัวระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ในคลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง จำนวน 33 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่ายด้วยการจับฉลากแบบไม่ใส่คืน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.88 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired-Samples t-test<br /> ผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 หลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และมีค่าอัตราการกรองของไตหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีแนวโน้มสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > .05) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าควรนำโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองร่วมกับการสนับสนุนจากครอบครัวผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 มาสนับสนุนให้ผู้ป่วยและครอบครัวได้มีความรู้ มีทักษะ มีส่วนร่วมในการคิดให้ทางเลือกในการปฏิบัติ และมีอิสระในการตัดสินใจในการปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของตนเองเพื่อให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการจัดการตนเองที่ดี ส่งผลให้มีค่าอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
ผ่องศรี อุตราช
ขวัญดาว สมวงศ์
พิกุล อุทธิยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-11
2026-04-11
13 1
e285598
e285598
-
ผลของโปรแกรมการพัฒนาการใช้ National Early Warning Score สำหรับพยาบาลในการประเมินผู้ป่วยในกลุ่มโรคสำคัญ งานผู้ป่วยในโรงพยาบาลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/286088
<p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาการใช้ National Early Warning Score (NEWS) สำหรับพยาบาลในการประเมินผู้ป่วยในกลุ่มโรคสำคัญ ประชากรประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพแผนกผู้ป่วยใน และผู้ป่วยกลุ่มโรคสำคัญที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยใน โดยเปรียบเทียบกับผู้ป่วยในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการใช้ NEWS สำหรับพยาบาลในการประเมินผู้ป่วยในกลุ่มโรคสำคัญ และแบบประเมินความรู้และทักษะสำหรับพยาบาล ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.67–1.00) และความเชื่อมั่น (KR-20 = 0.82) ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon Signed-Ranks Test และ Fisher's Exact Test<br /> ผลการวิจัยพบว่า หลังสิ้นสุดโปรแกรม 3 เดือน กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ และคะแนนเฉลี่ยทักษะปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ NEWS สำหรับพยาบาลสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ส่วนในด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พบอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มทดลองพบ Sepsis ร้อยละ 2.44 ไม่พบ Septic shock ผลการรักษาทุเลาร้อยละ 100.00 และไม่พบ Unplanned refer และ Unexpected dead เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (ปีก่อน) ซึ่งพบ Sepsis ร้อยละ 21.95 Septic shock ร้อยละ 2.44 ผลการรักษาทุเลาร้อยละ 97.56 Unplanned refer ร้อยละ 2.44 และ Unexpected dead <br />ร้อยละ 2.44 อย่างไรก็ตาม อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนและผลลัพธ์ทางคลินิกดังกล่าวไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.293) สรุปได้ว่าโปรแกรมสามารถเพิ่มความรู้และทักษะของพยาบาลในการประเมินผู้ป่วยด้วย NEWS ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และแม้ผลลัพธ์ทางสุขภาพไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดตัวอย่าง แต่มีความสำคัญทางคลินิกอย่างยิ่งในการส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วย</p>
บุญต่าย สิทธิไพศาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
13 1
e286088
e286088