https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/issue/feed
วารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ
2025-12-18T08:33:05+07:00
Asst.Prof.Yongyuth Kaewtem
thun716@gmail.com
Open Journal Systems
<p> <strong> วารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ</strong> เป็นวารสารรายหกเดือนหรือครึ่งปี กำหนดการออกวารสาร ฉบับ ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม). วารสารมีนโยบายการเผยแพร่บทความที่มีคุณภาพด้านสุขภาพ ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ซึ่งนิพนธ์โดยพยาบาล แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด ฯลฯ ซึ่งปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข สาธารณสุขชุมชน อนามัยสิ่งแวดล้อม และบทความด้านการพยาบาลทั่วไป ทฤษฎีการพยาบาลและการวิจัยการพยาบาลขั้นสูงและการพยาบาลเฉพาะทาง โดยมีผู้นิพนธ์จากทั้งภายในและภายนอกสถาบัน รับบทความประเภท บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ บทวิจารณ์หนังสือ และบทวิจารณ์บทความ</p> <p> บทความที่เสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ <strong>ในกระบวนการพิจารณาแบบ Double-blind ผู้ประเมินจะไม่ทราบตัวตนของผู้เขียนบทความ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน จะได้รับการคัดเลือกจากสถาบันที่หลากหลาย ภายในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องหรือสาขาที่ใกล้เคียง และต้องไม่สังกัดสถาบันเดียวกันกับผู้เขียนบทความ</strong></p> <p> บทความวิจัยที่จะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ<strong><span style="text-decoration: underline;">จะต้องผ่านการพิจารณาจริยธรรมวิจัยในคนและมีเลขที่รับรองก่อนตีพิมพ์</span></strong></p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/279040
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
2025-07-24T22:25:42+07:00
สุภาพร บุญเทพ
suphaphorn@kkumail.com
นครินทร์ ประสิทธิ์
Nakapr@kku.ac.th
คณิต ทิพย์ฤาตรี
Kanit.t@kkumail.com
ณัฐพล โยธา
Nuttapoltap@gmail.com
พีรยุทธ แสงตรีสุ
pirapong18082536@gmail.com
วรัญญู พอดี
warunyu.p@kkumail.com
เพ็ญวิภา นิลเนตร
fpk.sky@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น จำนวน 183 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วยปัจจัยด้านสภาวะเศรษฐกิจและสังคม การสนับสนุนทางสังคมจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ความเครียด และคุณภาพชีวิตการทำงาน ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน พบว่า ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1 ค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.92 ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่าง 10 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติพรรณนาและสถิติอนุมานโดยใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ <br /> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีภาวะหมดไฟในการทำงานอยู่ในระดับสูง จำนวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 30.60 (95% CI:0.24 – 0.37) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน ได้แก่ คุณภาพชีวิตการทำงานพบว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนที่มีโอกาสในการพัฒนาความสามารถของบุคคลระดับต่ำและปานกลาง (AOR= 7.07, 95% CI: 2.99 - 16.72, p value<0.001) ผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนที่มีความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวระดับต่ำและปานกลาง (AOR = 2.89, 95% CI: 1.07 - 7.77, p value<0.001) ซึ่งการพัฒนาความสามารถของบุคคลและความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน ดังนั้นควรสนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนในด้านการพัฒนาความสามารถของบุคคล และความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อไม่ให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน</p>
2025-11-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/280035
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมของมารดาในการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ ของโรคทางเดินหายใจในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
2025-10-14T11:18:35+07:00
สุดารัตน์ วรรณสาร
Malee100@gmail.com
มาลี เอื้ออำนวย
malee100@gmail.com
มัทนา ไชยประเสริฐ
Malee100@gmail.com
<p> การติดเชื้อทางเดินหายใจเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพตามแนวคิด PRECEDE-PROCEED Model ต่อพฤติกรรมของมารดาในการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำในบุตร โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังกลุ่มตัวอย่างคือ มารดาของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 62 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 31 คน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมของมารดาในการดูแลบุตรที่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha เท่ากับ 0.76 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired-Samples t-test และ Independent-Samples t-test<br /> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมของมารดากลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะหลังสิ้นสุดโปรแกรม พบว่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p > .05) โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพมีศักยภาพในการพัฒนาพฤติกรรมการดูแลบุตรแต่ยังไม่สามารถสรุปถึงประสิทธิผลที่ดีกว่าการพยาบาลตามปกติ จึงควรมีการขยายระยะเวลาติดตามผล หรือศึกษาในกลุ่มประชากรที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
2025-12-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/280476
ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น) คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
2025-09-29T13:55:36+07:00
นิธิมา สุภารี
nitimasup@pim.ac.th
อรจิรา วรรธนะพงษ์
nitimasup@pim.ac.th
<p> การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์แบบพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาล ประกอบด้วยปัจจัยส่วนบุคคล ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น) คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 23 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบบันทึกข้อมูล แบบประเมินแรงจูงใจในการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินเท่ากับ .82, .81 และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติอนุมานไคสแควร์ และสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน<br /> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีแรงจูงใจในการเรียนอยู่ในระดับสูง และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง รวมทั้งมีความพึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาอยู่ในระดับน้อย นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่า ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรปริญญาตรีของผู้เข้าศึกษามีความสัมพันธ์กับระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมของผลการเรียนตลอดชั้นปีที่ 1 ในระดับปานกลาง (r=.547, p = .007) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ดังนั้นควรเปิดกว้างคุณสมบัติผู้เข้าศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษา โดยพิจารณานำผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรปริญญาตรี ตั้งแต่ 3.00 ขึ้นไป มาเป็นเกณฑ์รับนักศึกษาใหม่ซึ่งมีแนวโน้มของการบรรลุผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ในระดับสูง ควบคู่กับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง </p>
2025-11-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/281081
การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองอัจฉริยะ (Smart Guard Box) สำหรับประเมินการติดบุหรี่ในวัยรุ่น: การศึกษานำร่องเชิงนวัตกรรมตามแนวคิด PBRI Model
2025-09-22T12:06:54+07:00
ธีรวัฒน์ ทองประสานพันธ์
nongcreamseen@gmail.com
นงคาร รางแดง
nongcreamseen@gmail.com
ดวงดาว อุบลแย้ม
nongcreamseen@gmail.com
ปวีณ์ญาดา ชาทองยศ
nongcreamseen@gmail.com
ปิยมน อินทะพุฒ
nongcreamseen@gmail.com
พรรษกร บุญแจ่ม
nongcreamseen@gmail.com
ศุภธิดา รุ่งเรืองกลาง
nongcreamseen@gmail.com
สกาวรัตน์ แช่มปรุง
nongcreamseen@gmail.com
สุจมาศ ยอดยิ่ง
nongcreamseen@gmail.com
สุภัสสร เดสันเทียะ
nongcreamseen@gmail.com
สุริสา ปลีแย้ม
nongcreamseen@gmail.com
<p> การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในระยะการศึกษานำร่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพเครื่องมือของ Smart Guard Box ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำหรับคัดกรองการติดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชน โดยใช้แนวคิด สบช.โมเดล (PBRI Model) และกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เป็นกรอบในการพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี จำนวน 32 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบ Fagerström Test for Nicotine Dependence (FTND) และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้งาน Smart Guard Box วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการทดสอบค่าทีแบบจับคู่<br /> ผลการวิจัยพบว่า Smart Guard Box มีความสอดคล้องกับ FTND อย่างมีนัยสำคัญ (r=0.97, p<0.001) และคะแนนเฉลี่ยการคัดกรองจากทั้งสองเครื่องมือไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=1.000, p=0.33) นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังมีความพึงพอใจต่อการใช้งาน Smart Guard Box ในระดับดี (Mean=3.61, SD=0.80) โดยเฉพาะด้านความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ (Mean=3.67, SD=0.76) สรุปได้ว่า Smart Guard Box เป็นนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการคัดกรองการติดบุหรี่ในเยาวชนได้ใกล้เคียงกับเครื่องมือมาตรฐาน และมีข้อได้เปรียบด้านการนำเสนอผลลัพธ์ผ่านระบบไฟ LED และคำแนะนำที่เข้าใจง่าย ซึ่งเหมาะกับการส่งเสริมการตระหนักรู้และป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มวัยรุ่น ทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบเพื่อประยุกต์ใช้ในเชิงป้องกันปัญหาสุขภาพได้ในอนาคต</p>
2025-12-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/281211
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพ รอบเอว ค่าดัชนีมวลกาย เปอร์เซ็นต์ไขมัน และระดับค่าความดันโลหิตของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลป่าแดด จังหวัดเชียงราย
2025-11-03T14:33:31+07:00
อรณิชชา จันโย
Threerapnan.janpeng@crc.ac.th
ธีรพันธ์ จันทร์เป็ง
threeraphan.janpeng@crc.ac.th
<p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพ รอบเอว ค่าดัชนีมวลกาย เปอร์เซ็นต์ไขมัน และระดับค่าความดันโลหิต ของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลป่าแดด จังหวัดเชียงราย จำนวน 52 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 26 คน เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการจัดการตนเอง ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น 2) แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ที่ได้ดัชนีความตรงของเนื้อหาเท่ากับ .96 ได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .71 3) เครื่องวัดความดันโลหิตชนิดดิจิตอล และ 4) เครื่องชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงแบบอัตโนมัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ paired t-test, independent t-test และ Mann-Whitney U test<br /> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองมีค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพหลังได้รับโปรแกรม (Mean = 71.62, S.D. = 7.80) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม (Mean = 68.23, S.D. = 6.11) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉลี่ยรอบเอว ดัชนีมวลกาย เปอร์เซ็นต์ไขมัน ระดับค่าความดันโลหิตซิสโตลิค หลังเข้าร่วมโปรแกรมต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม นอกจากนี้ระดับค่าความดันโลหิตซิสโตลิคต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนค่าเฉลี่ยรอบเอว ดัชนีมวลกาย เปอร์เซ็นต์ไขมันและระดับค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิค หลังได้รับโปรแกรมในกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน ผลของโปรแกรมจัดการตนเองมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยให้ลดความเสี่ยงของภาวะความดันโลหิตสูงได้</p>
2025-11-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/283067
การวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรมของการบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หน่วยเปลี่ยนไตและไตเทียม โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
2025-12-18T08:33:05+07:00
นิคม คำเหลือง
dialysis.cmu@gmail.com
<p> การวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรม เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถปรับปรุงความแม่นยำของการจัดทำงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อเปรียบเทียบต้นทุนฐานกิจกรรมของการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแบบธรรมดาและการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแบบ OHDF กับอัตราการเบิกค่าชดเชยจากกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนประกันสังคม และกองทุนสวัสดิการข้าราชการ โดยกลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มตามวิธีการวิเคราะห์เวลาเพื่อกำหนดขนาดตัวอย่างกิจกรรมฟอกเลือด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ พจนานุกรมการฟอกเลือด แบบบันทึกเวลา และแบบบันทึกต้นทุน โดยผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และทดสอบความตรงระหว่างผู้ประเมิน หาความเที่ยงของการสังเกต พบว่ามีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา<br /> ผลการศึกษาพบว่าต้นทุนฐานกิจกรรมของการฟอกเลือดทั้งสองรูปแบบมีค่าสูงกว่าอัตราการชดเชยค่าบริการจากทุกกองทุนสุขภาพภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ โดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแบบธรรมดา (HD) มีต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับ 2,540.09 บาท ซึ่งสูงกว่าอัตราค่าชดเชยของกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและกองทุนประกันสังคม 1,040.09 บาท และสูงกว่าอัตราค่าชดเชยของกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ 540.09 บาท สำหรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมประสิทธิภาพสูง (OL-HDF) มีต้นทุนเท่ากับ 3,226.50 บาทต่อครั้ง ซึ่งสูงกว่าอัตราค่าชดเชยของกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและกองทุนประกันสังคม 1,726.50 บาท และสูงกว่าอัตราค่าชดเชยของกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการถึง 1,226.50 บาท ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนส่วนเกินในทุกระบบกองทุน นอกจากนี้ ผลการศึกษาบอกถึงอัตราค่าชดเชยที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ซึ่งอาจส่งผลต่อความยั่งยืนของการให้บริการฟอกเลือด ผู้บริหารหน่วยงานจึงควรพัฒนาแนวทางลดต้นทุน และใช้ข้อมูลนี้สนับสนุนการเจรจากับหน่วยงานด้านหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อปรับอัตราค่าชดเชยให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/283320
ประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจเพื่อป้องกันการกลับไปเสพซ้ำในผู้ที่เข้ารับการบำบัดยาเสพติดเมทแอมเฟตามีนแบบผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลเกาะคา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง
2025-12-18T08:13:25+07:00
เบญจวรรณ จอมอินตา
inchaithep@gmail.com
ศรีประไพ อินทร์ชัยเทพ
inchaithep@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความตั้งใจในการป้องกันการติดซ้ำ และคะแนนการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำระหว่างก่อนใช้โปรแกรม หลังใช้โปรแกรม และระยะติดตามผล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่ได้รับการบำบัดยาเสพติดเมทแอมเฟตามีนแบบผู้ป่วยนอก ของโรงพยาบาลเกาะคา จำนวน 30 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือวิจัยได้แก่ โปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจประกอบด้วยกิจกรรมตามแนวคิดสิ่งที่ฉันเป็น สิ่งที่ฉันมี และสิ่งที่ฉันทำได้ แบบประเมินความตั้งใจในการป้องกันการติดซ้ำ และแบบประเมินการรับรู้ความสามารถของตนเอง ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่น ด้วยการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค ได้ค่าเท่ากับ 0.83 และ 0.92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ<br /> ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความตั้งใจในการป้องกันการติดซ้ำ และคะแนนการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการเสพซ้ำ ระหว่างก่อนใช้โปรแกรม หลังการใช้โปรแกรม และระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F=28.137, df = 2, 42, p<.001,F=45.393, df = 2, 42,p<.001 ตามลำดับ) โดยพบว่า คะแนนความตั้งใจในการป้องกันการติดซ้ำมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Mean Difference =0.51, 0.78 และ 0.28 ตามลำดับ) เช่นเดียวกับการรับรู้ความสามารถในการป้องกันการเสพซ้ำก็มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Mean Difference =0.56, 0.86 และ 0.30 ตามลำดับ) ดังนั้น โปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจช่วยเพิ่มความตั้งใจและการรับรู้ในการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำของผู้เสพติดสารเมทแอมเฟตามีน จึงควรนําโปรแกรมไปประยุกต์ใช้เพื่อการบําบัดแบบผู้ป่วยนอกสำหรับผู้เสพเมทแอมเฟตามีนหรือสารเสพติดอื่น ๆ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/283328
ผลของโปรแกรมการเรียนรู้การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานต่อความรู้ ทักษะ และความมั่นใจ ของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย จังหวัดอุตรดิตถ์
2025-11-19T10:19:53+07:00
สืบตระกูล ตันตลานุกุล
seubtrakul@unc.ac.th
พรกมล วิศว์วิสุทธิ์
pornkamon@unc.ac.th
<p> ภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลในประเทศไทยมีอัตราการรอดชีวิตต่ำเพียงร้อยละ 2.00–8.00 ในขณะที่การช่วยฟื้นคืนชีพโดยผู้พบเห็นเหตุการณ์สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ 2–3 เท่า การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดซ้ำครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานแบบกดหน้าอกเท่านั้นต่อความรู้ ทักษะ ความมั่นใจ และการคงอยู่ของทั้งความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย จังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่าง 60 คน เข้าร่วมโปรแกรมระยะเวลา 90–120 นาที ประกอบด้วย การบรรยาย การสาธิต และการฝึกปฏิบัติแบบกลุ่มย่อย ทำการประเมินผลใน 4 ช่วงเวลา คือ ก่อนอบรม (T0) หลังอบรมทันที (T1) 1 เดือน (T2) และ 3 เดือนหลังอบรม (T3) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Linear Mixed-Effects Model<br /> ผลการวิจัยพบว่าคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (5.80 ± 2.10 เป็น 12.40 ± 1.80, p < 0.001) โดยมีอัตราการคงอยู่ร้อยละ 87.90 ที่ 1 เดือน และร้อยละ 74.20 ที่ 3 เดือน ทักษะการกดหน้าอกพัฒนาขึ้นทุกตัวชี้วัด โดยความลึกมีความถูกต้องเพิ่มจากร้อยละ 12.30 เป็น 68.50 อัตราการกดจากร้อยละ 22.50 เป็น 76.80 และการคลายตัวสมบูรณ์จากร้อยละ 35.20 เป็น 82.30 (p < 0.001) อัตราการคงอยู่ที่ 1 เดือนอยู่ที่ร้อยละ 76.50, 83.70 และ 86.90 ตามลำดับ ที่ 3 เดือน ความลึกของการกดลดลงเหลือร้อยละ 60.10 ความมั่นใจเพิ่มขึ้นจาก 18.30 ± 5.20 เป็น 39.70 ± 4.60 (p < 0.001) โดยมีอัตราการคงอยู่ร้อยละ 91.20 ที่ 1 เดือน และร้อยละ 81.90 ที่ 3 เดือน สรุปได้ว่า โปรแกรมมีประสิทธิผลในการพัฒนาความรู้ ทักษะ และความมั่นใจ พร้อมทั้งการคงอยู่ในระดับที่ดี ควรมีการทบทวนทักษะทุก 3 เดือนเพื่อรักษาคุณภาพการกดหน้าอก</p>
2025-12-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/280328
ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบมุ่งเป้า
2025-09-26T11:21:28+07:00
ธนูศักดิ์ ตาตุ
yuttana_mun@nation.ac.th
ยุพาลภัส สุภาเลิศภูรินทร์
yuttana_mun@nation.ac.th
วัชรพงษ์ จักรน้ำอ่าง
yuttana_mun@nation.ac.th
ยุทธนา หมั่นดี
yuttana_mun@nation.ac.th
<p> ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบมุ่งเป้าเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการรักษามะเร็ง โดยอาศัยการปรับระบบภูมิคุ้มกันให้สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง เป็นการลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติ และเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากเอกสารวิชาการมากกว่า 100 เรื่อง ซึ่งคัดสรรเนื้อหาที่สำคัญเพื่ออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด หลักการ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยกล่าวถึงกลไกการออกฤทธิ์การประยุกต์ใช้ทางคลินิกในมะเร็งชนิดต่าง ๆ ผลลัพธ์การรักษาที่สำคัญ ข้อจำกัด ความท้าทาย ตลอดจนแนวโน้มในอนาคต ข้อมูลปัจจุบันชี้ว่าภูมิคุ้มกันบำบัดแบบมุ่งเป้าสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ายังมีปัญหา ได้แก่ การดื้อยา ผลข้างเคียง และการขาดตัวบ่งชี้ทำนายผล แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ และวัคซีนเฉพาะบุคคล ทำให้ภูมิคุ้มกันบำบัดแบบมุ่งเป้ามีศักยภาพที่จะกลายเป็นแนวทางหลักของการรักษาโรคมะเร็งอย่างแม่นยำได้ในอนาคตอันใกล้</p>
2025-11-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง