https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/issue/feed วารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ 2026-03-24T10:17:15+07:00 Asst.Prof.Yongyuth Kaewtem thun716@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ</strong> เป็นวารสารรายหกเดือนหรือครึ่งปี กำหนดการออกวารสาร ฉบับ ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม). วารสารมีนโยบายการเผยแพร่บทความที่มีคุณภาพด้านสุขภาพ ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ซึ่งนิพนธ์โดยพยาบาล แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด ฯลฯ ซึ่งปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข สาธารณสุขชุมชน อนามัยสิ่งแวดล้อม และบทความด้านการพยาบาลทั่วไป ทฤษฎีการพยาบาลและการวิจัยการพยาบาลขั้นสูงและการพยาบาลเฉพาะทาง โดยมีผู้นิพนธ์จากทั้งภายในและภายนอกสถาบัน รับบทความประเภท บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ บทวิจารณ์หนังสือ และบทวิจารณ์บทความ</p> <p>บทความที่เสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ <strong>ในกระบวนการพิจารณาแบบ Double-blind ผู้ประเมินจะไม่ทราบตัวตนของผู้เขียนบทความ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน จะได้รับการคัดเลือกจากสถาบันที่หลากหลาย ภายในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องหรือสาขาที่ใกล้เคียง และต้องไม่สังกัดสถาบันเดียวกันกับผู้เขียนบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัยที่จะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ<strong><span style="text-decoration: underline;">จะต้องผ่านการพิจารณาจริยธรรมวิจัยในคนและมีเลขที่รับรองก่อนตีพิมพ์</span></strong></p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/280250 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ 2025-12-18T08:25:26+07:00 สุมนทิพย์ บุญเกิด sumonthipjeab@hotmail.com อาภากร เปรี้ยวนิ่ม arpakorn.pr@gmail.com ศิริวรรณ ตุรงค์เรือง appywan31@gmail.com นพภัสสร วิเศษ noppassornwishes@gmail.com ณฤดี ชลชาติบดี Sumonthip.bo@northbkk.ac.th อุมากร สุวนันทวงศ์ umakorn.su@northbkk.ac.th เพ็ญศิริ สันตโยภาส caregiver@northbkk.ac.th วรางคณา บุญมา sumonthip.bo@northbkk.ac.th พชรพร ธนามี Sumonthip.bo@northbkk.ac.th <p> การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้บัณฑิตในการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้บัณฑิตและการรับบริการทางการพยาบาล เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่มแนวคำถามแบบกึ่งโครงสร้างจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 14 คน คัดเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นผู้ใช้บัณฑิตจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานเอกชน และผู้ใช้บริการทางการพยาบาลในชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงธีม และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยการตรวจสอบสามเส้าและการตรวจสอบโดยผู้ให้ข้อมูล<br /> ผลการวิจัย พบว่า ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถสังเคราะห์ออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) สมรรถนะหลักและทักษะเชิงวิชาชีพของบัณฑิตพยาบาลที่ตอบสนองต่อระบบสุขภาพที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งครอบคลุมความรู้ทางวิชาชีพ การประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะศตวรรษที่ 21 ความคิดสร้างสรรค์การแก้ปัญหา การใช้ข้อมูลเชิงวิชาการ และสมรรถนะด้านภาษา 2) คุณลักษณะด้านคุณธรรม จริยธรรม และอัตลักษณ์ทางวิชาชีพ โดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ความเมตตา ความอดทน ความรับผิดชอบ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และจริยธรรมดิจิทัล และ 3) แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล สุขภาพดิจิทัล และการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เช่น การเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองและการใช้สื่อดิจิทัลผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพและสังคมในยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-03-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/282324 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ 2026-03-03T23:44:51+07:00 นันชพัฒน์ แก้วทอง tomnanchapat9478@gmail.com สุชาติ สุจินตวงษ์ suchat.s@siu.ac.th สุชาณันท์ ธัญญกุลสัจจา suchat.s@siu.ac.th <p> ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความพิการทุพพลภาพและเสียชีวิตของคนไทย การควบคุมระดับความดันโลหิตให้ได้ตามเป้าหมายตามแผนการรักษา โดยการปฏิบัติตัวและรับประทานยาสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนได้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคลแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคและพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง แบบสอบถามการรับรู้อาการเตือนและการจัดการโรคหลอดเลือดสมองและการรับรู้ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง และแบบสอบถามพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค เท่ากับ .915, .919 และ .780 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยสถิติไคสแควร์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br /> ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในภาพรวมอยู่ระดับต่ำ (Mean = 1.97, S.D.=0.54) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่อาชีพ (p=.019) และประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง (p &lt; 0.001) ปัจจัยนำ ได้แก่ ระดับความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง (p-value &lt;0.001) ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ สถานบริการที่ไปใช้บริการ และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ (p &lt; 0.001) สรุปและข้อเสนอแนะ ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลควรจัดกิจกรรมให้ความรู้ โดยเน้นกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการงดสูบบุหรี่ และการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อลดความเสี่ยงในกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-04-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/284010 ประสิทธิผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเส้นประสาทส่วนปลาย Peripheral nerve block ในโรงพยาบาลทองผาภูมิ 2026-03-03T09:44:15+07:00 เนตรจิรา เกิดกำธร natejira402@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (one-group pretest–posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเส้นประสาทส่วนปลาย ณ โรงพยาบาลทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเส้นประสาทส่วนปลายที่เข้ารับการผ่าตัด จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนดเก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม–กันยายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความรู้ <br />(KR-20 = .75) แบบสอบถามการปฏิบัติตัว (KR-20 = 1.00) และแบบสอบถามความพึงพอใจ (Cronbach’s alpha = .73) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติ paired t-test<br /> ผลการวิจัยพบว่า คะแนนนความรู้เฉลี่ยหลังการทดลอง (Mean=14.03, S.D.=1.19) สูงกว่าก่อนใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเส้นประสาทส่วนปลาย (Mean=9.70, S.D.=2.25) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ร้อยละ 86.70 ปฏิบัติตัวอยู่ในระดับดี ร้อยละ 100.00 ผู้ป่วยมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean= 4.33, S.D.=0.27) และมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (คะแนนที่ ≥80) ร้อยละ 100.00 สรุปได้ว่า แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเส้นประสาทส่วนปลายมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้ ส่งเสริมการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง และสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ป่วย สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการทางวิสัญญีในบริบทโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-04-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johss/article/view/285598 ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการสนับสนุนจากครอบครัวต่อพฤติกรรมการจัดตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม และค่าอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 2026-03-24T10:17:15+07:00 ผ่องศรี อุตราช pikul.a@bcnpy.ac.th ขวัญดาว สมวงศ์ pikul.a@bcnpy.ac.th พิกุล อุทธิยา pikul.a@bcnpy.ac.th <p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม และค่าอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองร่วมกับการสนับสนุนจากครอบครัวระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ในคลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง จำนวน 33 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่ายด้วยการจับฉลากแบบไม่ใส่คืน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.88 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired-Samples t-test<br /> ผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 หลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) และมีค่าอัตราการกรองของไตหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีแนวโน้มสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; .05) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าควรนำโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองร่วมกับการสนับสนุนจากครอบครัวผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 มาสนับสนุนให้ผู้ป่วยและครอบครัวได้มีความรู้ มีทักษะ มีส่วนร่วมในการคิดให้ทางเลือกในการปฏิบัติ และมีอิสระในการตัดสินใจในการปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของตนเองเพื่อให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการจัดการตนเองที่ดี ส่งผลให้มีค่าอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p> 2026-04-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง