https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/issue/feed
วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
2026-06-30T00:01:03+07:00
Rungrudee Wongchum
wongchum@hotmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือเป็นวารสารที่จัดทำขึ้นโดยสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯสาขาภาคเหนือ ได้รับการรับรองให้อยู่ในฐานข้อมูลเพื่อการสืบค้นงานวิจัย ผลงานวิชาการ และการอ้างอิงของบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไทย (Thai-Journal Citation Index, TCI) กลุ่มที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและความก้าวหน้าของวิชาชีพการพยาบาล เป็นสื่อกลางให้ทราบถึงข้อมูล สถานภาพ และเกียรติศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ เป็นศูนย์กลางรวบรวมและเผยแพร่ความคิดของมวลสมาชิก เสริมสร้างความแข็งแกร่งแห่งวิชาชีพ ก่อให้เกิดพลังสามัคคีสัมพันธภาพอันดีระหว่างมวลสมาชิก และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญขององค์กรวิชาชีพพยาบาล</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/284198
การสร้างสมดุลระหว่างความคาดหวังของนักศึกษา กับมาตรฐานการพยาบาลวิชาชีพ
2026-01-04T00:11:10+07:00
อาภากร เปรี้ยวนิ่ม
arpakorn.pr@gmail.com
<p><span class="fontstyle0">การศึกษาพยาบาลศาสตร์ในยุคดิจิทัลมีช่องว่างระหว่างความคาดหวังและประสบการณ์จริงของนักศึกษา พยาบาลศาสตร์ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับความเป็นจริงในการ ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพที่พบในคลินิก โดยใช้กรอบแนวคิดการพัฒนาความเชี่ยวชาญของ Benner การเรียนรู้ จากประสบการณ์ของ Kolb ทฤษฎีความคาดหวังของ Vroom และแบบจำลอง SERVQUAL ผลการวิเคราะห์พบว่า ความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้ในชั้นเรียนกับการฝึกปฏิบัติในคลินิกส่งผลต่อความคาดหวังของนักศึกษาเกิด ความเครียด ความกดดัน และขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ ดังนั้น ควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรพยาบาลศาสตร์แก่ นักศึกษาใหม่เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง การออกแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนควรมีความหลากหลาย ทั้งการเรียนภาคทฤษฎี การฝึกทักษะทางการพยาบาลในห้องทดลอง การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองหรือ สถานการณ์เสมือนจริง และการปฏิบัติในคลินิกเพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง มีการวัดประเมินผลเชิง ประจักษ์และชัดเจน ก่อให้เกิดการพัฒนา การเตรียมนักศึกษาให้พร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติในคลินิก การให้คำปรึกษา ด้านจิตใจ และการพัฒนาบุคลากรผู้สอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและพร้อมรับมือกับ ความท้าทายในการปฏิบัติงานวิชาชีพได้อย่างแท้จริง</span> </p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/284382
เรื่องเล่าผ่านเงากาย (Body Narrative) : เครื่องมือในการจัดกระบวนการ เรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสมรรถนะการจัดการสุขภาพระดับปฐมภูมิ กรณีศึกษาตำบลจุน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา
2026-01-22T13:48:16+07:00
ดร.กนกวรรณ เอี่ยมชัย
k_aiemchai@hotmail.com
จรัส สิงห์แก้ว
jarassink@gmail.com
วิลาวัณย์ เสนารัตน์
wilawansenaratana@gmail.com
มัทนา สมบัติวัฒนาเวศ
muttana15@gmail.com
<p><span class="fontstyle0">บทความนี้เสนอผลการถอดบทเรียนการใช้เครื่องมือเรื่องเล่าผ่านเงากาย ในการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่าง มีส่วนร่วม เพื่อเสริมสมรรถนะการบริหารจัดการสุขภาพระดับปฐมภูมิของภาคีเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ตำบลจุน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา โดยที่ภาคีเครือข่ายสุขภาพใช้ประเด็นการจัดการขยะของชุมชนเป็นฐานในการสร้างการ เรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แผนที่ร่างกาย (Body Paint) ที่เป็นเครื่องมือหนึ่งของเรื่องเล่าผ่านเงากายและ ภายใต้กรอบแนวคิดองค์ประกอบ 4P’s ได้แก่ หลักการ เป้าหมาย การมีส่วนร่วมและกระบวนการ โดยการ ดำเนินงานอิงแนวคิดเวชศาสตร์เชิงเรื่องเล่าและการเรียนรู้จากประสบการณ์</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการถอดบทเรียนพบว่า เครื่องมือดังกล่าวช่วยส่งเสริมการเรียนรู้เชิงระบบ เป็นเครื่องมือที่เข้าใจง่าย สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางการพยาบาลที่ยังขาดเครื่องมือเชิงกระบวนการในงานพยาบาลชุมชน ที่เชื่อมความรู้ วิชาการกับการปฏิบัติของภาคีในพื้นที่อย่างเป็นระบบ สู่การปฏิบัติในบริบทชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมกระบวนการ</span> <span class="fontstyle0">เรียนรู้แบบมีส่วนร่วมช่วยเสริมสร้างการทำงานเป็นทีม การสะท้อนคิดร่วมกัน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และการ เกิดภาวะผู้นำของภาคีเครือข่าย ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของ ชุมชน โดยสามารถออกแบบระบบการจัดการขยะที่เชื่อมโยงมิติสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสังคม นำไปสู่การติดตาม อย่างต่อเนื่อง และสร้างพฤติกรรมการคัดแยกขยะในครัวเรือนมากกว่าร้อยละ 90</span></p> <p><span class="fontstyle0">นอกจากนี้ กระบวนการดังกล่าวยังช่วยเสริมพลังอำนาจของชุมชน เสริมสร้างความสัมพันธ์และการสื่อสาร ระหว่างภาคีเครือข่าย จนสามารถพัฒนาเป็นโมเดล “ระบบจัดการขยะโดยชุมชนมีส่วนร่วม” ซึ่งเป็นต้นแบบการ ดำเนินงานด้านสุขภาพปฐมภูมิในระดับอำเภอ ผลการถอดบทเรียนนี้สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องเล่าผ่านเงากาย เป็น เครื่องมือที่มีศักยภาพในการสนับสนุนบทบาทพยาบาลชุมชน และทีมสุขภาพปฐมภูมิ ในการขับเคลื่อนงานสุขภาพ ชุมชนอย่างยั่งยืน</span> <br /><br /></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/281516
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อภาวะอุณหภูมิกายต่าในทารกเกิดก่อนกาหนด น้าหนักแรกเกิดน้อยกว่า 1,500 กรัม ขณะแรกรับ ในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
2025-08-16T00:44:35+07:00
ลาวัลย์ ทาวิทะ
lawan.thawitha2@gmail.com
นวพรรณ ปะปานา
navapun@gmail.com
นงลักษณ์ อินตา
nonglakinta@gmail.com
<p><span class="fontstyle0">การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะอุณหภูมิ กายต่ำขณะแรกรับ ในทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 1,500 กรัม ในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง คือ ทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักแรกเกิด น้อยกว่า 1,500 กรัมทั้งหมด ที่เกิดในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักทารก แรกเกิด เก็บข้อมูลจากงานเวชระเบียนผู้ป่วยย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึง 31 ธันวาคม 2566 จำนวน 237 ราย โครงการวิจัยนี้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมวิจัย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แบบบันทึก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะอุณหภูมิกายต่ำในทารกเกิดก่อนกำหนด 4 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยด้านทารก ปัจจัยด้าน สิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านอุปกรณ์ และปัจจัยด้านบุคลากร 2) แบบบันทึกอุณหภูมิกายเมื่อแรกรับ วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติพรรณนา และสถิติทดสอบไคสแคว์</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการศึกษา พบว่า ทารกเกิดก่อนกำหนดน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 1,500 กรัม มีภาวะอุณหภูมิกายต่ำ ขณะแรกรับในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิดจำนวน 147 ราย (ร้อยละ 62.03) โดยแบ่งระดับความรุนแรงเป็นภาวะ อุณหภูมิกายต่ำเล็กน้อย (36.0-36.4 oC) จำนวน 80 ราย (ร้อยละ 54.42) และ อุณหภูมิกายต่ำปานกลางถึงรุนแรง (< 36.0 oC) จำนวน 67 ราย (ร้อยละ 45.58) และพบว่าชนิดการคลอด น้ำหนักแรกเกิด คะแนนแอปการ์ และ สถานที่เกิด มีความสัมพันธ์กับภาวะอุณหภูมิกายต่ำขณะแรกรับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001, p<.01, และ p<.05) แต่ชนิดหมวกที่สวม การใช้พลาสติกแร็พหรือถุงพลาสติก อุปกรณ์ที่ใช้ในการเคลื่อนย้าย และบุคลากร ไม่มี ความสัมพันธ์กับภาวะอุณหภูมิกายต่ำขณะแรกรับ</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าใจปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ ภาวะอุณหภูมิกายต่ำขณะแรกรับ และจะนำไปสู่การพัฒนาแนวทางปฏิบัติทางคลินิกสำหรับทารกเกิดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อย เพื่อลดอุบัติการณ์ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ และเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</span></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/282675
ผลลัพธ์ทางคลินิกของการใช้พลาสมาอากาศเย็น ในการช่วยรักษาแผลเรื้อรัง ศูนย์การดูแลแผลและออสโตมี โรงพยาบาลลำพูน
2025-10-18T22:09:30+07:00
ศศิธร พิชัยพงศ์
nurselamphun66@gmail.com
โสภา บัวงาม
fonSopabuangam@hotmail.com
<p><span class="fontstyle0">การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์ทางคลินิกจากการใช้พลาสมาอากาศเย็นในการช่วย รักษาแผลเรื้อรัง ต่อการแคบของแผลในระยะเวลา 2 เดือน การติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้พลาสมาอากาศ เย็น และระยะเวลาเฉลี่ยรวมตั้งแต่รักษาจนแผลหาย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นโดยใช้โปรแกรม G*Power 3.1.9.4 ได้ผู้ป่วยจำนวน 176 คนที่มีแผลเรื้อรังชนิด แผลเบาหวาน แผลกดทับ แผลจากความผิดปกติของเส้นเลือด แผลเนื้อเน่า แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง จำนวนกลุ่มละ 88 คน โดยกลุ่มควบคุมได้รับการทำแผลแบบขั้นสูง กลุ่มทดลองได้รับการทำแผลแบบขั้นสูงร่วมกับเพิ่มพลาสมาอากาศเย็น 3 ครั้ง/สัปดาห์ ในช่วงเดือนมกราคม 2565 - มีนาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ สถิติ Independent t-test</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยพบว่าในระยะเวลา 2 เดือน กลุ่มทดลองแผลแคบลงเฉลี่ย 6.59 เซนติเมตร กลุ่มควบคุมแผล แคบลงเฉลี่ยเพียง 0.49 เซนติเมตร ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) การติดเชื้อพบว่ากลุ่ม ควบคุมและกลุ่มทดลองไม่พบการติดเชื้อทั้งสองกลุ่ม ระยะเวลาเฉลี่ยรวมตั้งแต่รักษาแผลจนแผลหายกลุ่มควบคุม เฉลี่ย 175.92 วัน ขณะที่กลุ่มทดลองใช้ระยะเวลาเฉลี่ยรวมตั้งแต่รักษาแผลจนแผลหายเพียง 71.89 วัน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ด้านภาวะแทรกซ้อนจากการใช้พลาสมาอากาศเย็น พบอัตรากลิ่นเหม็นคาว โอโซนร้อยละ 18.18 ไม่มีอาการปวดและไม่มีอาการเนื้อเยื่อไหม้</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">การใช้พลาสมาเย็นเป็นการส่งเสริมการหายของแผลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลแคบเร็ว ไม่ก่อให้เกิดการ ติดเชื้อ ไม่พบอาการการปวด จึงควรมีการนำไปใช้ในการรักษาแผลเรื้อรังตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดแผล</span></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/283549
การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกแบบมีส่วนร่วมต่อสมรรถนะพยาบาล และ ผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่
2025-11-17T11:14:37+07:00
วิริยภรณ์ สิงห์ทองวรรณ
wiriyapornsing@gmail.com
จตุพงษ์ พันธ์วิไล
beer.panwilai@gmail.com
ณัฐชยา คนใจซื่อ
noynutchaya1@gmail.com
กนกวรรณ ชั้นอินทร์งาม
beer.panwilai@gmail.com
<p><span class="fontstyle0">การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกแบบมีส่วนร่วมต่อสมรรถนะ พยาบาลและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ประกอบด้วย 4 ระยะ คือ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน 2) การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกแบบมีส่วนร่วม 3) การทดลองใช้ รูปแบบการนิเทศ และ 4) การประเมินผลลัพธ์การใช้รูปแบบการนิเทศ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลผู้นิเทศ จำนวน 15 คน พยาบาลผู้รับการนิเทศจำนวน 15 คน และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองก่อนใช้รูปแบบการนิเทศฯ จำนวน 262 ราย และหลังใช้รูปแบบการนิเทศฯ จำนวน 248 ราย ดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ถึงเดือน กันยายน 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แนวทางการสนทนากลุ่ม และแบบ ประเมินผลลัพธ์ ได้แก่ แบบประเมินความรู้และทักษะด้านการนิเทศมาตรฐาน ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ความเครียดในการทำงาน ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง และสมรรถนะของ พยาบาลด้านการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงแบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก โดยเครื่องมือทั้งหมดผ่านการ ตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ก่อนนำไปใช้จริง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Wilcoxon signed rank test</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการนิเทศทางคลินิกแบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า STROKE Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ S - ระบบและแนวทางที่เป็นมาตรฐาน T - การบูรณาการเทคโนโลยีและ หลักฐานเชิงประจักษ์ R - การสร้างความสัมพันธ์และสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุน O - การสนับสนุนและพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง K - การเสริมสร้างความรู้และทักษะ และ E - การมีส่วนร่วม และความผูกพัน โดยภายหลังการใช้รูปแบบ การนิเทศทางคลินิกแบบมีส่วนร่วม พบว่าสมรรถนะของพยาบาลผู้นิเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ขณะเดียวกันสมรรถนะและความมั่นใจในตนเองของพยาบาลผู้รับการนิเทศเพิ่มขึ้นนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ระดับความเครียดในการปฏิบัติงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=.03) และโดยรวมมีความพึงพอใจต่อการใช้ รูปแบบการนิเทศทางคลินิกแบบมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองดีขึ้น ได้แก่ การลดระยะเวลานอนโรงพยาบาล การลดอัตราการส่งต่อเข้าหอผู้ป่วยหนักโดยไม่วางแผน และแนวโน้ม ภาวะแทรกซ้อนลดลง</span></p> <p><span class="fontstyle0">รูปแบบ STROKE Model ถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิผลและเหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลตติยภูมิที่ ให้บริการผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง สามารถพัฒนาสมรรถนะพยาบาลและเพิ่มผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคหลอด เลือดสมองได้</span> </p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/285038
ผลของโปรแกรมการพยาบาลจัดการรายกรณี สำหรับผู้ป่วยระยะท้ายที่บ้ำน ต่ออำกำรรบกวน ผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วย และความพึงพอใจของผู้ดูแล
2026-01-22T14:06:15+07:00
เนตรนงค์ เจริญสุข
Natenong_j@hotmail.com
สุภาภรณ์ จองคำอาง
sinthisang@hotmail.com
<p><span class="fontstyle0">การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลจัดการรายกรณี สำหรับผู้ป่วย ระยะท้ายที่บ้านต่ออาการรบกวน ผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วย และความพึงพอใจของผู้ดูแล กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยระยะ ท้ายที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองที่บ้านและกลุ่มผู้ดูแล คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเป็นผู้ป่วยระยะ ท้ายที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองที่บ้าน จำนวน 25 คน และกลุ่มผู้ดูแล จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน ระดับผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองฉบับสวนดอก แบบประเมินอาการของเอ็ดมอนตัน แบบประเมิน ผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และแบบประเมินความพึงพอใจของครอบครัวผู้ป่วยแบบ ประคับประคอง 2) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการพยาบาลจัดการรายกรณีสำหรับผู้ป่วย ระยะท้ายที่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Wilcoxon sign rank</span></p> <p> </p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับโปรแกรมการพยาบาลจัดการรายกรณี สำหรับผู้ป่วยระยะท้ายที่บ้าน คะแนน เฉลี่ยอาการรบกวน และคะแนนเฉลี่ยผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .001) เมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมฯ ส่วนคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนก่อนได้รับโปรแกรมฯ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมฯ ทำให้ผลลัพธ์ของการดูผู้ป่วยและความพึงพอใจของญาติดีขึ้น ใน การศึกษาครั้งต่อไป ควรเพิ่มระยะเวลาในการติดตามผลโปรแกรมฯ เพิ่มกลุ่มตัวอย่างที่มีบริบทหลากหลายขึ้น และ พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเครือข่ายชุมชนและ อาสาสมัครประจำหมู่บ้านเพื่อให้ผู้ป่วยและ ผู้ดูแลเข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพ และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น</span></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/283570
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
2025-11-16T16:02:00+07:00
สุรีวัลย์ วรอรุณ
sureewan-lek@hotmail.com
มนภร บัวไกร
Monnaphorn_b@kpru.ac.th
ปุณยนุช อยู่จํารัส
Poonyanuch.yoojamrat@gmail.com
<p><span class="fontstyle0">การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตด้าน สุขภาพของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคไต เรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 120 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตเฉพาะโรคไตเรื้อรัง (KDQOL-SF version 1.3) ฉบับภาษาไทย ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 61.86 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน = 8.40) โดยเมื่อจำแนกตามระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพพบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 81.66 รองลงมาคือระดับต่ำและระดับดีในสัดส่วนเท่ากัน ร้อยละ 9.17 และไม่พบผู้ป่วยที่มีคุณภาพชีวิตด้าน สุขภาพอยู่ในระดับต่ำมาก ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบขั้นตอนพบว่า รายได้ต่อเดือน ระยะเวลา ที่ได้รับการฟอกเลือด และภาวะแทรกซ้อนจากการฟอกเลือด เป็นปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตด้าน สุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตด้าน สุขภาพโดยรวมได้ร้อยละ 55.1 (R² = .551) เมื่อพิจารณาเป็นรายปัจจัย ผลการวิจัยพบว่า รายได้ต่อเดือน ระยะเวลาการฟอกเลือด และภาวะแทรกซ้อนจากการฟอกเลือด เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการวิจัยสะท้อนว่า แม้ปัจจัยที่ทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยตรงแต่ สามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินและคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อการมีคุณภาพชีวิตต่ำเพื่อนำไปวาง แผนการดูแลและการพยาบาลที่เหมาะสมกับบริบทของผู้ป่วยต่อไป</span></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/283708
การพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพด้านการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ทรวงอกรุนแรงในห้องฉุกเฉิน
2025-11-30T00:18:22+07:00
สุกัญญา พินหอม
sukanya20pinhom@gmail.com
วชิรา เจริญสุทธิกุล
vachira2963@gmail.com
เลอลักษณ์ ไล้เลิศ
lerlak2522@gmail.com
ศราวุธิ ปลอดฤทธิ์
splodrit@gmail.com
สรสิทธิ์ บุณยะวิโรจ
keemsom@live.com
<p><span class="fontstyle0">การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพใน การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ทรวงอกรุนแรงในห้องฉุกเฉิน ดำเนินการตามแนวคิดของ Soukup ร่วมกับมาตรฐานการ พยาบาลอุบัติเหตุและฉุกเฉิน แนวคิดสมรรถนะพยาบาลอุบัติเหตุและฉุกเฉิน และหลักการช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บขั้นสูง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) วิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาผ่านการสนทนากลุ่มกับพยาบาล 29 คน สัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหาร 5 คน และวิเคราะห์เวชระเบียน อุบัติการณ์โดยผู้เชี่ยวชาญ 10 คน 2) การสร้างเครื่องมือ ได้แก่ เครื่องมือพัฒนาสมรรถนะ ฯ (บทเรียนออนไลน์ สื่อวิดีทัศน์ การฝึกปฏิบัติตามสถานการณ์จำลอง) และ เครื่องมือในการประเมินผลลัพธ์ 3) ทดลองใช้เครื่องมือกับพยาบาล 29 คน ผู้ป่วย/ญาติ 10 คน จำนวน 2 ครั้ง แล้ว นำมาปรับปรุงแก้ไข และ 4) ประเมินผลลัพธ์หลังการพัฒนาสมรรถนะ ฯ กับพยาบาล 29 คน และผู้ป่วย/ญาติ 35 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการวิจัย ภายหลังการพัฒนาสมรรถนะ ฯ พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 72.93 เป็น 88.31 สมรรถนะระดับปฏิบัติการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 78.57 เป็น 85.43 และบทบาทพยาบาลตามแนว ปฏิบัติการพยาบาลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 69.39 เป็น 95.07 ความพึงพอใจต่อการพัฒนาสมรรถนะฯ อยู่ในระดับสูง มาก (ร้อยละ 95.66) ผลลัพธ์ด้านคุณภาพบริการ พบว่าอุบัติการณ์ความเสี่ยงด้านการคัดกรอง การสื่อสาร และการ ส่งต่อผู้ป่วยลดลง และญาติมีความพึงพอใจต่อบริการในระดับสูง (ร้อยละ 95.33)</span></p> <p><span class="fontstyle0">สรุปและข้อเสนอแนะ เครื่องมือการพัฒนาสมรรถนะฯ ที่พัฒนาขึ้นช่วยส่งเสริมความรู้ และพัฒนา สมรรถนะพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ทรวงอกรุนแรงในห้องฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาติดตามผลระยะยาว (6-12 เดือน) เพื่อประเมินความยั่งยืนของสมรรถนะและความต่อเนื่องของ คุณภาพการบริการต่อไป</span> </p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ