https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/issue/feed วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ 2025-12-30T15:52:55+07:00 Rungrudee Wongchum wongchum@hotmail.com Open Journal Systems <p>วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือเป็นวารสารที่จัดทำขึ้นโดยสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯสาขาภาคเหนือ ได้รับการรับรองให้อยู่ในฐานข้อมูลเพื่อการสืบค้นงานวิจัย ผลงานวิชาการ และการอ้างอิงของบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไทย (Thai-Journal Citation Index, TCI) กลุ่มที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและความก้าวหน้าของวิชาชีพการพยาบาล เป็นสื่อกลางให้ทราบถึงข้อมูล สถานภาพ และเกียรติศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ เป็นศูนย์กลางรวบรวมและเผยแพร่ความคิดของมวลสมาชิก เสริมสร้างความแข็งแกร่งแห่งวิชาชีพ ก่อให้เกิดพลังสามัคคีสัมพันธภาพอันดีระหว่างมวลสมาชิก และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญขององค์กรวิชาชีพพยาบาล</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/282526 การเสริมสมรรถนะการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิผ่านการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 2025-09-26T22:07:56+07:00 Wilawan Senaratana wilawansenaratana@gmail.com จรัส สิงห์แก้ว jarassink@gmail.com กนกวรรณ เอี่ยมชัย k_iemchai@hotmail.com ชฏารัตน์ เกื้อสุข chadaratks@gmail.com <p><span class="fontstyle0">การบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเป็นรากฐานสําคัญของระบบสุขภาพ การเสริมสมรรถนะการบริการ สุขภาพระดับปฐมภูมิจึงเป็นหัวใจสําคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่า เทียม ทั่วถึง และมีคุณภาพ ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และลดความเจ็บป่วยจากโรคที่สามารถป้องกันได้ การดําเนินการเสริมสมรรถนะการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิจําเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งทั้งระบบ โดยเฉพาะ การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรบุคคลในระบบสุขภาพ</span> </p> <p><span class="fontstyle0">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการเสริมสมรรถนะการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิโดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของบุคลากรในทีมสุขภาพ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และเครือข่ายภาค ประชาชนในชุมชน ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วย การพัฒนาการใช้สมองมนุษย์ การฟังอย่างลึกซึ้ง การ ทํางานเป็นทีม การเรียนรู้ประเด็นสุขภาพตามบริบทพื้นที่ และการฝึกสรุปการเรียนรู้เชิงระบบในพื้นที่</span> </p> <p><span class="fontstyle0">ผลการดําเนินงานพบว่าผู้เข้าร่วมเรียนรู้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และระดับการ ทํางาน ได้แก่ การมีทักษะการฟังที่ดีขึ้น การควบคุมอารมณ์และการคิดเชิงบวกมากขึ้น มีพฤติกรรมสุขภาพที่</span> <span class="fontstyle0">เหมาะสม และสามารถพัฒนาสมรรถนะด้านการทํางานเป็นทีม การสื่อสาร และการนำการเปลี่ยนแปลง</span></p> <p><span class="fontstyle0">จากกรณีศึกษาชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (PILA) เป็นกระบวนการเรียนรู้สําคัญที่ช่วย เสริมสร้างสมรรถนะการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ และสร้างความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างภาคี เครือข่ายใน ชุมชนสามารถนํามาพัฒนาและขับเคลื่อนการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในชุมชน</span> </p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/280447 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2025-08-11T13:33:58+07:00 ประวีดา คําแดง praveeda9@gmail.com อรุณี กานนถาวรโชติ arunee.p2016@gmail.com ปรัชญา กรรณิกา p.kannika2007@hotmail.com <p><span class="fontstyle0">การวิจัยเชิงพรรณนาแบบสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ การจัดการ ตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงใน อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่รับการรักษาในสถานบริการ สุขภาพของรัฐในอําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จํานวน 343 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบระบบ โดยกําหนดช่วงการสุ่มจากอัตราส่วนของจํานวนประชากรทั้งหมดต่อขนาดตัวอย่าง และได้รับความยินยอมเข้าร่วม การวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และแบบสอบถามการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ เพียร์สัน</span> </p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 73.76) มีอายุเฉลี่ย 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 51.02) และไม่ได้เรียนหนังสือ (ร้อยละ 63.84) มีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean=3.22, S.D.=.81) และมีการจัดการตนเองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean=3.36, S.D.=.73) เมื่อ วิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (r=.52, p &lt; .01) <br /></span></p> <p><span class="fontstyle0"> ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสําคัญต่อการพัฒนาการจัดการ ตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง บุคลากรสาธารณสุขควรออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพที่เน้นการพัฒนา ทักษะด้านการตั้งคําถามเพื่อเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง และด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเหมาะสม อันจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นําไปสู่การควบคุมความดันโลหิตที่ดีและป้องกันภาวะแทรกซ้อน <br /></span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/280738 การรับรู้และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 2025-07-22T00:17:31+07:00 สุดาวรรณ ขันธมิตร sudawank@windowslive.com เบญจมาพร อาดัมเจริญ benny2496@hotmail.com <p><span class="fontstyle0">การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นการรักษาที่จําเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นวิธีหลักในการช่วยขจัดของ เสียออกจากร่างกายเพื่อยืดอายุและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การวิจัยเชิงพรรณานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การ รับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด กลุ่ม ตัวอย่างที่ศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มารับบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่ โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ในช่วงวันที่ 29 เมษายน ถึง 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 จํานวน 94 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน (</span><span class="fontstyle2">p</span><span class="fontstyle0">) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (r) และไคสแควร์ (X<sup>2</sup>)</span></p> <p><span class="fontstyle0"> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง (Mean=27.02, S.D.=2.69) การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง (Mean=23.67, S.D.=3.20) การรับรู้ประโยชน์ของ การปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด (Mean=22.47, S.D.=2.28) และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟต ในเลือด (Mean=22.47, S.D.=2.28) และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด (Mean=55.33, S.D.=4.30) อยู่ในระดับมาก อาชีพ (X<sup>2</sup>= 156.04) การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง (<span class="fontstyle3">p</span>=.29) การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด (<span class="fontstyle3">p</span>=.21) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับตํ่ากับการ จัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ประโยชน์ ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด และอาชีพเป็นปัจจัยสําคัญที่จะทําให้มีการจัดการตนเอง แต่ไม่ใช่ ปัจจัยทั้งหมดที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ จึงควรมีการศึกษาปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการจัดการ ตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/281581 สถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 2025-08-16T00:37:35+07:00 วารุณี ผ่องแผ้ว waruneein@gmail.com วรรณภา พิพัฒน์ธนวงศ์ namjaifahsai@gmail.com สุรัช สุนันตา surush47@gmail.com <p><span class="fontstyle0">การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และการกระจายของโรคทาง จิตเวชตามปัจจัยบุคคล สถานที่ และเวลา ในอําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างปีงบประมาณ 2562–2564 ผลการศึกษา พบว่า มีผู้มารับบริการสะสมรวม 20,633 ราย และผู้ป่วยรายใหม่ 4,048 ราย โดยจํานวนผู้รับบริการ สูงสุดอยู่ในปีงบประมาณ 2564 ขณะที่ผู้ป่วยรายใหม่สูงสุดพบในปี 2562 ตําบลหนองหาร มีจํานวนผู้ป่วยมากที่สุด ส่วนตําบลสันป่าเปา มีน้อยที่สุด กลุ่มโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยที่สุด 5 กลุ่ม ได้แก่ ความผิดปกติทางอารมณ์ (F30– F39), ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมจากการใช้สารเสพติด (F10–F19), โรคจิตเภทและโรคหลงผิด (F20–F29), โรคประสาทและความผิดปกติที่สัมพันธ์กับความเครียด (F40–F48) และความผิดปกติทางจิตที่เกิดจากโรคทางกาย (F00–F09) ผู้ป่วยเพศชายมีจํานวนมากกว่าเพศหญิง โดยพบว่ากลุ่มความผิดปกติจากการใช้สารเสพติดมีอุบัติการณ์ สูงสุดในเพศชาย ขณะที่เพศหญิงพบความผิดปกติทางอารมณ์สูงสุด การกระจายของโรคตามช่วงอายุพบว่า กลุ่ม อายุ 0–5 ปี และ 6–14 ปี มีสัดส่วนใกล้เคียงกันในกลุ่มความผิดปกติทางพัฒนาการทางจิต (F80–F89) และความ ผิดปกติทางพฤติกรรมและอารมณ์ที่มักเริ่มในวัยเด็กและวัยรุ่น (F90–F98) สําหรับกลุ่มอายุ 15–24 ปี พบความ ผิดปกติทางอารมณ์เป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด กลุ่มอายุ 25–59 ปี พบความผิดปกติจากการใช้สารเสพติดมากที่สุด และ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป พบความผิดปกติทางจิตที่เกิดจากโรคทางกายมากที่สุด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งสอดคล้องกับ แนวโน้มของจังหวัดเชียงใหม่และภาพรวมของประเทศ กลุ่มโรคที่ควรให้ความสําคัญในการเฝ้าระวังคือความผิดปกติ ทางอารมณ์และความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด</span> </p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/281253 คุณภาพชีวิตและปัจจัยที่่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยเด็กปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ 2025-08-10T22:04:52+07:00 Phitchawan Laochaicharoenphon phitchawan.lao@cmu.ac.th กฤษณ์ ขวัญเงิน krit.khwanngern@cmu.ac.th ปนัดดา นันทวาสน์ panutda.n@cmu.ac.th <p><span class="fontstyle0">ภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่เป็นความพิการแต่กําเนิดที่พบได้บ่อย และส่งผลกระทบต่อเด็กทั้ง ทางด้านร่างกาย จิตใจ การเข้าสังคม ภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัว รวมถึงมีผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและ ผู้ปกครอง การวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่่เกี่ยวข้องกับ คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขต ภาคเหนือ กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ตามเกณฑ์การคัดเข้า คือผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่อายุ 0–6 ปี จํานวน 66 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่และได้รับการ รักษาด้วยการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือ วิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบประเมินคุณภาพชีวิต THAICLEFT QoL Questionnaire ซึ่ง ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติไคสแควร์ เพื่อทดสอบปัจจัยที่่ เกี่ยวข้อง โดยกําหนดระดับนัยสําคัญทางสถิติไว้ที่ .05</span> </p> <p><span class="fontstyle0">(Mean=3.93, S.D.=.53; 95% CI 3.75–4.11) แม้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กจะอยู่ในระดับมากแต่มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะด้านความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติด้านจิตสังคม และด้านผลกระทบต่อครอบครัว ปัจจัยที่่เกี่ยวข้อง กับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติคือระดับการศึกษาของผู้ปกครอง (</span><span class="fontstyle2">χ</span><span class="fontstyle0">² = 14.14, p = .03) ขณะที่เพศ อายุ ลักษณะโรค รายได้ และสิทธิการรักษาไม่มีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาท สําคัญของครอบครัว โดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาสูงในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กผ่าน ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ความเข้าใจโรค และการสนับสนุนทางจิตสังคมที่เหมาะสม</span> </p> <p><span class="fontstyle0"> ผลการศึกษาเป็นข้อมูลพื้นฐานสําหรับการพัฒนาแนวทางการดูแลที่ส่งเสริมผู้ปกครองรวมถึงครอบครัว อย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ จิตสังคม และการบริการต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะ ปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในระยะยาว <br /></span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/280184 สมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ 2025-07-30T13:15:21+07:00 ปนัดดา สุวรรณ airpanadda@gmail.com อัมภวรรณ์ ใจเปี้ย ajaipear@gmail.com อุบล บัวชุม bourchum6828l@gmail.com ประทุม สร้อยวงค์ pratum.soivong@cmu.ac.th <p><span class="fontstyle0">การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาล วิชาชีพ ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และเปรียบเทียบสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของ พยาบาลวิชาชีพแต่ละระดับ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยที่ มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองอย่างน้อย 3 เดือน จำนวน 271 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของสำนักการ พยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติการทดสอบครัสคัล– วอลลิส และ สถิติการทดสอบแมนน์–วิทนีย์ ยู</span> </p> <p><span class="fontstyle0">ผลการศึกษา พบว่า พยาบาลวิชาชีพมีสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ ต้องการปรับปรุงมากที่สุด ร้อยละ 47.9 พยาบาลวิชาชีพร้อยละ 31.4 มีสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โดยรวมอยู่ในระดับมาตรฐาน พยาบาลวิชาชีพร้อยละ 20.7 มีสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยรวมอยู่ ในระดับสูงกว่าระดับมาตรฐาน โดยพยาบาลวิชาชีพมีอายุงานระหว่าง 1-3 ปี ร้อยละ 37.3 มีสมรรถนะสูงกว่าระดับ มาตรฐานมากที่สุด ส่วนพยาบาลที่มีอายุงานมากกว่า 10 ปี และพยาบาลวิชาชีพมีอายุงาน 0-1 ปี มีสมรรถนะอยู่ใน เกณฑ์ที่ต้องการปรับปรุง ร้อยละ 68.3 และ 52.4 ตามลำดับ และสมรรถนะด้านความสามารถในการจัดการการดูแล ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ของพยาบาลวิชาชีพแต่ละช่วงอายุงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 <br /></span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าพยาบาลวิชาชีพระดับต้นที่มีอายุงานระหว่าง 0 – 3 ปี และกลุ่มที่มีอายุงาน มากกว่า 10 ปี ยังมีสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่ควรได้รับการปรับปรุง ดังนั้น ผู้บริหารควรมีการ พัฒนาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพระดับต้นและระดับอาวุโส การนำผลการวิจัยไปใช้ควรมุ่งสร้างระบบการอบรม พี่เลี้ยง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการเสริมสร้างสมรรถนะในมิติที่ยังบกพร่อง เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยแบบ ประคับประคองมีคุณภาพ ครอบคลุม และตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/281527 การวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเสี่ยงในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 2025-08-13T00:10:25+07:00 ทัศนีย์ เขื่อนแก้ว kktadsanee61@gmail.com สมใจ ศิระกมล somjai.sira@cmu.ac.th <p><span class="fontstyle0">การบริหารความเสี่ยงเป็นกระบวนการที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การศึกษาเชิง คุณภาพแบบพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การบริหารความเสี่ยง และเสนอแนวทางการแก้ปัญหา การบริหารความเสี่ยงของหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย ของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่ เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มประชากรแพทย์และพยาบาลวิชาชีพที่เป็นทีมนําบริหารความเสี่ยง จํานวน 5 ราย และการสนทนากลุ่มในประชากรทางการพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานช่วยทางการพยาบาลรวมจํานวน 24 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นแนวคําถาม แบบกึ่งโครงสร้างซึ่งสร้างตามกรอบแนวคิดการประเมินคุณภาพของโดนาบีเดียน ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน คือ ด้านโครงสร้าง ด้านกระบวนการ และด้านผลลัพธ์ โดยผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหา โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</span> </p> <p><span class="fontstyle0">ผลการศึกษาพบว่า ด้านโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง ยังมีปัจจัยบางประการที่อาจทําให้ผลลัพธ์ของ การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพลดลงแต่ละด้านดังนี้ การกําหนดนโยบายหอผู้ป่วย มีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ครบถ้วนตามนโยบายขององค์กร แต่พบปัญหาในด้านการสื่อสาร ทําให้นโยบายไม่สามารถถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติ ได้อย่างทั่วถึงและชัดเจน </span></p> <p><span class="fontstyle0">ด้านทรัพยากรบุคคล พบอัตรากําลังยังมีไม่เพียงพอ อีกทั้งบุคลากรมีความรู้และทักษะ ด้านการบริหารความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เครื่องมือที่ใช้บริหารความเสี่ยงยังไม่เพียงพอ รวมทั้งบุคลากรมีทักษะการใช้ เครื่องมือที่ต่างกัน และด้านปัจจัยที่เอื้อต่อการบริหารความเสี่ยงยังคงต้องการการสนับสนุนที่เพียงพอ ดังนั้นจึงควร</span> <span class="fontstyle0">พัฒนาโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย บุคลากร เครื่องมือ และปัจจัย สนับสนุน เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย</span> </p> <p><span class="fontstyle0">ด้านกระบวนการบริหารความเสี่ยง มีการดําเนินการโดยยึดตามขั้นตอนของสถาบันรับรองคุณภาพ สถานพยาบาล การค้นหาความเสี่ยงดําเนินการหลายวิธีแต่ยังขาดความต่อเนื่องและความใส่ใจของบุคลากร การ ประเมินความเสี่ยงมีระบบชัดเจนแต่ข้อมูลรายงานไม่ครอบคลุมและล่าช้า การจัดการความเสี่ยงส่วนใหญ่เป็นเชิงรับ มากกว่าเชิงป้องกัน ส่วนการประเมินผลการจัดการความเสี่ยงแม้มีการตรวจสอบและทบทวน แต่ยังไม่สอดคล้องกับ ประเด็นความเสี่ยงจริงของหอผู้ป่วย และขาดการนําผลประเมินมาพัฒนาการปฏิบัติงาน ชี้ให้เห็นถึงความจําเป็นใน การปรับปรุงกระบวนการบริหารความเสี่ยงให้เป็นเชิงรุก และใช้ข้อมูลประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ</span> </p> <p><span class="fontstyle0">ด้านผลลัพธ์การบริหารความเสี่ยง พบว่าตัวชี้วัดทั้งในด้านความเสี่ยงทางคลินิก และความเสี่ยงที่ไม่ใช่ทาง คลินิก รวมถึงระดับความพึงพอใจ และข้อร้องเรียนของผู้ป่วยและญาติ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะข้อร้องเรียน ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และพบว่ามีการเกิดซํ้าของอุบัติการณ์ในลักษณะเดิม รวมทั้งการนําข้อมูลผลลัพธ์ที่ได้มาใช้ ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ </span><span class="fontstyle0">ดังนั้นจึงควรมีการนําข้อมูลมาวิเคราะห์สาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องในเชิงลึกให้ครอบคลุมทั้งด้าน โครงสร้างและกระบวนการ ทั้งนี้ผู้บริหารทางการพยาบาลทุกระดับสามารถนําข้อมูลที่ได้ไปพิจารณาในการออกแบบ การบริหารความเสี่ยงทั้งด้านโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง กระบวนการบริหารความเสี่ยง และการติดตามผลลัพธ์ การดําเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องต่อไป</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse/article/view/283720 ปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่ 2025-11-24T11:15:51+07:00 มัณทนาวดี เมธาพัฒนะ muntanavadee_may@nation.ac.th สุรัตนา ทศนุต surattana@bcnnv.ac.th <p><span class="fontstyle0">การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อพัฒนาการทางร่างกาย สุขภาพจิต และ พฤติกรรมทางสังคมในกลุ่มเยาวชน การวิจัยหาความสัมพันธ์เชิงทํานายนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางครอบครัว ปัจจัยทางสังคม และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกัน ตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในชุมชนเมืองเชียงใหม่ และ 2) ศึกษาปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มของ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 ถึง 3 ที่ศึกษาในโรงเรียน ชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จํานวน 430 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวัดความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2) แบบวัดความคิดเห็นด้านปัจจัยทางครอบครัว 3) แบบวัดความ คิดเห็นด้านปัจจัยทางสังคม 4) แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ และ 5) แบบวัดพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้าน ความตรงตามเนื้อหา ได้ค่า CVI เท่ากับ .97, .97, 1.0, 1.0 และ .97 ตามลําดับ และตรวจสอบความเที่ยง ได้ค่า KR-20 ของแบบวัดความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เท่ากับ .76 และค่า Cronbach’s Alpha Coefficient อีก 4 แบบวัด เท่ากับ .72, .80, .85 และ .73 ตามลําดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</span> </p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับสูงมาก เท่ากับ 7.9 (S.D.=1.1) มีค่าเฉลี่ยการสนับสนุนจากครอบครัวโดยรวม การสนับสนุนจากสังคม การรับรู้ความสามารถของ ตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่ม และพฤติกรรมการป้องกันการดื่มในระดับสูง เท่ากับ 31.0 (S.D.=5.6), 47.6 (S.D.=8.0), 40.8 (S.D.=7.5) และ 38.7 (S.D.=6.9) ตามลําดับ นอกจากนี้ ปัจจัยที่สามารถทํานายพฤติกรรมการ ป้องกันการดื่มได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;.05) ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเอง (X</span><span class="fontstyle0">1</span><span class="fontstyle0">) ปัจจัยทางสังคม ด้านการสนับสนุนจากโรงเรียน (X</span><span class="fontstyle0">2</span><span class="fontstyle0">) และจากเพื่อน (X</span><span class="fontstyle0">3</span><span class="fontstyle0">) ซึ่งร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการป้องกัน ได้ร้อยละ 49.6 (R²=.496, Adjusted R²=.486) ได้สมการถดถอย Y = 6.522 + 0.499(X</span><span class="fontstyle0">1</span><span class="fontstyle0">) + .239(X</span><span class="fontstyle0">2</span><span class="fontstyle0">) + .236(X</span><span class="fontstyle0">3</span><span class="fontstyle0">)</span> </p> <p><span class="fontstyle0">ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสําหรับโรงเรียนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการวางแผน โครงการหรือกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มนักเรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ทั้งนี้ โรงเรียนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องควรดําเนินโครงการที่ส่งเสริมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านทักษะ การปฏิเสธและทักษะชีวิตภายในโรงเรียน ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายเพื่อนเชิงบวกและการส่งเสริมบทบาทของ ครอบครัวในการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม</span> </p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ