วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned <p><strong>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (</strong><strong>Journal of Nursing and Therapeutic Care)</strong></p> <p><strong><span class="font-weight-bold" data-v-4fadc455="">ISSN:</span> 2985-1432 (Online)</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ ชื่อเดิม: วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </p> <p>และเปลี่ยนเฉพาะชื่อภาษาอังกฤษ <strong>จากเดิม "Journal of Nursing and Health Care" </strong></p> <p><strong>เป็น “Journal of Nursing and Therapeutic Care”</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (Journal of Nursing and Therapeutic Care) เป็นของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางของบุคลากรวิชาชีพการพยาบาลฯ การดูแลสุขภาพ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้และแนวปฏิบัติจากงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความอื่นๆที่น่าสนใจ <strong>เพื่อเพิ่มพูนความเข้มแข็งทางวิชาชีพการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ</strong> ดังนั้นจึงใคร่ขอเชิญชวนให้พยาบาลทุกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องที่สนใจส่งบทความมาเผยแพร่ในวารสารนี้ กองบรรณาธิการยินดีรับเรื่องที่ท่านส่งมาและยินดีสรรหาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ท่านเขียน มาให้ข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงต้นฉบับให้ได้คุณภาพอย่างสมบูรณ์แบบ</p> <p>ตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ ทุก ๆ 3 เดือน</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม</p> <p>ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p>ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> th-TH jnatned@gmail.com (รองศาสตราจารย์ ดร. จันทร์ทิรา เจียรณัย) jnatned@gmail.com (ภานุมาศ หาญสุริย์) Fri, 02 Jan 2026 11:30:19 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ชุดการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลบริเวณปากและใบหน้าในผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ: กรณีศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/280235 <p>การเกิดแผลบริเวณปากและใบหน้าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ทำให้ผู้ป่วยปวดแผล ไม่สุขสบาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนั้นการป้องกันการเกิดแผลดังกล่าวจึงเป็นบทบาทสำคัญสำหรับพยาบาล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลบริเวณปากและใบหน้าในผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ที่พัฒนาตามรูปแบบการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการพยาบาลของศูนย์ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงของซูคัพ ได้ชุดการพยาบาล ประกอบด้วย 1) ประเมินความเสี่ยงการเกิดแผลบริเวณปากและใบหน้า โดยใช้แบบประเมินทั้งหมด 7 ข้อ ได้แก่ ระดับความรู้สึกตัว ความเปียกชื้นของผิวหนัง ลักษณะผิวหนังและเนื้อเยื่อ ระยะเวลาใส่ท่อช่วยหายใจ ระดับอัลบูมินในเลือด อุณหภูมิร่างกาย และการได้รับยากระตุ้นการหดหลอดเลือด โดยคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 6 คือ มีความเสี่ยงสูง และ 2) กิจกรรมการพยาบาลตามระดับความเสี่ยง ได้แก่ การเปลี่ยนตำแหน่งท่อช่วยหายใจทุก 12-24 ชั่วโมง การติดและลอกพลาสเตอร์อย่างถูกวิธี การพยุงท่อส่งก๊าซ การทำความสะอาดช่องปากทุก 4 ชั่วโมง การส่งเสริมความชุ่มชื้นของริมฝีปากและผิวหนังบริเวณใบหน้า มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1</p> <p>ผลการนำชุดการพยาบาลไปทดลองใช้กับกรณีศึกษา 2 ราย ในผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่ใส่ท่อช่วยหายใจทางปากโดยติดตามประเมินผลภายใน 96 ชั่วโมง พบว่าไม่เกิดแผลบริเวณปากและใบหน้า อย่างไรก็ตามชุดการพยาบาลดังกล่าวควรได้รับการทดสอบประสิทธิผลในการวิจัยก่อนนำไปประยุกต์ใช้ในวงกว้าง</p> พรรณวิภา อาษาศึก, มะลิวรรณ ศิลารัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/280235 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 การดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจ: แนวทางปฏิบัติในปัจจุบัน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/280824 <p>การดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจเป็นหัตถการสำคัญในการรักษาทางเดินหายใจให้โล่งเพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอในผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ จึงจำเป็นต้องมีแนวทางปฏิบัติที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและความปลอดภัยต่อผู้ป่วย บทความวิชาการฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับการดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจตามคำแนะนำฉบับปรับปรุงล่าสุดจากสมาคมการดูแลระบบหายใจแห่งสหรัฐอเมริกาปี พ.ศ. 2565 และการทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูดเสมหะ เพื่อส่งเสริมการนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ในทางคลินิกเพื่อการปรับปรุงคุณภาพการดูแลลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ</p> <p> แนวทางปฏิบัติเรื่องการดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจในบทความนี้มีประเด็นสำคัญที่เน้นการดูดเสมหะเมื่อมีข้อบ่งชี้ ที่ชัดเจน เช่น การเห็นหรือได้ยินเสียงเสมหะ การพบกราฟแสดงการไหลของอากาศจากเครื่องช่วยหายใจมีลักษณะเป็นฟันเลื่อย สำหรับเทคนิคของการดูดเสมหะนั้น พบว่าการใช้เทคนิคการดูดเสมหะแบบปิดอาจลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจนและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ดีกว่า การดูดเสมหะควรเลือกใช้สายดูดเสมหะขนาดเล็กและเปิดแรงดันลบให้น้อยที่สุด ไม่ควรเกิน 200 mmHg การดูดเสมหะต้องกระทำภายใต้การช่วยหายใจร่วมกับการให้ออกซิเจน ในปริมาณสูงอย่างเพียงพอโดยพิจารณาให้เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย และควรใช้เทคนิคการดูดเสมหะในระดับตื้นในผู้ป่วยทุกราย ในแต่ละครั้งของการดูดเสมหะควรใช้ระยะเวลาไม่เกิน 15 วินาที ไม่แนะนำให้หยดน้ำเกลือในท่อช่วยหายใจในระหว่างการดูดเสมหะ และการดูดเสมหะจำเป็นต้องทำด้วยเทคนิคปราศจากเชื้อ ซึ่งพยาบาลสามารถนำความรู้ใหม่ไปประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางในการดูดเสมหะผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะพร่องออกซิเจน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะปอดอักเสบติดเชื้อที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ</p> มุขพล ปุนภพ, คัณธารัตน์ จันทร์ศิริ, ธารทนา สุปรียธิติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/280824 Tue, 06 Jan 2026 00:00:00 +0700