วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned
<p><strong>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (</strong><strong>Journal of Nursing and Therapeutic Care)</strong></p> <p><strong><span class="font-weight-bold" data-v-4fadc455="">ISSN:</span> 2985-1432 (Online)</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ ชื่อเดิม: วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </p> <p>และเปลี่ยนเฉพาะชื่อภาษาอังกฤษ <strong>จากเดิม "Journal of Nursing and Health Care" </strong></p> <p><strong>เป็น “Journal of Nursing and Therapeutic Care”</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (Journal of Nursing and Therapeutic Care) เป็นของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางของบุคลากรวิชาชีพการพยาบาลฯ การดูแลสุขภาพ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้และแนวปฏิบัติจากงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความอื่นๆที่น่าสนใจ <strong>เพื่อเพิ่มพูนความเข้มแข็งทางวิชาชีพการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ</strong> ดังนั้นจึงใคร่ขอเชิญชวนให้พยาบาลทุกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องที่สนใจส่งบทความมาเผยแพร่ในวารสารนี้ กองบรรณาธิการยินดีรับเรื่องที่ท่านส่งมาและยินดีสรรหาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ท่านเขียน มาให้ข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงต้นฉบับให้ได้คุณภาพอย่างสมบูรณ์แบบ</p> <p>ตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ ทุก ๆ 3 เดือน</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม</p> <p>ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p>ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p>
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
th-TH
วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
2985-1432
-
ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติในการช่วยฟื้นคืนชีพในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดนครพนม
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282516
<p>ภาวะหัวใจหยุดเต้นที่เกิดขึ้นนอกสถานพยาบาลเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก โดยผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 90 ในประเทศไทย พบผู้ป่วยเสียชีวิตนอกสถานพยาบาลร้อยละ 14.60-47.60 โดยสาเหตุหลักคือการรักษาที่ล่าช้าและไม่มีการช่วยฟื้นคืนชีพก่อนนำส่งโรงพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานจากผู้พบเห็นเหตุการณ์สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ถึงร้อยละ 40 อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจช่วยเหลือขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ทัศนคติ ประสบการณ์การฝึกอบรม และความเชื่อเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพ จังหวัดนครพนมมีความท้าทายพิเศษเนื่องจากมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีชนเผ่าทั้งหมด 9 ชนเผ่าและ 2 เชื้อสาย ส่งผลต่อความเชื่อและพฤติกรรมสุขภาพที่แตกต่างกัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจึงเป็นกำลังหลักที่ควรได้รับความรู้ที่ถูกต้องในการช่วยฟื้นคืนชีพเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในภาวะฉุกเฉิน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินระดับความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังกล่าวในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดนครพนม โดยใช้การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 344 คน ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน พ.ศ. 2568 การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติที่พัฒนาขึ้นเองตามกรอบแนวคิดที่ประยุกต์จาก Health Belief Model ครอบคลุมข้อมูลทั่วไป ความรู้ ประสบการณ์การฝึกปฏิบัติและปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทัศนคติ และความเชื่อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่มีความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 52.90, 46.50 และ 76.20 ตามลำดับ ความเชื่อมีสหสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติและความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การศึกษานี้สรุปว่า ความเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการส่งเสริมความรู้และสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการช่วยฟื้นคืนชีพ การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครควรเน้นการสร้างความเชื่อในประสิทธิผลของการช่วยฟื้นคืนชีพเป็นจุดเริ่มต้น</p>
จรรฎา ภูยาฟ้า
เพ็ญศิริ ดำรงภคภากร
กุลพิธาน์ จุลเสวก
เบญจวรรณ บุตรโยธี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
44 2
e282516
e282516
-
ภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วยและการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม: มุมมองจากกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283691
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วยและการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีค่าไตลดลงอย่างรวดเร็ว โดยใช้กรอบแนวคิดภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วย (Common-Sense Model) ของ Leventhal ผู้ให้ข้อมูลคือผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงที่มีอัตราการกรองของไตลดลงอย่างรวดเร็ว อาศัยอยู่ในเขตความรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาราชควาย อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ได้มาด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงจนข้อมูลอิ่มตัวที่จำนวน 30 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบมุมมองการรับรู้ภาพสะท้อนทางความคิดของผู้ป่วยเรื้อรังที่มีอัตราการกรองลดลงอย่างรวดเร็ว 5 ประเด็น ได้แก่ 1) ความเข้าใจโรคผ่านการเปรียบเทียบภูมิหลังโดยให้ความหมายว่าเป็น "โรคเงียบภัยที่ซ่อนเร้น" และมี "ความไม่รู้สู่ความไม่แน่นอน" 2) เส้นทางสุขภาพที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงโดยรับรู้ว่าโรค "ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ไม่มีอาการเด่น" และเชื่อว่า "ชะลอได้และไปต่อ" 3) โรคไตที่ไร้อาการ การรับรู้ที่ไม่ให้ความสำคัญคือ "รู้อยู่แต่ไม่รุนแรงจึงไม่ใส่ใจ" และ "รู้เฉพาะอาการของคนอื่น" 4) การรู้สาเหตุระหว่างความรู้ที่แท้จริงกับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนผ่าน"การเชื่อมโยงกับต้นเหตุอย่างถูกต้อง" และ "การรับรู้พฤติกรรมอย่างผิดพลาด" 5) วิถีการดำเนินชีวิตที่เผชิญอุปสรรคคือ "ความขัดแย้งระหว่างความรู้กับการปฏิบัติในการจัดการตนเอง" และ "ปัญหาการจัดการยาและการเข้าถึงระบบสุขภาพ" ประสบการณ์การจัดการตนเองพบ 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1) การเจรจาต่อรองทางวัฒนธรรมได้แก่ การผสมผสานระบบความเชื่อและการปรับเปลี่ยนเชิงบริบท 2) การประนีประนอม ทั้งในการรับประทานอาหารและการปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางสังคม ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญเพื่อนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการชะลอภาวะไตเสื่อมที่สามารถตอบสนองความต้องการและสอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง</p>
ณฐมน โจมแพง
จรินทร โคตพรม
ประภากร ศรีสง่า
จรรฎา ภูยาฟ้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-30
2026-05-30
44 2
e283691
e283691
-
คุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวร โรงพยาบาลทั่วไป เขตสุขภาพที่ 2
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282537
<p>การวิจัยเชิงบรรยาย โดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวร โรงพยาบาลทั่วไปเขตสุขภาพที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลหัวหน้าเวร 350 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถามคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวรโรงพยาบาลทั่วไป เขตสุขภาพที่ 2 ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาด้วยวิธีการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามกับวัตถุประสงค์ 0.6-0.1 หาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคได้ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจด้วยวิธีการสกัดปัจจัยหรือหาองค์ประกอบหลัก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวรตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ มี 10 ด้านดังนี้ ด้านบุคลิกภาพ ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการเป็นผู้นำทีม ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ด้านความยืดหยุ่นทางพฤติกรรม ด้านการบริหารจัดการ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ด้านคุณธรรมจริยธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพและกฎหมาย 2) องค์ประกอบคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวรมี 7 องค์ประกอบ 70 ตัวแปร 1) ด้านความเป็นผู้นำทางดิจิทัล 2) ด้านความคล่องตัวทางดิจิทัล 3) ด้านบุคลิกภาพเชิงบวก 4) ด้านความรอบรู้ทางดิจิทัล 5) ด้านความฉลาดทางการสื่อสาร 6) ด้านความรับผิดชอบทางวิชาชีพและการคุ้มครองข้อมูล 7) ด้านการสร้างทีมแห่งความสำเร็จ โดยมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบโดยรวมคือ 0.50-0.78 ค่าความแปรปรวนรวมกันของตัวแปรร้อยละ 73.40 ผู้บริหารทางการพยาบาลและพยาบาลวิชาชีพสามารถนำผลการวิจัยมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ของพยาบาลหัวหน้าเวร เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p>
ชูจิตร การาช
จิรรัตน์ หรือตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
44 2
e282537
e282537
-
การประยุกต์ใช้การดูแลแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์: ความท้าทายและโอกาสในงานพยาบาล
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283735
<p>การวิจัยแบบผสานวิธีลำดับอธิบายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์และอิทธิพลของการดูแลแบบองค์รวมต่อพฤติกรรมการจัดการเบาหวานของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และ 2) อธิบายประสบการณ์และบริบทที่เอื้อต่อหรือเป็นอุปสรรคต่อพฤติกรรมการจัดการเบาหวานจากมุมมองของหญิงตั้งครรภ์และพยาบาลผู้ดูแล ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จำนวน 282 ราย ซึ่งมารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามการดูแลแบบองค์รวม และแบบประเมินพฤติกรรมการจัดการเบาหวาน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.67–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นภายในอยู่ในระดับดี (Cronbach’s α = 0.84–0.88) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกหญิงตั้งครรภ์จำนวน 10 รายที่มาจากการวิจัยเชิงปริมาณ และพยาบาลผู้ดูแลจำนวน 5 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาตามธีม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าการดูแลแบบองค์รวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการจัดการเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะมิติด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนว่าการสนับสนุนจากครอบครัว การติดตามต่อเนื่องจากพยาบาล และความเข้าใจในบริบทชีวิตของหญิงตั้งครรภ์ มีส่วนช่วยเสริมแรงจูงใจและความสามารถในการจัดการเบาหวานผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการการดูแลแบบองค์รวมในงานพยาบาลฝากครรภ์ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการเบาหวานให้เหมาะสมกับบริบทการปฏิบัติจริง</p>
นันท์นลิน บุพสุวรรณ์
ทัศณีย์ หนูนารถ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-03
2026-06-03
44 2
e283735
e283735
-
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพในการบริโภคคาร์โบไฮเดรตในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283755
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพในการบริโภคคาร์โบไฮเดรตในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ประกอบด้วย การวิเคราะห์สถานการณ์และความต้องการ การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดนวัตกรรม และการศึกษาประสิทธิผลโดยใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ที่มารับบริการ ณ คลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลเมยวดี จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยและผลลัพธ์ทางคลินิก แบบประเมินความรอบรู้เกี่ยวกับการบริโภคคาร์โบไฮเดรต (KR-20 = 0.84) และแบบประเมินพฤติกรรมการบริโภคคาร์โบไฮเดรต (Cronbach's Alpha = 0.87) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบไคสแควร์ และสถิติทดสอบที </p> <p>ผลการวิจัย ระยะวิเคราะห์สถานการณ์พบว่า ผู้ป่วยยังขาดความเข้าใจและทักษะในการควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรต และยังมีระดับน้ำตาลสะสมไม่เป็นไปตามเกณฑ์เป้าหมาย ภายหลังพัฒนาเกิดรูปแบบที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและภายใต้บริบทจริง ประกอบด้วย 1) นวัตกรรมกระติ๊บข้าวมหัศจรรย์ สำหรับบรรจุข้าวเหนียว 3 ขนาด 2) คู่มือการนับคาร์บฉบับอีสาน และ 3) แผนการให้คำปรึกษารายบุคคลและการเรียนรู้แบบกลุ่ม ภายหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ทางสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มทดลองระดับน้ำตาลสะสมลดลงและต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นนี้เหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมอีสานมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ อย่างไรก็ตามควรนำใช้ในบริบทที่บริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักต่อไป</p>
ภาชินี แดงชอบกิจ
อนุชา ไทยวงษ์
กำทร ดานา
ดิษฐพล ใจซื่อ
คัทลียาภรณ์ แก้วมณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-05
2026-05-05
44 2
e283755
e283755
-
ผลของโปรแกรมการพยาบาลโรคปอดอักเสบต่อการเกิดภาวะพิษเหตุติดเชื้อจากปอดอักเสบ และผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยปอดอักเสบแผนกอายุรกรรม
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282789
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอักเสบต่อการเกิดภาวะพิษเหตุติดเชื้อจากปอดอักเสบ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยปอดอักเสบ จำนวน 50 ราย ที่มีคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มเปรียบเทียบและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการพยาบาล โรคปอดอักเสบแบบประเมินความเสี่ยงการเกิดภาวะ Sepsis ในโรงพยาบาล แบบประเมินเสมหะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติ Cox-proportional hazard regression และ two-way repeated measures ANOVA</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มทดลองมีอุบัติการณ์การเกิด Sepsis น้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ 0.41 เท่า กลุ่มทดลองมีระดับความอิ่มตัวของออกซิเจน และมีคะแนน NEWS (National early warning score) Score ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และมีปริมาณเสมหะน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการพยาบาลโรคปอดอักเสบช่วยลดอุบัติการณ์การเกิด Sepsis ที่มีสาเหตุมาจากปอดอักเสบ ส่งเสริมการระบายเสมหะ ช่วยเพิ่มการแลกเปลี่ยนแก๊สและเพิ่มระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด อีกทั้งโปรแกรมการพยาบาลโรคปอดอักเสบมีแนวโน้มที่สามารถนำไปใช้ได้จริง</p>
สุภาพร ธาตุดี
ดลวิวัฒน์ แสนโสม
วันทิน ศรีเบญจลักษณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-25
2026-05-25
44 2
e282789
e282789
-
การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยาแม่วัยเยาว์: ช่องว่างระหว่างการให้บริการฝากครรภ์ที่ได้รับกับความต้องการที่แท้จริง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283964
<p>การวิจัยปรากฏการณ์วิทยานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมายและประสบการณ์ของการเข้าถึงบริการฝากครรภ์ตามการรับรู้ของวัยรุ่นตั้งครรภ์ในจังหวัดนครพนม คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจงคือ สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นอายุระหว่าง 14-18 ปี ที่มารับบริการในแผนกฝากครรภ์โรงพยาบาลนครพนม จำนวน 19 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การศึกษาเอกสาร และการบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์แก่นสาระ </p> <p>ผลการศึกษามีข้อค้นพบ 6 แก่นสาระหลัก ดังนี้ 1) การเผชิญหน้ากับความจริงท่ามกลางความกลัวและความอับอาย “การตั้งครรภ์ที่ไม่ได้วางแผน”“ความกลัวการถูกตัดสินจากสังคมและคนรอบข้าง”“ความอับอายและการสูญเสียศักดิ์ศรี” 2) การปกปิดและการชะลอการเข้าถึงบริการจนถึงจุดวิกฤต “การปกปิดการตั้งครรภ์เป็นเวลานาน”“การทนทุกข์ทรมานกับอาการผิดปกติโดยไม่แสวงหาความช่วยเหลือ”“การเข้าถึงบริการเมื่อถึงจุดวิกฤตที่คุกคามชีวิต” 3) พลังแห่งความรักและการสนับสนุนจากครอบครัว “กระบวนการยอมรับและการปรับตัวของครอบครัว”“การให้การสนับสนุนทางอารมณ์และจิตใจ” 4) การเรียนรู้และการตื่นตัวต่อความสำคัญของการฝากครรภ์ “บทเรียนจากประสบการณ์การแท้งหรือภาวะแทรกซ้อนในอดีต"“การรับรู้ประโยชน์ ของการฝากครรภ์ต่อสุขภาพแม่และเด็ก”“การพัฒนาจากความไม่รู้สู่ความตระหนักรู้" 5) ความต้องการบริการที่เป็นมิตรและเหมาะสมกับช่วงวัย “การจัดบริการฝากครรภ์แยกเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น”“การบูรณาการบริการสุขภาพแบบครบวงจรในวันเดียว” 6) ความต้องการการสนับสนุนด้านข้อมูลและการดูแลอย่างต่อเนื่อง “การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพแบบทันใจผ่านช่องทางดิจิทัล”“การเยี่ยมบ้านในช่วงท้องแก่เพื่อความต่อเนื่องของการดูแล” การศึกษานี้จะช่วยพัฒนาบริการแบบ One-stop service และใช้ช่องทางดิจิทัล สำหรับสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นและครอบครัว</p>
สุปราณี สิทธิกานต์
พยอม สินธุศิริ
ศิริภรณ์ เหมะธุลิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-03
2026-06-03
44 2
e283964
e283964
-
ปัจจัยทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของพยาบาลแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282373
<p>การวิจัยเชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของพยาบาลแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ได้แก่ ความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อ ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ และทัศนคติต่อการป้องกันการติดเชื้อ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 73 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 5 ชุด ผ่านการตรวจคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า CVI เท่ากับ 1 เครื่องมือประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อ 3) แบบทดสอบความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.26 4) แบบวัดทัศนคติต่อการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.85 และ 5) แบบสอบถามการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำเข้า </p> <p>ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อในระดับค่อนข้างสูง ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อในระดับปานกลาง ทัศนคติต่อการป้องกันการติดเชื้อในระดับน้อย และการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อในระดับมาก ผลวิเคราะห์ปัจจัยทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อฯ พบว่า ความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อ ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ และทัศนคติต่อการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อสามารถร่วมกันทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ร้อยละ 11 โดยความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อเป็นปัจจัยที่สามารถทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อฯของกลุ่มตัวอย่างได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับผู้บริหารในการพัฒนาระบบควบคุมการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต </p>
ณัฏฐจิรนันท์ วาสุเทพรังสรรค์
สุมลชาติ ดวงบุบผา
บัวหลวง สำแดงฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-08
2026-04-08
44 2
e282373
e282373
-
ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์และทัศนคติกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรของพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตหลังการเตรียมความพร้อม 6 เดือน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283096
<p>การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์แบบอธิบายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ และทัศนคติกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรของพยาบาลที่ได้รับการเตรียมความพร้อมบทบาทหัวหน้าเวร ในหอผู้ป่วยวิกฤตหลังการเตรียมความพร้อม 6 เดือน กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบสำมะโนจากพยาบาลที่ผ่านการอบรม จำนวน 31 ราย โดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) แบบบันทึกข้อมูลประสบการณ์ 2) แบบประเมินทัศนคติ และ 3) แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวร ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.96 และ 0.99 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค 0.97 และ 0.94 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีประสบการณ์ทั้งด้านการปฏิบัติงาน และด้านการปฏิบัติบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร 2) มีทัศนคติต่อการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรระดับมาก และ 3) มีความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรทั้งรายด้านและโดยรวมระดับปฏิบัติได้ครบถ้วน เมื่อหาความสัมพันธ์ พบว่า ประสบการณ์ด้านระยะเวลาปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวร ด้านการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต และด้านการจัดการอัตรากำลังทางการพยาบาล และทัศนคติมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรด้านการกำกับรักษาคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ด้านภาวะผู้นำ และความสามารถในการปฏิบัติบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวรโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>< .05) ผลการวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นความจำเป็นของการจัดอบรมเตรียมความพร้อม เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหัวหน้าเวร จึงควรมีการวางแผน และจัดการเตรียมความพร้อมพยาบาลก่อนการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรในหอผู้ป่วยวิกฤต</p>
ลัดดา อินทร์พรหมมา
บุปผา โคตะนิวงษ์
สัญพิชา ศรภิรมย์
วัชรี พิมสา
นิรันดร์ ธนไพศาล
พยอม บุญสุด
สมคิด วิลเลี่ยมส์
อมรรัตน์ ทองสวัสดิ์
รัสชนีย์ น่าบัณฑิตย์
สิดารัตน์ สมัครสมาน
ศรพิศ พรมผิว
มนทิราวรรณ พิมพ์ศรี
เกศินี สมศรี
วิทวดี ป้อมภูเขียว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-12
2026-05-12
44 2
e283096
e283096
-
ผลของการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นโดยใช้สื่อมัลติมีเดียต่อพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาล
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282378
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดสองครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรม การดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาลที่ฝึกประสบการณ์ปฏิบัติการพยาบาลบนคลินิก รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น 2 ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการเตรียมความพร้อมด้วยสื่อการสอนมัลติมีเดียและกลุ่มที่ได้รับการเตรียมความพร้อมด้วยวิธีปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 จำนวน 102 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 51 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบบล็อก เครื่องมือทดลองคือสื่อการสอนมัลติมีเดียที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมและแนวคิดการดูแลอย่างเอื้ออาทร 6C’s ของ Roach ประกอบไปด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความเมตตากรุณา ด้านความสามารถ ด้านความเชื่อมั่น ด้านการมีสำนึกทางจริยธรรม ด้านความยึดมั่นผูกพัน และด้านบุคลิกลักษณะ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.96 เครื่องมือรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาลมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรเพิ่มขึ้นจากสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาทำให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติด้วยสื่อการสอนมัลติมีเดียมีแนวโน้มช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาล อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องพัฒนากลยุทธ์การเรียนการสอนเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกมิติของความเอื้ออาทรอย่างยั่งยืน</p>
กนกจันทร์ เขม้นการ
นิศาชล สังฆ์สุข
วัชราวรรณ วงศ์เครือศร
สุรชาติ สิทธิปกรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-08
2026-04-08
44 2
e282378
e282378
-
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในชุมชน จังหวัดนครราชสีมา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283404
<p>การรับมือของชุมชนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียมพร้อมจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นร่วมกับปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่สูงขึ้น การส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุเป็นกระบวนการเพิ่มสมรรถนะและพัฒนาสุขภาพจิตให้ดีขึ้น การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์สุขภาพจิตผู้สูงอายุ พัฒนารูปแบบ และประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในชุมชน จังหวัดนครราชสีมา มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สำรวจสถานการณ์สุขภาพจิตผู้สูงอายุระดับหมู่บ้าน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ 417 คน และสนทนากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 25 คน 2) สร้างและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน 3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลรูปแบบ ใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่ม เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติเป็นผู้สูงอายุ 28 คน และญาติผู้ดูแล 28 คน รวม 56 คน กลุ่มทดลอง 14 คน และกลุ่มควบคุม 14 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในชุมชน แบบสอบถาม และแนวทางสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Wilcoxon signed - rank test, Mann-Whitney U test, Paired t-test และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาสุขภาพจิต รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติ โดยใช้แนวคิดส่งเสริมสุขภาพ Pender การสนับสนุนทางสังคม ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเรียนรู้จากประสบการณ์รูปแบบกิจกรรมมี 2 ส่วน คือ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ 10 กิจกรรม และการให้ความรู้การส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุสำหรับญาติ 5 กิจกรรม คะแนนสุขภาพจิตผู้สูงอายุกลุ่มทดลองหลังใช้รูปแบบต่ำกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งแสดงว่าสุขภาพจิตของผู้สูงอายุดีขึ้น ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับดี และคะแนนความรู้การส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุของญาติกลุ่มทดลองหลังใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 จึงเสนอแนะว่าพยาบาลควรนำรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุตามบริบทพื้นที่</p>
ทัศนีย์ ทิพย์สูงเนิน
ภาสินี โทอินทร์
รัตน์ดาวรรณ คลังกลาง
อิสราวรรณ สนธิภูมาศ
คนึงนิตย์ พงษ์สุวรรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-06
2026-05-06
44 2
e283404
e283404
-
บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282590
<p>การปลูกถ่ายไตเป็นวิธีการบำบัดทดแทนไตในผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด มีกระบวนการรักษาที่มีความซับซ้อนสูง มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากกระบวนการรักษา และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยเฉพาะบทบาทของพยาบาลซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วย ในปัจจุบันประเทศไทยนั้นยังประสบปัญหาการขาดแคลนไตสำหรับการปลูกถ่าย โดยมีความต้องการสูงกว่าการบริจาค แต่อย่างไรก็ตามการปลูกถ่ายไตเป็นทางเลือกที่สำคัญในการรักษา เนื่องจากช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ไตวายระยะสุดท้าย และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต ซึ่งต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องทั้งระยะก่อนและหลัง การปลูกถ่ายไต พยาบาลจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจบทบาทในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต และมีการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการให้การดูแล โดยบทบาทที่สำคัญของพยาบาลคือ บทบาทการให้การพยาบาลระยะก่อนปลูกถ่ายไต การพยาบาลในระหว่างการผ่าตัดการปลูกถ่ายไต การพยาบาลในระยะเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไต การให้ความรู้และส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพก่อนจำหน่าย และการเป็นผู้ประสานงานการดูแล บทความนี้ช่วยให้พยาบาลเข้าใจถึงบทบาทที่หลากหลายและสำคัญในการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ทั้งบทบาทอิสระและบทบาทร่วม เพื่อช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตมีคุณภาพชีวิตที่ดีและภาวะสุขภาพดีขึ้น</p>
บุณยดา วงค์พิมล
ลัดดา พลพุทธา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
44 2
e282590
e282590
-
การดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจชนิด Tetralogy of Fallot และ โรคลิ้นหัวใจรั่ว: กรณีศึกษาผู้ป่วย 2 ราย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282916
<p>โรคหัวใจในสตรีตั้งครรภ์เป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง และเป็นสาเหตุการตายของมารดา 1 ใน 5 อันดับแรกของสตรีตั้งครรภ์ในประเทศไทย การตั้งครรภ์และการคลอดส่งผลให้ภาวะโรคหัวใจเลวลง มารดามักเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวแบบคั่งน้ำ และหัวใจวายเฉียบพลันซึ่งเป็นสาเหตุของการตายมารดา นอกจากนั้นโรคหัวใจยังส่งผลทางลบต่อผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์ เช่น ทำให้เกิดภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด ทารกมีภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิด และการตายปริกำเนิด</p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอรายงานผู้ป่วย 2 ราย เพื่อให้เห็นถึงกระบวนการประเมินความเสี่ยง และการวางแผนการดูแลโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ของทีมสหสาขาวิชาชีพ และการสังเคราะห์บทเรียนจากการปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้พัฒนาแนวทางการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนและการตายของมารดาและทารก สตรีตั้งครรภ์รายที่ 1 เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว Tetralogy of fallot และรายที่ 2 เป็นโรคลิ้นหัวใจไมตรัล และลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว ซึ่งมีความซับซ้อนของพยาธิสภาพของโรค มีความเสี่ยงสูงต่อการตายของมารดาและทารก โดยสตรีตั้งครรภ์ทั้ง 2 ราย ได้รับการดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ การประเมินความเสี่ยงตาม Modified WHO risk classification of cardiovascular disease in pregnancy การติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในระยะตั้งครรภ์ การจัดการภาวะแทรกซ้อน การกำหนดเวลาคลอดและวิธีคลอดที่เหมาะสม และการเฝ้าระวังหลังคลอด กุญแจสำคัญของการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจ คือการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การวางแผนการดูแลรายบุคคลโดยสหสาขาวิชาชีพบนหลักฐานเชิงประจักษ์ และการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่การวางแผนก่อนตั้งครรภ์ การดูแลในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อทั้งมารดาและทารก</p>
รัตนาภรณ์ อัศวเมฆิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-25
2026-05-25
44 2
e282916
e282916