วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned <p><strong>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (</strong><strong>Journal of Nursing and Therapeutic Care)</strong></p> <p><strong><span class="font-weight-bold" data-v-4fadc455="">ISSN:</span> 2985-1432 (Online)</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ ชื่อเดิม: วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </p> <p>และเปลี่ยนเฉพาะชื่อภาษาอังกฤษ <strong>จากเดิม "Journal of Nursing and Health Care" </strong></p> <p><strong>เป็น “Journal of Nursing and Therapeutic Care”</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (Journal of Nursing and Therapeutic Care) เป็นของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางของบุคลากรวิชาชีพการพยาบาลฯ การดูแลสุขภาพ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้และแนวปฏิบัติจากงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความอื่นๆที่น่าสนใจ <strong>เพื่อเพิ่มพูนความเข้มแข็งทางวิชาชีพการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ</strong> ดังนั้นจึงใคร่ขอเชิญชวนให้พยาบาลทุกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องที่สนใจส่งบทความมาเผยแพร่ในวารสารนี้ กองบรรณาธิการยินดีรับเรื่องที่ท่านส่งมาและยินดีสรรหาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ท่านเขียน มาให้ข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงต้นฉบับให้ได้คุณภาพอย่างสมบูรณ์แบบ</p> <p>ตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ ทุก ๆ 3 เดือน</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม</p> <p>ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p>ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ th-TH วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ 2985-1432 ผลของการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นโดยใช้สื่อมัลติมีเดียต่อพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282378 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดสองครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรม การดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาลที่ฝึกประสบการณ์ปฏิบัติการพยาบาลบนคลินิก รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น 2 ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการเตรียมความพร้อมด้วยสื่อการสอนมัลติมีเดียและกลุ่มที่ได้รับการเตรียมความพร้อมด้วยวิธีปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 จำนวน 102 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 51 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบบล็อก เครื่องมือทดลองคือสื่อการสอนมัลติมีเดียที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมและแนวคิดการดูแลอย่างเอื้ออาทร 6C’s ของ Roach ประกอบไปด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความเมตตากรุณา ด้านความสามารถ ด้านความเชื่อมั่น ด้านการมีสำนึกทางจริยธรรม ด้านความยึดมั่นผูกพัน และด้านบุคลิกลักษณะ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.96 เครื่องมือรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาลมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรเพิ่มขึ้นจากสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาทำให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติด้วยสื่อการสอนมัลติมีเดียมีแนวโน้มช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาล อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องพัฒนากลยุทธ์การเรียนการสอนเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกมิติของความเอื้ออาทรอย่างยั่งยืน</p> กนกจันทร์ เขม้นการ นิศาชล สังฆ์สุข วัชราวรรณ วงศ์เครือศร สุรชาติ สิทธิปกรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-08 2026-04-08 44 2 e282378 e282378 ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติในการช่วยฟื้นคืนชีพในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282516 <p>ภาวะหัวใจหยุดเต้นที่เกิดขึ้นนอกสถานพยาบาลเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก โดยผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 90 ในประเทศไทย พบผู้ป่วยเสียชีวิตนอกสถานพยาบาลร้อยละ 14.60-47.60 โดยสาเหตุหลักคือการรักษาที่ล่าช้าและไม่มีการช่วยฟื้นคืนชีพก่อนนำส่งโรงพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานจากผู้พบเห็นเหตุการณ์สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ถึงร้อยละ 40 อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจช่วยเหลือขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ทัศนคติ ประสบการณ์การฝึกอบรม และความเชื่อเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพ จังหวัดนครพนมมีความท้าทายพิเศษเนื่องจากมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีชนเผ่าทั้งหมด 9 ชนเผ่าและ 2 เชื้อสาย ส่งผลต่อความเชื่อและพฤติกรรมสุขภาพที่แตกต่างกัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจึงเป็นกำลังหลักที่ควรได้รับความรู้ที่ถูกต้องในการช่วยฟื้นคืนชีพเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในภาวะฉุกเฉิน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินระดับความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังกล่าวในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดนครพนม โดยใช้การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 344 คน ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน พ.ศ. 2568 การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติที่พัฒนาขึ้นเองตามกรอบแนวคิดที่ประยุกต์จาก Health Belief Model ครอบคลุมข้อมูลทั่วไป ความรู้ ประสบการณ์การฝึกปฏิบัติและปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทัศนคติ และความเชื่อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่มีความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 52.90, 46.50 และ 76.20 ตามลำดับ ความเชื่อมีสหสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติและความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การศึกษานี้สรุปว่า ความเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการส่งเสริมความรู้และสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการช่วยฟื้นคืนชีพ การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครควรเน้นการสร้างความเชื่อในประสิทธิผลของการช่วยฟื้นคืนชีพเป็นจุดเริ่มต้น</p> จรรฎา ภูยาฟ้า เพ็ญศิริ ดำรงภคภากร กุลพิธาน์ จุลเสวก เบญจวรรณ บุตรโยธี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 44 2 e282516 e282516 คุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวร โรงพยาบาลทั่วไป เขตสุขภาพที่ 2 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282537 <p>การวิจัยเชิงบรรยาย โดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวร โรงพยาบาลทั่วไปเขตสุขภาพที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลหัวหน้าเวร 350 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถามคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวรโรงพยาบาลทั่วไป เขตสุขภาพที่ 2 ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาด้วยวิธีการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามกับวัตถุประสงค์ 0.6-0.1 หาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคได้ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจด้วยวิธีการสกัดปัจจัยหรือหาองค์ประกอบหลัก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวรตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ มี 10 ด้านดังนี้ ด้านบุคลิกภาพ ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการเป็นผู้นำทีม ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ด้านความยืดหยุ่นทางพฤติกรรม ด้านการบริหารจัดการ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ด้านคุณธรรมจริยธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพและกฎหมาย 2) องค์ประกอบคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวรมี 7 องค์ประกอบ 70 ตัวแปร 1) ด้านความเป็นผู้นำทางดิจิทัล 2) ด้านความคล่องตัวทางดิจิทัล 3) ด้านบุคลิกภาพเชิงบวก 4) ด้านความรอบรู้ทางดิจิทัล 5) ด้านความฉลาดทางการสื่อสาร 6) ด้านความรับผิดชอบทางวิชาชีพและการคุ้มครองข้อมูล 7) ด้านการสร้างทีมแห่งความสำเร็จ โดยมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบโดยรวมคือ 0.50-0.78 ค่าความแปรปรวนรวมกันของตัวแปรร้อยละ 73.40 ผู้บริหารทางการพยาบาลและพยาบาลวิชาชีพสามารถนำผลการวิจัยมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ของพยาบาลหัวหน้าเวร เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p> ชูจิตร การาช จิรรัตน์ หรือตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 44 2 e282537 e282537 ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์และทัศนคติกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรของพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตหลังการเตรียมความพร้อม 6 เดือน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283096 <p>การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์แบบอธิบายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ และทัศนคติกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรของพยาบาลที่ได้รับการเตรียมความพร้อมบทบาทหัวหน้าเวร ในหอผู้ป่วยวิกฤตหลังการเตรียมความพร้อม 6 เดือน กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบสำมะโนจากพยาบาลที่ผ่านการอบรม จำนวน 31 ราย โดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) แบบบันทึกข้อมูลประสบการณ์ 2) แบบประเมินทัศนคติ และ 3) แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวร ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.96 และ 0.99 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค 0.97 และ 0.94 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีประสบการณ์ทั้งด้านการปฏิบัติงาน และด้านการปฏิบัติบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร 2) มีทัศนคติต่อการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรระดับมาก และ 3) มีความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรทั้งรายด้านและโดยรวมระดับปฏิบัติได้ครบถ้วน เมื่อหาความสัมพันธ์ พบว่า ประสบการณ์ด้านระยะเวลาปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวร ด้านการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต และด้านการจัดการอัตรากำลังทางการพยาบาล และทัศนคติมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรด้านการกำกับรักษาคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ด้านภาวะผู้นำ และความสามารถในการปฏิบัติบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวรโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&lt; .05) ผลการวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นความจำเป็นของการจัดอบรมเตรียมความพร้อม เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหัวหน้าเวร จึงควรมีการวางแผน และจัดการเตรียมความพร้อมพยาบาลก่อนการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรในหอผู้ป่วยวิกฤต</p> ลัดดา อินทร์พรหมมา บุปผา โคตะนิวงษ์ สัญพิชา ศรภิรมย์ วัชรี พิมสา นิรันดร์ ธนไพศาล พยอม บุญสุด สมคิด วิลเลี่ยมส์ อมรรัตน์ ทองสวัสดิ์ รัสชนีย์ น่าบัณฑิตย์ สิดารัตน์ สมัครสมาน ศรพิศ พรมผิว มนทิราวรรณ พิมพ์ศรี เกศินี สมศรี วิทวดี ป้อมภูเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-12 2026-05-12 44 2 e283096 e283096 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในชุมชน จังหวัดนครราชสีมา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283404 <p>การรับมือของชุมชนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียมพร้อมจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นร่วมกับปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่สูงขึ้น การส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุเป็นกระบวนการเพิ่มสมรรถนะและพัฒนาสุขภาพจิตให้ดีขึ้น การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์สุขภาพจิตผู้สูงอายุ พัฒนารูปแบบ และประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในชุมชน จังหวัดนครราชสีมา มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สำรวจสถานการณ์สุขภาพจิตผู้สูงอายุระดับหมู่บ้าน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ 417 คน และสนทนากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 25 คน 2) สร้างและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน 3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลรูปแบบ ใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่ม เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติเป็นผู้สูงอายุ 28 คน และญาติผู้ดูแล 28 คน รวม 56 คน กลุ่มทดลอง 14 คน และกลุ่มควบคุม 14 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในชุมชน แบบสอบถาม และแนวทางสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Wilcoxon signed - rank test, Mann-Whitney U test, Paired t-test และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาสุขภาพจิต รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติ โดยใช้แนวคิดส่งเสริมสุขภาพ Pender การสนับสนุนทางสังคม ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเรียนรู้จากประสบการณ์รูปแบบกิจกรรมมี 2 ส่วน คือ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ 10 กิจกรรม และการให้ความรู้การส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุสำหรับญาติ 5 กิจกรรม คะแนนสุขภาพจิตผู้สูงอายุกลุ่มทดลองหลังใช้รูปแบบต่ำกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งแสดงว่าสุขภาพจิตของผู้สูงอายุดีขึ้น ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับดี และคะแนนความรู้การส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุของญาติกลุ่มทดลองหลังใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 จึงเสนอแนะว่าพยาบาลควรนำรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุตามบริบทพื้นที่</p> ทัศนีย์ ทิพย์สูงเนิน ภาสินี โทอินทร์ รัตน์ดาวรรณ คลังกลาง อิสราวรรณ สนธิภูมาศ คนึงนิตย์ พงษ์สุวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-06 2026-05-06 44 2 e283404 e283404 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพในการบริโภคคาร์โบไฮเดรตในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283755 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพในการบริโภคคาร์โบไฮเดรตในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ประกอบด้วย การวิเคราะห์สถานการณ์และความต้องการ การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดนวัตกรรม และการศึกษาประสิทธิผลโดยใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ที่มารับบริการ ณ คลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลเมยวดี จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยและผลลัพธ์ทางคลินิก แบบประเมินความรอบรู้เกี่ยวกับการบริโภคคาร์โบไฮเดรต (KR-20 = 0.84) และแบบประเมินพฤติกรรมการบริโภคคาร์โบไฮเดรต (Cronbach's Alpha = 0.87) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบไคสแควร์ และสถิติทดสอบที </p> <p>ผลการวิจัย ระยะวิเคราะห์สถานการณ์พบว่า ผู้ป่วยยังขาดความเข้าใจและทักษะในการควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรต และยังมีระดับน้ำตาลสะสมไม่เป็นไปตามเกณฑ์เป้าหมาย ภายหลังพัฒนาเกิดรูปแบบที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและภายใต้บริบทจริง ประกอบด้วย 1) นวัตกรรมกระติ๊บข้าวมหัศจรรย์ สำหรับบรรจุข้าวเหนียว 3 ขนาด 2) คู่มือการนับคาร์บฉบับอีสาน และ 3) แผนการให้คำปรึกษารายบุคคลและการเรียนรู้แบบกลุ่ม ภายหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ทางสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มทดลองระดับน้ำตาลสะสมลดลงและต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นนี้เหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมอีสานมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ อย่างไรก็ตามควรนำใช้ในบริบทที่บริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักต่อไป</p> ภาชินี แดงชอบกิจ อนุชา ไทยวงษ์ กำทร ดานา ดิษฐพล ใจซื่อ คัทลียาภรณ์ แก้วมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-05 2026-05-05 44 2 e283755 e283755 ปัจจัยทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของพยาบาลแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282373 <p>การวิจัยเชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของพยาบาลแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ได้แก่ ความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อ ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ และทัศนคติต่อการป้องกันการติดเชื้อ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 73 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 5 ชุด ผ่านการตรวจคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า CVI เท่ากับ 1 เครื่องมือประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อ 3) แบบทดสอบความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.26 4) แบบวัดทัศนคติต่อการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.85 และ 5) แบบสอบถามการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำเข้า </p> <p>ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อในระดับค่อนข้างสูง ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อในระดับปานกลาง ทัศนคติต่อการป้องกันการติดเชื้อในระดับน้อย และการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อในระดับมาก ผลวิเคราะห์ปัจจัยทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อฯ พบว่า ความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อ ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ และทัศนคติต่อการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อสามารถร่วมกันทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ร้อยละ 11 โดยความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อเป็นปัจจัยที่สามารถทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อฯของกลุ่มตัวอย่างได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับผู้บริหารในการพัฒนาระบบควบคุมการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต </p> ณัฏฐจิรนันท์ วาสุเทพรังสรรค์ สุมลชาติ ดวงบุบผา บัวหลวง สำแดงฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-08 2026-04-08 44 2 e282373 e282373 บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282590 <p>การปลูกถ่ายไตเป็นวิธีการบำบัดทดแทนไตในผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด มีกระบวนการรักษาที่มีความซับซ้อนสูง มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากกระบวนการรักษา และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยเฉพาะบทบาทของพยาบาลซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วย ในปัจจุบันประเทศไทยนั้นยังประสบปัญหาการขาดแคลนไตสำหรับการปลูกถ่าย โดยมีความต้องการสูงกว่าการบริจาค แต่อย่างไรก็ตามการปลูกถ่ายไตเป็นทางเลือกที่สำคัญในการรักษา เนื่องจากช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ไตวายระยะสุดท้าย และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต ซึ่งต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องทั้งระยะก่อนและหลัง การปลูกถ่ายไต พยาบาลจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจบทบาทในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต และมีการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการให้การดูแล โดยบทบาทที่สำคัญของพยาบาลคือ บทบาทการให้การพยาบาลระยะก่อนปลูกถ่ายไต การพยาบาลในระหว่างการผ่าตัดการปลูกถ่ายไต การพยาบาลในระยะเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไต การให้ความรู้และส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพก่อนจำหน่าย และการเป็นผู้ประสานงานการดูแล บทความนี้ช่วยให้พยาบาลเข้าใจถึงบทบาทที่หลากหลายและสำคัญในการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ทั้งบทบาทอิสระและบทบาทร่วม เพื่อช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตมีคุณภาพชีวิตที่ดีและภาวะสุขภาพดีขึ้น</p> บุณยดา วงค์พิมล ลัดดา พลพุทธา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-01 2026-05-01 44 2 e282590 e282590