https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/issue/feed
วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
2026-07-07T15:14:45+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร. จันทร์ทิรา เจียรณัย
jnatned@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (</strong><strong>Journal of Nursing and Therapeutic Care)</strong></p> <p><strong><span class="font-weight-bold" data-v-4fadc455="">ISSN:</span> 2985-1432 (Online)</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ ชื่อเดิม: วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </p> <p>และเปลี่ยนเฉพาะชื่อภาษาอังกฤษ <strong>จากเดิม "Journal of Nursing and Health Care" </strong></p> <p><strong>เป็น “Journal of Nursing and Therapeutic Care”</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (Journal of Nursing and Therapeutic Care) เป็นของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางของบุคลากรวิชาชีพการพยาบาลฯ การดูแลสุขภาพ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้และแนวปฏิบัติจากงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความอื่นๆที่น่าสนใจ <strong>เพื่อเพิ่มพูนความเข้มแข็งทางวิชาชีพการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ</strong> ดังนั้นจึงใคร่ขอเชิญชวนให้พยาบาลทุกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องที่สนใจส่งบทความมาเผยแพร่ในวารสารนี้ กองบรรณาธิการยินดีรับเรื่องที่ท่านส่งมาและยินดีสรรหาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ท่านเขียน มาให้ข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงต้นฉบับให้ได้คุณภาพอย่างสมบูรณ์แบบ</p> <p>ตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ ทุก ๆ 3 เดือน</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม</p> <p>ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p>ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/285315
อิทธิพลของการได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจและวัฒนธรรมองค์การต่อสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ
2026-01-26T14:51:53+07:00
ศุภลักษณ์ สิทธิอักษร
supalaks66@nu.ac.th
จิรรัตน์ หรือตระกูล
jiraratr@nu.ac.th
รุ่งทิวา บุญประคม
roongtivab@nu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนายมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจและวัฒนธรรมองค์การต่อสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการ มีประสบการณ์การทำงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ จำนวนเตียงน้อยกว่า 500 เตียง 3 แห่ง จำนวน 142 คน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิโดยคำนวณตามสัดส่วน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามการได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจ แบบสอบถามวัฒนธรรมองค์การและแบบสอบถามสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพเป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94, 0.92 และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (Mean = 4.34, S.D. = 0.40) การได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจอยู่ในระดับสูง (Mean = 3.99, S.D. = 0.48) วัฒนธรรมองค์การแบบสร้างสรรค์อยู่ในระดับสูง (Mean = 4.26, S.D. = 0.47) วัฒนธรรมองค์การลักษณะตั้งรับ-เฉื่อยชาอยู่ในระดับสูง (Mean = 3.66, S.D. = 0.42) และลักษณะตั้งรับ-ก้าวร้าวอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.97, S.D. = 0.62) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า วัฒนธรรมองค์การแบบสร้างสรรค์และการได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจสามารถร่วมกันพยากรณ์สมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพได้ร้อยละ 48 (R<sup>2</sup> = 0.48) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยวัฒนธรรมองค์การแบบสร้างสรรค์มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือการได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์การที่เอื้อต่อการเรียนรู้และความร่วมมือ ควบคู่กับการเสริมสร้างพลังอำนาจ มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/284091
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่เข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่
2025-12-15T14:57:34+07:00
มาณิกา อยู่สำราญ
maniga.y@msu.ac.th
ดวงธิดา ช่างย้อม
duangtida.s@msu.ac.th
กัญจน์ณิชา เรืองชัยทวีสุข
Kunnicha.yths@gmail.com
สุระเดช ไชยตอกเกี้ย
suradet_chai@hotmail.com
วิชชุดา อันทรง
Witchuda.angel1985@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยข้อมูลส่วนบุคคลปัจจัยข้อมูลการส่องกล้องและสภาวะการเจ็บป่วย และปัจจัยความต้องการข้อมูลก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่ กับความวิตกกังวลของผู้ป่วยส่องกล้องลำไส้ใหญ่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่มารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ณ ห้องส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร แผนกห้องผ่าตัด โรงพยาบาลจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 152 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ 4 ส่วน ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และสภาวะการเจ็บป่วย แบบสอบถามความต้องการข้อมูลของผู้ป่วยส่องกล้องลำไส้ใหญ่ และแบบสอบถามความวิตกกังวลของผู้ป่วยส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.81 และ 0.76 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติไคสแควร์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการข้อมูลอยู่ในระดับมาก ความวิตกกังวลอยู่ในระดับสูง อายุและระยะเวลาการเป็นโรคมีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความต้องการข้อมูลข่าวสารมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับความวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ปัจจัยอื่นไม่มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวล ดังนั้นพยาบาลจึงควรพัฒนาโปรแกรมการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อช่วยบรรเทาความวิตกกังวลอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มความพึงพอใจในบริการต่อไป</p>
2026-07-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/285359
การพัฒนารูปแบบการคัดกรองภาวะเสี่ยงในมารดาหลังคลอดโรงพยาบาลขอนแก่น
2026-01-26T14:57:44+07:00
สุธิดา สิงห์ศิริเจริญกุล
supawadee.t@bcnkk.ac.th
สุวรรณา ธาดาพิพัฒน์
supawadee.t@bcnkk.ac.th
ศุภวดี แถวเพีย
supawadee.t@bcnkk.ac.th
ทิพวรรณ ทัพซ้าย
supawadee.t@bcnkk.ac.th
วรรณพร คำพิลา
supawadee.t@bcnkk.ac.th
พัชราภรณ์ เจียรนัยธนะกิจ
supawadee.t@bcnkk.ac.th
นวลจันทร์ ไพบูลย์บรรพต
supawadee.t@bcnkk.ac.th
กนกวรรณ โสภณพงษ์
supawadee.t@bcnkk.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนารูปแบบการคัดกรองภาวะเสี่ยงในมารดาหลังคลอดมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค สถานการณ์ ความต้องการ 2) พัฒนารูปแบบการคัดกรองภาวะเสี่ยง และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบในมารดาหลังคลอดโรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรด้านสุขภาพ จำนวน 22 คน และมารดาหลังคลอด จำนวน 201 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกปัญหา อุปสรรค สถานการณ์ และความต้องการการพัฒนารูปแบบการคัดกรองภาวะเสี่ยง และแบบคัดกรองภาวะเสี่ยงในมารดาหลังคลอด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>จากการศึกษาพบประเด็นปัญหาการคัดกรองภาวะเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ความไม่สอดคล้องในการใช้แบบประเมิน ภาระงานที่ค่อนข้างมาก ข้อจำกัดด้านการสื่อสารกับมารดาชาวต่างชาติ ปัญหาความต่อเนื่องของข้อมูลระหว่างการส่งต่อ และยังพบว่า การตระหนักถึงความเสี่ยงของตัวมารดาเองและการโยกย้ายบุคลากรบ่อยครั้งเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน สำหรับสถานการณ์เดิมนั้นมีการคัดกรองแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) ช่วง 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด 2) การติดตามต่อเนื่องในตึกผู้ป่วย และ 3) การประสานงานทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งผลการศึกษาได้สะท้อนความต้องการ 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) การปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้ชัดเจนตั้งแต่แรกรับถึงจำหน่าย 2) การพัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงเครือข่ายชุมชน 3) การเสริมสร้างสมรรถนะบุคลากร และ 4) การนำเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์มาช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรอง รูปแบบการคัดกรองที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การคัดกรองเชิงรุก การให้การพยาบาลตามระดับความเสี่ยง การประสานงานและส่งต่อข้อมูลข้ามแผนก การพัฒนาศักยภาพทีมงาน และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง สรุปได้ว่ารูปแบบดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในการช่วยสร้างระบบการเฝ้าระวังที่ไร้รอยต่อ ส่งเสริมการทำงานเชิงรุก และเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับมารดาหลังคลอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-07-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/284118
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน: การวิจัยเชิงคุณภาพ
2025-12-09T11:46:39+07:00
ภัทรมนัส พงศ์รังสรรค์
phattharamanatp@nu.ac.th
ระวีวรรณ พิไลยเกียรติ
weewan15@yahoo.co.th
ปวงกมล กฤษณบุตร
poungkamonk@nu.ac.th
อชิรญาน์ ศรีพัฒนาวัฒน์
archirayas@nu.ac.th
<p>พยาบาลพี่เลี้ยงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในระยะเปลี่ยนผ่านของพยาบาลจบใหม่ จากชีวิตนักศึกษาพยาบาลสู่การเป็นพยาบาลวิชาชีพอย่างภาคภูมิใจ การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ผู้ให้ข้อมูลคือพยาบาลพี่เลี้ยงที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวน 27 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด รวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม จำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มละ 8-10 คน ใช้เวลากลุ่มละ 60–70 นาที วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ประสบการณ์การเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน สามารถสรุปได้ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การรับรู้เกี่ยวกับบทบาทการเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ประกอบด้วย ผู้สร้างความมั่นใจในการทำงาน ผู้ชี้แนะการลงมือปฏิบัติงานครั้งแรก ผู้ช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และผู้เป็นแบบอย่างที่ดีทางวิชาชีพ 2) การทำหน้าที่เป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ประกอบด้วย ทบทวนความรู้ภาคทฤษฎี ถ่ายทอดประสบการณ์ภาคปฏิบัติ สนับสนุนให้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ให้ความเป็นกันเองในการทำงานร่วมกัน และเสริมสร้างพลังอำนาจในการทำงาน และ 3) ความท้าทายในการทำหน้าที่เป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ประกอบด้วย การเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงจากการมอบหมายงาน ขาดความมั่นใจในความรู้ของตนเอง ความซ้อนทับการทำหน้าที่ของพยาบาลพี่เลี้ยง ความแตกต่างทางความคิดของช่วงวัย และขาดแนวทางการทำหน้าที่พยาบาลพี่เลี้ยงที่ชัดเจน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารทางการพยาบาลควรมีการกำหนดแนวทางการสรรหาและพัฒนาศักยภาพพยาบาลพี่เลี้ยงสำหรับการสอนงานพยาบาลจบใหม่อย่างเหมาะสม และพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการที่ลดความซ้อนทับการทำหน้าที่ของพยาบาลพี่เลี้ยง เพื่อให้พยาบาลพี่เลี้ยงสามารถทำหน้าที่ของการเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงได้เต็มศักยภาพ</p>
2026-07-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/285420
ผลของรูปแบบการพยาบาลเพื่อเตรียมผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก ต่อความวิตกกังวล ความร่วมมือในการผ่าตัด และอัตราการงดหรือเลื่อนผ่าตัด
2026-02-03T14:19:22+07:00
สิริรักษ์ มีสุข
Jarintorn569@gmail.com
วิยะดา วงศ์มุกดา
Jarintorn569@gmail.com
จรินทร โคตพรม
jarintorn569@gmail.com
ณฐมน โจมแพง
Jarintorn569@gmail.com
<p>ความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดต้อกระจกเป็นภาวะคุกคามที่ส่งผลให้ผู้ป่วยขาดความร่วมมือและนำไปสู่ปัญหาการงดหรือเลื่อนผ่าตัด การวิจัยกึ่งทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการพยาบาลเพื่อเตรียมผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก (Information-Preparation-Decrease Anxiety and Complication: IPD model) ต่อ 1)ระดับความวิตกกังวล 2) ความร่วมมือในการผ่าตัด และ 3) อัตราการงดหรือเลื่อนผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลมุกดาหาร จำนวน 60 คน เลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คนที่ได้รับรูปแบบการพยาบาล IPD model และ กลุ่มควบคุม 30 คน ที่ได้รับการพยาบาลตามมาตรฐานปกติ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รูปแบบการพยาบาล IPD model และแบบประเมินความร่วมมือในการผ่าตัดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.92 และ 0.90 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินความวิตกกังวล (The Amsterdam preoperative anxiety and information scale: APAIS) และแบบประเมินความร่วมมือฯ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 และ 0.89 ตามลำดับ และ แบบบันทึกการงดหรือเลื่อนผ่าตัดมาตรฐานของโรงพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Chi-square test, Independent t-test, Paired t-test และ Fisher’s Exact Test</p> <p>การวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลต่ำกว่าและมีพฤติกรรมความร่วมมือขณะผ่าตัดสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับอัตราการงดหรือเลื่อนผ่าตัด แม้ไม่พบความแตกต่างทางสถิติแต่มีนัยสำคัญเชิงคลินิก โดยกลุ่มทดลองไม่พบอุบัติการณ์ ในขณะที่กลุ่มควบคุมพบร้อยละ 13.33 สรุปได้ว่ารูปแบบ IPD Model มีประสิทธิผลในการลดความวิตกกังวลและส่งเสริมความร่วมมือของผู้ป่วย ข้อเสนอแนะควรพัฒนาแนวทาง การพยาบาลที่เน้นการสื่อสารด้วยภาษาถิ่น การฝึกทักษะในสถานการณ์จำลอง และการคัดกรองความเสี่ยงเชิงรุกผ่านระบบติดตามทางไกล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการห้องผ่าตัดและผลลัพธ์การรักษาที่ดี</p>
2026-09-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/284352
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพ
2025-12-23T13:17:14+07:00
กุลธรา จงตระการสมบัติ
arinmet@gmail.com
อริญชย์ เมตรพรมราช
arinmet@gmail.com
มัณฑนา สังคมกำแหง
arinmet@gmail.com
เบญจมาศ แสนแสง
arinmet@gmail.com
สำเนียง ปักเขมายัง
arinmet@gmail.com
ภาวิณี จิตรนอก
arinmet@gmail.com
วราลักษณ์ ภูสิทธิ์ธนากุล
arinmet@gmail.com
ประไพจิตร์ วงศ์แสน
arinmet@gmail.com
สุพรรษา นิยมชัย
arinmet@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุ เจตคติต่อผู้สูงอายุ การรับรู้ต่อการพยาบาลเอื้ออาทรตามแนวคิดระบบบริการเอื้ออาทรผู้สูงอายุโมเดลมหาวิทยาลัยขอนแก่น พฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุ เจตคติต่อผู้สูงอายุ การรับรู้ต่อการพยาบาลเอื้ออาทรตามแนวคิดระบบบริการเอื้ออาทรผู้สูงอายุโมเดลมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพ ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพยาบาลวิชาชีพ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 161 ราย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุ แบบสอบถามเจตคติต่อผู้สูงอายุ แบบสอบถามการรับรู้ต่อการพยาบาลเอื้ออาทรตามแนวคิดระบบบริการเอื้ออาทรผู้สูงอายุโมเดลมหาวิทยาลัยขอนแก่น และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุ ที่มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.72, 0.81, 0.96 และ 0.95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ด้วยสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุโดยรวมน้อย มีเจตคติต่อผู้สูงอายุโดยรวมเป็นกลาง มีการรับรู้ต่อการพยาบาลเอื้ออาทรตามแนวคิดระบบบริการเอื้ออาทรผู้สูงอายุโมเดลมหาวิทยาลัยขอนแก่นโดยรวมสูงมาก มีพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุโดยรวมในระดับสูง ตำแหน่งการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับน้อยกับพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพ และการรับรู้ต่อการพยาบาลเอื้ออาทรตามแนวคิดระบบบริการเอื้ออาทรผู้สูงอายุโมเดลมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าถึงแม้พยาบาลจะมีการรับรู้เกี่ยวกับการพยาบาลเอื้ออาทรผู้สูงอายุที่สูงมาก และมีพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุที่สูง แต่ยังพบว่าพยาบาลยังมีความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุน้อย ดังนั้นหากมีการส่งเสริมความรู้และกระตุ้นให้พยาบาลมีการรับรู้ต่อระบบการพยาบาลเอื้ออาทรผู้สูงอายุ ก็จะช่วยทำให้พยาบาลมีพฤติกรรมการพยาบาลอย่างเอื้ออาทรผู้สูงอายุมากขึ้นได้ และให้การดูแลได้อย่างถูกต้องบนพื้นฐานองค์ความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุ</p>
2026-08-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/285619
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำเกินและ ผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวรายใหม่
2026-02-06T12:34:51+07:00
ปทุมพร แสนวิชัย
patumpornsan@gmail.com
อภิญญา วงศ์พิริยโยธา
apinya.w@msu.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นแบบกึ่งทดลองสองกลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำเกินและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวรายใหม่ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวรายใหม่ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลมหาสารคาม จำนวน 48 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ตารางเลขสุ่มแยกในแต่ละกลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 24 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลอง ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการใช้แอปพลิเคชันไลน์ ระยะเวลาดำเนินการ 6 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำเกิน แบบประเมินอาการหายใจลำบาก แบบประเมินอาการบวมกดบุ๋ม และแบบบันทึกภาวะน้ำคั่งในปอดจากภาพรังสีทรวงอกและจากเสียง Crepitation มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.95, 0.96, 0.90 และ 1 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square test, Fisher’s exact test, Mann-Whitney U test และ Wilcoxon signed-rank test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำเกินโดยรวมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มทดลองมีคะแนนอาการหายใจลำบากและคะแนนอาการบวมกดบุ๋มน้อยกว่ากลุ่มควบคุมและน้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มทดลองมีสัดส่วนของผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำคั่งในปอดจากภาพรังสีทรวงอกและจากเสียง Crepitation น้อยกว่ากลุ่มควบคุมและน้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาครั้งนี้สนับสนุนการนําโปรแกรมไปใช้เพื่อป้องกันภาวะน้ำเกินสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวรายใหม่</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/284429
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบองค์รวมต่อความรู้ ทัศนคติ และระดับความวิตกกังวลของสตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับการเจาะน้ำคร่ำ
2025-12-29T14:24:02+07:00
จิรัชญา เหล่าคมพฤฒาจารย์
jungera2520@gmail.com
สุภาวดี ตั้งใจ
Supjiw@gmail.com
ธิติรัตน์ เหล่าคมพฤฒาจารย์
thitirat1115@gmail.com
อ้อยใจ กุชัยภูมิ
Ooiyjai@gmail.com
ศิริพร มาสูงเนิน
Siripond2818@gmail.com
<p>การเจาะน้ำคร่ำเป็นหัตถการเพื่อการวินิจฉัยความผิดปกติทางโครโมโซมหรือพันธุกรรมของทารกในครรภ์ ซึ่งมักดำเนินการในสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงสูง หัตถการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและทำให้สตรีตั้งครรภ์เกิดความวิตกกังวลทั้ง ต่อกระบวนการตรวจและผลการตรวจ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบองค์รวมเพื่อเสริมสร้างความรู้ ส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกและลดระดับความวิตกกังวลของสตรีตั้งครรภ์อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยกึ่งทดลองหนึ่งกลุ่มวัดผล ก่อน-หลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลแบบองค์รวมต่อความรู้ ทัศนคติและระดับความวิตกกังวล กลุ่มตัวอย่างคือสตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับการเจาะน้ำคร่ำ จำนวน 31 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้าและเหมาะสมต่อการวิจัยทางการพยาบาลในบริบทคลินิก ประเมินผลลัพธ์ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมและติดตามผล หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความรู้ ทัศนคติและความวิตกกังวล ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่า IOC เท่ากับ 0.67–1.00 ตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบวัดความรู้ ตามสูตร KR-20 เท่ากับ 0.78 ส่วนแบบวัดทัศนคติและความวิตกกังวล มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.79 และ 0.82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ repeated measures ANOVA</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมการให้ข้อมูลแบบองค์รวมช่วยให้สตรีตั้งครรภ์มีความรู้และทัศนคติเชิงบวกอยู่ในระดับสูง ขณะที่ระดับความวิตกกังวลอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม รวมถึงระยะติดตามผล 2 สัปดาห์ พบว่าความรู้และทัศนคติเพิ่มขึ้น และระดับความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างความรู้และทัศนคติเชิงบวก รวมทั้งลดระดับความวิตกกังวล โดยเสนอแนะให้มีการศึกษาผลในระยะยาว การเปรียบเทียบกับรูปแบบการให้ข้อมูลอื่น และการพัฒนารูปแบบดิจิทัลหรือออนไลน์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและความต่อเนื่องของข้อมูล</p>
2026-08-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/285916
ประสิทธิผลของเทคนิคการให้คำแนะนำและคำปรึกษาแบบสั้นต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ
2026-02-17T13:55:55+07:00
สมฤดี อรุณจิตร
somrudee@bcnnakhon.ac.t
นันท์ณภัส สารมาศ
nannapus@bcnnakhon.ac.th
อุราภรณ์ เชยกาญจน์
uraporn@bcnnakhon.ac.th
ยุพาวรรณ เกิดเขียว
Wanyumee@gmail.com
<p>โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและเป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของประชากร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองจึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม ระบบบริการสุขภาพมักมีข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร ส่งผลให้เทคนิคการให้คำแนะนำและคำปรึกษาแบบสั้นได้รับความสนใจ ในฐานะแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและเหมาะสมกับบริบทการปฏิบัติงานจริง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับประสิทธิผลของเทคนิคการให้คำแนะนำและคำปรึกษาแบบสั้นต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยดำเนินการทบทวนตามแนวทาง PRISMA 2020 ใช้กรอบแนวคิด PICO ในการสืบค้นบทความจากฐานข้อมูล ThaiJo, PubMed, Cochrane, และ Google Scholar นอกจากนี้ ยังสืบค้นบทความจากเว็บไซต์และจากรายการอ้างอิง ระหว่างปี พ.ศ. 2559 - 2568 คัดเลือกบทความวิจัยที่ผ่านการประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ของ Joanna Briggs Institute</p> <p>ผลการทบทวนพบบทความวิจัยที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกจำนวนทั้งสิ้น 8 เรื่อง โดยในจำนวนนี้ 7 เรื่องเป็นการศึกษากึ่งทดลอง และอีก 1 เรื่อง เป็นการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง และโรคอ้วน ผลการสังเคราะห์พบว่า การให้คำแนะนำ และ/หรือ คำปรึกษาแบบสั้นสามารถส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเอง เพิ่มแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิก เช่น ระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด น้ำหนักตัว และดัชนีมวลกาย สรุปได้ว่า เทคนิคการให้คำแนะนำ และ/หรือ คำปรึกษาแบบสั้นเป็นแนวทางที่เหมาะสมและมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ในการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-09-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/284637
ผลของโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ร่วมกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อการดูแลตนเอง ภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ และภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัด
2026-01-16T11:52:23+07:00
จุฑามาศ มูลภิชัย
jutamas.m65@rsu.ac.th
น้ำอ้อย ภักดีวงศ์
nam-oy.p@rsu.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยก่อนการทดลองแบบ 1 กลุ่มวัดซ้ำ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ร่วมกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อการดูแลตนเอง ภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ และภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง จำนวน 29 ราย ได้รับโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ร่วมกับแอปพลิเคชันไลน์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ประเมินการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบและภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำ หลังเข้าโปรแกรมฯ 3 ครั้ง ติดตามการเกิดเยื่อบุช่องปากอักเสบ และภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำหลังรับยาเคมีบำบัด 4 รอบ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการดูแลตนเอง และแบบบันทึกอาการในช่องปากและอุณหภูมิร่างกาย ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 และความเชื่อมั่นชนิดความสอดคล้องภายในของแบบสอบถามการดูแลตนเองได้ค่าสัมประสิทธิอัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.89 บรรยายลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง อัตราการเกิด ระดับความรุนแรงของภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบและภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนการดูแลตนเองโดยใช้สถิติทดสอบ Friedman matched samples และ Wilcoxon signed – rank test และเปรียบเทียบอัตราการเกิดเยื่อบุช่องปากอักเสบ และภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำโดยใช้สถิติ Cochran's Q test และ McNemar test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยอันดับการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบและภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำของกลุ่มตัวอย่างหลังเข้าโปรแกรมฯทั้ง 3 ครั้งอยู่ในระดับดี และกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยอันดับการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบหลังเข้าโปรแกรมครั้งที่ 3 มากกว่าหลังเข้าโปรแกรมครั้งที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em><.01) 2) การเกิดภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบหลังรับยาเคมีบำบัดรอบที่ 1-4 พบลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> <.05) ระดับความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือระดับ 1 และ 3) การเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำหลังรับยาเคมีบำบัดรอบที่ 1-4 ไม่แตกต่างกัน (<em>p </em>>.05) ระดับความรุนแรงที่พบมากที่สุด คือ ระดับ 1 สรุปได้ว่า โปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ร่วมกับแอปพลิเคชันไลน์ช่วยเพิ่มความสามารถในการดูแลตนเอง และลดการเกิดภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รับยาเคมีบำบัด</p>
2026-07-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/286081
การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งหนึ่ง อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก
2026-04-10T10:22:03+07:00
ธณกร ปัญญาใสโสภณ
panyasai.t@gmail.com
อมรา วิสูตรานุกูล
thankorn.p@pnru.ac.th
พีสสลัลฌ์ ธำรงศ์วรกุล
thankorn.p@pnru.ac.th
พรหมบัญชา พรหมมาหล้า
thankorn.p@pnru.ac.th
โสภณา จิรวงศ์นุสรณ์
thankorn.p@pnru.ac.th
อะเคื้อ กุลประสูติดิลก
thankorn.p@pnru.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2) เปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพ และ 3) เพื่อเปรียบเทียบค่าน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก การดำเนินการวิจัย 1) ทบทวนวรรณกรรม 2) พัฒนารูปแบบ 3) ตรวจสอบและปรับปรุงรูปแบบ 4) การทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 30 ราย ได้รับการใช้รูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นเวลา 16 สัปดาห์ เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2) แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.78, 0.75, 0.89, 0.90, 0.91 และ 0.88 3) แบบบันทึกค่าน้ำตาลสะสมในเลือด สถิติที่ใช้ได้ แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ฯ และระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ระหว่างก่อนและหลังการใช้รูปแบบฯ โดยใช้สถิติ One way ANOVA with repeated measures และ Paired sample t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพ ประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า ได้แก่ ศึกษารูปแบบ สำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ ประเมินบริบทพื้นที่ การมีส่วนร่วม กระบวนการ ได้แก่ เตรียมความพร้อมผู้ป่วย บริหารและการสื่อสารแบบการมีส่วนร่วม วางแผนและประเมินผล ปัจจัยนำออก ได้แก่ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ ค่าน้ำตาลสะสมในเลือดการย้อนกลับ ได้แก่ การจัดการความรู้ และการพัฒนาปรับปรุง 2) กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ภายหลังใช้รูปแบบฯ มีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .01 3) ภายหลังการทดลองผู้ป่วยมีค่าน้ำตาลสะสมในเลือดดีกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ดังนั้น การสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ และค่าน้ำตาลสะสมในเลือดดีขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำรูปแบบไปพัฒนาศักยภาพผู้ป่วยโรคเบาหวาน</p>
2026-09-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/284777
ประสบการณ์ของครอบครัวในการตัดสินใจถอดท่อช่วยหายใจผู้ป่วยระยะท้ายในหอผู้ป่วยประคับประคอง ศูนย์การุณรักษ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์: การวิจัยเชิงคุณภาพ
2026-01-16T13:55:37+07:00
สมัญญา ขันรักษา
paripi@kku.ac.th
ปาริชาติ เพียสุพรรณ์
paripi@kku.ac.th
วริศยา แก่นนาคำ
paripi@kku.ac.th
ยุภาภรณ์ สายแสน
paripi@kku.ac.th
บำเพ็ญจิต แสงชาติ
paripi@kku.ac.th
ศรีเวียง ไพโรจน์กุล
paripi@kku.ac.th
<p>การยุติการใช้เครื่องช่วยหายใจในกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อจิตใจของญาติอย่างรุนแรง งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มุ่งทำความเข้าใจประสบการณ์ของสมาชิกครอบครัวในกระบวนการตัดสินใจและสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นภายในหอผู้ป่วยประคับประคอง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปรากฏการณ์วิทยา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจากสมาชิกครอบครัวที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจถอดท่อช่วยหายใจและได้รับการดูแลแบบประคับประคองในโรงพยาบาลจำนวน 10 ราย เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจนกว่าข้อมูลจะอิ่มตัว สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ดูแลหลัก 10 ราย และวิเคราะห์แก่นแท้ของประสบการณ์ด้วยแนวคิดของโคไลซ์ซี่ ทั้งนี้ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามเกณฑ์ของ Lincoln และ Guba ครอบคลุมความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการถ่ายโอน ความเชื่อมั่นได้ และความยืนยันได้ โดยใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลสามเส้า การยืนยันผลกับผู้ให้ข้อมูล และการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ประสบการณ์ของครอบครัวแบ่งออกเป็น 5 ช่วงสำคัญ ได้แก่ 1) ระยะเผชิญวิกฤต: แม้จะตระหนกและรู้สึกไร้อำนาจต่อรองแต่ยังฝากความหวังไว้กับการรักษา 2) ระยะเผชิญความจริง: เมื่อเห็นความลำบากของผู้ป่วยผ่านอุปกรณ์สายระโยงระยางทำให้เกิดความทุกข์ใจ 3) ระยะหาทางออก: ความเชื่อมั่นในการตัดสินใจเกิดขึ้นเมื่อได้รับข้อมูลที่โปร่งใสและแรงสนับสนุนจากทีมสุขภาพ 4) ระยะสิ้นสุดการยื้อ: ความสงบในช่วงลมหายใจสุดท้ายของผู้ป่วยช่วยเยียวยาจิตใจคนข้างหลังและ 5) ระยะปรับตัว: การดูแลที่มีคุณภาพช่วยให้ข้ามผ่านความเศร้าโศกได้อย่างมั่นคง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการให้ครอบครัวมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงโดยทีมประคับประคอง คือกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างประสบการณ์เชิงบวกและลดบาดแผล ทางใจหลังการสูญเสีย</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ