https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/issue/feed
วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
2026-04-08T14:27:47+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร. จันทร์ทิรา เจียรณัย
jnatned@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (</strong><strong>Journal of Nursing and Therapeutic Care)</strong></p> <p><strong><span class="font-weight-bold" data-v-4fadc455="">ISSN:</span> 2985-1432 (Online)</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ ชื่อเดิม: วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </p> <p>และเปลี่ยนเฉพาะชื่อภาษาอังกฤษ <strong>จากเดิม "Journal of Nursing and Health Care" </strong></p> <p><strong>เป็น “Journal of Nursing and Therapeutic Care”</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (Journal of Nursing and Therapeutic Care) เป็นของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางของบุคลากรวิชาชีพการพยาบาลฯ การดูแลสุขภาพ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้และแนวปฏิบัติจากงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความอื่นๆที่น่าสนใจ <strong>เพื่อเพิ่มพูนความเข้มแข็งทางวิชาชีพการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ</strong> ดังนั้นจึงใคร่ขอเชิญชวนให้พยาบาลทุกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องที่สนใจส่งบทความมาเผยแพร่ในวารสารนี้ กองบรรณาธิการยินดีรับเรื่องที่ท่านส่งมาและยินดีสรรหาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ท่านเขียน มาให้ข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงต้นฉบับให้ได้คุณภาพอย่างสมบูรณ์แบบ</p> <p>ตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ ทุก ๆ 3 เดือน</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม</p> <p>ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p>ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283404
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในชุมชน จังหวัดนครราชสีมา
2025-11-05T13:54:44+07:00
ทัศนีย์ ทิพย์สูงเนิน
pasineethoin@bcnkk.ac.th
ภาสินี โทอินทร์
pasineethoin@bcnkk.ac.th
รัตน์ดาวรรณ คลังกลาง
pasineethoin@bcnkk.ac.th
อิสราวรรณ สนธิภูมาศ
pasineethoin@bcnkk.ac.th
คนึงนิตย์ พงษ์สุวรรณ์
pasineethoin@bcnkk.ac.th
<p>การรับมือของชุมชนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียมพร้อมจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นร่วมกับปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่สูงขึ้น การส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุเป็นกระบวนการเพิ่มสมรรถนะและพัฒนาสุขภาพจิตให้ดีขึ้น การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์สุขภาพจิตผู้สูงอายุ พัฒนารูปแบบ และประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในชุมชน จังหวัดนครราชสีมา มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สำรวจสถานการณ์สุขภาพจิตผู้สูงอายุระดับหมู่บ้าน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ 417 คน และสนทนากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 25 คน 2) สร้างและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน 3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลรูปแบบ ใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่ม เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติเป็นผู้สูงอายุ 28 คน และญาติผู้ดูแล 28 คน รวม 56 คน กลุ่มทดลอง 14 คน และกลุ่มควบคุม 14 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในชุมชน แบบสอบถาม และแนวทางสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Wilcoxon signed - rank test, Mann-Whitney U test, Paired t-test และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาสุขภาพจิต รูปแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติ โดยใช้แนวคิดส่งเสริมสุขภาพ Pender การสนับสนุนทางสังคม ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเรียนรู้จากประสบการณ์รูปแบบกิจกรรมมี 2 ส่วน คือ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ 10 กิจกรรม และการให้ความรู้การส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุสำหรับญาติ 5 กิจกรรม คะแนนสุขภาพจิตผู้สูงอายุกลุ่มทดลองหลังใช้รูปแบบต่ำกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งแสดงว่าสุขภาพจิตของผู้สูงอายุดีขึ้น ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับดี และคะแนนความรู้การส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุของญาติกลุ่มทดลองหลังใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 จึงเสนอแนะว่าพยาบาลควรนำรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุตามบริบทพื้นที่</p>
2026-05-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282516
ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติในการช่วยฟื้นคืนชีพในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดนครพนม
2025-11-08T14:32:34+07:00
จรรฎา ภูยาฟ้า
benjavan6742@gmail.com
เพ็ญศิริ ดำรงภคภากร
benjavan6742@gmail.com
กุลพิธาน์ จุลเสวก
benjavan6742@gmail.com
เบญจวรรณ บุตรโยธี
benjavanb62@nu.ac.th
<p>ภาวะหัวใจหยุดเต้นที่เกิดขึ้นนอกสถานพยาบาลเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก โดยผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 90 ในประเทศไทย พบผู้ป่วยเสียชีวิตนอกสถานพยาบาลร้อยละ 14.60-47.60 โดยสาเหตุหลักคือการรักษาที่ล่าช้าและไม่มีการช่วยฟื้นคืนชีพก่อนนำส่งโรงพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานจากผู้พบเห็นเหตุการณ์สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ถึงร้อยละ 40 อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจช่วยเหลือขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ทัศนคติ ประสบการณ์การฝึกอบรม และความเชื่อเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพ จังหวัดนครพนมมีความท้าทายพิเศษเนื่องจากมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีชนเผ่าทั้งหมด 9 ชนเผ่าและ 2 เชื้อสาย ส่งผลต่อความเชื่อและพฤติกรรมสุขภาพที่แตกต่างกัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจึงเป็นกำลังหลักที่ควรได้รับความรู้ที่ถูกต้องในการช่วยฟื้นคืนชีพเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในภาวะฉุกเฉิน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินระดับความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังกล่าวในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดนครพนม โดยใช้การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 344 คน ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน พ.ศ. 2568 การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติที่พัฒนาขึ้นเองตามกรอบแนวคิดที่ประยุกต์จาก Health Belief Model ครอบคลุมข้อมูลทั่วไป ความรู้ ประสบการณ์การฝึกปฏิบัติและปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทัศนคติ และความเชื่อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่มีความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 52.90, 46.50 และ 76.20 ตามลำดับ ความเชื่อมีสหสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติและความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การศึกษานี้สรุปว่า ความเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการส่งเสริมความรู้และสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการช่วยฟื้นคืนชีพ การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครควรเน้นการสร้างความเชื่อในประสิทธิผลของการช่วยฟื้นคืนชีพเป็นจุดเริ่มต้น</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283691
ภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วยและการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม: มุมมองจากกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง
2025-11-07T10:56:56+07:00
ณฐมน โจมแพง
nadhamon27@gmail.com
จรินทร โคตพรม
Jarintorn569@gmail.com
ประภากร ศรีสง่า
mousty_viwty@hotmail.com
จรรฎา ภูยาฟ้า
kitongkiteng@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วยและการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีค่าไตลดลงอย่างรวดเร็ว โดยใช้กรอบแนวคิดภาพสะท้อนทางความคิดต่อการเจ็บป่วย (Common-Sense Model) ของ Leventhal ผู้ให้ข้อมูลคือผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงที่มีอัตราการกรองของไตลดลงอย่างรวดเร็ว อาศัยอยู่ในเขตความรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาราชควาย อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ได้มาด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงจนข้อมูลอิ่มตัวที่จำนวน 30 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบมุมมองการรับรู้ภาพสะท้อนทางความคิดของผู้ป่วยเรื้อรังที่มีอัตราการกรองลดลงอย่างรวดเร็ว 5 ประเด็น ได้แก่ 1) ความเข้าใจโรคผ่านการเปรียบเทียบภูมิหลังโดยให้ความหมายว่าเป็น "โรคเงียบภัยที่ซ่อนเร้น" และมี "ความไม่รู้สู่ความไม่แน่นอน" 2) เส้นทางสุขภาพที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงโดยรับรู้ว่าโรค "ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ไม่มีอาการเด่น" และเชื่อว่า "ชะลอได้และไปต่อ" 3) โรคไตที่ไร้อาการ การรับรู้ที่ไม่ให้ความสำคัญคือ "รู้อยู่แต่ไม่รุนแรงจึงไม่ใส่ใจ" และ "รู้เฉพาะอาการของคนอื่น" 4) การรู้สาเหตุระหว่างความรู้ที่แท้จริงกับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนผ่าน"การเชื่อมโยงกับต้นเหตุอย่างถูกต้อง" และ "การรับรู้พฤติกรรมอย่างผิดพลาด" 5) วิถีการดำเนินชีวิตที่เผชิญอุปสรรคคือ "ความขัดแย้งระหว่างความรู้กับการปฏิบัติในการจัดการตนเอง" และ "ปัญหาการจัดการยาและการเข้าถึงระบบสุขภาพ" ประสบการณ์การจัดการตนเองพบ 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1) การเจรจาต่อรองทางวัฒนธรรมได้แก่ การผสมผสานระบบความเชื่อและการปรับเปลี่ยนเชิงบริบท 2) การประนีประนอม ทั้งในการรับประทานอาหารและการปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางสังคม ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญเพื่อนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการชะลอภาวะไตเสื่อมที่สามารถตอบสนองความต้องการและสอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง</p>
2026-05-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282537
คุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวร โรงพยาบาลทั่วไป เขตสุขภาพที่ 2
2025-10-08T13:21:12+07:00
ชูจิตร การาช
aor8458@gmail.com
จิรรัตน์ หรือตระกูล
jiraratr@nu.ac.th
<p>การวิจัยเชิงบรรยาย โดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวร โรงพยาบาลทั่วไปเขตสุขภาพที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลหัวหน้าเวร 350 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถามคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวรโรงพยาบาลทั่วไป เขตสุขภาพที่ 2 ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาด้วยวิธีการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามกับวัตถุประสงค์ 0.6-0.1 หาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคได้ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจด้วยวิธีการสกัดปัจจัยหรือหาองค์ประกอบหลัก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวรตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ มี 10 ด้านดังนี้ ด้านบุคลิกภาพ ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการเป็นผู้นำทีม ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ด้านความยืดหยุ่นทางพฤติกรรม ด้านการบริหารจัดการ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ด้านคุณธรรมจริยธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพและกฎหมาย 2) องค์ประกอบคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ยุคดิจิทัลของพยาบาลหัวหน้าเวรมี 7 องค์ประกอบ 70 ตัวแปร 1) ด้านความเป็นผู้นำทางดิจิทัล 2) ด้านความคล่องตัวทางดิจิทัล 3) ด้านบุคลิกภาพเชิงบวก 4) ด้านความรอบรู้ทางดิจิทัล 5) ด้านความฉลาดทางการสื่อสาร 6) ด้านความรับผิดชอบทางวิชาชีพและการคุ้มครองข้อมูล 7) ด้านการสร้างทีมแห่งความสำเร็จ โดยมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบโดยรวมคือ 0.50-0.78 ค่าความแปรปรวนรวมกันของตัวแปรร้อยละ 73.40 ผู้บริหารทางการพยาบาลและพยาบาลวิชาชีพสามารถนำผลการวิจัยมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ของพยาบาลหัวหน้าเวร เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283735
การประยุกต์ใช้การดูแลแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์: ความท้าทายและโอกาสในงานพยาบาล
2025-12-09T11:21:35+07:00
นันท์นลิน บุพสุวรรณ์
nannalin1977kk@gmail.com
ทัศณีย์ หนูนารถ
tassanee@bcnnakhon.ac.th
<p>การวิจัยแบบผสานวิธีลำดับอธิบายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์และอิทธิพลของการดูแลแบบองค์รวมต่อพฤติกรรมการจัดการเบาหวานของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และ 2) อธิบายประสบการณ์และบริบทที่เอื้อต่อหรือเป็นอุปสรรคต่อพฤติกรรมการจัดการเบาหวานจากมุมมองของหญิงตั้งครรภ์และพยาบาลผู้ดูแล ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จำนวน 282 ราย ซึ่งมารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามการดูแลแบบองค์รวม และแบบประเมินพฤติกรรมการจัดการเบาหวาน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.67–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นภายในอยู่ในระดับดี (Cronbach’s α = 0.84–0.88) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกหญิงตั้งครรภ์จำนวน 10 รายที่มาจากการวิจัยเชิงปริมาณ และพยาบาลผู้ดูแลจำนวน 5 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาตามธีม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าการดูแลแบบองค์รวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการจัดการเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะมิติด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนว่าการสนับสนุนจากครอบครัว การติดตามต่อเนื่องจากพยาบาล และความเข้าใจในบริบทชีวิตของหญิงตั้งครรภ์ มีส่วนช่วยเสริมแรงจูงใจและความสามารถในการจัดการเบาหวานผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการการดูแลแบบองค์รวมในงานพยาบาลฝากครรภ์ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการเบาหวานให้เหมาะสมกับบริบทการปฏิบัติจริง</p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283755
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพในการบริโภคคาร์โบไฮเดรตในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้
2025-11-13T12:25:13+07:00
ภาชินี แดงชอบกิจ
anucha@smnc.ac.th
อนุชา ไทยวงษ์
anucha@smnc.ac.th
กำทร ดานา
anucha@smnc.ac.th
ดิษฐพล ใจซื่อ
anucha@smnc.ac.th
คัทลียาภรณ์ แก้วมณี
anucha@smnc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพในการบริโภคคาร์โบไฮเดรตในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ประกอบด้วย การวิเคราะห์สถานการณ์และความต้องการ การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดนวัตกรรม และการศึกษาประสิทธิผลโดยใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ที่มารับบริการ ณ คลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลเมยวดี จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยและผลลัพธ์ทางคลินิก แบบประเมินความรอบรู้เกี่ยวกับการบริโภคคาร์โบไฮเดรต (KR-20 = 0.84) และแบบประเมินพฤติกรรมการบริโภคคาร์โบไฮเดรต (Cronbach's Alpha = 0.87) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบไคสแควร์ และสถิติทดสอบที </p> <p>ผลการวิจัย ระยะวิเคราะห์สถานการณ์พบว่า ผู้ป่วยยังขาดความเข้าใจและทักษะในการควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรต และยังมีระดับน้ำตาลสะสมไม่เป็นไปตามเกณฑ์เป้าหมาย ภายหลังพัฒนาเกิดรูปแบบที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและภายใต้บริบทจริง ประกอบด้วย 1) นวัตกรรมกระติ๊บข้าวมหัศจรรย์ สำหรับบรรจุข้าวเหนียว 3 ขนาด 2) คู่มือการนับคาร์บฉบับอีสาน และ 3) แผนการให้คำปรึกษารายบุคคลและการเรียนรู้แบบกลุ่ม ภายหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ทางสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มทดลองระดับน้ำตาลสะสมลดลงและต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นนี้เหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมอีสานมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ อย่างไรก็ตามควรนำใช้ในบริบทที่บริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักต่อไป</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282789
ผลของโปรแกรมการพยาบาลโรคปอดอักเสบต่อการเกิดภาวะพิษเหตุติดเชื้อจากปอดอักเสบ และผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยปอดอักเสบแผนกอายุรกรรม
2025-10-27T15:17:20+07:00
สุภาพร ธาตุดี
supathat@kku.ac.th
ดลวิวัฒน์ แสนโสม
supathat@kku.ac.th
วันทิน ศรีเบญจลักษณ์
supathat@kku.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอักเสบต่อการเกิดภาวะพิษเหตุติดเชื้อจากปอดอักเสบ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยปอดอักเสบ จำนวน 50 ราย ที่มีคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มเปรียบเทียบและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการพยาบาล โรคปอดอักเสบแบบประเมินความเสี่ยงการเกิดภาวะ Sepsis ในโรงพยาบาล แบบประเมินเสมหะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติ Cox-proportional hazard regression และ two-way repeated measures ANOVA</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มทดลองมีอุบัติการณ์การเกิด Sepsis น้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ 0.41 เท่า กลุ่มทดลองมีระดับความอิ่มตัวของออกซิเจน และมีคะแนน NEWS (National early warning score) Score ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และมีปริมาณเสมหะน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการพยาบาลโรคปอดอักเสบช่วยลดอุบัติการณ์การเกิด Sepsis ที่มีสาเหตุมาจากปอดอักเสบ ส่งเสริมการระบายเสมหะ ช่วยเพิ่มการแลกเปลี่ยนแก๊สและเพิ่มระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด อีกทั้งโปรแกรมการพยาบาลโรคปอดอักเสบมีแนวโน้มที่สามารถนำไปใช้ได้จริง</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283964
การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยาแม่วัยเยาว์: ช่องว่างระหว่างการให้บริการฝากครรภ์ที่ได้รับกับความต้องการที่แท้จริง
2025-11-25T15:09:01+07:00
สุปราณี สิทธิกานต์
supraneetox@gmail.com
พยอม สินธุศิริ
supraneetox@gmail.com
ศิริภรณ์ เหมะธุลิน
phayom5052@gmail.com
<p>การวิจัยปรากฏการณ์วิทยานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมายและประสบการณ์ของการเข้าถึงบริการฝากครรภ์ตามการรับรู้ของวัยรุ่นตั้งครรภ์ในจังหวัดนครพนม คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจงคือ สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นอายุระหว่าง 14-18 ปี ที่มารับบริการในแผนกฝากครรภ์โรงพยาบาลนครพนม จำนวน 19 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การศึกษาเอกสาร และการบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์แก่นสาระ </p> <p>ผลการศึกษามีข้อค้นพบ 6 แก่นสาระหลัก ดังนี้ 1) การเผชิญหน้ากับความจริงท่ามกลางความกลัวและความอับอาย “การตั้งครรภ์ที่ไม่ได้วางแผน”“ความกลัวการถูกตัดสินจากสังคมและคนรอบข้าง”“ความอับอายและการสูญเสียศักดิ์ศรี” 2) การปกปิดและการชะลอการเข้าถึงบริการจนถึงจุดวิกฤต “การปกปิดการตั้งครรภ์เป็นเวลานาน”“การทนทุกข์ทรมานกับอาการผิดปกติโดยไม่แสวงหาความช่วยเหลือ”“การเข้าถึงบริการเมื่อถึงจุดวิกฤตที่คุกคามชีวิต” 3) พลังแห่งความรักและการสนับสนุนจากครอบครัว “กระบวนการยอมรับและการปรับตัวของครอบครัว”“การให้การสนับสนุนทางอารมณ์และจิตใจ” 4) การเรียนรู้และการตื่นตัวต่อความสำคัญของการฝากครรภ์ “บทเรียนจากประสบการณ์การแท้งหรือภาวะแทรกซ้อนในอดีต"“การรับรู้ประโยชน์ ของการฝากครรภ์ต่อสุขภาพแม่และเด็ก”“การพัฒนาจากความไม่รู้สู่ความตระหนักรู้" 5) ความต้องการบริการที่เป็นมิตรและเหมาะสมกับช่วงวัย “การจัดบริการฝากครรภ์แยกเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น”“การบูรณาการบริการสุขภาพแบบครบวงจรในวันเดียว” 6) ความต้องการการสนับสนุนด้านข้อมูลและการดูแลอย่างต่อเนื่อง “การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพแบบทันใจผ่านช่องทางดิจิทัล”“การเยี่ยมบ้านในช่วงท้องแก่เพื่อความต่อเนื่องของการดูแล” การศึกษานี้จะช่วยพัฒนาบริการแบบ One-stop service และใช้ช่องทางดิจิทัล สำหรับสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นและครอบครัว</p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282373
ปัจจัยทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของพยาบาลแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน
2025-10-07T08:48:13+07:00
ณัฏฐจิรนันท์ วาสุเทพรังสรรค์
toon8rama@gmail.com
สุมลชาติ ดวงบุบผา
Sumolchat.pua@mahidol.ac.th
บัวหลวง สำแดงฤทธิ์
bualuang.sum@mahidol.ac.th
<p>การวิจัยเชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของพยาบาลแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ได้แก่ ความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อ ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ และทัศนคติต่อการป้องกันการติดเชื้อ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 73 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 5 ชุด ผ่านการตรวจคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า CVI เท่ากับ 1 เครื่องมือประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อ 3) แบบทดสอบความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.26 4) แบบวัดทัศนคติต่อการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.85 และ 5) แบบสอบถามการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำเข้า </p> <p>ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อในระดับค่อนข้างสูง ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อในระดับปานกลาง ทัศนคติต่อการป้องกันการติดเชื้อในระดับน้อย และการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อในระดับมาก ผลวิเคราะห์ปัจจัยทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อฯ พบว่า ความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อ ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ และทัศนคติต่อการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อสามารถร่วมกันทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ร้อยละ 11 โดยความวิตกกังวลต่อการติดเชื้อเป็นปัจจัยที่สามารถทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อฯของกลุ่มตัวอย่างได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับผู้บริหารในการพัฒนาระบบควบคุมการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต </p>
2026-04-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/283096
ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์และทัศนคติกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรของพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตหลังการเตรียมความพร้อม 6 เดือน
2025-10-30T14:30:16+07:00
ลัดดา อินทร์พรหมมา
iladda@kku.ac.th
บุปผา โคตะนิวงษ์
kbupph@kku.ac.th
สัญพิชา ศรภิรมย์
ssanpi@kku.ac.th
วัชรี พิมสา
pwacha@kku.ac.th
นิรันดร์ ธนไพศาล
nirana@kku.ac.th
พยอม บุญสุด
phaybu@kku.ac.th
สมคิด วิลเลี่ยมส์
psomkh@kku.ac.th
อมรรัตน์ ทองสวัสดิ์
pamron@kku.ac.th
รัสชนีย์ น่าบัณฑิตย์
nrutch@kku.ac.th
สิดารัตน์ สมัครสมาน
ssidar@kku.ac.th
ศรพิศ พรมผิว
psornp@kku.ac.th
มนทิราวรรณ พิมพ์ศรี
pimonti@kku.ac.th
เกศินี สมศรี
kesiso@kku.ac.th
วิทวดี ป้อมภูเขียว
witawadee@kku.ac.th
<p>การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์แบบอธิบายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ และทัศนคติกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรของพยาบาลที่ได้รับการเตรียมความพร้อมบทบาทหัวหน้าเวร ในหอผู้ป่วยวิกฤตหลังการเตรียมความพร้อม 6 เดือน กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบสำมะโนจากพยาบาลที่ผ่านการอบรม จำนวน 31 ราย โดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) แบบบันทึกข้อมูลประสบการณ์ 2) แบบประเมินทัศนคติ และ 3) แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวร ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.96 และ 0.99 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค 0.97 และ 0.94 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีประสบการณ์ทั้งด้านการปฏิบัติงาน และด้านการปฏิบัติบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร 2) มีทัศนคติต่อการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรระดับมาก และ 3) มีความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรทั้งรายด้านและโดยรวมระดับปฏิบัติได้ครบถ้วน เมื่อหาความสัมพันธ์ พบว่า ประสบการณ์ด้านระยะเวลาปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวร ด้านการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต และด้านการจัดการอัตรากำลังทางการพยาบาล และทัศนคติมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับความสามารถในการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรด้านการกำกับรักษาคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ด้านภาวะผู้นำ และความสามารถในการปฏิบัติบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวรโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>< .05) ผลการวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นความจำเป็นของการจัดอบรมเตรียมความพร้อม เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหัวหน้าเวร จึงควรมีการวางแผน และจัดการเตรียมความพร้อมพยาบาลก่อนการปฏิบัติบทบาทหัวหน้าเวรในหอผู้ป่วยวิกฤต</p>
2026-05-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282378
ผลของการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นโดยใช้สื่อมัลติมีเดียต่อพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาล
2025-09-23T12:14:43+07:00
กนกจันทร์ เขม้นการ
kanokjun.k@msu.ac.th
นิศาชล สังฆ์สุข
kanokjun.k@msu.ac.th
วัชราวรรณ วงศ์เครือศร
kanokjun.k@msu.ac.th
สุรชาติ สิทธิปกรณ์
kanokjun.k@msu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดสองครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรม การดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาลที่ฝึกประสบการณ์ปฏิบัติการพยาบาลบนคลินิก รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น 2 ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการเตรียมความพร้อมด้วยสื่อการสอนมัลติมีเดียและกลุ่มที่ได้รับการเตรียมความพร้อมด้วยวิธีปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 จำนวน 102 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 51 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบบล็อก เครื่องมือทดลองคือสื่อการสอนมัลติมีเดียที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมและแนวคิดการดูแลอย่างเอื้ออาทร 6C’s ของ Roach ประกอบไปด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความเมตตากรุณา ด้านความสามารถ ด้านความเชื่อมั่น ด้านการมีสำนึกทางจริยธรรม ด้านความยึดมั่นผูกพัน และด้านบุคลิกลักษณะ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.96 เครื่องมือรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาลมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรเพิ่มขึ้นจากสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาทำให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติด้วยสื่อการสอนมัลติมีเดียมีแนวโน้มช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลอย่างเอื้ออาทรของนิสิตพยาบาล อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องพัฒนากลยุทธ์การเรียนการสอนเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกมิติของความเอื้ออาทรอย่างยั่งยืน</p>
2026-04-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282590
บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต
2025-10-08T15:50:20+07:00
บุณยดา วงค์พิมล
ladda@reru.ac.th
ลัดดา พลพุทธา
ladda@reru.ac.th
<p>การปลูกถ่ายไตเป็นวิธีการบำบัดทดแทนไตในผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด มีกระบวนการรักษาที่มีความซับซ้อนสูง มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากกระบวนการรักษา และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยเฉพาะบทบาทของพยาบาลซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วย ในปัจจุบันประเทศไทยนั้นยังประสบปัญหาการขาดแคลนไตสำหรับการปลูกถ่าย โดยมีความต้องการสูงกว่าการบริจาค แต่อย่างไรก็ตามการปลูกถ่ายไตเป็นทางเลือกที่สำคัญในการรักษา เนื่องจากช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ไตวายระยะสุดท้าย และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต ซึ่งต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องทั้งระยะก่อนและหลัง การปลูกถ่ายไต พยาบาลจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจบทบาทในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต และมีการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการให้การดูแล โดยบทบาทที่สำคัญของพยาบาลคือ บทบาทการให้การพยาบาลระยะก่อนปลูกถ่ายไต การพยาบาลในระหว่างการผ่าตัดการปลูกถ่ายไต การพยาบาลในระยะเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายไต การให้ความรู้และส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพก่อนจำหน่าย และการเป็นผู้ประสานงานการดูแล บทความนี้ช่วยให้พยาบาลเข้าใจถึงบทบาทที่หลากหลายและสำคัญในการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ทั้งบทบาทอิสระและบทบาทร่วม เพื่อช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตมีคุณภาพชีวิตที่ดีและภาวะสุขภาพดีขึ้น</p>
2026-05-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/282916
การดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจชนิด Tetralogy of Fallot และ โรคลิ้นหัวใจรั่ว: กรณีศึกษาผู้ป่วย 2 ราย
2025-11-13T10:16:48+07:00
รัตนาภรณ์ อัศวเมฆิน
ratala@kku.ac.th
<p>โรคหัวใจในสตรีตั้งครรภ์เป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง และเป็นสาเหตุการตายของมารดา 1 ใน 5 อันดับแรกของสตรีตั้งครรภ์ในประเทศไทย การตั้งครรภ์และการคลอดส่งผลให้ภาวะโรคหัวใจเลวลง มารดามักเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวแบบคั่งน้ำ และหัวใจวายเฉียบพลันซึ่งเป็นสาเหตุของการตายมารดา นอกจากนั้นโรคหัวใจยังส่งผลทางลบต่อผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์ เช่น ทำให้เกิดภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด ทารกมีภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิด และการตายปริกำเนิด</p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอรายงานผู้ป่วย 2 ราย เพื่อให้เห็นถึงกระบวนการประเมินความเสี่ยง และการวางแผนการดูแลโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ของทีมสหสาขาวิชาชีพ และการสังเคราะห์บทเรียนจากการปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้พัฒนาแนวทางการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนและการตายของมารดาและทารก สตรีตั้งครรภ์รายที่ 1 เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว Tetralogy of fallot และรายที่ 2 เป็นโรคลิ้นหัวใจไมตรัล และลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว ซึ่งมีความซับซ้อนของพยาธิสภาพของโรค มีความเสี่ยงสูงต่อการตายของมารดาและทารก โดยสตรีตั้งครรภ์ทั้ง 2 ราย ได้รับการดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ การประเมินความเสี่ยงตาม Modified WHO risk classification of cardiovascular disease in pregnancy การติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในระยะตั้งครรภ์ การจัดการภาวะแทรกซ้อน การกำหนดเวลาคลอดและวิธีคลอดที่เหมาะสม และการเฝ้าระวังหลังคลอด กุญแจสำคัญของการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจ คือการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การวางแผนการดูแลรายบุคคลโดยสหสาขาวิชาชีพบนหลักฐานเชิงประจักษ์ และการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่การวางแผนก่อนตั้งครรภ์ การดูแลในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อทั้งมารดาและทารก</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ