https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/issue/feed
วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
2026-01-02T11:30:19+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร. จันทร์ทิรา เจียรณัย
jnatned@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (</strong><strong>Journal of Nursing and Therapeutic Care)</strong></p> <p><strong><span class="font-weight-bold" data-v-4fadc455="">ISSN:</span> 2985-1432 (Online)</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ ชื่อเดิม: วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </p> <p>และเปลี่ยนเฉพาะชื่อภาษาอังกฤษ <strong>จากเดิม "Journal of Nursing and Health Care" </strong></p> <p><strong>เป็น “Journal of Nursing and Therapeutic Care”</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (Journal of Nursing and Therapeutic Care) เป็นของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางของบุคลากรวิชาชีพการพยาบาลฯ การดูแลสุขภาพ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้และแนวปฏิบัติจากงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความอื่นๆที่น่าสนใจ <strong>เพื่อเพิ่มพูนความเข้มแข็งทางวิชาชีพการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ</strong> ดังนั้นจึงใคร่ขอเชิญชวนให้พยาบาลทุกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องที่สนใจส่งบทความมาเผยแพร่ในวารสารนี้ กองบรรณาธิการยินดีรับเรื่องที่ท่านส่งมาและยินดีสรรหาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ท่านเขียน มาให้ข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงต้นฉบับให้ได้คุณภาพอย่างสมบูรณ์แบบ</p> <p>ตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ ทุก ๆ 3 เดือน</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม</p> <p>ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p>ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/280922
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยป้องกันด้านบุคคลกับความฉลาดทางอารมณ์ของนิสิตพยาบาล หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 2 ปี 6 เดือน
2025-07-30T15:58:33+07:00
อรุโณทัย สิงห์ตาแก้ว
arunothai.sing@gmail.com
จิรกุล ครบสอน
totochung.toto@gmail.com
<p>การจะเป็นบัณฑิตพยาบาลที่มีคุณภาพ นิสิตจำเป็นต้องมีความสามารถในการรับรู้อารมณ์และความยืดหยุ่นต่อความยากลำบาก งานวิจัยระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่าปัจจัยป้องกันด้านบุคคล และความฉลาดทางอารมณ์เป็นคุณลักษณะสำคัญที่ช่วยให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีการศึกษาเกี่ยวกับตัวแปรแต่ละตัวในบริบทต่างประเทศ แต่ยังมีช่องว่างความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสองในบริบทนิสิตพยาบาลไทย โดยเฉพาะในหลักสูตรเร่งรัด 2 ปี 6 เดือน ที่มีลักษณะเฉพาะคือนิสิตมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนและต้องเรียนในระยะเวลาอัดแน่น การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคะแนนเฉลี่ยของ 1) ปัจจัยป้องกันด้านบุคคล 2) ความฉลาดทางอารมณ์ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสองของนิสิตพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตพยาบาลหลักสูตร 2 ปี 6 เดือน ชั้นปีที่ 3-4 จากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในปทุมธานี จำนวน 150 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลระหว่าง 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566 – 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เครื่องมือประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินปัจจัยป้องกันด้านบุคคล และแบบวัดความฉลาดทางอารมณ์ของกรมสุขภาพจิต ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.85 และ 0.87 ตามลำดับ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 28.49 ปี เกรดเฉลี่ย 3.11 (S.D. = 0.22) มีคะแนนปัจจัยป้องกันด้านบุคคลเฉลี่ย 80.74 อยู่ในระดับสูง และคะแนนความฉลาดทางอารมณ์เฉลี่ยรวม 178.17 (ด้านดี 62.55, ด้านเก่ง 60.63 และด้านสุข 54.99) อยู่ในระดับปกติขึ้นไป พบความสัมพันธ์ทางบวกระดับสูงระหว่างปัจจัยป้องกันด้านบุคคลกับความฉลาดทางอารมณ์ (r=0.78, <em>p</em><.001) และความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์แต่ละด้าน (ด้านดี r=0.75, ด้านเก่ง r=0.69 และด้านสุข r=0.73, <em>p</em><.001) ซึ่งจากผลการศึกษาสามารถนำไปพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมเสริมเพื่อส่งเสริมปัจจัยป้องกันด้านบุคคลและความฉลาดทางอารมณ์ของนิสิตพยาบาล เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีคุณภาพต่อไป </p>
2026-01-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/281011
การเปรียบเทียบผลลัพธ์การตั้งครรภ์และการคลอดของหญิงตั้งครรภ์ก่อนและ ระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงพยาบาลขอนแก่น
2025-08-02T22:03:24+07:00
กนกพร วรรณพงศ์
amm.knp@kkumail.com
สมจิตร เมืองพิล
sompha@kku.ac.th
ทิวาวรรณ เทพา
tthiwawan@kku.ac.th
ธัญญลักษณ์ วงศ์ลือชา
tanyalak_54@hotmail.com
ปราณี นามหานวล
praneenumhanual@gmail.com
<p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์นี้ใช้วิธีการศึกษาทางระบาดวิทยาแบบเปรียบเทียบกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มควบคุมโดยไม่ได้มีการจับคู่ เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์การตั้งครรภ์และการคลอดของผู้คลอดในช่วงก่อนและระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในโรงพยาบาลขอนแก่น เก็บรวบรวมข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลในระบบเวชระเบียนผู้คลอดของโรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มควบคุม คือผู้คลอดช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีข้อมูลในเวชระเบียนระหว่างวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561 ถึงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 จำนวน 2,550 คน และ 2) กลุ่มศึกษา คือผู้คลอดในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีข้อมูลในเวชระเบียนระหว่างวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 จำนวน 2,550 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบตรวจสอบรายการและเติมคำ ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไป การฝากครรภ์ ผลลัพธ์การตั้งครรภ์และการคลอด ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ผลลัพธ์การตั้งครรภ์และการคลอดด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติกแบบ 2 กลุ่ม</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้คลอดกลุ่มศึกษาซึ่งคลอดระหว่างที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีแนวโน้มคลอดก่อนกำหนดน้อยกว่า แต่มีภาวะตกเลือดหลังคลอดมากกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งคลอดก่อนที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยกลุ่มควบคุมมีการฝากครรภ์น้อยกว่ากลุ่มศึกษา ทารกกลุ่มศึกษามีแนวโน้มเป็นทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยในอัตราที่น้อยกว่ากลุ่มควบคุมมีภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิดน้อยกว่า และเข้ารับการรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิดน้อยกว่ากลุ่มควบคุม นอกจากนี้ ทารกกลุ่มศึกษามีแนวโน้มที่จะถูกแยกจากมารดามากกว่ากลุ่มควบคุม ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน และเตรียมความพร้อมของระบบบริการสุขภาพในการบริหารจัดการกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคต</p>
2026-01-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/279476
ผลของนวัตกรรมชุดหุ่นตรวจครรภ์เสมือนจริงต่อการรับรู้ทักษะการตรวจครรภ์ และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์
2025-06-14T16:15:39+07:00
ดารุนนีย์ สวัสดิโชตติ์
Tats_nu37@npu.ac.th
ทัศน์วรรณ สุนันต๊ะ
Tats_nu37@npu.ac.th
สุปราณี สิทธิกานต์
Tats_nu37@npu.ac.th
ประไพรัตน์ แก้วศิริ
Tats_nu37@npu.ac.th
พยอม สินธุศิริ
Tats_nu37@npu.ac.th
ดรัลรัตน์ เชื้อเมืองแสน
Tats_nu37@npu.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ทักษะการตรวจครรภ์ระหว่างกลุ่มทดลองที่ใช้นวัตกรรมชุดหุ่นตรวจครรภ์เสมือนจริงและกลุ่มควบคุมที่ได้รับการเรียนการสอนตามปกติ 2) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ทักษะการตรวจครรภ์ก่อนและหลังใช้นวัตกรรมชุดหุ่นตรวจครรภ์เสมือนจริงของกลุ่มทดลอง 3) ประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ต่อการใช้นวัตกรรมชุดหุ่นตรวจครรภ์เสมือนจริง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครพนม มหาวิทยาลัยนครพนม ที่ฝึกปฏิบัติงานรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลมารดาและทารกในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2565 และได้เสร็จสิ้นการฝึกปฏิบัติ ณ แผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลนครพนม โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการสอนโดยใช้นวัตกรรมชุดหุ่นตรวจครรภ์เสมือนจริง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนด้วยวิธีการปกติของรายวิชา คือ การบรรยายและสาธิตการตรวจครรภ์โดยใช้หุ่นจำลองทั่วไปของห้องปฏิบัติการ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินการรับรู้ทักษะการตรวจครรภ์ และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมชุดหุ่นตรวจครรภ์เสมือนจริง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการทดสอบค่าที </p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองที่ใช้นวัตกรรมชุดหุ่นตรวจครรภ์เสมือนจริงมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ทักษะการตรวจครรภ์มากกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการเรียนการสอนตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>< .01) มีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ทักษะการตรวจครรภ์หลังใช้นวัตกรรมชุดหุ่นตรวจครรภ์เสมือนจริงมากกว่าก่อนใช้นวัตกรรมชุดหุ่นตรวจครรภ์เสมือนจริง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>(</em><em>p</em> < .01) และมีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมชุดหุ่นตรวจครรภ์เสมือนจริงอยู่ในระดับมากที่สุด จากผลการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่าผู้สอนในสถาบันการศึกษาควรนำนวัตกรรมชุดหุ่นตรวจครรภ์เสมือนจริงไปใช้เป็นสื่อการสอนในการจัดการเรียนการสอน การเตรียมความพร้อมก่อนฝึกปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการพยาบาล และทบทวนการฝึกประสบการณ์ในห้องปฏิบัติการควบคู่กับการฝึกปฏิบัติกับหญิงตั้งครรภ์ในสถานการณ์จริง และควรมีการส่งเสริมการบูรณาการพัฒนานวัตกรรมกับการวิจัยควบคู่กับการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาทักษะและสมรรถนะวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-01-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/281042
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการออกกำลังกายโดยการฟ้อนรำอีสานต่ออาการเหนื่อยล้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในชุมชน
2025-08-22T13:58:42+07:00
ปลมา โสบุตร์
palama@reru.ac.th
ศตวรรษ อุดรศาสตร์
palama@reru.ac.th
ธัญลักษณ์ หวังมวนกลาง
palama@reru.ac.th
นวลปราง เห็มนุช
palama@reru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการออกกำลังกายโดยการฟ้อนรำอีสานต่ออาการเหนื่อยล้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในชุมชน โดยประยุกต์แบบจำลองการจัดการอาการของ Dodd และคณะ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่อาศัยอยู่ในเขตความรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านดงหวาย ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 102 คน สุ่มแบบหลายขั้นตอนแบ่งเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 51 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการออกกำลังกายโดยการฟ้อนรำอีสาน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบไปด้วย โปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการออกกำลังกายโดยการฟ้อนรำอีสาน ระยะเวลาดำเนินการ 8 สัปดาห์ หาค่าความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน เท่ากับ 0.90 และแบบประเมินอาการเหนื่อยล้า หาความเชื่อมั่นโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.85 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล เปรียบเทียบข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองโดยใช้สถิติ Chi-square test และ Fisher’s exact test และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความเหนื่อยล้า โดยใช้สถิติ Paired t-test, Independent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความเหนื่อยล้า กลุ่มทดลองก่อนและหลังเข้าโปรแกรมฯ มีค่าเฉลี่ยคะแนนความเหนื่อยล้า ก่อนและหลังทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนความเหนื่อยล้าระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม หลังเข้าโปรแกรมฯ มีค่าเฉลี่ยคะแนนความเหนื่อยล้าหลังทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น โปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการออกกำลังกายโดยการฟ้อนรำอีสานช่วยลดอาการเหนื่อยล้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการพยาบาลในคลินิกเบาหวานระดับปฐมภูมิเพื่อช่วยผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จัดการอาการเหนื่อยล้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-01-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/280500
อิทธิพลของพฤติกรรมภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น การรับรู้สมรรถนะแห่งตนและพฤติกรรมสร้างนวัตกรรมในการทำงาน ต่อการปฏิบัติตามบทบาท ในงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลเอกชน
2025-07-09T15:43:44+07:00
พัชราพร ตาใจ
patcharaporn.air@gmail.com
เนตรชนก ศรีทุมมา
netchanoks@christian.ac.th
สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ
sluangamornlert@yahoo.com
<p>การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเส้นทางอิทธิพลของพฤติกรรมภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และพฤติกรรมสร้างนวัตกรรมในการทำงานต่อการปฏิบัติตามบทบาทในงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลเอกชน กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 287 ราย จากโรงพยาบาลเอกชนที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานระดับสากล เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามพฤติกรรมภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น การรับรู้สมรรถนะแห่งตน พฤติกรรมสร้างนวัตกรรมในการทำงาน และการปฏิบัติตามบทบาทในงาน ความตรงตามเนื้อหาได้เท่ากับ 0.95, 0.96, 0.94 และ 0.95 ตามลำดับ ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.96, 0.90, 0.97, และ0.95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจของผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น มีอิทธิพลทางตรงต่อการปฏิบัติตามบทบาทในงานของพยาบาลวิชาชีพ มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และผ่านพฤติกรรมสร้างนวัตกรรมในการทำงาน โดยโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ สามารถทำนายการปฏิบัติตามบทบาทในงานได้ ร้อยละ 64 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นจำเป็นต้องมีพฤติกรรมภาวะผู้นำแบบเสริมพลังอำนาจ เพื่อส่งเสริมให้พยาบาลวิชาชีพมีความเชื่อในความสามารถของตนเอง เกิดความคิดและกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ ส่งผลให้พยาบาลสามารถปฏิบัติงานตามบทบาทในงานได้ดีขึ้น</p>
2026-01-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/280827
การพัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนทางยาภายในหน่วยงานวิสัญญี โรงพยาบาลหนองคาย
2025-08-18T11:03:55+07:00
เนตรนภา บุญประชารัตน์
netboonpracha@gmail.com
พันทิภา พิสัยพันธ์
Panthipa1986@gmail.com
วาชินี ชินราช
wachineechin@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนทางยาภายในหน่วยงานวิสัญญี โรงพยาบาลหนองคาย แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) ระยะเตรียมการ 2) ระยะปฏิบัติการ มี 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการสังเกตการณ์ และสะท้อนกลับ รวม 2 วงรอบ และ 3) ระยะประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วยวิสัญญีแพทย์และวิสัญญีพยาบาล 16 คน และผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึก จำนวน 4,110 ราย แบ่งเป็นกลุ่มก่อนใช้ 2,020 ราย และกลุ่มหลังใช้แนวปฏิบัติ 2,090 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น ผ่านการตรวจสอบคุณภาพค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.88 แบบประเมินความเป็นไปได้ในการใช้แนวปฏิบัติ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ค่าความเที่ยงตรงของ เท่ากับ 0.83 และ 0.90 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.83 และ 0.71 ตามลำดับ แบบเก็บข้อมูลอุบัติการณ์และระดับความรุนแรงคลาดเคลื่อนทางยา ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการสรุปผลนำเสนอในลักษณะพรรณนา ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา การเปรียบเทียบสัดส่วนอุบัติการณ์และระดับความรุนแรงก่อนและหลังใช้แนวปฏิบัติ ด้วย Z test และเปรียบเทียบคะแนนความพึงพอใจในการใช้งานระหว่างก่อนและหลังใช้นวัตกรรม ด้วยสถิติ Wilcoxon signed rank test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นครอบคลุมกระบวนการใช้ยา 6 ขั้นตอน ได้แก่ การสั่งใช้ยา การเตรียมยา การบริหารยา การติดตามการใช้ยา การบันทึกข้อมูล และการเก็บรักษายาและ 2) ผลของการใช้แนวปฏิบัติพบว่ามีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้งานระดับมากที่สุด ความพึงพอใจหลังใช้งานนวัตกรรมมากกว่าก่อนใช้นวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>(</em><em>p</em>< .001) รวมทั้งสัดส่วนอุบัติการณ์และระดับความรุนแรงความคลาดเคลื่อนทางยาหลังใช้แนวปฏิบัติลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>(</em><em>p</em>< .001) ดังนั้นแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการใช้ยาช่วยลดอุบัติการณ์และระดับความรุนแรงของความคลาดเคลื่อนทางยาได้</p>
2026-01-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/280235
ชุดการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลบริเวณปากและใบหน้าในผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ: กรณีศึกษา
2025-06-25T22:31:09+07:00
พรรณวิภา อาษาศึก
phanvipa_a@kkumail.com
มะลิวรรณ ศิลารัตน์
smaliw@kku.ac.th
<p>การเกิดแผลบริเวณปากและใบหน้าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ทำให้ผู้ป่วยปวดแผล ไม่สุขสบาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนั้นการป้องกันการเกิดแผลดังกล่าวจึงเป็นบทบาทสำคัญสำหรับพยาบาล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลบริเวณปากและใบหน้าในผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ที่พัฒนาตามรูปแบบการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการพยาบาลของศูนย์ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงของซูคัพ ได้ชุดการพยาบาล ประกอบด้วย 1) ประเมินความเสี่ยงการเกิดแผลบริเวณปากและใบหน้า โดยใช้แบบประเมินทั้งหมด 7 ข้อ ได้แก่ ระดับความรู้สึกตัว ความเปียกชื้นของผิวหนัง ลักษณะผิวหนังและเนื้อเยื่อ ระยะเวลาใส่ท่อช่วยหายใจ ระดับอัลบูมินในเลือด อุณหภูมิร่างกาย และการได้รับยากระตุ้นการหดหลอดเลือด โดยคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 6 คือ มีความเสี่ยงสูง และ 2) กิจกรรมการพยาบาลตามระดับความเสี่ยง ได้แก่ การเปลี่ยนตำแหน่งท่อช่วยหายใจทุก 12-24 ชั่วโมง การติดและลอกพลาสเตอร์อย่างถูกวิธี การพยุงท่อส่งก๊าซ การทำความสะอาดช่องปากทุก 4 ชั่วโมง การส่งเสริมความชุ่มชื้นของริมฝีปากและผิวหนังบริเวณใบหน้า มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1</p> <p>ผลการนำชุดการพยาบาลไปทดลองใช้กับกรณีศึกษา 2 ราย ในผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่ใส่ท่อช่วยหายใจทางปากโดยติดตามประเมินผลภายใน 96 ชั่วโมง พบว่าไม่เกิดแผลบริเวณปากและใบหน้า อย่างไรก็ตามชุดการพยาบาลดังกล่าวควรได้รับการทดสอบประสิทธิผลในการวิจัยก่อนนำไปประยุกต์ใช้ในวงกว้าง</p>
2026-01-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/280824
การดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจ: แนวทางปฏิบัติในปัจจุบัน
2025-08-05T13:45:03+07:00
มุขพล ปุนภพ
khantarut@gmail.com
คัณธารัตน์ จันทร์ศิริ
khantarut@gmail.com
ธารทนา สุปรียธิติกุล
khantarut@gmail.com
<p>การดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจเป็นหัตถการสำคัญในการรักษาทางเดินหายใจให้โล่งเพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอในผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ จึงจำเป็นต้องมีแนวทางปฏิบัติที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและความปลอดภัยต่อผู้ป่วย บทความวิชาการฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับการดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจตามคำแนะนำฉบับปรับปรุงล่าสุดจากสมาคมการดูแลระบบหายใจแห่งสหรัฐอเมริกาปี พ.ศ. 2565 และการทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูดเสมหะ เพื่อส่งเสริมการนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ในทางคลินิกเพื่อการปรับปรุงคุณภาพการดูแลลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ</p> <p> แนวทางปฏิบัติเรื่องการดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจในบทความนี้มีประเด็นสำคัญที่เน้นการดูดเสมหะเมื่อมีข้อบ่งชี้ ที่ชัดเจน เช่น การเห็นหรือได้ยินเสียงเสมหะ การพบกราฟแสดงการไหลของอากาศจากเครื่องช่วยหายใจมีลักษณะเป็นฟันเลื่อย สำหรับเทคนิคของการดูดเสมหะนั้น พบว่าการใช้เทคนิคการดูดเสมหะแบบปิดอาจลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจนและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ดีกว่า การดูดเสมหะควรเลือกใช้สายดูดเสมหะขนาดเล็กและเปิดแรงดันลบให้น้อยที่สุด ไม่ควรเกิน 200 mmHg การดูดเสมหะต้องกระทำภายใต้การช่วยหายใจร่วมกับการให้ออกซิเจน ในปริมาณสูงอย่างเพียงพอโดยพิจารณาให้เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย และควรใช้เทคนิคการดูดเสมหะในระดับตื้นในผู้ป่วยทุกราย ในแต่ละครั้งของการดูดเสมหะควรใช้ระยะเวลาไม่เกิน 15 วินาที ไม่แนะนำให้หยดน้ำเกลือในท่อช่วยหายใจในระหว่างการดูดเสมหะ และการดูดเสมหะจำเป็นต้องทำด้วยเทคนิคปราศจากเชื้อ ซึ่งพยาบาลสามารถนำความรู้ใหม่ไปประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางในการดูดเสมหะผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะพร่องออกซิเจน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะปอดอักเสบติดเชื้อที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ</p>
2026-01-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ