https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/issue/feed วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ 2026-07-07T15:14:45+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร. จันทร์ทิรา เจียรณัย jnatned@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (</strong><strong>Journal of Nursing and Therapeutic Care)</strong></p> <p><strong><span class="font-weight-bold" data-v-4fadc455="">ISSN:</span> 2985-1432 (Online)</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ ชื่อเดิม: วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </p> <p>และเปลี่ยนเฉพาะชื่อภาษาอังกฤษ <strong>จากเดิม "Journal of Nursing and Health Care" </strong></p> <p><strong>เป็น “Journal of Nursing and Therapeutic Care”</strong></p> <p>วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ (Journal of Nursing and Therapeutic Care) เป็นของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางของบุคลากรวิชาชีพการพยาบาลฯ การดูแลสุขภาพ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้และแนวปฏิบัติจากงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความอื่นๆที่น่าสนใจ <strong>เพื่อเพิ่มพูนความเข้มแข็งทางวิชาชีพการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ</strong> ดังนั้นจึงใคร่ขอเชิญชวนให้พยาบาลทุกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องที่สนใจส่งบทความมาเผยแพร่ในวารสารนี้ กองบรรณาธิการยินดีรับเรื่องที่ท่านส่งมาและยินดีสรรหาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ท่านเขียน มาให้ข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงต้นฉบับให้ได้คุณภาพอย่างสมบูรณ์แบบ</p> <p>ตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ ทุก ๆ 3 เดือน</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม</p> <p>ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p>ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/284118 ประสบการณ์การเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน: การวิจัยเชิงคุณภาพ 2025-12-09T11:46:39+07:00 ภัทรมนัส พงศ์รังสรรค์ phattharamanatp@nu.ac.th ระวีวรรณ พิไลยเกียรติ weewan15@yahoo.co.th ปวงกมล กฤษณบุตร poungkamonk@nu.ac.th อชิรญาน์ ศรีพัฒนาวัฒน์ archirayas@nu.ac.th <p>พยาบาลพี่เลี้ยงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในระยะเปลี่ยนผ่านของพยาบาลจบใหม่ จากชีวิตนักศึกษาพยาบาลสู่การเป็นพยาบาลวิชาชีพอย่างภาคภูมิใจ การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ผู้ให้ข้อมูลคือพยาบาลพี่เลี้ยงที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวน 27 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด รวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม จำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มละ 8-10 คน ใช้เวลากลุ่มละ 60–70 นาที วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ประสบการณ์การเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน สามารถสรุปได้ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การรับรู้เกี่ยวกับบทบาทการเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ประกอบด้วย ผู้สร้างความมั่นใจในการทำงาน ผู้ชี้แนะการลงมือปฏิบัติงานครั้งแรก ผู้ช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และผู้เป็นแบบอย่างที่ดีทางวิชาชีพ 2) การทำหน้าที่เป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ประกอบด้วย ทบทวนความรู้ภาคทฤษฎี ถ่ายทอดประสบการณ์ภาคปฏิบัติ สนับสนุนให้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ให้ความเป็นกันเองในการทำงานร่วมกัน และเสริมสร้างพลังอำนาจในการทำงาน และ 3) ความท้าทายในการทำหน้าที่เป็นพยาบาลพี่เลี้ยงให้กับพยาบาลจบใหม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ประกอบด้วย การเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงจากการมอบหมายงาน ขาดความมั่นใจในความรู้ของตนเอง ความซ้อนทับการทำหน้าที่ของพยาบาลพี่เลี้ยง ความแตกต่างทางความคิดของช่วงวัย และขาดแนวทางการทำหน้าที่พยาบาลพี่เลี้ยงที่ชัดเจน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารทางการพยาบาลควรมีการกำหนดแนวทางการสรรหาและพัฒนาศักยภาพพยาบาลพี่เลี้ยงสำหรับการสอนงานพยาบาลจบใหม่อย่างเหมาะสม และพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการที่ลดความซ้อนทับการทำหน้าที่ของพยาบาลพี่เลี้ยง เพื่อให้พยาบาลพี่เลี้ยงสามารถทำหน้าที่ของการเป็นพยาบาลพี่เลี้ยงได้เต็มศักยภาพ</p> 2026-07-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/284352 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพ 2025-12-23T13:17:14+07:00 กุลธรา จงตระการสมบัติ arinmet@gmail.com อริญชย์ เมตรพรมราช arinmet@gmail.com มัณฑนา สังคมกำแหง arinmet@gmail.com เบญจมาศ แสนแสง arinmet@gmail.com สำเนียง ปักเขมายัง arinmet@gmail.com ภาวิณี จิตรนอก arinmet@gmail.com วราลักษณ์ ภูสิทธิ์ธนากุล arinmet@gmail.com ประไพจิตร์ วงศ์แสน arinmet@gmail.com สุพรรษา นิยมชัย arinmet@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุ เจตคติต่อผู้สูงอายุ การรับรู้ต่อการพยาบาลเอื้ออาทรตามแนวคิดระบบบริการเอื้ออาทรผู้สูงอายุโมเดลมหาวิทยาลัยขอนแก่น พฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุ เจตคติต่อผู้สูงอายุ การรับรู้ต่อการพยาบาลเอื้ออาทรตามแนวคิดระบบบริการเอื้ออาทรผู้สูงอายุโมเดลมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพ ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพยาบาลวิชาชีพ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 161 ราย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุ แบบสอบถามเจตคติต่อผู้สูงอายุ แบบสอบถามการรับรู้ต่อการพยาบาลเอื้ออาทรตามแนวคิดระบบบริการเอื้ออาทรผู้สูงอายุโมเดลมหาวิทยาลัยขอนแก่น และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุ ที่มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.72, 0.81, 0.96 และ 0.95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ด้วยสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุโดยรวมน้อย มีเจตคติต่อผู้สูงอายุโดยรวมเป็นกลาง มีการรับรู้ต่อการพยาบาลเอื้ออาทรตามแนวคิดระบบบริการเอื้ออาทรผู้สูงอายุโมเดลมหาวิทยาลัยขอนแก่นโดยรวมสูงมาก มีพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุโดยรวมในระดับสูง ตำแหน่งการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับน้อยกับพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพ และการรับรู้ต่อการพยาบาลเอื้ออาทรตามแนวคิดระบบบริการเอื้ออาทรผู้สูงอายุโมเดลมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าถึงแม้พยาบาลจะมีการรับรู้เกี่ยวกับการพยาบาลเอื้ออาทรผู้สูงอายุที่สูงมาก และมีพฤติกรรมการดูแลแบบเอื้ออาทรผู้สูงอายุที่สูง แต่ยังพบว่าพยาบาลยังมีความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุน้อย ดังนั้นหากมีการส่งเสริมความรู้และกระตุ้นให้พยาบาลมีการรับรู้ต่อระบบการพยาบาลเอื้ออาทรผู้สูงอายุ ก็จะช่วยทำให้พยาบาลมีพฤติกรรมการพยาบาลอย่างเอื้ออาทรผู้สูงอายุมากขึ้นได้ และให้การดูแลได้อย่างถูกต้องบนพื้นฐานองค์ความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุ</p> 2026-08-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/284637 ผลของโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ร่วมกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อการดูแลตนเอง ภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ และภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัด 2026-01-16T11:52:23+07:00 จุฑามาศ มูลภิชัย jutamas.m65@rsu.ac.th น้ำอ้อย ภักดีวงศ์ nam-oy.p@rsu.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยก่อนการทดลองแบบ 1 กลุ่มวัดซ้ำ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ร่วมกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อการดูแลตนเอง ภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ และภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง จำนวน 29 ราย ได้รับโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ร่วมกับแอปพลิเคชันไลน์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ประเมินการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบและภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำ หลังเข้าโปรแกรมฯ 3 ครั้ง ติดตามการเกิดเยื่อบุช่องปากอักเสบ และภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำหลังรับยาเคมีบำบัด 4 รอบ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการดูแลตนเอง และแบบบันทึกอาการในช่องปากและอุณหภูมิร่างกาย ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 และความเชื่อมั่นชนิดความสอดคล้องภายในของแบบสอบถามการดูแลตนเองได้ค่าสัมประสิทธิอัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.89 บรรยายลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง อัตราการเกิด ระดับความรุนแรงของภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบและภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนการดูแลตนเองโดยใช้สถิติทดสอบ Friedman matched samples และ Wilcoxon signed – rank test และเปรียบเทียบอัตราการเกิดเยื่อบุช่องปากอักเสบ และภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำโดยใช้สถิติ Cochran's Q test และ McNemar test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยอันดับการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบและภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำของกลุ่มตัวอย่างหลังเข้าโปรแกรมฯทั้ง 3 ครั้งอยู่ในระดับดี และกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยอันดับการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบหลังเข้าโปรแกรมครั้งที่ 3 มากกว่าหลังเข้าโปรแกรมครั้งที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&lt;.01) 2) การเกิดภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบหลังรับยาเคมีบำบัดรอบที่ 1-4 พบลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt;.05) ระดับความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือระดับ 1 และ 3) การเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำหลังรับยาเคมีบำบัดรอบที่ 1-4 ไม่แตกต่างกัน (<em>p </em>&gt;.05) ระดับความรุนแรงที่พบมากที่สุด คือ ระดับ 1 สรุปได้ว่า โปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ร่วมกับแอปพลิเคชันไลน์ช่วยเพิ่มความสามารถในการดูแลตนเอง และลดการเกิดภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รับยาเคมีบำบัด</p> 2026-07-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/285359 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองภาวะเสี่ยงในมารดาหลังคลอดโรงพยาบาลขอนแก่น 2026-01-26T14:57:44+07:00 สุธิดา สิงห์ศิริเจริญกุล supawadee.t@bcnkk.ac.th สุวรรณา ธาดาพิพัฒน์ supawadee.t@bcnkk.ac.th ศุภวดี แถวเพีย supawadee.t@bcnkk.ac.th ทิพวรรณ ทัพซ้าย supawadee.t@bcnkk.ac.th วรรณพร คำพิลา supawadee.t@bcnkk.ac.th พัชราภรณ์ เจียรนัยธนะกิจ supawadee.t@bcnkk.ac.th นวลจันทร์ ไพบูลย์บรรพต supawadee.t@bcnkk.ac.th กนกวรรณ โสภณพงษ์ supawadee.t@bcnkk.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนารูปแบบการคัดกรองภาวะเสี่ยงในมารดาหลังคลอดมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค สถานการณ์ ความต้องการ 2) พัฒนารูปแบบการคัดกรองภาวะเสี่ยง และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบในมารดาหลังคลอดโรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรด้านสุขภาพ จำนวน 22 คน และมารดาหลังคลอด จำนวน 201 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกปัญหา อุปสรรค สถานการณ์ และความต้องการการพัฒนารูปแบบการคัดกรองภาวะเสี่ยง และแบบคัดกรองภาวะเสี่ยงในมารดาหลังคลอด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>จากการศึกษาพบประเด็นปัญหาการคัดกรองภาวะเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ความไม่สอดคล้องในการใช้แบบประเมิน ภาระงานที่ค่อนข้างมาก ข้อจำกัดด้านการสื่อสารกับมารดาชาวต่างชาติ ปัญหาความต่อเนื่องของข้อมูลระหว่างการส่งต่อ และยังพบว่า การตระหนักถึงความเสี่ยงของตัวมารดาเองและการโยกย้ายบุคลากรบ่อยครั้งเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน สำหรับสถานการณ์เดิมนั้นมีการคัดกรองแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) ช่วง 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด 2) การติดตามต่อเนื่องในตึกผู้ป่วย และ 3) การประสานงานทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งผลการศึกษาได้สะท้อนความต้องการ 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) การปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้ชัดเจนตั้งแต่แรกรับถึงจำหน่าย 2) การพัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงเครือข่ายชุมชน 3) การเสริมสร้างสมรรถนะบุคลากร และ 4) การนำเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์มาช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรอง รูปแบบการคัดกรองที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การคัดกรองเชิงรุก การให้การพยาบาลตามระดับความเสี่ยง การประสานงานและส่งต่อข้อมูลข้ามแผนก การพัฒนาศักยภาพทีมงาน และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง สรุปได้ว่ารูปแบบดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในการช่วยสร้างระบบการเฝ้าระวังที่ไร้รอยต่อ ส่งเสริมการทำงานเชิงรุก และเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับมารดาหลังคลอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-07-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/284091 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่เข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ 2025-12-15T14:57:34+07:00 มาณิกา อยู่สำราญ maniga.y@msu.ac.th ดวงธิดา ช่างย้อม duangtida.s@msu.ac.th กัญจน์ณิชา เรืองชัยทวีสุข Kunnicha.yths@gmail.com สุระเดช ไชยตอกเกี้ย suradet_chai@hotmail.com วิชชุดา อันทรง Witchuda.angel1985@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยข้อมูลส่วนบุคคลปัจจัยข้อมูลการส่องกล้องและสภาวะการเจ็บป่วย และปัจจัยความต้องการข้อมูลก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่ กับความวิตกกังวลของผู้ป่วยส่องกล้องลำไส้ใหญ่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่มารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ณ ห้องส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร แผนกห้องผ่าตัด โรงพยาบาลจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 152 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ 4 ส่วน ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และสภาวะการเจ็บป่วย แบบสอบถามความต้องการข้อมูลของผู้ป่วยส่องกล้องลำไส้ใหญ่ และแบบสอบถามความวิตกกังวลของผู้ป่วยส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.81 และ 0.76 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติไคสแควร์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการข้อมูลอยู่ในระดับมาก ความวิตกกังวลอยู่ในระดับสูง อายุและระยะเวลาการเป็นโรคมีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความต้องการข้อมูลข่าวสารมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับความวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ปัจจัยอื่นไม่มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวล ดังนั้นพยาบาลจึงควรพัฒนาโปรแกรมการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อช่วยบรรเทาความวิตกกังวลอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มความพึงพอใจในบริการต่อไป</p> 2026-07-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ