วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt <p style="font-weight: 400;"><strong>วารสารเทคนิคการแพทย์</strong> เป็นวารสารทางวิชาการของสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมถ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ</p> <p style="font-weight: 400;">วารสารเทคนิคการแพทย์ เป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความวิชาการ และเป็นสื่อกลางเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการ และผลงานวิจัยด้านเทคนิคการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาต่าง ๆ โดยรับพิจารณาบทความทั้งหมด 6 ประเภท คือ นิพนธ์ต้นฉบับ บทความปริทัศน์ รายงานกรณีศึกษา บทความวิจัยอย่างสั้น จดหมายถึงบรรณาธิการ และ บทบรรณาธิการ </p> <p style="font-weight: 400;"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></p> <ol style="font-weight: 400;"> <li>เป็นสื่อกลางเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการ และผลงานวิจัยด้านเทคนิคการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาต่างๆ</li> <li>เพื่อกระตุ้นการวิจัยและการพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญในสาขาเทคนิคการแพทย์</li> <li>เพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างนักเทคนิคการแพทย์และผู้ให้บริการทางการแพทย์อื่นๆ</li> </ol> <p style="font-weight: 400;">บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารจะต้องมีการอ่านตรวจทานต้นฉบับ จากคณะบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะสาขาจากภายนอก อย่างน้อย 3 ท่าน โดยปกปิดข้อมูลทั้งสองทาง (double-blinded, peer-review) </p> <p style="font-weight: 400;"><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่:</strong><strong> ไม่เสียค่าใช้จ่าย</strong></p> <p style="font-weight: 400;"><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong> ปีละ 3 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน <br />ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>Indexed and Abstracts</strong></p> <p style="font-weight: 400;">- Thailand Citation Index Center (TCI) Tier 1 (จนถึง 31 ธันวาคม 2572)</p> th-TH jmt.amtt2016@gmail.com (ผศ. ดร. ทนพ.เอนก ภู่ทอง (Asst. Prof. Dr. Anek Pootong) ) jmt.amtt2016@gmail.com (รณพร คำพามา (Mrs. Ranaporn Kampama)) Fri, 26 Dec 2025 09:45:26 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ลักษณะระดับโมเลกุลของเชื้อ Acinetobacter baumannii ดื้อยาคาร์บาพีเนมที่แยกได้จากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276842 <p style="font-weight: 400;"><em>Acinetobacter baumannii</em> (<em>A</em><em>.</em><em> baumannii</em>) เป็นแบคทีเรียแกรมลบรูปร่างท่อนสั้น ไม่หมักย่อยน้ำตาล พบได้ทั่วไปทั้งในน้ำและดิน จัดเป็นแบคทีเรียก่อโรคหนึ่งในกลุ่ม ESKAPE มีศักยภาพในการดื้อยาต้านจุลชีพ ในการจัดลำดับแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะขององค์การอนามัยโลกเพื่อการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพ พบว่า <em>A</em><em>.</em><em> baumannii</em> ดื้อยาคาร์บาพีเนม (carbapenem-resistant <em>A. baumannii</em>, CRAB) เป็นเชื้อก่อโรคที่มีความสำคัญในระดับวิกฤต การศึกษาแบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะระดับโมเลกุลของเชื้อ CRAB ที่แยกได้จากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2565 พบ <em>A</em><em>.</em><em> baumannii</em> 244 ไอโซเลท จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย 166 คน เป็น CRAB 171 ไอโซเลท (ร้อยละ 70.1) พบอัตราการดื้อยากลุ่มคาร์บาพีเนมของเชื้อ <em>A</em><em>.</em><em> baumannii</em> เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 64.4 ในปี 2563 เป็นร้อยละ 73.8 ในปี 2564 ลดลงเป็นร้อยละ 66.4 ในปี 2565 และร้อยละ 61.5 ในปี 2566 การบริโภคยากลุ่มคาร์บาพีเนม (defined daily doses (DDD) ต่อ 1,000 วันนอนที่ศึกษาต่อปี) สูงถึงร้อยละ 63.71 ในปี 2564 ลดลงเป็นร้อยละ 37.41 ในปี 2566 จากแนวโน้มในช่วงปี 2563-2566 พบความสอดคล้องกันระหว่างการบริโภคยาคาร์บาพีเนมและอัตราการดื้อยา กลุ่มคาร์บาพีเนมของเชื้อ <em>A</em><em>.</em><em> baumannii</em> มีรูปแบบความไวต่อยาต้านจุลชีพจำนวน 19 รูปแบบ คัดเลือกเชื้อ CRAB จำนวน 30 ไอโซเลทมาตรวจหายีนดื้อยาคาร์บาพีเนมและยีน integron-integrase ด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส พบยีนดื้อยา <em>bla</em><sub>OXA-</sub><sub>23-</sub><sub>like </sub>28 ไอโซเลท (ร้อยละ 93.3) ยีน <em>bla</em><sub>OXA-</sub><sub>58-</sub><sub>like </sub>3 ไอโซเลท (ร้อยละ 10.0) และ <em>intI</em><em>1</em> 28 ไอโซเลท (ร้อยละ 93.3) โดยสรุปจากการศึกษาพบร้อยละ 2.3 ของ CRABไอโซเลทเป็นแบคทีเรียที่ดื้อยาทุกกลุ่ม และการพบยีนดื้อยา <em>bla</em><sub>OXA-</sub><sub>23-</sub><sub>like</sub>, <em>bla</em><sub>OXA-</sub><sub>58-</sub><sub>like </sub>และอินทิกรอนชนิดที่ 1 แสดงถึงเชื้อที่ดื้อยาสูงและสามารถถ่ายทอดยีนดื้อยาไปสู่รุ่นลูกและแบคทีเรียอื่น ๆ ได้ การค้นพบนี้เน้นย้ำความสำคัญของการเฝ้าระวัง และการใช้ยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพ เป็นมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของ CRAB ในสถานพยาบาล</p> กฤตชญาภา จำเริญรักษา, ชาญวิทย์ ตรีพุทธรัตน์, กัญช์ เกล็ดมณี, ชญาภรณ์ ศรัณพฤฒิ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276842 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนา และตรวจสอบความถูกต้องในการสร้างฐานข้อมูลสำหรับใช้จำแนก Methicillin-Resistant Staphylococcus aureus (MRSA) ด้วยเครื่องจำแนกชนิดแบคทีเรียอัตโนมัติในระบบแมสสเปกโทรเมตรีชนิด Matrix-Assisted Laser Desorption/Ionization Time-of-Flight Mass Spectrometry (MALDI-TOF MS) ที่ใช้วิธีการสกัดโปรตีนอย่างรวดเร็ว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/275892 <p style="font-weight: 400;">เชื้อ <em>Staphylococcus aureus</em> ที่ดื้อต่อยา methicillin (MRSA) เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อในโรงพยาบาลและเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้ป่วย การระบุชนิดเชื้อ MRSA อย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญต่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และลดอัตราการตายในผู้ป่วย ปัจจุบันมีการนำเครื่องจำแนกแบคทีเรียอัตโนมัติในระบบแมสสเปกโทรเมตรีชนิด Matrix-Assisted Laser Desorption/Ionization Time-of-Flight Mass Spectrometry (MALDI-TOF MS) มาใช้ในการจำแนกแบคทีเรียในโรงพยาบาลมากขึ้น เป็นวิธีที่ทันสมัย น่าเชื่อถือ มีศักยภาพในการระบุเชื้อได้ใน 2-3 นาที แต่ฐานข้อมูลที่ติดตั้งมากับซอฟต์แวร์ของเครื่องยังไม่ครอบคลุมการจำแนกเชื้อดื้อยา การศึกษานี้จึงต้องการสร้างฐานข้อมูลของเชื้อดื้อยา MRSA ด้วยวิธีการสกัดโปรตีนอย่างรวดเร็ว (rapid protein extraction method ) โดยนำตัวอย่างเชื้อ MRSA และเชื้อ <em>Staphylococcus aureus</em> ที่ไวต่อยา methicillin (MSSA) ที่ยืนยันชนิดเชื้อด้วยวิธีมาตรฐานมาวิเคราะห์รูปแบบมวลเปปไทด์ด้วยเครื่องจำแนกแบคทีเรียอัตโนมัติ MALDI-TOF MS เพื่อระบุมวลเปปไทด์ที่ใช้แยกเชื้อทั้งสองชนิดอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>&lt;0.0001) ด้วยโปรแกรม Flex Analysis และ ClinProTools โดยมีมวลเปปไทด์สำคัญ 5 มวล ดังนี้ 3041.07, 4310.12, 4857.34, 5527.09 และ 6553.92 จากนั้นนำรูปแบบมวลเปปไทด์ทั้งหมดเข้าสู่ฐานข้อมูลของเครื่องจำแนกแบคทีเรียอัตโนมัติ MALDI-TOF MS ทดสอบฐานข้อมูลกับตัวอย่างเชื้อที่แยกจากผู้ป่วย ซึ่งผ่านการระบุชนิดด้วยวิธีมาตรฐานแล้ว ผลการทดสอบพบว่าฐานข้อมูลนี้สามารถจำแนกเชื้อ MRSA และ MSSA ได้ถูกต้องร้อยละ 100 การพัฒนาฐานข้อมูลนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่ใช้ในการจำแนกเชื้อดื้อยา MRSA ด้วยวิธีการสกัดโปรตีนอย่างรวดเร็ว และระบุชนิดด้วยเครื่องจำแนกแบคทีเรียอัตโนมัติ MALDI-TOF MS นำไปสู่การนำไปใช้ได้จริงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาการระบุเชื้อดื้อยาในห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาคลินิก</p> ศศิวิมล ลลิตมนัส, สุดารัตน์ พรสุวรรณ์, ชาฎิณี ทิพกรณ์, ปิยดา ณ นคร, สุพิชฌาย์ ปั้นเหน่งเพ็ชร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/275892 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ทางซีโรทัยป์ของไวรัสโรทาที่ก่อโรคอุจจาระร่วงในผู้ป่วยและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276559 <p style="font-weight: 400;">ไวรัสโรทากลุ่ม เอ เป็นสาเหตุหลักของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน นอกจากนี้ไวรัสยังสามารถเกิดการแลกเปลี่ยนและจัดเรียงตัวของชุดยีนทำให้เกิดไวรัสโรทาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งวัคซีนที่ใช้อาจไม่สามารถป้องกันโรคที่เกิดจากไวรัสโรทาสายพันธุ์ใหม่ได้หากมีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งจดจำของวัคซีน คณะผู้วิจัยจึงได้ศึกษาซีโรทัยป์ของสายพันธุ์ไวรัสโรทาที่พบในผู้ป่วยและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วยวิธี Sanger sequencing เพื่อคาดการณ์ประสิทธิภาพของวัคซีนต่อการป้องกันโรคจากไวรัสโรทา โดยเก็บตัวอย่างอุจจาระผู้ป่วยและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 ถึง เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 ในจังหวัดนครปฐม ราชบุรี และอุดรธานี รวมจำนวน 350 ตัวอย่าง ตรวจหาไวรัสโรทากลุ่ม เอ ด้วยวิธี reverse transcription PCR พบผลบวกจำนวน 83 ตัวอย่าง เมื่อนำมาวิเคราะห์ลำดับเบสของยีน VP7 (G serotype) และ VP4 (P serotype) พบว่า 56 ตัวอย่าง ให้ผลบวกกับไวรัสโรทากลุ่ม เอ คิดเป็นร้อยละ 67.47 เมื่อวิเคราะห์ phylogenetic tree ของ VP7 พบ G3 มากที่สุด (ร้อยละ 41.07) รองลงมาคือ G9 (ร้อยละ 33.93) ส่วน VP4 พบ P[8] มากที่สุด (ร้อยละ 51.79) รองลงมาคือ P[13] (ร้อยละ 33.93) สามารถจำแนกเป็นสายพันธุ์ G3P[8] มากที่สุด รองลงมาคือ G8P[8] จากการวิเคราะห์ลำดับเบสพบว่า G9 ซึ่งพบมากในหมู มีความใกล้เคียงกับสายพันธุ์ที่พบในคน ส่วน G5 และ G1 ที่พบในคน มีความใกล้เคียงกับสายพันธุ์ที่พบในหมู และ G6 ซึ่งพบในวัว มีความใกล้เคียงกับของคนและหมู เมื่อวิเคราะห์ลำดับกรดอะมิโนที่บริเวณ neutralization epitopes พบว่าสายพันธุ์ G10P[11] ที่พบในวัว และสายพันธุ์ G5P[8] ที่พบในผู้ป่วย มีความแตกต่างกัน 33 และ 10 ตำแหน่ง ตามลำดับ โดยความแตกต่างเป็นการเปลี่ยนแปลงหมู่ของกรดอะมิโนที่มีประจุหรือขั้วที่เปรียบเทียบกับสายพันธุ์วัคซีนพบจำนวน 15 และ 6 ตำแหน่ง ตามลำดับ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้ไวรัสสามารถหลบเลี่ยงแอนติบอดีที่ป้องกันการติดเชื้อของไวรัสโรทาจากวัคซีน ดังนั้นควรมีการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์และการผสมแลกเปลี่ยนยีนข้ามสายพันธุ์ระหว่างไวรัสโรทาในคนกับสัตว์ เพื่อช่วยสนับสนุนการวางแผนวัคซีนป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมได้</p> ธีร์วศิษฐ์ แพทย์สมาน, ผกาพรรณ สิงห์ชัย, สรรทิพย์ กองจร, ทิพย์สุดา ลือชาคำ, กรัณย์ สุทธิวราคม, นภา อ่อนวิมล, วันดี เที่ยงธรรม, บุญนิภา สงคราม, วลัยลักษณ์ แก้ววงษา, นพมาศ วุฒา, รติกร กัณฑะพงศ์, รัตนา ตาเจริญเมือง, อาชวินทร์ โรจนวิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276559 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การค้นหาอาร์เอ็นเอเป้าหมายสำคัญจากเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276713 <p style="font-weight: 400;">เชื้อแบคทีเรีย <em>Salmonella enterica </em>serovar Typhimurium หรือ <em>Salmonella</em> Typhimurium ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารอักเสบที่ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพทั่วโลก ลักษณะทางพยาธิวิทยาที่เด่นชัดเกิดจากการตอบสนองของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลจำนวนมากที่เคลื่อนที่ไปบริเวณลำไส้ที่มีการติดเชื้อเพื่อกำจัดเชื้อโรค ส่งผลให้เนื้อเยื่อเกิดการอักเสบและถูกทำลาย ในปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับทรานสคริปโตมจำนวนมาก ทำให้เกิดผลผลิตและข้อมูลมากมายที่ถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการค้นหาอาร์เอ็นเอเป้าหมายสำคัญจากนิวโทรฟิลที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อ<em> Salmonella </em>ผ่านกระบวนการสืบค้นข้อมูลการแสดงออกของอาร์เอ็นเอในผู้ป่วยติดเชื้อ<em> Salmonella</em> จากฐานข้อมูลสาธารณะ และนำข้อมูลยีนของนิวโทรฟิลที่ได้มาวิเคราะห์และจัดเรียงอย่างง่าย ผลการค้นหาอาร์เอ็นเอเป้าหมายพบว่ายีน diacylglycerol O-acyltransferase 2 (DGAT2) เป็นยีนที่ถูกคัดเลือกจากทั้งหมด 137 ยีนของนิวโทรฟิลที่มีการแสดงออกอย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยติดเชื้อ<em> Salmonella</em> เทียบกับผู้ที่มีสุขภาพดี และเป็นยีนที่ไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวข้องกับเชื้อ<em> Salmonella</em> หรือนิวโทรฟิลมาก่อน การค้นพบนี้บ่งชี้ความใหม่จะนำไปใช้ศึกษาต่อยอด เมื่อนำยีน DGAT2 ไปศึกษาต่อเกี่ยวกับบทบาทในการกำจัดเชื้อ<em> Salmonella</em> โดยนิวโทรฟิลในหลอดทดลอง โดยนำนิวโทรฟิลที่แยกได้จากอาสาสมัครสุขภาพดีมาเพาะเลี้ยงร่วมกับเชื้อ <em>S.</em>Typhimurium ในสภาวะที่มีหรือไม่มี DGAT2 inhibitor และนับจำนวนโคโลนีของแบคทีเรียที่เหลืออยู่ภายในเซลล์ ผลการทดลองพบว่ามีปริมาณเชื้อแบคทีเรียในสภาวะที่มี DGAT2 inhibitor (177.17 ±46.52 CFU/ml) มากกว่าในสภาวะที่ไม่มี DGAT2 inhibitor (77.33 ± 23.72 CFU/ml) อย่างมีนัยสำคัญที่เวลา 60 นาที ผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าการยับยั้งการทำงานของยีนเป้าหมาย DGAT2 ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อของนิวโทรฟิลลดลง ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงเป็นการใช้ประโยชน์จากการสกัดข้อมูลทรานสคริปโตมที่หลากหลายในฐานข้อมูลสำหรับการศึกษาต่อยอดในการทดลองจริงในหลอดทดลอง เพื่อทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าที่เกี่ยวข้องกับการเกิดพยาธิสภาพของโรคติดเชื้อ</p> ธนกร ทองสิมา, อรวี ธรรมชาติอารี, ดลพร ริยะป่า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276713 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรมบริเวณโปรโมเตอร์ของยีน CCL2 ที่เกี่ยวข้องกับ SNP rs1024611 ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276804 <p style="font-weight: 400;">C-C Motif Chemokine Ligand 2 (CCL2) มีบทบาทสำคัญในกระบวนการอักเสบและการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและ single-nucleotide polymorphism (SNP) rs1024611 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มการแสดงออกของโปรตีน CCL2 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเอชไอวี การศึกษานี้วิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรมของบริเวณโปรโมเตอร์ของยีน <em>CCL2</em> โดยเฉพาะ 378 คู่เบสรอบ rs1024611 ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย โดยทำการสกัดดีเอ็นเอและเพิ่มปริมาณชิ้นส่วนยีน <em>CCL2</em> ที่มี rs1024611 ด้วยวิธี polymerase-chain reaction (PCR) และหาลำดับนิวคลิโอไทด์ด้วยเทคนิค direct sequencing แล้วทำการวิเคราะห์ทางชีวสารสนเทศ โดยมี140 ตัวอย่างที่มีผลโครมาโตแกรมที่ดี โดยดูความหลากหลายของนิวคลีโอไทด์และความสัมพันธ์ระหว่าง SNP ในบริเวณที่ทำการศึกษาพบ SNP เพิ่มเติมอีกหนึ่งชนิด คือ rs2151345396 ใน SNP rs1024611 ความถี่ของอัลลีล A และ G คือ 0.511 และ 0.489 ตามลำดับ โดยมีความถี่ของจีโนไทป์ AA 0.193, AG 0.636, และ GG 0.171 ขณะที่ SNP rs2151345396 พบความถี่ของอัลลีล G และ C คือ 0.907 และ 0.093 ตามลำดับ การวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่าง rs1024611 และ rs2151345396 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นอิสระของ SNP ทั้งสอง แม้ว่าจะมี linkage disequilibrium ที่สูง (D' = 0.9985, r<sup>2</sup>= 0.0984 ) นอกจากนี้ ผลการศึกษานี้พบว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมในประชากรที่ศึกษานี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากข้อมูลในฐานข้อมูลอ้างอิง (LiveRef SNPs, dbSNP b156v2 and 1000 Genomes Phase 3) จากฐานข้อมูล NCBI งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความหลากหลายทางพันธุกรรมเฉพาะในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อประเมินความหลากหลายก่อนที่จะนำมาใช้ในการศึกษาการแสดงออกและการพัฒนาวิธีการวินิจฉัยระดับโมเลกุลของยีน <em>CCL2 </em>ต่อไป</p> ไข่มุกด์ ช่างศรี, นวลปรางค์ ประศาสน์ธรรม, จรีภรณ์ เอกวัฒน์ชัย, วริศรา ศรีตะปัญญะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276804 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาและศึกษาคุณลักษณะของสารควบคุมคุณภาพฮีโมโกลบินสำหรับเครื่องตรวจวัดฮีโมโกลบินจากเลือดปลายนิ้ว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276887 <div><span lang="TH">การคัดกรองฮีโมโกลบินในผู้บริจาคเลือดในปัจจุบันนิยมตรวจโดยเครื่องตรวจวัดฮีโมโกลบินจากเลือดปลายนิ้ว เนื่องจากสะดวกในการใช้งาน รายงานค่าเป็นตัวเลขและมีการควบคุมคุณภาพ เช่น เครื่อง </span></div> <div><span lang="EN-US">HemoCue </span></div> <div><span lang="TH">ที่มีสารควบคุมคุณภาพผลิตเอง แต่เนื่องจากสารควบคุมคุณภาพที่บริษัทจำหน่ายมีราคาสูง ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ วัตถุประสงค์งานวิจัยนี้ เพื่อพัฒนาและประเมินสารควบคุมคุณภาพสำหรับเครื่องตรวจวัดฮีโมโกลบินจากเลือดปลายนิ้ว ยี่ห้อ </span></div> <div><span lang="EN-US">HemoCue</span></div> <div><span lang="TH"> รุ่น </span></div> <div><span lang="EN-US">Hb 301 </span></div> <div><span lang="TH">เพื่อใช้ควบคุมคุณภาพภายในห้องปฏิบัติการ โดยใช้เลือดบริจาคที่หมดอายุนำมาผสมสารรักษาสภาพ ปรับความเข้มข้นเป็น 3 ระดับ ต่ำ กลาง และสูง แบ่งรอบการผลิตเป็นสองรอบที่ระดับความเข้มข้นต่างกัน จากนั้นนำไปประเมินคุณสมบัติของสารควบคุมคุณภาพตามมาตรฐาน</span></div> <div><span lang="EN-US"> ISO Guide </span></div> <div><span lang="TH">80:2014 โดยศึกษาความเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนแบ่งบรรจุและส่งไปยังงานธนาคารเลือดที่ได้รับการรับรองมาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์ 4 แห่ง เพื่อประเมินความคงตัวและทดสอบ </span></div> <div><span lang="EN-US">Levey</span></div> <div><span lang="TH">-</span></div> <div><span lang="EN-US">Jennings chart</span></div> <div><span lang="TH"> (</span></div> <div><span lang="EN-US">L</span></div> <div><span lang="TH">-</span></div> <div><span lang="EN-US">J Chart</span></div> <div><span lang="TH">) ผลการศึกษาพบว่า สารควบคุมคุณภาพมีคุณสมบัติความเป็นเนื้อเดียวกันทั้งสองรอบการผลิต ตัวอย่างที่จัดส่งไปยังงานธนาคารเลือดทั้ง 4 แห่ง มีความคงตัวเป็นระยะเวลานาน 1 เดือน ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส จากผลการทดสอบระยะเวลา 1 เดือน สร้างกราฟ </span></div> <div><span lang="EN-US">L</span></div> <div><span lang="TH">-</span></div> <div><span lang="EN-US">J chart </span></div> <div><span lang="TH">พบว่าผลการทดสอบมีค่าเกินเกณฑ์ 1<sub>3</sub></span></div> <div><sub><span lang="EN-US">s </span></sub></div> <div><span lang="TH">2 แห่ง ทุกแห่งพบ 1<sub>2</sub></span></div> <div><sub><span lang="EN-US">s</span></sub></div> <div><span lang="TH">ซึ่งไม่ได้เกิดจากความคลาดเคลื่อนเชิงระบบ พบแนวโน้ม (</span></div> <div><span lang="EN-US">trend</span></div> <div><span lang="TH">) ต่ำลงในช่วงวันที่ 12-30 ของ </span></div> <div><span lang="EN-US">site B </span></div> <div><span lang="TH">(</span></div> <div><span lang="EN-US">Lot. 1</span></div> <div><span lang="TH">) และ </span></div> <div><span lang="EN-US">C </span></div> <div><span lang="TH">(</span></div> <div><span lang="EN-US">Lot. 2</span></div> <div><span lang="TH">) ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยรบกวนการตรวจวิเคราะห์ สารควบคุมคุณภาพที่ผลิตนี้สามารถใช้ในการควบคุมคุณภาพภายในได้ในระยะเวลา 1 เดือน อย่างไรก็ตาม ควรทำการศึกษาระยะเวลาการใช้งานให้นานขึ้นและศึกษาในเครื่องตรวจวัดฮีโมโกลบินจากเลือดปลายนิ้วที่ใช้หลักการอื่นเพิ่มเติมต่อไป</span></div> สุมลฑา โพธิ์สุวรรณ, ปราโมทย์ ศรีวาณิชรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276887 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบผลการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะด้วยแถบทดสอบกับการตรวจเพาะเชื้อเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276814 <p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการใช้แถบทดสอบปัสสาวะสำเร็จรูป ไนไตรท์ (nitrite, N) ลิวโคซัยท์เอสเทอเรส (leukocyte esterase, LE) และเม็ดเลือดขาว (white blood cell,WBC) กับการเพาะเชื้อในปัสสาวะเพื่อการวินิจฉัยการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infections, UTIs) และเปรียบเทียบปริมาณงานและค่าใช้จ่ายในการส่งตรวจ การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional analytical study) โดยศึกษาข้อมูลจากผลการตรวจปัสสาวะด้วยแถบทดสอบปัสสาวะและผลการเพาะเชื้อในปัสสาวะที่เก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564 จำนวน 573 ตัวอย่าง การเปรียบเทียบปริมาณงานและค่าใช้จ่ายทำโดยใช้ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2564 ผลการศึกษาพบว่าผลการเพาะเชื้อในปัสสาวะรายงานการตรวจพบเชื้อจุลชีพ ร้อยละ 49.91 และเชื้อจุลชีพส่วนใหญ่เป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ เชื้อที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่<em> Escherichia coli </em>รองลงมาได้แก่<em> Klebsiella pneumoniae</em> และ<em> Enterococcus faecalis </em>คิดเป็นร้อยละ 53.67,10.26 และ 7.04 ตามลำดับ ผลการตรวจตัวอย่างปัสสาวะด้วยแถบทดสอบ N, LE WBC ทั้งสามชนิดร่วมกันพบว่ามีค่าความไว ความจำเพาะ การทำนายผลบวก การทำนายผลลบ และความถูกต้องเท่ากับร้อยละ 92.66, 43.55, 62.06, 85.62 และ 68.60 ตามลำดับ ค่าอัตราส่วนความน่าจะเป็นบวกและค่าอัตราส่วนความน่าจะเป็นลบเท่ากับ 1.64 และ 0.71 ตามลำดับ ผลการนำไปใช้ประโยชน์ในการตรวจคัดกรองการส่งเพาะเชื้อ โดยการตรวจคัดกรองรอบแรกจากพยาบาลที่หอผู้ป่วยและการตรวจคัดกรองรอบสองพบว่าปริมาณงานและค่าใช้จ่ายลดลง</p> จรีรัตน์ แสนสุด, จุฑาภรณ์ ขวัญเทพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/276814 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความเสถียรของค่า electrolytes ในซีรัมจากหลอดเลือดชนิด clotted activator หลังการปั่นแยกเลือดที่ได้จากผู้ป่วยในโรงพยาบาลสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/277219 <p style="font-weight: 400;">การตรวจวัดระดับ electrolytes (Na<sup>+</sup>, K<sup>+</sup>, Cl<sup>-</sup> <em>และ</em> <em>CO<sub>2</sub></em>) เป็นกระบวนสำคัญที่สนับสนุนการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย กลุ่มผู้ป่วยเมื่อเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจในรายการอื่นผ่านไปแล้ว และมีการขอตรวจเพิ่มจากสิ่งส่งตรวจเดิม (Primary tube) เป็นสิ่งที่จำเป็นในผู้ป่วยบางราย แต่เวลาที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อค่าที่เปลี่ยนแปลงไป งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของ electrolytes ในซีรัมจากตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยจำนวน 90 ราย โดยทำการตรวจวัดระดับ Na<sup>+</sup>, K<sup>+</sup>, Cl<sup>-</sup> <em>และ </em><em>CO<sub>2.</sub></em>ในซีรั่มภายหลังจากปั่นแยกเลือดที่อุณหภูมิห้อง ณ เวลาที่ 0, 60, 120, 180 และ 240 นาที และเปรียบเทียบค่า Na<sup>+</sup>, K<sup>+</sup>, Cl<sup>-</sup> <em>และ </em><em>CO<sub>2</sub></em> ณ เวลาที่ 60, 120, 180 และ 240 นาที กับค่าที่ 0 นาที ซึ่งเป็นค่าควบคุม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ paired t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 พบว่า ระดับ Cl<sup>-</sup> เวลาที่ 60 และ120 นาที เทียบกับค่าเวลาที่ 0 นาที ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>&gt;0.05) และค่า Na<sup>+ </sup>และ K<sup>+</sup> เวลาที่ 60, 120, 180 และ 240 นาที เทียบกับค่าที่ 0 นาทีก็ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>&gt;0.05) ในขณะค่า CO<sub>2</sub> ที่เวลา 60, 120, 180 และ 240 นาที เทียบกับค่าที่ 0 นาทีมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>&lt;0.05) <em>แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาตามเกณฑ์ที่ยอมรับได้ของค่า </em><em>total allowable error limit (TEa) </em><em>พบว่าค่าของ </em>Na<sup>+</sup>, K<sup>+</sup>, Cl<sup>-</sup> <em>และ </em><em>CO<sub>2</sub> </em><em>ที่เวลา </em>60, 120, 180 และ 240 นาที <em>แตกต่างจากค่าเวลาที่</em> <em>0 </em><em>นาที</em><em>ยัง</em>อยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ จากผลของการศึกษาครั้งนี้สามารถนำมาพิจารณาเพื่อกำหนดระยะเวลาของตัวอย่างซีรัมจากprimary tube ชนิด clotted activator หลังการปั่นแยกสำหรับการตรวจวิเคราะห์ Na<sup>+</sup>, K<sup>+</sup>, Cl<sup>-</sup> และ CO<sub>2</sub>ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป</p> สาคร อนุลีจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/277219 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700