วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt <p style="font-weight: 400;"><strong>วารสารเทคนิคการแพทย์</strong> เป็นวารสารทางวิชาการของสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมถ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ</p> <p style="font-weight: 400;">วารสารเทคนิคการแพทย์ เป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความวิชาการ และเป็นสื่อกลางเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการ และผลงานวิจัยด้านเทคนิคการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาต่าง ๆ โดยรับพิจารณาบทความทั้งหมด 6 ประเภท คือ นิพนธ์ต้นฉบับ บทความปริทัศน์ รายงานกรณีศึกษา บทความวิจัยอย่างสั้น จดหมายถึงบรรณาธิการ และ บทบรรณาธิการ </p> <p style="font-weight: 400;"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></p> <ol style="font-weight: 400;"> <li>เป็นสื่อกลางเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการ และผลงานวิจัยด้านเทคนิคการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาต่างๆ</li> <li>เพื่อกระตุ้นการวิจัยและการพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญในสาขาเทคนิคการแพทย์</li> <li>เพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างนักเทคนิคการแพทย์และผู้ให้บริการทางการแพทย์อื่นๆ</li> </ol> <p style="font-weight: 400;">บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารจะต้องมีการอ่านตรวจทานต้นฉบับ จากคณะบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะสาขาจากภายนอก อย่างน้อย 3 ท่าน โดยปกปิดข้อมูลทั้งสองทาง (double-blinded, peer-review) </p> <p style="font-weight: 400;"><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่:</strong><strong> ไม่เสียค่าใช้จ่าย</strong></p> <p style="font-weight: 400;"><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong> ปีละ 3 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน <br />ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>Indexed and Abstracts</strong></p> <p style="font-weight: 400;">- Thailand Citation Index Center (TCI) Tier 1 (จนถึง 31 ธันวาคม 2572)</p> สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยฯ th-TH วารสารเทคนิคการแพทย์ 2985-0924 (บทความวิจัย) การศึกษาช่วงค่าอ้างอิงของ Serum Protein Electrophoresis ในประชากรไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/286086 <p class="Abstract"><span lang="TH">การตรวจวิเคราะห์โปรตีนในซีรัมด้วยวิธี </span>serum protein electrophoresis (SPEP) <span lang="TH">เป็นการตรวจที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการประเมินความผิดปกติของโปรตีนในสิ่งส่งตรวจ อย่างไรก็ตามห้องปฏิบัติการหลายแห่งยังคงใช้ช่วงค่าอ้างอิงจากเอกสารกำกับน้ำยา ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับลักษณะของประชากรท้องถิ่น การกำหนดช่วงค่าอ้างอิง (</span>reference intervals, RIs) <span lang="TH">ที่เหมาะสมสำหรับประชากรไทยจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของโปรตีน เช่น ภาวะไขกระดูกสร้างโปรตีนผิดปกติ (</span>myeloma) <span lang="TH">โรคตับ และโรคไต ชัดเจนยิ่งขึ้น ลดการวินิจฉัยผิดพลาด และสนับสนุนการติดตามการรักษาได้อย่างแม่นยำ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือเพื่อกำหนดช่วงค่าอ้างอิงของการตรวจวิเคราะห์ </span>SPEP <span lang="TH">โดยศึกษาในกลุ่มตัวอย่างผู้บริจาคโลหิตชาวไทย จำนวน 409 ราย อายุระหว่าง 17-66 ปี และทำการตรวจวิเคราะห์ระดับ </span>SPEP <span lang="TH">โดยใช้หลักการ </span>capillary electrophoresis <span lang="TH">และ </span>gel electrophoresis <span lang="TH">ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์โดยใช้ซอฟต์แวร์ </span>statistical package for social sciences (SPSS <span lang="TH">23.0</span>, SPSS Inc., IL, USA) <span lang="TH">ผลการศึกษาได้ช่วงค่าอ้างอิง </span>SPEP <span lang="TH">ด้วย<span style="letter-spacing: -.1pt;">หลักการ </span></span><span style="letter-spacing: -.1pt;">capillary electrophoresis <span lang="TH">สำหรับ </span>albumin, alpha-<span lang="TH">1 </span>globulin, alpha-<span lang="TH">2 </span>globulin, beta-<span lang="TH">1 </span>globulin, beta-<span lang="TH">2</span></span> globulin <span lang="TH">และ </span>gamma globulin <span lang="TH">คือ 53.3-65.6% (4.13-5.37 </span>g/dL), <span lang="TH">2.4-4.1% (0.19-0.33 </span>g/dL), <span lang="TH">5.9-10.6% (0.46-0.86 </span>g/dL), <span lang="TH">4.7-7.4% (0.37-0.60 </span>g/dL), <span lang="TH">3.6-6.9% (0.27-0.56 </span>g/dL) <span lang="TH">และ 12.8-22.7% (0.94-1.91 </span>g/dL) <span lang="TH">ตามลำดับ ขณะที่ค่าช่วงอ้างอิงของ </span>SPEP <span lang="TH">ด้วยหลักการ </span>gel electrophoresis <span lang="TH">คือ 47.0-61.1% (3.70-4.93 </span>g/dL), <span lang="TH">1.9-4.0% (0.15-0.32 </span>g/dL), <span lang="TH">6.2-12.0% (0.48-0.98 </span>g/dL), <span lang="TH">7.1-11.3% (0.54-0.93 </span>g/dL), <span lang="TH">2.8-7.6% (0.22-0.62 </span>g/dL) <span lang="TH">และ 13.9-25.1% (1.02-2.11 </span>g/dL) <span lang="TH">ตามลำดับ พบว่า </span>RIs <span lang="TH">ที่ตรวจด้วยหลักการ </span>capillary electrophoresis <span lang="TH">และ </span>gel electrophoresis <span lang="TH">มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้นสำหรับ </span>beta-<span lang="TH">2 </span>globulin <span lang="TH">ช่วงค่าอ้างอิงดังกล่าวอาจจะสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับประชากรไทยได้อย่างเหมาะสม </span></p> กัญฐิกา บุญให้ สมพงศ์ บุญให้ กัลยรัตน์ อุดมพรพิทักษ์ วรารัตน์ พุฒทอง กลย์วัฒน์ สมศรี อัษฎาศ์ ลีฬหวนิชกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-06 2026-10-06 414 428 (บทความวิจัย) ค่าตัดที่เหมาะสมของคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจออกเพื่อจำแนกสถานะการสูบบุหรี่ในนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประเทศไทย: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/286446 <p>การสูบบุหรี่และการได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดโรคเรื้อรังและผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา ซึ่งเป็นวัยที่มีโอกาสเริ่มพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การตรวจวัดระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ที่หายใจออก (exhaled carbon monoxide, eCO) เป็นวิธีการที่ง่าย รวดเร็ว และสะท้อนถึงการสัมผัสควันบุหรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชั้นปีที่ 1-4 แบ่งเป็นผู้สูบบุหรี่ ผู้ได้รับควันบุหรี่มือสอง และผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยใช้แบบสอบถามรายงานตนเอง และเปรียบเทียบกับค่า eCO โดยใช้เครื่องวิเคราะห์ลมหายใจแบบพกพา (Smokerlyzer) วัดค่าคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจตอนสิ้นสุดการหายใจออกในกลุ่มตัวอย่างที่ยินยอมเข้าร่วมการศึกษา จำนวน 346 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามเพื่อประเมินผลกระทบจากแหล่งกำเนิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ทั่วไปที่พบบ่อย โดยใช้กลุ่มผู้สูบบุหรี่เป็นกลุ่มสัมผัสคาร์บอนมอนอกไซด์ และเปรียบเทียบกับผู้ไม่สูบบุหรี่และผู้ได้รับควันบุหรี่มือสอง ผลการศึกษาพบว่าผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้ง 346 คนตอบแบบสอบถามครบถ้วน ผู้สูบบุหรี่ (n = 26) มีระดับ eCO สูงกว่าผู้ได้รับควันบุหรี่มือสอง (n = 62) และผู้ไม่สูบบุหรี่ (n = 258) อย่างมีนัยสำคัญ (ค่ามัธยฐาน: 4.00, 1.00 และ 1.00 ppm ตามลำดับ) การวิเคราะห์เส้นโค้ง ROC (receiver operating characteristic curve) แสดงให้เห็นว่าค่าระดับ eCO ≥ 2.50 ppm เป็นจุดตัดที่เหมาะสมสำหรับการจำแนกผู้สูบบุหรี่ โดยมีพื้นที่ใต้โค้ง (area under the curve; AUC) เท่ากับ 0.719 (95% CI: 0.605-0.833, <em>p</em> &lt; 0.001) ความไวเท่ากับร้อยละ 87.50 และความจำเพาะเท่ากับร้อยละ 77.80 นอกจากนี้ ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะเลิกบุหรี่ และนักศึกษาจำนวนมากแสดงความต้องการให้มีการรณรงค์ปลอดบุหรี่ในมหาวิทยาลัย ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการวิเคราะห์<br />ลมหายใจสามารถให้ผลการตรวจได้อย่างรวดเร็ว และสามารถใช้ประเมินการสัมผัสคาร์บอนมอนอกไซด์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ รวมถึงการใช้ระดับ eCO ร่วมกับความรู้เกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่และประเภทของควันบุหรี่ อาจช่วยสนับสนุนการป้องกันการสูบบุหรี่ การเฝ้าระวังพฤติกรรมการสูบบุหรี่ และการพัฒนาสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่ภายในมหาวิทยาลัยได้อย่างเหมาะสม</p> ขวัญธิดา โคตรพุ้ย มนัส โคตรพุ้ย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-06 2026-10-06 429 441