วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt <p style="font-weight: 400;"><strong>วารสารเทคนิคการแพทย์</strong> เป็นวารสารทางวิชาการของสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมถ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ</p> <p style="font-weight: 400;">วารสารเทคนิคการแพทย์ เป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความวิชาการ และเป็นสื่อกลางเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการ และผลงานวิจัยด้านเทคนิคการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาต่าง ๆ โดยรับพิจารณาบทความทั้งหมด 6 ประเภท คือ นิพนธ์ต้นฉบับ บทความปริทัศน์ รายงานกรณีศึกษา บทความวิจัยอย่างสั้น จดหมายถึงบรรณาธิการ และ บทบรรณาธิการ </p> <p style="font-weight: 400;"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></p> <ol style="font-weight: 400;"> <li>เป็นสื่อกลางเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการ และผลงานวิจัยด้านเทคนิคการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาต่างๆ</li> <li>เพื่อกระตุ้นการวิจัยและการพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญในสาขาเทคนิคการแพทย์</li> <li>เพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างนักเทคนิคการแพทย์และผู้ให้บริการทางการแพทย์อื่นๆ</li> </ol> <p style="font-weight: 400;">บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารจะต้องมีการอ่านตรวจทานต้นฉบับ จากคณะบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะสาขาจากภายนอก อย่างน้อย 3 ท่าน โดยปกปิดข้อมูลทั้งสองทาง (double-blinded, peer-review) </p> <p style="font-weight: 400;"><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่:</strong><strong> ไม่เสียค่าใช้จ่าย</strong></p> <p style="font-weight: 400;"><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong> ปีละ 3 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน <br />ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>Indexed and Abstracts</strong></p> <p style="font-weight: 400;">- Thailand Citation Index Center (TCI) Tier 1 (จนถึง 31 ธันวาคม 2572)</p> สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยฯ th-TH วารสารเทคนิคการแพทย์ 2985-0924 การศึกษาความชุกของหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการตั้งครรภ์กลุ่มอาการดาวน์ จากการตรวจคัดกรองด้วย Quadruple test ของโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/282153 <p>กลุ่มอาการดาวน์เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม โดยเกิดจากการมีสารพันธุกรรมในโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 โครโมโซม การตรวจพบความผิดปกตินี้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จะช่วยในการวางแผนการตั้งครรภ์ได้ ประเทศไทย โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงจัดสิทธิประโยชน์ให้มีการบริการการตรวจคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นคนไทยทุกรายทั่วประเทศ โดยไม่จำกัดอายุและสิทธิ์ ด้วยวิธี quadruple test การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลของหญิงตั้งครรภ์ที่ตรวจด้วยวิธี quadruple test ในโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ จำนวน 438 ราย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกของหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการตั้งครรภ์กลุ่มอาการดาวน์และประสิทธิภาพในการคัดกรองด้วยวิธี quadruple test ผลการศึกษาพบอัตราความชุกอยู่ที่ร้อยละ 14.38 (95% CI: 11.09-17.67%) โดยวิธี quadruple test ให้ค่าความจำเพาะที่ร้อยละ 85.62 (95% CI: 82.33-88.91%) ค่าทำนายผลลบที่ร้อยละ 100 (95% CI: 99.00-100%) และอัตราผลบวกลวงที่ร้อยละ 14.38 (95% CI: 11.09-17.67%) ผลการศึกษาสรุปได้ว่าหญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์กลุ่มอาการดาวน์ได้ในทุกกลุ่มอายุและการตรวจคัดกรองด้วยวิธี quadruple test สามารถให้ความเชื่อมั่นได้ในผู้ที่มีผลคัดกรองเป็นลบ ซึ่งทารกในครรภ์จะมีโอกาสน้อยในการที่จะพบความผิดปกติของกลุ่มอาการดาวน์ สำหรับกลุ่มที่ให้ผลการคัดกรองเป็นบวกต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยยืนยันก่อนคลอด</p> ธรรมรัตน์ ประยูรศุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 146 153 ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และดัชนีบ่งชี้ภาวะดื้ออินซูลินที่ไม่ได้มาจากค่าอินซูลินในคนไทย ที่ไม่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนเทศบาลนครรังสิต จังหวัดปทุมธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/277774 <p>การคาดการณ์ความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการตรวจพบและการป้องกันโรคในระยะเริ่มต้น ดัชนีบ่งชี้ภาวะดื้ออินซูลินที่ไม่ได้มาจากค่าอินซูลินเป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่สามารถช่วยประเมินการดื้อต่ออินซูลิน และคาดการณ์ความเสี่ยงของโรค NCDs การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมถึงค่าดัชนีบ่งชี้ภาวะดื้ออินซูลินที่ไม่ได้มาจากค่าอินซูลิน ในคนไทยที่ไม่เป็นโรค NCDs โดยใช้ข้อมูลสุขภาพจากการตรวจสุขภาพประจำปี 2562 (n = 320) เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางย้อนหลังจากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากคนไทยที่ไม่เป็นโรค NCDs จำนวน 320 ราย ในชุมชนเทศบาลนครรังสิต จังหวัดปทุมธานี โดยศึกษาดัชนีบ่งชี้ภาวะดื้ออินซูลินที่ไม่ได้มาจากค่าอินซูลิน 4 ชนิด ได้แก่ metabolic score for insulin resistance (METS-IR) ดัชนีไตรกลีเซอไรด์และกลูโคส (TyG) ดัชนีไตรกลีเซอไรด์และกลูโคสและดัชนีมวลกาย (TyG-BMI) และอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อ HDL-C (TG/HDL-C) จากการศึกษาไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของค่า METS-IR, TyG, TyG-BMI, TG/HDL-C และ BMI ระหว่างผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งชายและหญิง ค่า METS-IR แสดงความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับน้ำหนักตัว ค่าความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิก (SBP และ DBP) ดัชนีมวลกาย (BMI) ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FPG) ไตรกลีเซอไรด์ (TG) low-density lipoprotein cholesterol (LDL-C) และดัชนีบ่งชี้ภาวะดื้ออินซูลินที่ไม่ได้มาจากค่าอินซูลิน ได้แก่ TyG, TyG-BMI และ TG/HDL-C การศึกษาพบว่าค่า METS-IR แสดงความสัมพันธ์แบบผกผันกับค่า high-density lipoprotein cholesterol (HDL-C) การศึกษาควอไทล์ของ METS-IR แสดงให้เห็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอัตราร้อยละของเพศหญิง น้ำหนักตัว ค่า SBP, DBP, BMI, FPG และ TG ขณะที่ระดับ HDL-C ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกกลุ่ม ผลการศึกษานี้สนับสนุนประโยชน์ของ METS-IR ในฐานะค่าทดแทนที่สะท้อนผลจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน เนื่องจากเป็นค่าจากการคำนวณที่ไม่ใช้อินซูลิน METS-IR จึงเป็นแนวทางที่คุ้มต้นทุนสำหรับการคัดกรองภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค NCDs ในกลุ่มประชากรที่เข้ารับการตรวจสุขภาพ ผลการศึกษานี้ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ในการทำนายความเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs ซึ่งรวมถึงโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ในกลุ่มประชากรที่ศึกษา นำไปสู่การพัฒนานโยบาย กลยุทธ์ และมาตรการป้องกันด้านสาธารณสุขต่อไป</p> องค์อุมา ณ ถลาง ศรีนวล สมรูป ธีรกุล อาภรณ์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 1 15 การเพิ่มปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ การลดโลหะหนัก และฤทธิ์ต้านเชื้อราของสารสกัดว่านน้ำ (Acorus calamus) ที่สกัดด้วยเทคนิคคาร์บอนไดออกไซด์เหนือวิกฤตในสภาวะ ที่เหมาะสม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/277968 <p>ปัญหาการดื้อยาต้านเชื้อราที่เพิ่มขึ้นทำให้พืชที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการนำมาศึกษา ว่านน้ำเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ตามภูมิปัญญา โดยมีเบตาอะซาโรนเป็นสารสำคัญที่มีศักยภาพในการออกฤทธิ์ต้านเชื้อรา การศึกษานี้พัฒนาวิธีการสกัดว่านน้ำด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ในสภาวะเหนือวิกฤตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดสารออกฤทธิ์และลดการปนเปื้อนของโลหะหนักเนื่องจากเหง้าของว่านน้ำมีแนวโน้มสูงต่อการสะสมโลหะหนักผ่านกลไกการเลือกจำเพาะของกระบวนการสกัด การตรวจสอบความถูกต้องของวิธีโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) ในการวิเคราะห์เบตาอะซาโรนพบว่าวิธีที่ใช้มีความแม่นยำ ความเที่ยงตรง และความคงทนของวิธีสูง และมีค่าขีดจำกัดการตรวจพบและขีดจำกัดการวัดเชิงปริมาณเท่ากับ 0.378 และ 1.149 มิลลิกรัม/ลิตร ตามลำดับ การศึกษาสภาวะการสกัดที่ความดัน 15 MPa ภายใต้สภาวะที่กำหนดคงที่ที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส อัตราการไหลคาร์บอนไดออกไซด์ 20 กิโลกรัม/ชั่วโมง และเวลาการสกัด 120 นาที พบว่ามีประสิทธิภาพในการสกัดสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการสกัดที่ความดัน 33 MPa โดยให้เปอร์เซ็นต์ผลต่างเท่ากับร้อยละ 10.34 และร้อยละ 4.26 ตามลำดับ และยังได้ปริมาณสารเบตาอะซาโรนสูงกว่าที่ 193.64 กรัม/ลิตร ในขณะที่ 33 MPa ได้เพียง 10.32 กรัม/ลิตร และลดปริมาณโลหะหนักได้ถึงร้อยละ 75-97 การทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อราต่อ <em>Candida albicans</em>, <em>Trichophyton rubrum</em>, และ <em>Nannizzia gypsea</em> ด้วยวิธีการแพร่สารบนจานเพาะเชื้อ และการเจือจางในอาหารเหลวพบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ยับยั้งและฆ่าเชื้อราได้อย่างมีนัยสำคัญและสูงกว่ายาแอมโฟเทอริซิน บี โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเชื้อ <em>T. rubrum</em> และ <em>N. gypsea</em> สารสกัดที่ได้จากการสกัดที่ 33 MPa แม้จะมีปริมาณเบตาอะซาโรนต่ำกว่า แต่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อราที่สูงกว่าในหลายการทดสอบ แสดงถึงอาจมีสารออกฤทธิ์อื่นที่มีอยู่ในสารสกัดช่วยเสริมประสิทธิภาพเบตาอะซาโรน ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากเหง้าว่านน้ำที่ได้จากการสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ในภาวะเหนือวิกฤตในสภาวะที่เหมาะสม มีศักยภาพในการเป็นสารต้านเชื้อราจากธรรมชาติสำหรับการรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อรา อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีอื่นๆ ภายใต้สภาวะการสกัดที่แตกต่างกัน กลไกการออกฤทธิ์ ความคงตัวของสูตรตำรับ และความปลอดภัยต่อร่างกาย เป็นต้น เพื่อยืนยันศักยภาพทางการรักษาของว่านน้ำ</p> ญาดา นันทิยะกุล ถวัลย์ ฤกษ์งาม ธัญวิสิษฐ์ เจริญยิ่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 16 32 ความหลากหลายของแอลลีลที่ขาดหายไปของดีเอ็นเอชุดซ้ำ บนโครโมโซมวาย 17 ตำแหน่ง ในประชากรไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/280169 <p>การตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายบิดาโดยใช้การวิเคราะห์ดีเอ็นเอชุดซ้ำบนโครโมโซมวาย (Y-chromosomal short tandem repeat, Y-STR) เมื่อพบว่ามีการขาดหายไปหรือเกิดแอลลีลศูนย์ (null allele) บนเครื่องหมายพันธุกรรมบางตำแหน่ง ซึ่งไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากเทคนิคในห้องปฏิบัติการหรือจากตัวอย่างเอง ทำให้ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง ดังนั้น จึงรวบรวมข้อมูลจากงานประจำเพื่อแก้ไขปัญหานี้ รายงานนี้เป็นการศึกษาในประชากรชายไทยจำนวน 400 คน โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากการตรวจวิเคราะห์ Y-STR ในงานบริการของห้องปฏิบัติการมนุษย์พันธุศาสตร์ ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2563 ผลการศึกษาพบว่ามีแฮโพลไทป์ Y-STR ที่มีความเกี่ยวข้องกับ null allele อย่างชัดเจน ผลการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมของตัวอย่างเหล่านี้ใช้ตำแหน่ง Y-STR จำนวน 17 ตำแหน่ง โดยใช้ชุดน้ำยาสำเร็จรูป AmpFlSTR Yfiler พบว่ามีการขาดหายไปของแอลลีลจำนวน 6 ตัวอย่าง โดยเป็นตำแหน่ง DYS456 จำนวน 2 ตัวอย่าง และตำแหน่ง DYS448 จำนวน 4 ตัวอย่าง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าตำแหน่ง DYS456 และ DYS448 มีการกลายพันธุ์ ร้อยละ 0.5 และ 1 ตามลำดับ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่อห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ ในประเทศไทยในการแปลผลการตรวจ Y-STR กรณีที่พบแอลลีลหายหรือผิดปกติ และสามารถช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายบิดา และการตรวจวัตถุพยานในคดีความได้</p> ธวัช รินทะชัย จิตติมา โชติวรานนท์ ศรัณย์ พูลสวัสดิ์ พลกฤต ศิริโสภิตกุล บุษบา ฤกษ์อำนวยโชค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 33 41 การขาดหายไปของชิ้นส่วนยีน IKZF1 ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน สายลิมฟอยด์: ประสบการณ์จากศูนย์การศึกษาเดียวในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/278340 <p>การขาดหายไปของชิ้นส่วนยีน <em>IKZF1</em> (<em>IKZF1 </em>deletion) ได้มีการศึกษาอย่างกว้างขวางและพบว่ามีความสัมพันธ์กับการพยากรณ์โรคที่ไม่ดีในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันสายลิมฟอยด์ ชนิดบีเซลล์ (BCP-ALL) อย่างไรก็ตาม การกระจายตัวและการพยากรณ์โรคของ BCP-ALL ที่มี <em>IKZF1 </em>deletion ยังไม่ชัดเจน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การกระจายตัว ความสัมพันธ์ทางคลินิกและอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่ตรวจพบ <em>IKZF1 </em>deletion ในกลุ่มผู้ป่วย BCP-ALL ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ จากการศึกษาใช้สารพันธุกรรมดีเอ็นเอจากผู้ป่วย BCP-ALL จำนวน 62 ราย นำมาทดสอบด้วยเทคนิค multiplex ligation-dependent probe amplification (MLPA) พบว่า ความผิดปกติของสารพันธุกรรมชนิด deletion ตรวจพบได้ร้อยละ 64.5 โดยพบ <em>CDKN2A</em> deletion มากที่สุด (50.0%) รองลงมาคือ <em>IKZF1 </em>deletion (47.5%) และ <em>CDKN2B</em> deletion (45.0%) ความผิดปกติของสารพันธุกรรมชนิด duplication ตรวจพบได้ร้อยละ 32.3 โดยพบ <em>CSF2RA</em> และ <em>IL3RA</em> duplications มากที่สุด (75.0%) รองลงมาคือ <em>SHOX-AREA-Down</em>, <em>CRLF2</em>, <em>P2RY8 </em>duplications (70.0%) และ <em>PAX5 </em>duplication (30.0%) ผู้ป่วยที่มีการตรวจพบ <em>IKZF1 </em>deletion ร่วมกับการตรวจพบ t(9;22) และยีนลูกผสม <em>BCR</em>::<em>ABL1</em> ชนิด p190 มีจำนวนร้อยละ 42.1 นอกจากนี้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่ตรวจพบ <em>IKZF1 </em>deletion สั้นกว่าผู้ป่วยที่ไม่มี <em>IKZF1 </em>deletion (<em>p</em> = 0.047) และผู้ป่วยที่มี <em>IKZF1 </em>deletion ร่วมกับมียีนลูกผสม <em>BCR</em>::<em>ABL1</em> ชนิด p190 มีอัตราการรอดชีวิตที่สั้นอย่างมีนัยสำคัญร่วมกับอัตราการรอดชีวิตที่สั้นกว่า 8 ปี (<em>p</em> = 0.0234) การศึกษาครั้งนี้พบว่า การตรวจพบ <em>IKZF1 </em>deletion มีความสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย BCP-ALL โดยพบว่าผู้ป่วยที่มี <em>IKZF1 </em>deletion สัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตสั้นลงเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่มี <em>IKZF1 </em>deletion ดังนั้นการตรวจพบยีนลูกผสม <em>BCR</em>::<em>ABL1 </em>ร่วมกับการตรวจพบ <em>IKZF1 </em>deletion ส่งผลต่อการพยากรณ์โรคที่ไม่ดีและอัตราการรอดชีวิตสั้นลงเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่มียีนลูกผสม <em>BCR</em>::<em>ABL1 </em>หรือผู้ป่วยที่ไม่มี <em>IKZF1 </em>deletion</p> สุชาดา สมมะลวน อัจฉรีย์ คงเรือง ถกล เจริญศิริสุทธิกุล บุษบา ฤกษ์อำนวยโชค พิมพ์ใจ นิภารักษ์ พงศ์ภัค พงศ์พิชชา สามารถ ภคกษมา นิตยา ลิ่มสุวรรณโชติ ธีระพงศ์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 42 52 การเปลี่ยนแปลงระดับ 8-OHdG ในปัสสาวะ: ตัวบ่งชี้ความเสียหายของ DNA ในผู้รับการบำบัดการติดสารแอมเฟตามีน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/277437 <p>สารอนุมูลอิสระ (reactive oxygen species; ROS) เป็นสาเหตุของความเสียหายต่อดีเอ็นเอ ผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชัน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการสร้างสารอนุมูลอิสระในร่างกายคือการเสพยาเสพติด มีรายงานว่า 8-hydroxy-2’deoxy-guanosine (8-OHdG) เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่สำคัญ ที่บอกถึงความเสียหายของดีเอ็นเอ จากความเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณ 8-OHdG ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความเสียหายของดีเอ็นเอ ในผู้รับการบำบัดการติดสารแอมเฟตามีน ก่อนและหลังการบำบัด โดยใช้ปัสสาวะของผู้เข้ารับการบำบัดที่มีระดับเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะมากกว่า 1,000 นาโนกรัม/มิลลิลิตร จากคลินิกก้าวใหม่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 104 คน ผลการศึกษาพบว่า ก่อนการบำบัดปริมาณ 8-OHdG เฉลี่ยอยู่ที่ 3.10 ± 2.2 นาโนกรัม/มิลลิลิตร และลดลงเป็น 1.57 ± 1.8 นาโนกรัม/มิลลิลิตร หลังการบำบัด ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) นอกจากนี้ พบความสัมพันธ์ระดับปานกลางระหว่างปริมาณแอมเฟตามีนและระดับ 8-OHdG (r² = 0.543) ในปัสสาวะ การประเมินความแม่นยำของ 8-OHdG ในการติดตามความเสียหายของดีเอ็นเอ ให้ค่า AUC = 0.88 ที่ค่า cutoff 1.90 นาโนกรัม/มิลลิลิตร โดยมีความไวร้อยละ 86.0 และความจำเพาะร้อยละ 67.0 สรุปได้ว่า การบำบัดการติดสารแอมเฟตามีนช่วยลดความเสียหายของดีเอ็นเอ ซึ่งสะท้อนจากการลดลงของระดับ 8-OHdG ในปัสสาวะ โดยสามารถใช้ 8-OHdG เป็นตัวบ่งชี้เพื่อติดตามผลการบำบัดและประเมินการจัดการยาระหว่างการบำบัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> กัลยกร กันนิยม จารุณีย์ สุธรรมวงศ์ นริสา เก่งตรง บดีรัฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 53 61 ผลของ 4F-phenyl pyrazole ในการเหนี่ยวนำการตายแบบอะพอพโทซิส ในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก T84 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/277556 <p>มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 และจัดเป็นมะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 3 ของโลก การตรวจพบและการเข้าถึงการรักษาที่ล่าช้าและต้นทุนการรักษาที่แพง ส่งผลให้มีอัตราผู้เสียชีวิตค่อนข้างสูง ในปัจจุบันพืชสมุนไพรไทยได้รับความสนใจในการนำไปพัฒนายาต้านมะเร็งค่อนข้างมาก ขิงเป็นพืชสมุนไพรที่มีการศึกษาอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีคุณสมบัติในการรักษาโรค โดยเฉพาะสารออกฤทธิ์ [6]-shogaol ที่มีฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็งหลายชนิด อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดหลายประการในการใช้ [6]-shogaol เพื่อรักษาเนื่องจากคุณสมบัติโครงสร้างทางเคมีของสาร งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ของสารอนุพันธ์ของสาร [6]<strong>-</strong>shogaol ได้แก่ PK4F1, PK2ME และ PK4NO2 ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ชนิด T84 การศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก T84 ภายใต้กล้องจุลทรรศน์พบว่าสาร PK4F1 หรือ 4F-phenyl pyrazole ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ T84 ได้ใกล้เคียงกับผลของสาร [6]-shogaol และดีกว่าสาร PK2ME และ PK4NO2 นอกจากนี้ยังสามารถยับยั้งการเกิดโคโลนีของเซลล์ T84 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาผลของ PK4F1 ต่อการอยู่รอดของเซลล์พบว่าสารสามารถลดการอยู่รอดของเซลล์ T84 ได้โดยมีค่า IC<sub>50 </sub>อยู่ที่ 16.76 ไมโครโมลาร์ ผลจากการศึกษาด้วย flow cytometer พบว่า PK4F1 ที่ความเข้มข้น 20 ไมโครโมลาร์ สามารถเพิ่มจำนวนอะพอพโทติกเซลล์ได้อย่างมีนัยสำคัญ และจากการศึกษาภายใต้กล้องฟลูออเรสเซนต์ยังพบว่า PK4F1 เหนี่ยวนำให้เกิด phosphatidylserine exposure การเกาะกลุ่มของโครมาติน (chromatin condensation) และการแตกหักของ DNA ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญในกระบวนการอะพอพโทซิส ผลการทดสอบทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าสาร PK4F1 มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก T84 โดยการเหนี่ยวนำให้เซลล์ตายแบบอะพอพโทซิส ดังนั้นสาร PK4F1 จึงมีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นยารักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักต่อไป อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเบื้องต้น การทดสอบเพื่อศึกษาในเชิงกลไกเกี่ยวกับฤทธิ์ของสาร PK4F1 ยังมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินต่อไปในอนาคต</p> พจนารถ วานิจจะกูล ลลิดา ศิริอนันต์ ณัฐนรี ศรีสรากรณ์ เปรมยุดา เห็มภูมิ ปกิต กำบุญมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 62 74 การพัฒนาระบบการให้บริการเจาะเลือด เก็บตัวอย่าง และการนำส่งตัวอย่าง สำหรับหน่วยบริการนอกโรงพยาบาล เครือข่ายบริการสุขภาพ อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/278561 <p>กระทรวงสาธารณสุขจัดให้มีการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการเจาะเลือดเก็บตัวอย่างนอกโรงพยาบาล สนับสนุนโครงการลดความแออัดในโรงพยาบาล และเพื่อให้ได้สิ่งตัวอย่างที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการเจาะเลือด เก็บตัวอย่างและการนำส่งตัวอย่าง และเพื่อศึกษาประสิทธิผลการเจาะเลือด เก็บตัวอย่าง และการนำส่งตัวอย่าง สำหรับหน่วยบริการนอกโรงพยาบาล เครือข่ายบริการสุขภาพ อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) ประยุกต์ร่วมกับการเรียนการสอนเชิงระบบตามแนวคิด “ADDIE Model” ในบุคลากรทีมสหวิชาชีพ จำนวน 60 คน การให้ความรู้และอบรมเชิงปฏิบัติการในกระบวนการวิจัย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การวิเคราะห์บริบทและสภาพปัญหา 2) การออกแบบสร้างและพัฒนากระบวนการพัฒนาคุณภาพ 3) การพัฒนา 4) การนำไปใช้ 5) การประเมินผลด้านกระบวนการและผลลัพธ์ รวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามและแบบประเมินผลการปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ผลการศึกษาวิจัยหลังจากให้ความรู้วิธีเจาะเลือด วิธีการเก็บตัวอย่าง ฝึกปฏิบัติเก็บสิ่งตัวอย่าง และพัฒนารูปแบบตามมาตรฐานหน่วยบริการเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการนอกโรงพยาบาล พบว่าทีมสหวิชาชีพ มีคะแนนเฉลี่ยความรู้และปฏิบัติการเก็บสิ่งส่งตรวจ หลังพัฒนาสูงกว่าก่อนพัฒนา เท่ากับ 3.27 คะแนน (SD = 3.03) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) อัตราการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ 0% (เป้าหมาย ≤1%) ผ่านเกณฑ์ชี้วัด และอัตราความถูกต้องในการส่งตัวอย่าง 100% (เป้าหมาย 100%) ผ่านเกณฑ์ชี้วัด ประสิทธิผลรูปแบบการเจาะเลือด เก็บตัวอย่าง และการนำส่งตัวอย่าง สำหรับหน่วยบริการนอกโรงพยาบาล ลดระยะเวลารอคอยได้ 2 ชั่วโมง ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการมากที่สุด 95% (เป้าหมาย ≥85%) ผ่านเกณฑ์ชี้วัด หน่วยบริการนอกโรงพยาบาลผ่านเกณฑ์ทั้ง 15 แห่ง รูปแบบการพัฒนาอบรมเชิงปฏิบัติการตามแนวคิด “ADDIE Model” นี้สามารถเป็นแบบอย่างในการพัฒนางานอื่นต่อไป</p> กรณมณีธนา ปุณณศิริมั่งมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 75 92 การพัฒนาเทคนิค Reverse Transcription-Quantitative Real-time PCR สำหรับตรวจหาการปนเปื้อนของไวรัสรีโทรไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยงที่ใช้ในการผลิตวัคซีน โดยใช้ Bacteriophage MS2 เป็นตัวแทนการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/278530 <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #1b1c1d;">ความปลอดภัยของวัคซีนเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะวัคซีนที่ผลิตจากเซลล์เพาะเลี้ยงซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของไวรัส ที่สำคัญคือรีโทรไวรัส ซึ่งเป็นไวรัส </span><span style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #1b1c1d;">RNA <span lang="TH">ที่สามารถแทรกตัวในจีโนมของเซลล์โฮสต์ผ่านเอนไซม์ </span>reverse transcriptase <span lang="TH">การปนเปื้อนดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้รับวัคซีน หน่วยงานกำกับดูแลจึงกำหนดให้มีการตรวจสอบรีโทรไวรัส การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของวิธี </span>reverse transcription-quantitative PCR (RT-qPCR) <span lang="TH">ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการตรวจหาเชื้อรีโทรไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยงที่ใช้ในกระบวนการผลิตวัคซีน โดยประเมินประสิทธิภาพผ่านการใช้ไวรัส </span>MS<span lang="TH">2 </span>bacteriophage <span lang="TH">เป็นต้นแบบของการศึกษา การตรวจสอบครอบคลุมถึงการประเมินความจำเพาะของไพรเมอร์ ความเป็นเส้นตรงของปฏิกิริยา ความเที่ยงของการทดสอบทั้งแบบภายในวันและระหว่างวัน รวมถึงระหว่างผู้ปฏิบัติงาน ขีดจำกัดของการตรวจพบ และความแม่นยำ จากการวิเคราะห์ความจำเพาะของไพรเมอร์ด้วยวิธี </span><em>in silico </em>Primer BLAST<span lang="TH"> พบว่า ไพรเมอร์ที่ออกแบบมีความจำเพาะต่อ </span>MS<span lang="TH">2 </span>bacteriophage <span lang="TH">เท่านั้น และไม่เกิดปฏิกิริยาข้ามกับไวรัสชนิดอื่น ปฏิกิริยา </span>RT-qPCR<span lang="TH"> ที่พัฒนาขึ้นให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและสม่ำเสมอ สามารถตรวจพบเอนไซม์ในระดับความเข้มข้นต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าความไวของการตรวจพบอยู่ในระดับ 500 ไมโครยูนิต/ไมโครลิตร และค่าการคืนกลับของการตรวจวัดอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้นผลการพัฒนาวิธี </span>RT-qPCR<span lang="TH"> แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับงานประจำวันเพื่อใช้ตรวจหาเชื้อรีโทรไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยงที่ใช้ในการผลิตวัคซีน</span></span></p> อชิระ นามจันทร์ พุธิตา โชคเหรียญสุขชัย วิภาวี วงศ์ชนะ สกาลิน ไตรศิริวาณิชย์ สุภาพร ภูมิอมร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 93 107 ความชุกและปัจจัยทางคลินิกที่สัมพันธ์กับภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/279005 <p>ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัส ที่อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงหลายโรค โดยเฉพาะโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะนี้ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความชุกและปัจจัยทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางในผู้ป่วยจำนวน 236 ราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสมุทรสาคร ระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนและข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Chi-square และการวิเคราะห์สถิติถดถอยลอจิสติก พบว่ามีความชุกของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงตามเกณฑ์เบาหวาน (ค่าน้ำตาลในเลือด ≥ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) และก่อนเบาหวาน (ค่าน้ำตาลในเลือด ≥ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) เท่ากับร้อยละ 10.6 และ 50.8 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ชนิดยาต้านไวรัสเอชไอวี ระดับเซลล์ CD4<sup>+</sup> และระดับไตรกลีเซอไรด์ ขณะที่กลุ่มอายุ 41-50 ปี และมากกว่า 50 ปี มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่กำหนดโดยเกณฑ์ก่อนเบาหวาน ส่วนการเป็นเพศหญิงเป็นปัจจัยป้องกันของภาวะดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการคัดกรองและเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เพศชายและผู้มีอายุเกิน 40 ปี เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสมภายใต้ระบบการรักษาด้วยยาต้านไวรัส</p> นพเดช มนูวงค์ จรีภรณ์ เอกวัฒน์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 108 118 ความสัมพันธ์ของพารามิเตอร์เม็ดเลือดแดงกับความถูกต้องของผลการทดสอบดีซีไอพี ในผู้เป็นพาหะฮีโมโกลบินอี: แนวทางปรับปรุงวิธีการทดสอบเพื่อป้องกันการเกิดผลลบปลอม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/280061 <p>การตรวจคัดกรองฮีโมโกลบินอีด้วยการทดสอบดีซีไอพีเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามยังพบผลลบปลอมได้แม้ว่าควบคุมการทดสอบได้ตามมาตรฐาน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพารามิเตอร์เม็ดเลือดแดง ชนิดของตัวอย่างและปริมาตรเลือดกับผลการทดสอบดีซีไอพีในผู้เป็นพาหะฮีโมโกลบินอี โดยศึกษากับตัวอย่างเลือดของพาหะฮีโมโกลบินอีจำนวน 300 ตัวอย่าง ทุกตัวอย่างมีชนิดฮีโมโกลบินเป็น EA ตรวจยืนยันการกลายพันธุ์ด้วยเทคนิค allele-specific polymerase chain reaction ทดสอบดีซีไอพีด้วยชุดน้ำยา KKU-DCIP-Clear วิเคราะห์ผลกระทบของความเข้มข้นฮีโมโกลบิน ชนิดของตัวอย่าง และปริมาตรเลือดต่อผลการทดสอบ ผลการศึกษาพบ 51 (ร้อยละ 17) ตัวอย่าง ให้ผลการทดสอบเป็นลบ ค่าเฉลี่ยฮีโมโกลบินและปริมาณฮีโมโกลบินอีในกลุ่มที่ให้ผลเป็นลบเท่ากับ 7.7±2.2 กรัมต่อเดซิลิตร และร้อยละ 19.0±5.1 ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มที่ให้ผลเป็นบวกมีค่าเฉลี่ย 10.5±2.1 กรัมต่อเดซิลิตร และร้อยละ 25.6±4.0 ตามลำดับ การวิเคราะห์ logistic regression พบความเข้มข้นฮีโมโกลบินสัมพันธ์กับผลการทดสอบดีซีไอพีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value = 0.03, OR = 2.516, 95% CI = 1.073-5.897) และพบผลลบเพิ่มขึ้นเมื่อฮีโมโกลบินต่ำกว่า 8 กรัมต่อเดซิลิตร และสูงถึงร้อยละ 100 เมื่อฮีโมโกลบินต่ำกว่า 6 กรัมต่อเดซิลิตร ผลการทดสอบซ้ำด้วยเม็ดเลือดแดงเข้มข้นในกลุ่มที่เคยให้ผลเป็นลบพบว่าให้ผลเป็นบวกในทุกตัวอย่าง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ความเข้มข้นฮีโมโกลบินมีผลต่อความถูกต้องของผลการทดสอบดีซีไอพี ผลเป็นลบปลอมเพิ่มขึ้นตามการลดลงของฮีโมโกลบิน ดังนั้นควรทราบความเข้มข้นฮีโมโกลบินก่อนทำการทดสอบ และควรใช้ตัวอย่างเป็นเม็ดเลือดแดงเข้มข้นเมื่อฮีโมโกลบินต่ำกว่า 8 กรัมต่อเดซิลิตร เพื่อป้องกันการเกิดผลลบปลอม</p> พลับพลึง แสนใส เอกพงค์ บริบุญวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 119 133 การแสดงออกของโปรตีน Sushi, Von Willebrand Factor Type A, EGF and Pentraxin Domain Containing 1 (SVEP1) กับความสัมพันธ์ของข้อมูลทางคลินิกของ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยวิธีอิมมูโนฮิสโตเคมี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/280206 <p>โปรตีน Sushi, Von Willebrand Factor Type A, EGF Pentraxin Domain Containing 1 (SVEP1) เป็นโมเลกุลการยึดเกาะระหว่างเซลล์ (Cell Adhesion Molecule, CAM) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมปฏิสัมพันธ์ระหว่างเซลล์ และมีรายงานว่าการแสดงออกของ SVEP1 ในระดับ mRNA เพิ่มขึ้นในเนื้อเยื่อมะเร็งเต้านม ซึ่งอาจมีศักยภาพในการเป็นตัวบ่งชี้พยากรณ์โรค อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงออกของโปรตีน SVEP1 ในระดับเนื้อเยื่อยังมีจำกัด การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและเปรียบเทียบการแสดงออกของโปรตีน SVEP1 ในเนื้อเยื่อเต้านมปกติและเนื้อเยื่อมะเร็งเต้านม รวมถึงเปรียบเทียบการแสดงออกของโปรตีนดังกล่าวระหว่างกลุ่มที่มีและไม่มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ด้วยเทคนิคอิมมูโนฮิสโตเคมี โดยใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อเต้านมปกติ 21 ตัวอย่าง และเนื้อเยื่อมะเร็งเต้านม 51 ตัวอย่าง (แบ่งเป็นกลุ่มที่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง 28 ตัวอย่าง และไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง 23 ตัวอย่าง) ผลการศึกษาพบว่ามีการแสดงออกของโปรตีน SVEP1 ในเนื้อเยื่อมะเร็งเต้านมทุกตัวอย่าง (ร้อยละ 100, n = 51) การวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าการแสดงออกของโปรตีน SVEP1 มีความสัมพันธ์กับอายุของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.05) แต่ไม่พบความสัมพันธ์กับสถานการณ์แพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง ดังนั้นการศึกษานี้จึงสรุปได้ว่า การแสดงออกของโปรตีน SVEP1 ที่เพิ่มขึ้นในมะเร็งเต้านมอาจมีความเกี่ยวข้องกับอายุของผู้ป่วย แต่ไม่สัมพันธ์โดยตรงกับการแพร่กระจายของมะเร็ง</p> ดวงใจ ผิวคำ อภิราม ส่งศรี ชีพ เจริญลาภ มนัส โคตรพุ้ย ขวัญธิดา โคตรพุ้ย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 134 145