https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/issue/feed
วารสารเทคนิคการแพทย์
2026-05-10T10:39:12+07:00
ผศ. ดร. ทนพ.เอนก ภู่ทอง (Asst. Prof. Dr. Anek Pootong)
jmt.amtt2016@gmail.com
Open Journal Systems
<p style="font-weight: 400;"><strong>วารสารเทคนิคการแพทย์</strong> เป็นวารสารทางวิชาการของสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมถ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ</p> <p style="font-weight: 400;">วารสารเทคนิคการแพทย์ เป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความวิชาการ และเป็นสื่อกลางเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการ และผลงานวิจัยด้านเทคนิคการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาต่าง ๆ โดยรับพิจารณาบทความทั้งหมด 6 ประเภท คือ นิพนธ์ต้นฉบับ บทความปริทัศน์ รายงานกรณีศึกษา บทความวิจัยอย่างสั้น จดหมายถึงบรรณาธิการ และ บทบรรณาธิการ </p> <p style="font-weight: 400;"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></p> <ol style="font-weight: 400;"> <li>เป็นสื่อกลางเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการ และผลงานวิจัยด้านเทคนิคการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาต่างๆ</li> <li>เพื่อกระตุ้นการวิจัยและการพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญในสาขาเทคนิคการแพทย์</li> <li>เพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างนักเทคนิคการแพทย์และผู้ให้บริการทางการแพทย์อื่นๆ</li> </ol> <p style="font-weight: 400;">บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารจะต้องมีการอ่านตรวจทานต้นฉบับ จากคณะบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะสาขาจากภายนอก อย่างน้อย 3 ท่าน โดยปกปิดข้อมูลทั้งสองทาง (double-blinded, peer-review) </p> <p style="font-weight: 400;"><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่:</strong><strong> ไม่เสียค่าใช้จ่าย</strong></p> <p style="font-weight: 400;"><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong> ปีละ 3 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน <br />ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>Indexed and Abstracts</strong></p> <p style="font-weight: 400;">- Thailand Citation Index Center (TCI) Tier 1 (จนถึง 31 ธันวาคม 2572)</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/281561
(บทความวิจัยอย่างสั้น) การพัฒนาระบบเจาะเลือดแบบ One stop service รวดเร็วฉับไว ประทับใจผู้รับบริการ
2026-03-05T11:03:57+07:00
นันทวัน ชนะพิศ
amp.nanthawan@gmail.com
กนกวรรณ ใจพิงค์
Fasai1571@gmail.com
สุวนันท์ เสนาวารีย์
suwanan.waree@gmail.com
<p>การให้บริการจุดเจาะเลือดในโรงพยาบาลจำเป็นต้องมีความรวดเร็วและแม่นยำเพื่อสนับสนุนกระบวนการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ระบบเดิมยังคงประสบปัญหา เช่น ความล่าช้า ความผิดพลาดในการเตรียมหลอดเก็บเลือด และการรอคอยในหลายจุดบริการ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบจุดเจาะเลือดแบบ One Stop Service โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับแนวคิด Lean และการวิเคราะห์กระบวนการด้วย Value Stream Mapping (VSM) เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มคุณค่าในกระบวนการ และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการ กลุ่มตัวอย่างคือผู้รับบริการเจาะเลือดผู้ป่วยนอกก่อนพบแพทย์ เวลา 07.30-09.00 น. ในวันและเวลาราชการ ณ โรงพยาบาลลำพูน จังหวัดลำพูน โดยแบ่งช่วงเวลาเก็บข้อมูลเป็นก่อนการปรับปรุง (ตุลาคม 2566 - พฤศจิกายน 2567) และหลังการปรับปรุง (ธันวาคม 2567 - กุมภาพันธ์ 2568) ผลการศึกษาเปรียบเทียบก่อนและหลังการปรับปรุงพบว่า จำนวนขั้นตอนลดลงจาก 7 เหลือ 5 ขั้นตอน เวลาที่ใช้ในกระบวนการลดลงจาก 143 นาที เหลือ 97 นาที ระยะเวลารอคอยลดลงจาก 55 นาที เหลือ 13 นาที ค่า Total First Time Quality (FTQ) เพิ่มจากร้อยละ 94 เป็นร้อยละ 99 และ Value Added เพิ่มจากร้อยละ 47 เป็นร้อยละ 84 นอกจากนี้ อัตราความปลอดภัยในกระบวนการเจาะเลือดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 99.6 เป็นร้อยละ 99.9 และความพึงพอใจของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 87 เป็นร้อยละ 93 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาระบบจุดเจาะเลือดแบบ One Stop Service สามารถลดความสูญเปล่า เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และสามารถใช้เป็นต้นแบบในการปรับปรุงระบบในโรงพยาบาลอื่นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
2026-05-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/283829
(บทความวิจัยอย่างสั้น) การประเมินการปนเปื้อนเชื้อราในอากาศภายในห้องพักนักศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ประเทศไทย
2026-01-20T15:47:51+07:00
พิมพ์วรรณ ทองดี
t.pimwan@pcm.ac.th
ภัทร์ ณรงค์เดช
putt.nar@pcm.ac.th
ภัสสรา วงศ์ไทย
w.passara@pcm.ac.th
ศิรชัช นิจพาณิชย์
pondpcm@pcm.ac.th
นิจธร สังข์ศิรินทร์
nitchatorn@pcm.ac.th
พงศ์ธร ณรงค์ฤกษ์นาวิน
npongthorn@pcm.ac.th
ธนิต บุญศิริ
boonsiri-t@pcm.ac.th
<p>คุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality; IAQ) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะเชื้อราที่แพร่กระจายในอากาศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ โรคระบบทางเดินหายใจ และการติดเชื้อฉวยโอกาส งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณและความหลากหลายของเชื้อราในอากาศภายในห้องพักนักศึกษาของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า การเก็บตัวอย่างอากาศดำเนินการในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 จากห้องพักนักศึกษาจำนวน 40 ห้อง โดยใช้วิธีเปิดเพลตแบบพาสซีฟ (Passive open-plate method) บนอาหารเลี้ยงเชื้อ Sabouraud Dextrose Agar (SDA) จานเพาะเชื้อถูกเปิดทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ที่ระดับความสูงประมาณ 1 เมตรจากพื้น แล้วนำไปบ่มที่อุณหภูมิ 25 °C เป็นเวลา 7 วัน จากนั้นตรวจสอบลักษณะโคโลนีด้วยการสังเกตทางตาเปล่าและกล้องจุลทรรศน์ จำนวนโคโลนีแสดงผลเป็นโคโลนีต่อปริมาตรอากาศหนึ่งลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง (CFU/m³/h) และจัดระดับตามดัชนีการปนเปื้อนจุลินทรีย์ในอากาศ (Index of Microbial Air Contamination; IMA) ผลการศึกษาพบว่าห้องพักส่วนใหญ่มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับดี โดยมีปริมาณเชื้อรา 10–39 CFU/m³/h ขณะที่บางห้องมีระดับปานกลางถึงสูง โดยมากที่สุดอยู่ที่ 1441 CFU/m³/h เชื้อราสำคัญที่ตรวจพบ ได้แก่ <em>Aspergillus spp.</em>, <em>Penicillium spp.</em> และ <em>Mucor spp.</em> โดยสรุป ห้องพักนักศึกษามีคุณภาพอากาศภายในอาคารอยู่ในเกณฑ์น่าพึงพอใจ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม การจัดการระบบระบายอากาศ และการควบคุมความชื้น เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพของนักศึกษา แนะนำให้มีการศึกษาต่อเนื่องโดยใช้วิธีเก็บตัวอย่างอากาศแบบแอคทีฟ และการระบุชนิดเชื้อราด้วยเทคนิคทางโมเลกุล เพื่อเพิ่มความครอบคลุมและความแม่นยำของข้อมูล</p>
2026-05-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/281657
(บทความวิจัย) การศึกษาคุณภาพผลิตภัณฑ์เกล็ดเลือดชนิดเม็ดเลือดขาวน้อยที่สุด ที่เตรียมด้วยวิธี Pooled Buffy Coat และวิธี Pooled Platelet Concentrate
2025-11-11T19:34:14+07:00
ศิริญญา พรมศร
preawza.bb03@gmail.com
<p>เกล็ดเลือดมีความสำคัญในการรักษาผู้ป่วยหลากหลายโรค เช่น ไข้เลือดออก มะเร็ง ไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น เทคโนโลยีการเตรียมเกล็ดเลือดในยุคปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก การเตรียมเกล็ดเลือดจากผู้บริจาคหลายคนที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดคือเกล็ดเลือดชนิดเม็ดเลือดขาวน้อยที่สุด (leukodepleted pooled platelet concentrates, LDPPC) งานธนาคารเลือด โรงพยาบาลเลยจึงมีเป้าหมายพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์เกล็ดเลือดชนิดเม็ดเลือดขาวน้อยที่สุด ให้ดีขึ้นตามมาตรฐานสากลเพื่อความปลอดภัยอย่างที่สุดของผู้ป่วย ลดเวลาการผลิต ลดค่าใช้จ่าย และลดภาระงานนอกเวลา โดยเปรียบเทียบคุณภาพระหว่างวิธีเดิม วิธี pooled buffy coat (P-BC) และวิธีใหม่ วิธี pooled platelet concentrate (P-PC) ด้าน volume, platelet yield, leukocyte count, pH, swirling และ preparation time การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสังเกต ภายใต้บริบทจริงของการผลิตเกล็ดเลือด โดยใช้ถุงเลือดชนิด quadruple bag ชนิด top and bottom bag จากการรับบริจาคเลือดระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่สุ่มมาตรวจคุณภาพตามแผนการสุ่มตัวอย่างตามมาตรฐาน จำนวน 72 ยูนิต แบ่งเป็นกลุ่มละ 36 ยูนิต และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานตามลักษณะของตัวแปร ผลการศึกษา พบว่า P-PC มีปริมาตรมากกว่า P-BC อย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> < 0.001) แต่ platelet yield ต่ำกว่า (<em>p</em> = 0.006) swirling อยู่ในระดับ 3+ ถึง 5+ ขณะที่ P-BC อยู่ในระดับ 5+ (<em>p</em> = 0.001) ระยะเวลาเตรียมผลิตภัณฑ์ด้วย P-PC น้อยกว่า P-BC อย่างชัดเจน (<em>p</em> < 0.001) ส่วนค่า pH และจำนวนเม็ดเลือดขาวไม่แตกต่างกัน สรุปได้ว่า P-PC เป็นวิธีใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ Council of Europe (COE) และใช้เวลาน้อยกว่า จึงควรพิจารณานำมาใช้ในการผลิต LDPPC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาและงบประมาณในการให้บริการผู้ป่วย</p>
2026-05-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/283161
(บทความวิจัย) การพัฒนาและการประเมินประสิทธิภาพของการตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ด้วยวิธี Quadruple Test โดยใช้ช่วงอ้างอิงเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ไทย: กรณีศึกษาในเครือข่ายบริการคัดกรองจังหวัดบุรีรัมย์
2026-03-18T17:24:55+07:00
เจตปพน อุดมวงษ์
nonperfectionist@hotmail.com
ประสงค์ แคน้ำ
prasong.kha@mahidol.ac.th
สิริภากร แสงกิจพร
siripakorn.s@dmsc.mail.go.th
กฤชกันทร สุวรรณพันธุ์
Kritkantorn@gmail.com
รุ่งโรจน์ ทำประโยชน์
beerclub007@hotmail.com
จิตนิภา อาจทวีกุล
Jitnipa_a@gmail.com
<p> กลุ่มอาการดาวน์เป็นความผิดปกติของโครโมโซมที่พบบ่อยในทารกแรกเกิด ส่งผลต่อพัฒนาการและคุณภาพชีวิตของครอบครัว การตรวจคัดกรองในไตรมาสที่สองด้วย Quadruple Test ยังคงนิยมใช้เนื่องจากมีประสิทธิภาพและต้นทุนไม่สูง อย่างไรก็ตาม ค่ามัธยฐาน(median) ที่ใช้คำนวณค่า Multiple of Median (MoM) มักอ้างอิงจากประชากรยุโรป ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับพันธุกรรมของหญิงไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินแบบจำลองการคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์โดยใช้ค่ามัธยฐานเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ไทย และเปรียบเทียบกับแบบจำลองมาตรฐานที่อ้างอิงจากประชากรยุโรป การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาแบบย้อนหลังในหญิงตั้งครรภ์เดี่ยว อายุครรภ์ 14–20 สัปดาห์ ที่เข้ารับการตรวจในเครือข่ายคัดกรองจังหวัดบุรีรัมย์ พ.ศ. 2564–2568 จำนวน 15,851 ราย ใช้ข้อมูลทางชีวเคมีและน้ำหนักมารดาคำนวณค่า MoM จากสองแบบจำลอง คือ Western-European model และ Thai-specific model โดยกำหนดความเสี่ยง >1:250 เป็นผลคัดกรองบวกและยืนยันผลด้วยคาริโอไทป์หรือข้อมูลหลังคลอด ผลการศึกษาพบว่า Thai-specific model ให้ sensitivity 85.0%, specificity 93.1%, FPR 7.0% และ AUC 0.94 (95% CI 0.89–0.98) สูงกว่า Western model ที่มี AUC 0.92 (95% CI 0.82–0.99) แม้ความแตกต่างไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.68; z test for independent ROC curves) แต่แนวโน้มค่า AUC ที่สูงกว่าและ FPR ที่ต่ำกว่าสะท้อนว่าการใช้ค่ามัธยฐานเฉพาะชาติพันธุ์ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลด bias จากความแตกต่างทางพันธุกรรมและกายภาพของหญิงไทย เมื่อแยกวิเคราะห์รายสารชีวเคมีพบว่า uE3 มีความแตกต่างของ AUC อย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.009) ส่วน AFP มีแนวโน้มลดลงแต่ไม่ถึงนัยสำคัญ (p = 0.24) ขณะที่ Inhibin-A และ b-hCG คงประสิทธิภาพสูงไม่แตกต่างชัดเจน แสดงว่าการใช้ค่ามัธยฐานเฉพาะชาติพันธุ์ให้ประโยชน์เชิงคลินิกชัดเจนโดยเฉพาะใน uE3 งานวิจัยนี้แม้กลุ่มตัวอย่างรวมมีขนาดใหญ่ แต่จำนวนผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมมีเพียง 27 ราย ซึ่งจำกัด statistical power ในการตรวจจับความแตกต่างขนาดเล็กของ AUC (D=0.02) ผลลัพธ์จึงไม่ถึงระดับนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามความแตกต่างของ uE3 ซึ่งมี effect ขนาดใหญ่ (D=0.19) สามารถแสดงนัยสำคัญได้แม้จำนวนผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมน้อย จึงควรทำ Validation study ขนาดใหญ่เพิ่มเติม เพื่อเสริม statistical power ของการทดสอบในอนาคต</p>
2026-05-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/282422
(บทความปริทัศน์) โนโรไวรัส: หกทศวรรษแห่งความท้าทายด้านสาธารณสุข
2026-01-20T15:48:26+07:00
จารุณี ประเสริฐโสภณ
jarunee.pra@mahidol.ac.th
<p>โนโรไวรัสเป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันที่พบเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง สำหรับประเทศไทยยังคงมีรายงานการระบาดของโนโรไวรัสอย่างต่อเนื่อง โดยมักพบในสถานศึกษา สถานพยาบาลและแหล่งท่องเที่ยว เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงการสัมผัสโดยตรงระหว่างบุคคล ทำให้มีอัตราการแพร่กระจายสูง แม้การติดเชื้อในคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงจะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการขาดน้ำอย่างรุนแรงได้ ในด้านการวินิจฉัยการติดเชื้อโนโรไวรัส ปัจจุบันนิยมใช้เทคนิคระดับโมเลกุล โดยเฉพาะวิธี reverse transcription-polymerase chain reaction (RT-PCR) ซึ่งถือเป็นวิธีมาตรฐานสูงสุด (gold standard) เนื่องจากมีความไวและความจำเพาะสูง เทคนิคดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการยืนยันการติดเชื้อในผู้ป่วย การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา รวมถึงการติดตามและจำแนกสายพันธุ์ไวรัสที่ตรวจพบจากผู้ป่วยและตัวอย่างสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ความก้าวหน้าด้านชีววิทยาของโนโรไวรัสยังช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการติดเชื้อ โดยมีรายงานว่า histo-blood group antigens (HBGAs) ทำหน้าที่เป็นตัวรับสำคัญที่ไวรัสใช้ในการยึดเกาะและเข้าสู่เซลล์เยื่อบุลำไส้ของมนุษย์ องค์ความรู้นี้นำไปสู่การพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงไวรัสใน human intestinal enteroids (HIEs) ซึ่งเป็นแบบจำลองลำไส้มนุษย์ที่ใกล้เคียงกับสภาพจริงและเอื้อต่อการศึกษาการจำลองตัวของไวรัสและการตอบสนองของโฮสต์ แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโนโรไวรัสที่ได้รับอนุมัติใช้เชิงพาณิชย์ แต่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาวัคซีนหลายแพลตฟอร์ม เช่น virus-like particles (VLPs), viral vector และวัคซีนชนิด mRNA โดยการศึกษาในอาสาสมัครหลายฉบับรายงานว่าวัคซีนเหล่านี้สามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของอาการทางคลินิกหลังการติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตามวัคซีนดังกล่าวยังไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำหรือสร้างภูมิคุ้มกันที่ครอบคลุมสายพันธุ์ที่หลากหลายและคงอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายสำคัญในการพัฒนาวัคซีนโนโรไวรัสในอนาคต ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและองค์ความรู้ดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนามาตรการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p>
2026-05-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์