https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/issue/feed วารสารเทคนิคการแพทย์ 2026-05-10T10:39:12+07:00 ผศ. ดร. ทนพ.เอนก ภู่ทอง (Asst. Prof. Dr. Anek Pootong) jmt.amtt2016@gmail.com Open Journal Systems <p style="font-weight: 400;"><strong>วารสารเทคนิคการแพทย์</strong> เป็นวารสารทางวิชาการของสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมถ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ</p> <p style="font-weight: 400;">วารสารเทคนิคการแพทย์ เป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความวิชาการ และเป็นสื่อกลางเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการ และผลงานวิจัยด้านเทคนิคการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาต่าง ๆ โดยรับพิจารณาบทความทั้งหมด 6 ประเภท คือ นิพนธ์ต้นฉบับ บทความปริทัศน์ รายงานกรณีศึกษา บทความวิจัยอย่างสั้น จดหมายถึงบรรณาธิการ และ บทบรรณาธิการ </p> <p style="font-weight: 400;"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong></p> <ol style="font-weight: 400;"> <li>เป็นสื่อกลางเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการ และผลงานวิจัยด้านเทคนิคการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาต่างๆ</li> <li>เพื่อกระตุ้นการวิจัยและการพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญในสาขาเทคนิคการแพทย์</li> <li>เพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างนักเทคนิคการแพทย์และผู้ให้บริการทางการแพทย์อื่นๆ</li> </ol> <p style="font-weight: 400;">บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารจะต้องมีการอ่านตรวจทานต้นฉบับ จากคณะบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะสาขาจากภายนอก อย่างน้อย 3 ท่าน โดยปกปิดข้อมูลทั้งสองทาง (double-blinded, peer-review) </p> <p style="font-weight: 400;"><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่:</strong><strong> ไม่เสียค่าใช้จ่าย</strong></p> <p style="font-weight: 400;"><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong> ปีละ 3 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน <br />ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>Indexed and Abstracts</strong></p> <p style="font-weight: 400;">- Thailand Citation Index Center (TCI) Tier 1 (จนถึง 31 ธันวาคม 2572)</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/283161 (บทความวิจัย) การพัฒนาและการประเมินประสิทธิภาพของการตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ด้วยวิธี Quadruple Test โดยใช้ช่วงอ้างอิงเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ไทย: กรณีศึกษาในเครือข่ายบริการคัดกรองจังหวัดบุรีรัมย์ 2026-03-18T17:24:55+07:00 เจตปพน อุดมวงษ์ nonperfectionist@hotmail.com ประสงค์ แคน้ำ prasong.kha@mahidol.ac.th สิริภากร แสงกิจพร siripakorn.s@dmsc.mail.go.th กฤชกันทร สุวรรณพันธุ์ Kritkantorn@gmail.com รุ่งโรจน์ ทำประโยชน์ beerclub007@hotmail.com จิตนิภา อาจทวีกุล Jitnipa_a@gmail.com <p> กลุ่มอาการดาวน์เป็นความผิดปกติของโครโมโซมที่พบบ่อยในทารกแรกเกิด ส่งผลต่อพัฒนาการและคุณภาพชีวิตของครอบครัว การตรวจคัดกรองในไตรมาสที่สองด้วย Quadruple Test ยังคงนิยมใช้เนื่องจากมีประสิทธิภาพและต้นทุนไม่สูง อย่างไรก็ตาม ค่ามัธยฐาน(median) ที่ใช้คำนวณค่า Multiple of Median (MoM) มักอ้างอิงจากประชากรยุโรป ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับพันธุกรรมของหญิงไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินแบบจำลองการคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์โดยใช้ค่ามัธยฐานเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ไทย และเปรียบเทียบกับแบบจำลองมาตรฐานที่อ้างอิงจากประชากรยุโรป การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาแบบย้อนหลังในหญิงตั้งครรภ์เดี่ยว อายุครรภ์ 14–20 สัปดาห์ ที่เข้ารับการตรวจในเครือข่ายคัดกรองจังหวัดบุรีรัมย์ พ.ศ. 2564–2568 จำนวน 15,851 ราย ใช้ข้อมูลทางชีวเคมีและน้ำหนักมารดาคำนวณค่า MoM จากสองแบบจำลอง คือ Western-European model และ Thai-specific model โดยกำหนดความเสี่ยง &gt;1:250 เป็นผลคัดกรองบวกและยืนยันผลด้วยคาริโอไทป์หรือข้อมูลหลังคลอด ผลการศึกษาพบว่า Thai-specific model ให้ sensitivity 85.0%, specificity 93.1%, FPR 7.0% และ AUC 0.94 (95% CI 0.89–0.98) สูงกว่า Western model ที่มี AUC 0.92 (95% CI 0.82–0.99) แม้ความแตกต่างไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.68; z test for independent ROC curves) แต่แนวโน้มค่า AUC ที่สูงกว่าและ FPR ที่ต่ำกว่าสะท้อนว่าการใช้ค่ามัธยฐานเฉพาะชาติพันธุ์ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลด bias จากความแตกต่างทางพันธุกรรมและกายภาพของหญิงไทย เมื่อแยกวิเคราะห์รายสารชีวเคมีพบว่า uE3 มีความแตกต่างของ AUC อย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.009) ส่วน AFP มีแนวโน้มลดลงแต่ไม่ถึงนัยสำคัญ (p = 0.24) ขณะที่ Inhibin-A และ b-hCG คงประสิทธิภาพสูงไม่แตกต่างชัดเจน แสดงว่าการใช้ค่ามัธยฐานเฉพาะชาติพันธุ์ให้ประโยชน์เชิงคลินิกชัดเจนโดยเฉพาะใน uE3 งานวิจัยนี้แม้กลุ่มตัวอย่างรวมมีขนาดใหญ่ แต่จำนวนผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมมีเพียง 27 ราย ซึ่งจำกัด statistical power ในการตรวจจับความแตกต่างขนาดเล็กของ AUC (D=0.02) ผลลัพธ์จึงไม่ถึงระดับนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามความแตกต่างของ uE3 ซึ่งมี effect ขนาดใหญ่ (D=0.19) สามารถแสดงนัยสำคัญได้แม้จำนวนผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมน้อย จึงควรทำ Validation study ขนาดใหญ่เพิ่มเติม เพื่อเสริม statistical power ของการทดสอบในอนาคต</p> 2026-05-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/281657 (บทความวิจัย) การศึกษาคุณภาพผลิตภัณฑ์เกล็ดเลือดชนิดเม็ดเลือดขาวน้อยที่สุด ที่เตรียมด้วยวิธี Pooled Buffy Coat และวิธี Pooled Platelet Concentrate 2025-11-11T19:34:14+07:00 ศิริญญา พรมศร preawza.bb03@gmail.com <p>เกล็ดเลือดมีความสำคัญในการรักษาผู้ป่วยหลากหลายโรค เช่น ไข้เลือดออก มะเร็ง ไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น เทคโนโลยีการเตรียมเกล็ดเลือดในยุคปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก การเตรียมเกล็ดเลือดจากผู้บริจาคหลายคนที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดคือเกล็ดเลือดชนิดเม็ดเลือดขาวน้อยที่สุด (leukodepleted pooled platelet concentrates, LDPPC) งานธนาคารเลือด โรงพยาบาลเลยจึงมีเป้าหมายพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์เกล็ดเลือดชนิดเม็ดเลือดขาวน้อยที่สุด ให้ดีขึ้นตามมาตรฐานสากลเพื่อความปลอดภัยอย่างที่สุดของผู้ป่วย ลดเวลาการผลิต ลดค่าใช้จ่าย และลดภาระงานนอกเวลา โดยเปรียบเทียบคุณภาพระหว่างวิธีเดิม วิธี pooled buffy coat (P-BC) และวิธีใหม่ วิธี pooled platelet concentrate (P-PC) ด้าน volume, platelet yield, leukocyte count, pH, swirling และ preparation time การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสังเกต ภายใต้บริบทจริงของการผลิตเกล็ดเลือด โดยใช้ถุงเลือดชนิด quadruple bag ชนิด top and bottom bag จากการรับบริจาคเลือดระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่สุ่มมาตรวจคุณภาพตามแผนการสุ่มตัวอย่างตามมาตรฐาน จำนวน 72 ยูนิต แบ่งเป็นกลุ่มละ 36 ยูนิต และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานตามลักษณะของตัวแปร ผลการศึกษา พบว่า P-PC มีปริมาตรมากกว่า P-BC อย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> &lt; 0.001) แต่ platelet yield ต่ำกว่า (<em>p</em> = 0.006) swirling อยู่ในระดับ 3+ ถึง 5+ ขณะที่ P-BC อยู่ในระดับ 5+ (<em>p</em> = 0.001) ระยะเวลาเตรียมผลิตภัณฑ์ด้วย P-PC น้อยกว่า P-BC อย่างชัดเจน (<em>p</em> &lt; 0.001) ส่วนค่า pH และจำนวนเม็ดเลือดขาวไม่แตกต่างกัน สรุปได้ว่า P-PC เป็นวิธีใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ Council of Europe (COE) และใช้เวลาน้อยกว่า จึงควรพิจารณานำมาใช้ในการผลิต LDPPC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาและงบประมาณในการให้บริการผู้ป่วย</p> 2026-05-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/283445 (บทความวิจัย) การเปรียบเทียบการตรวจ anti-dsDNA ด้วยวิธี Crithidia luciliae Immunofluorescence Test และ Line Immunoblot Assay ในการวินิจฉัยโรค SLE และ Lupus Nephritis 2026-03-04T12:30:17+07:00 วิศันสนีย์ การุญบุญญานันท์ t.wisansanee@gmail.com กิตติกร ดวงกำ Jackkittikorn@gmail.com พิมพ์ชนก ตันติวงส์ pimchanaka@hotmail.com มนสิตา ตันยะ Lotus.bua2@gmail.com ญาดา ศิริพันธ์โนน e-yada@hotmail.com ธีรศักดิ์ พาจันทร์ tphajan@gmail.com <p>Anti-dsDNA เป็นเกณฑ์ที่สำคัญในการวินิจฉัยโรค SLE การตรวจ anti-dsDNA ด้วยวิธี <em>Crithidia luciliae</em> immunofluorescence test (CLIFT) และ line immunoblot assay (LIA) ใช้แอนติเจนและหลักการตรวจวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสอดคล้องของทั้งสองวิธี และศึกษาผลการวินิจฉัยโรคเมื่อผลไม่สอดคล้องกัน โดยพิจารณาผล anti-nucleosome และ anti-histone ร่วมด้วย โดยสืบค้นผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการย้อนหลังในผู้ป่วยที่แพทย์สงสัย SLE และส่งตรวจ anti-dsDNA ทั้งวิธี CLIFT และ LIA ในช่วง พ.ศ. 2561-2566 จำนวน 1,799 ราย และสืบค้นเวชระเบียนผู้ป่วยที่มีผลการตรวจทั้ง 2 วิธีไม่สอดคล้องกันหรือสอดคล้องกันบางส่วนรวม 300 ราย เพื่อดูผลการวินิจฉัยโรค วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Cohen’s kappa สถิติเชิงพรรณนา สถิติ Chi-square หรือ Fisher’s exact test พบว่าวิธี CLIFT และ LIA มีความสอดคล้องกันปานกลาง (kappa = 0.548) เมื่อศึกษากลุ่มที่มีผล anti-dsDNA เป็นลบด้วยวิธี LIA 1,436 ราย พบว่าการพบ anti-nucleosome หรือ anti-histone มีโอกาสปานกลางที่จะพบ anti-dsDNA ด้วยวิธี CLIFT (<em>p</em> &lt; 0.001) แต่หากทราบอยู่ก่อนแล้วว่ามีผล CLIFT เป็นบวก การพบแอนติบอดีทั้งสองชนิดไม่สามารถจำแนกผู้ป่วย SLE และ lupus nephritis (LN) ให้ชัดเจนขึ้นได้ (<em>p</em> = 0.967 และ 0.247 ตามลำดับ) กรณีที่ผลตรวจ anti-dsDNA ของทั้งสองวิธีไม่สอดคล้องกัน CLIFT สามารถจำแนก SLE และ LN ได้ชัดเจนกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> &lt; 0.001) และเมื่อตรวจสอบผลตรวจของแต่ละวิธีโดยทราบว่าอีกวิธีให้ผลเป็นบวกพบว่า ผลของ CLIFT ที่ต่างกันจำแนกผู้ป่วย SLE และ LN ได้ดี (<em>p</em> &lt; 0.001 และ <em>p</em> = 0.048 ตามลำดับ) ขณะที่ LIA ไม่สามารถจำแนกได้อย่างชัดเจน (<em>p</em> = 0.748 และ 0.095 ตามลำดับ) สรุปได้ว่าเมื่อผลตรวจ anti-dsDNA เป็นลบด้วยวิธี LIA หากผล anti-nucleosome หรือ anti-histone เป็นบวก จะมีโอกาสปานกลางที่จะตรวจพบ anti-dsDNA ด้วยวิธี CLIFT และกรณี CLIFT เป็นบวกจะสามารถบ่งชี้ SLE และ LN ได้ชัดเจนขึ้น แต่หากมีผล anti-dsDNA ด้วยวิธี CLIFT ที่เป็นบวกอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องส่งตรวจวิธี LIA เพื่อดูผลของ anti-dsDNA, anti-nucleosome และ anti-histone สำหรับวินิจฉัย SLE อีก แนวทางนี้อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัย ลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพ และลดเวลาในการวินิจฉัยโรคได้</p> 2026-06-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/283098 ([บทความวิจัย) การศึกษาเปรียบเทียบผลการตรวจตะกอนปัสสาวะระหว่างผู้ปฏิบัติงาน และเครื่องตรวจวิเคราะห์ iQ200 2026-04-10T14:33:55+07:00 ศศิกฤษฏิ์ เทพบุตร sasikrit.rs@gmail.com <p>การตรวจวิเคราะห์ตะกอนปัสสาวะเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ เครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติ เช่น iQ200 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของห้องปฏิบัติการและลดความคลาดเคลื่อนจากผู้ปฏิบัติงาน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการตรวจตะกอนปัสสาวะระหว่างเครื่อง iQ200 และการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยบุคลากรห้องปฏิบัติการที่มีประสบการณ์ โดยมุ่งเน้นที่เซลล์เม็ดเลือดแดง (RBC) เซลล์เม็ดเลือดขาว (WBC) เซลล์เยื่อบุผิวชนิด squamous และ cast การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบเปรียบเทียบ ใช้ตัวอย่างปัสสาวะจำนวน 200 ตัวอย่างจากผู้ป่วยที่หน่วยจุลทรรศนศาสตร์ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์และพยาธิวิทยาคลินิก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา การตรวจด้วยคนได้ดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนด และการตรวจอัตโนมัติมีการดำเนินการด้วยเครื่อง iQ200 การประเมินความสอดคล้องระหว่างวิธีทั้งสองใช้สถิติ Weighted Kappa (<em>k</em><em><sub>w</sub></em>) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ <em>p </em>&lt; 0.05 ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเครื่อง iQ200 มีความสอดคล้องเกือบสมบูรณ์แบบสำหรับ RBC (Weighted Kappa = 0.929) และ WBC (Weighted Kappa = 0.875) ความสอดคล้องระดับสูงสำหรับเซลล์เยื่อบุผิวชนิด squamous (Weighted Kappa = 0.772) และความสอดคล้องระดับปานกลางสำหรับ cast (Weighted Kappa = 0.543) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&lt; 0.05) ผลการศึกษานี้ยืนยันว่าเครื่อง iQ200 มีความน่าเชื่อถือในการตรวจตะกอนปัสสาวะสำหรับการตรวจพบ RBC และ WBC เป็นหลัก ขณะที่ควรปรับปรุงความแม่นยำการตรวจพบ cast ต่อไป</p> 2026-06-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/279721 (บทความวิจัย) การศึกษาผลสัมฤทธิ์ของโครงการพิเศษที่มุ่งเน้นสร้างเสริมศักยภาพเฉพาะด้านการจัดการ (โครงการ 4+1) หลักสูตร วท.บ. เทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล 2025-08-05T10:28:27+07:00 เกวลิน นุ่นทอง kewalin.her@mahidol.ac.th ศุภลิตตา ทองสว่าง supalitta.tho@student.mahidol.ac.th จินตนา กลิ่นถือศิล jintana.kli@mahidol.ac.th เลิศยศ ตรีรัตนไพบูลย์ lertyot.tre@mahidol.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของ “โครงการพิเศษที่มุ่งเน้นสร้างเสริมศักยภาพเฉพาะด้านการจัดการ (โครงการ 4+1)” หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในด้านภาวะการมีงานทำ การนำทักษะไปใช้ ความคาดหวัง ความพึงพอใจ และปัญหาอุปสรรค โดยเก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมโครงการ 40 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 87.5 สำเร็จการศึกษาตามแผน มีเส้นทางอาชีพหลากหลาย ทั้งนักเทคนิคการแพทย์ ผู้แทนขายทางการแพทย์ นักวิเคราะห์ข้อมูล นักวิจัย และผู้ประกอบการ ทักษะที่บัณฑิตนำไปใช้ในการทำงานมากที่สุดคือ ทักษะการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การบริหารการตลาด และการวิเคราะห์ (ทุกทักษะ ≥ ร้อยละ 65) ในขณะที่ทักษะทางวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ถูกนำไปใช้น้อย (ร้อยละ 30) ผู้เข้าร่วมโครงการแสดงความพึงพอใจในระดับสูง โดยเฉพาะการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและการประยุกต์ใช้จริง แม้การเปรียบเทียบความคาดหวังก่อนและหลังการศึกษาจะไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = 0.082) แต่บัณฑิตรู้สึกว่าได้รับผลลัพธ์สูงกว่าที่คาดหวังในหลายด้าน เช่น การเพิ่มพูนความรู้ด้านการบริหารจัดการและการขาย อย่างไรก็ตาม พบอุปสรรค อาทิ การขาดความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาและงานปฏิบัติในโรงพยาบาล การขาดการแนะแนวอาชีพ และความกังวลเรื่องระยะเวลาหลักสูตรที่สั้น งานวิจัยนี้เสนอแนะการปรับปรุงด้านการแนะแนวอาชีพ การบูรณาการทักษะการปฏิบัติงาน และการสร้างเครือข่ายวิชาชีพ ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้พัฒนาหลักสูตรปริญญาตรี-โทต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงานได้ดียิ่งขึ้น</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/280389 (บทความวิจัย) การประเมินกิจกรรมของเอนไซม์แอล-อะมิโนแอซิดออกซิเดสในพิษงู ด้วยวิธีพรัสเซียนบลูอะการ์: การทำให้บริสุทธิ์และการวิเคราะห์เอนไซม์จากพิษงูจงอาง 2025-08-29T09:24:41+07:00 วิชิต ทวีกาญจน์ tha.wichit@gmail.com จุรีพร น้อยพรหม tujureen@gmail.com อรวรรณ โค้ว okhow_2000@yahoo.com ศิริศักดิ์ สาธร sirisak.s@redcross.or.th <p>แอล-อะมิโนแอซิดออกซิเดส (L-amino acid oxidase; LAAO) เป็นเอนไซม์ในกลุ่มฟลาวินโปรตีนสามารถพบได้ในพิษงูหลายชนิด มีคุณสมบัติเป็นพิษต่อเซลล์และสามารถต้านจุลชีพได้ จากการสร้างไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H<sub>2</sub>O<sub>2</sub>) การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินวิธีพรัสเซียนบลูอะการ์ (Prussian blue agar; PBA) สำหรับการเกิดกิจกรรมของ LAAO ในพิษงูต่าง ๆ และทำให้เอนไซม์ดังกล่าวจากพิษงูจงอาง (<em>Ophiophagus hannah</em>) มีความบริสุทธิ์ ตลอดจนยืนยันเอกลักษณ์และลักษณะทางชีวเคมีของเอนไซม์ ผลจากการทดสอบพิษงู 5 ชนิด พบว่าพิษงูจงอางแสดงกิจกรรมของ LAAO สูงที่สุด โดยเกิดวงสีน้ำเงินเด่นชัดบนเพลต PBA ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาระหว่าง H<sub>2</sub>O<sub>2 </sub>และเฟอริไซยาไนด์จนเกิดผลึกพรัสเซียนบลู ขนาดของวงสีน้ำเงินมีความสัมพันธ์เชิงปริมาณกับความเข้มข้นมาตรฐานของ H<sub>2</sub>O<sub>2 </sub>จึงสามารถใช้ประเมินเชิงปริมาณได้ การเติมกลูตาไธโอนชนิดรีดิวซ์ (GSH) ส่งผลให้ขนาดวงสีน้ำเงินลดลงอย่างชัดเจน แสดงถึงฤทธิ์ต้านของ GSH ต่อกิจกรรมของ LAAO เอนไซม์ LAAO จากพิษงูจงอางผ่านการทำให้บริสุทธิ์ด้วยวิธีโครมาโทกราฟี และยืนยันโดย SDS-PAGE พร้อมหาลำดับกรดอะมิโนและการวิเคราะห์ด้วยโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูงแบบ reverse phase (RP-HPLC) เพื่อแสดงตำแหน่งของ LAAO ที่เวลาประมาณ 80 นาที (retention time) วิธีการ PBA แสดงให้เห็นว่าเป็นวิธีที่รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ เหมาะสำหรับการประเมินกิจกรรมของ LAAO มีความสำคัญสำหรับการวิจัยทางพิษวิทยา การวิเคราะห์คุณสมบัติเอนไซม์ และการศึกษาสารต่าง ๆ ในการยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์นี้</p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/279870 (บทความวิจัย) การหาปริมาตรปัสสาวะที่น้อยที่สุดในการตรวจวิเคราะห์ทางเคมีและการตรวจด้วย กล้องจุลทรรศน์ในผู้ป่วยเด็ก 2025-10-09T10:45:53+07:00 สำอาง มูระคา sumang16@hotmail.com ธิดา โทรักษา airtho1@hotmail.com <p>การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะแบบมาตรฐานต้องใช้ตัวอย่างประมาณ 10 มิลลิลิตรแต่ในผู้ป่วยเด็กโดยเฉพาะเด็กแรกเกิดที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ยากที่จะเก็บปัสสาวะให้ได้ 10 มิลลิลิตร การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อหาปริมาตรปัสสาวะขั้นต่ำที่สามารถใช้ในการตรวจวิเคราะห์ด้านเคมีและกล้องจุลทรรศน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเปรียบเทียบปัสสาวะที่ปริมาตรน้อยที่สุดกับที่ 10 มิลลิลิตร จากตัวอย่าง 50 ราย ผลการวิเคราะห์เคมีของปัสสาวะที่ปริมาตร 0.5, 1.0 และ 5.0 มิลลิลิตร พบมีความสัมพันธ์ที่ดีโดยมีระดับความสอดคล้องโดยรวมมากกว่าร้อยละ 80 ทั้ง 10 พารามิเตอร์ ความถ่วงจำเพาะ (specific gravity) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) ที่ดีมากคือ 0.907, 0.950 และ 0.979 ตามลำดับ ส่วนการเปรียบเทียบผลตะกอนภายใต้กล้องจุลทรรศน์ที่ปริมาตรปัสสาวะ 0.5 และ 1.0 มิลลิลิตร มีจำนวนแตกต่างจากที่ปริมาตร 10 มิลลิลิตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.05) โดยเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวให้ค่าความสอดคล้องระดับน้อย (k = 0.042-0.056) ส่วนเซลล์คาสท์ (cellular cast) เซลล์เยื่อบุผิวชนิดสแควมัส (squamous epithelial cell) เมือก (mucous) เซลล์แบคทีเรีย ผลึก (crystal) ผลึกอสัณฐาณ (amorphous) และเซลล์ยีสต์ ให้ค่าความสอดคล้องในระดับพอใช้ถึงปานกลาง (k = 0.220-0.481) ส่วนที่ปริมาตรปัสสาวะ 5.0 มิลลิลิตร เปรียบเทียบกับที่ปริมาตร 10 มิลลิลิตร ให้ค่าความสอดคล้องดีมาก (k = 0.858-1.000) จากผลการศึกษาพบว่าปริมาตรของปัสสาวะน้อยที่สุดที่สามารถตรวจวิเคราะห์ด้านเคมีคือ 0.5 มิลลิลิตร ส่วนการตรวจ<br />วิเคราะห์ด้านกล้องจุลทรรศน์คือ 5.0 มิลลิลิตร อย่างไรก็ตามเมื่อจำเป็นต้องใช้ปริมาตรปัสสาวะน้อยกว่า 5.0 มิลลิลิตร ควรระบุปริมาตรปัสสาวะที่ตรวจวิเคราะห์ไว้ด้วย </p> 2026-06-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/280855 (บทความวิจัย) การศึกษาระดับ HbA1c และความผิดปกติของฮีโมโกลบิน ในเลือดที่ใช้ EDTA blood, NaF blood และ Lithium-heparin blood โดยวิธี capillary electrophoresis 2025-09-19T13:07:29+07:00 พิทยา ตรีรัตน์ Pitkubtun2903@gmail.com นภธร พรศรีวทัญญู Bree.pathopsu@gmail.com เพ็ญศิริ ชูส่งแสง pchoosongsang@gmail.com พัฒนพงศ์ ชูส่งแสง cphattanapong@gmail.com <p> Hemoglobin A1c (HbA1c) มีการใช้อย่างแพร่หลายสำหรับประเมินระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การตรวจวิเคราะห์ทำโดยเจาะเลือดตัวอย่างใส่หลอดเอทิลีนไดเอมีนเตตราอะซิติกแอซิด (EDTA) แต่ปัจจุบันพบปัญหาว่าผู้ป่วยต้องเจาะเลือดใส่หลอดหลายประเภท ปริมาณมาก เจาะเลือดยาก ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถเจาะเลือดได้ครบถ้วน อีกทั้งกรณีแพทย์ขอเพิ่มการทดสอบ HbA1c ทำให้ผู้ป่วยต้องเจาะเลือดซ้ำ จึงเป็นที่มาของการศึกษาครั้งนี้ โดยทำการทดลองเพื่อเปรียบเทียบระดับ HbA1c ในตัวอย่างเลือด EDTA ตัวอย่างเลือดโซเดียมฟลูออไรด์ (NaF) และตัวอย่างเลือดลิเธียมเฮปาริน (LH) ที่ตรวจวัดด้วยวิธี capillary electrophoresis ซึ่งสามารถรายงานผลตรวจคัดกรองหมู่เลือด (screening typing) ควบคู่กับผล HbA1c โดยใช้เลือดจำนวน 234 ตัวอย่าง แยกเป็นกลุ่มที่มีฮีโมโกลบินปกติ 104 รายและกลุ่มที่มีฮีโมโกลบินผิดปกติ 130 ราย มีค่า HbA1c อยู่ในช่วงร้อยละ 4.6-16.4 ผลการเปรียบเทียบระดับ HbA1c พบว่ากลุ่มที่มีฮีโมโกลบินปกติ ตัวอย่างเลือด EDTA และเลือด NaF มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&lt; 0.001) แต่ตัวอย่างเลือด EDTA และเลือด LH มีค่าไม่แตกต่างกัน (<em>p</em> = 0.328) กลุ่มที่มีฮีโมโกลบินผิดปกติพบว่า ตัวอย่างเลือด EDTA เทียบกับเลือด NaF และเลือด LH มีค่าไม่แตกต่างกัน (<em>p</em> = 0.233, 0.126) ผลการวิเคราะห์ Bland Altman analysis พบว่าตัวอย่างทั้งหมดมีค่า HbA1c แตกต่างกันอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (± ร้อยละ 8) การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น (linear regression) ของตัวอย่างเลือด EDTA เลือด NaF และเลือด LH ที่มีฮีโมโกลบินปกติและผิดปกติเท่ากับ R<sup>2 </sup>= 0.996, 0.995, 0.995, 0.994 ตามลำดับ สรุปได้ว่า สามารถใช้ตัวอย่างเลือด NaF และตัวอย่างเลือด LH ในการตรวจ HbA1c ด้วยเครื่อง Sebia Capillarys 3 Tera พร้อมทั้งสามารถรายงานผลตรวจคัดกรองชนิดฮีโมโกลบิน (hemoglobin typing screening) ควบคู่กับค่า HbA1c ได้ภายในวันเดียวกัน</p> 2026-07-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/282761 (บทความวิจัย) การประเมินการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและผลลัพธ์การเรียนรู้จากกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนร่วมออกแบบและร่วมสอนในรายวิชาสารสนเทศทางสุขภาพ 2026-04-09T15:43:03+07:00 ปวเรศ อ่อนทอง pawared.ont@mahidol.ac.th ลิขิต ปรียานนท์ likit.pre@mahidol.edu <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในยุค VUCA (volatility, uncertainty, complexity, and ambiguity) ซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ นอกจากนั้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามามีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนมากขึ้น การเรียนการสอนแบบเดิมที่ออกแบบและกำหนดโดยอาจารย์อาจต้องปรับมาเน้นการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน และเพิ่มการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง งานวิจัยนี้เป็นการประเมินการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของผู้เรียนจากการให้นักศึกษาร่วมออกแบบและร่วมสอน เริ่มตั้งแต่กำหนดเนื้อหาและความรู้ที่จำเป็น ออกแบบรูปแบบ วิธีการสอนและสื่อ ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยส่งเสริมความเป็นเจ้าของในการเรียนรู้และเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 96 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในหัวข้อ “การจัดการข้อมูลสุขภาพด้วยระบบฐานข้อมูล” ตามผลลัพธ์การเรียนรู้ที่กำหนด จากนั้นดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้และประเมินผลด้วยแบบสอบถามและการสนทนากลุ่ม (focus group) ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้นและให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้งก่อนถ่ายทอดให้ผู้อื่น ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานเป็นกลุ่ม และความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง บรรยากาศในห้องเรียนเอื้อต่อการตั้งคำถาม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการเรียนรู้แบบเพื่อนสอนเพื่อนที่เป็นกันเอง แม้จะมีข้อจำกัดบางประการด้านขอบเขตเนื้อหาและทักษะการสอน แต่ภาพรวมของผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแนวทางการเรียนรู้ที่ร่วมออกแบบและร่วมสอนโดยผู้เรียนสามารถส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทการศึกษายุคใหม่ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง</p> 2026-07-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/281094 (บทความปริทัศน์) การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ Legionella pneumophila 2025-09-22T13:39:17+07:00 นภาวรรณ ปุณกบุตร napawanpunakabutra@gmail.com พิณทิพย์ สุชาติลิขิตวงศ์ pintip.s@chula.ac.th ธนิษฐา ฉัตรสุวรรณ smedtcs@hotmail.com <p><em>Legionella pneumophila</em> เป็นแบคทีเรียแกรมลบที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เรียกว่า “Legionnaires’ disease” พบได้ทั่วไปในน้ำ และแพร่กระจายโดยการสูดละอองน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อนี้ <em>L. pneumophila</em> ซีโรกรุ๊ป 1 เป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่พบมากที่สุด การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการสำหรับการติดเชื้อ <em>L. pneumophila</em> สามารถทำได้หลายวิธี โดยวิธีการเพาะแยกเชื้อจากสิ่งส่งตรวจที่เก็บจากระบบทางเดินหายใจเป็นวิธีมาตรฐานที่มีความจำเพาะสูง แต่มีความไวต่ำและใช้เวลานาน การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ <em>L. pneumophila</em> ในปัสสาวะเป็นการทดสอบที่ให้ผลรวดเร็วและมีความจำเพาะสูง การตรวจแอนติบอดีในน้ำเหลืองช่วยในการวินิจฉัยและติดตามการระบาด การตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อในสิ่งส่งตรวจมีความจำเพาะสูงและให้ผลรวดเร็ว แต่ความไวขึ้นกับชนิดสิ่งส่งตรวจ การตรวจวิเคราะห์ที่รวดเร็วและแม่นยำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคส่งผลให้การรักษาได้อย่างแม่นยำ และส่งเสริมการเฝ้าระวังแหล่งที่มาของการติดเชื้อและการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/282422 (บทความปริทัศน์) โนโรไวรัส: หกทศวรรษแห่งความท้าทายด้านสาธารณสุข 2026-01-20T15:48:26+07:00 จารุณี ประเสริฐโสภณ jarunee.pra@mahidol.ac.th <p>โนโรไวรัสเป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันที่พบเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง สำหรับประเทศไทยยังคงมีรายงานการระบาดของโนโรไวรัสอย่างต่อเนื่อง โดยมักพบในสถานศึกษา สถานพยาบาลและแหล่งท่องเที่ยว เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงการสัมผัสโดยตรงระหว่างบุคคล ทำให้มีอัตราการแพร่กระจายสูง แม้การติดเชื้อในคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงจะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการขาดน้ำอย่างรุนแรงได้ ในด้านการวินิจฉัยการติดเชื้อโนโรไวรัส ปัจจุบันนิยมใช้เทคนิคระดับโมเลกุล โดยเฉพาะวิธี reverse transcription-polymerase chain reaction (RT-PCR) ซึ่งถือเป็นวิธีมาตรฐานสูงสุด (gold standard) เนื่องจากมีความไวและความจำเพาะสูง เทคนิคดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการยืนยันการติดเชื้อในผู้ป่วย การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา รวมถึงการติดตามและจำแนกสายพันธุ์ไวรัสที่ตรวจพบจากผู้ป่วยและตัวอย่างสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ความก้าวหน้าด้านชีววิทยาของโนโรไวรัสยังช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการติดเชื้อ โดยมีรายงานว่า histo-blood group antigens (HBGAs) ทำหน้าที่เป็นตัวรับสำคัญที่ไวรัสใช้ในการยึดเกาะและเข้าสู่เซลล์เยื่อบุลำไส้ของมนุษย์ องค์ความรู้นี้นำไปสู่การพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงไวรัสใน human intestinal enteroids (HIEs) ซึ่งเป็นแบบจำลองลำไส้มนุษย์ที่ใกล้เคียงกับสภาพจริงและเอื้อต่อการศึกษาการจำลองตัวของไวรัสและการตอบสนองของโฮสต์ แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโนโรไวรัสที่ได้รับอนุมัติใช้เชิงพาณิชย์ แต่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาวัคซีนหลายแพลตฟอร์ม เช่น virus-like particles (VLPs), viral vector และวัคซีนชนิด mRNA โดยการศึกษาในอาสาสมัครหลายฉบับรายงานว่าวัคซีนเหล่านี้สามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของอาการทางคลินิกหลังการติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตามวัคซีนดังกล่าวยังไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำหรือสร้างภูมิคุ้มกันที่ครอบคลุมสายพันธุ์ที่หลากหลายและคงอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายสำคัญในการพัฒนาวัคซีนโนโรไวรัสในอนาคต ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและองค์ความรู้ดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนามาตรการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p> 2026-05-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/281561 (บทความวิจัยอย่างสั้น) การพัฒนาระบบเจาะเลือดแบบ One stop service รวดเร็วฉับไว ประทับใจผู้รับบริการ 2026-03-05T11:03:57+07:00 นันทวัน ชนะพิศ amp.nanthawan@gmail.com กนกวรรณ ใจพิงค์ Fasai1571@gmail.com สุวนันท์ เสนาวารีย์ suwanan.waree@gmail.com <p>การให้บริการจุดเจาะเลือดในโรงพยาบาลจำเป็นต้องมีความรวดเร็วและแม่นยำเพื่อสนับสนุนกระบวนการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ระบบเดิมยังคงประสบปัญหา เช่น ความล่าช้า ความผิดพลาดในการเตรียมหลอดเก็บเลือด และการรอคอยในหลายจุดบริการ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบจุดเจาะเลือดแบบ One Stop Service โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับแนวคิด Lean และการวิเคราะห์กระบวนการด้วย Value Stream Mapping (VSM) เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มคุณค่าในกระบวนการ และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการ กลุ่มตัวอย่างคือผู้รับบริการเจาะเลือดผู้ป่วยนอกก่อนพบแพทย์ เวลา 07.30-09.00 น. ในวันและเวลาราชการ ณ โรงพยาบาลลำพูน จังหวัดลำพูน โดยแบ่งช่วงเวลาเก็บข้อมูลเป็นก่อนการปรับปรุง (ตุลาคม 2566 - พฤศจิกายน 2567) และหลังการปรับปรุง (ธันวาคม 2567 - กุมภาพันธ์ 2568) ผลการศึกษาเปรียบเทียบก่อนและหลังการปรับปรุงพบว่า จำนวนขั้นตอนลดลงจาก 7 เหลือ 5 ขั้นตอน เวลาที่ใช้ในกระบวนการลดลงจาก 143 นาที เหลือ 97 นาที ระยะเวลารอคอยลดลงจาก 55 นาที เหลือ 13 นาที ค่า Total First Time Quality (FTQ) เพิ่มจากร้อยละ 94 เป็นร้อยละ 99 และ Value Added เพิ่มจากร้อยละ 47 เป็นร้อยละ 84 นอกจากนี้ อัตราความปลอดภัยในกระบวนการเจาะเลือดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 99.6 เป็นร้อยละ 99.9 และความพึงพอใจของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 87 เป็นร้อยละ 93 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาระบบจุดเจาะเลือดแบบ One Stop Service สามารถลดความสูญเปล่า เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และสามารถใช้เป็นต้นแบบในการปรับปรุงระบบในโรงพยาบาลอื่นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิผล</p> 2026-05-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmt-amtt/article/view/283829 (บทความวิจัยอย่างสั้น) การประเมินการปนเปื้อนเชื้อราในอากาศภายในห้องพักนักศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ประเทศไทย 2026-01-20T15:47:51+07:00 พิมพ์วรรณ ทองดี t.pimwan@pcm.ac.th ภัทร์ ณรงค์เดช putt.nar@pcm.ac.th ภัสสรา วงศ์ไทย w.passara@pcm.ac.th ศิรชัช นิจพาณิชย์ pondpcm@pcm.ac.th นิจธร สังข์ศิรินทร์ nitchatorn@pcm.ac.th พงศ์ธร ณรงค์ฤกษ์นาวิน npongthorn@pcm.ac.th ธนิต บุญศิริ boonsiri-t@pcm.ac.th <p>คุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality; IAQ) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะเชื้อราที่แพร่กระจายในอากาศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ โรคระบบทางเดินหายใจ และการติดเชื้อฉวยโอกาส งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณและความหลากหลายของเชื้อราในอากาศภายในห้องพักนักศึกษาของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า การเก็บตัวอย่างอากาศดำเนินการในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 จากห้องพักนักศึกษาจำนวน 40 ห้อง โดยใช้วิธีเปิดเพลตแบบพาสซีฟ (Passive open-plate method) บนอาหารเลี้ยงเชื้อ Sabouraud Dextrose Agar (SDA) จานเพาะเชื้อถูกเปิดทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ที่ระดับความสูงประมาณ 1 เมตรจากพื้น แล้วนำไปบ่มที่อุณหภูมิ 25 °C เป็นเวลา 7 วัน จากนั้นตรวจสอบลักษณะโคโลนีด้วยการสังเกตทางตาเปล่าและกล้องจุลทรรศน์ จำนวนโคโลนีแสดงผลเป็นโคโลนีต่อปริมาตรอากาศหนึ่งลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง (CFU/m³/h) และจัดระดับตามดัชนีการปนเปื้อนจุลินทรีย์ในอากาศ (Index of Microbial Air Contamination; IMA) ผลการศึกษาพบว่าห้องพักส่วนใหญ่มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับดี โดยมีปริมาณเชื้อรา 10–39 CFU/m³/h ขณะที่บางห้องมีระดับปานกลางถึงสูง โดยมากที่สุดอยู่ที่ 1441 CFU/m³/h เชื้อราสำคัญที่ตรวจพบ ได้แก่ <em>Aspergillus spp.</em>, <em>Penicillium spp.</em> และ <em>Mucor spp.</em> โดยสรุป ห้องพักนักศึกษามีคุณภาพอากาศภายในอาคารอยู่ในเกณฑ์น่าพึงพอใจ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม การจัดการระบบระบายอากาศ และการควบคุมความชื้น เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพของนักศึกษา แนะนำให้มีการศึกษาต่อเนื่องโดยใช้วิธีเก็บตัวอย่างอากาศแบบแอคทีฟ และการระบุชนิดเชื้อราด้วยเทคนิคทางโมเลกุล เพื่อเพิ่มความครอบคลุมและความแม่นยำของข้อมูล</p> 2026-05-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคนิคการแพทย์