วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht <p>วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นโดยกรมสุขภาพจิต มีนโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ คือ เป็นผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ หรือมีประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับประเทศ</p> <p>The Journal of Mental Health of Thailand is the official journal of the Department of Mental Health, Ministry of Public Health, Thailand. Its focus and scope is a new knowledge of research and academic work in mental health and psychiatry or useful in exchanging knowledge at the national level.</p> th-TH <p>-&nbsp;ผู้อ่านสามารถนำข้อความ ข้อมูล จากวารสารไปใช้ไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการได้ เช่น เพื่อการสอน เพื่อการอ้างอิง แต่การนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น เพื่อการค้า จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากกรมสุขภาพจิตก่อน</p> <p>-&nbsp;ความคิดเห็น ข้อมูล และบทสรุปต่าง ๆ ที่ลงตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยเป็นของผู้เขียนบทความและมิได้แสดงว่ากองบรรณาธิการหรือกรมสุขภาพจิตเห็นพ้องด้วย</p> jmht.dmh@gmail.com (Athip Tanaree, M.D., Ph.D.) jmht.dmh@gmail.com (Phopthorn Wuttiharn) Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กรอบการพัฒนาสุขภาพจิตของ OECD : บทวิเคราะห์เชิงนโยบายและนัยยะต่อระบบสุขภาพจิตไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/284925 <p>การประกาศเป้าหมายของประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ภายในปี พ.ศ. 2573 ก่อให้เกิดความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและสุขภาพจิต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในระยะแรกของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ภายใต้กรอบข้อแนะนำจากคณะมนตรีของ OECD ที่เน้นการบูรณาการสุขภาพจิตในสี่เสาหลัก ได้แก่ ระบบสุขภาพ ระบบการศึกษาและเยาวชน สถานที่ทำงาน และระบบสวัสดิการสังคม ซึ่งสะท้อนแนวคิด “สุขภาพจิตในทุกนโยบาย” (mental health in all policies)</p> <p>เมื่อพิจารณาบริบทประเทศไทย พบว่ามีจุดแข็งด้านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบคัดกรองและดูแลสุขภาพจิตในชุมชน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการดำเนินงานเชิงบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายสำคัญ ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำในการกระจายบุคลากรสุขภาพจิต ภาระโรคทางจิตเวชที่เพิ่มสูงขึ้น การตีตราทางสังคม และช่องว่างในการเข้าถึงการรักษาและการฟื้นฟู โดยเฉพาะในมิติการเชื่อมโยงสุขภาพจิตกับการศึกษา การจ้างงาน และระบบสวัสดิการ</p> <p>บทความนี้เสนอแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการยกระดับระบบสุขภาพจิตไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ครอบคลุมการส่งเสริมความตระหนักรู้ การป้องกันการเลือกปฏิบัติ การจัดการปัญหาสุขภาพจิตในระบบการศึกษาและการทำงาน การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหลายกระทรวงและภาคส่วนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและเสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศอย่างยั่งยืน</p> อลิสา อุดมวีรเกษม, ศศ.ม. ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/284925 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตและการเลี้ยงดูของผู้ปกครองเด็กวัยเรียนตอนต้น กรุงเทพมหานคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/279079 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตตามแนวคิดซาเกียร์กับพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองในเด็กวัยเรียนตอนต้น</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาแบบภาคตัดขวางในกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 อายุ 6 - 9 ปี จากโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทั่วไป แบบวัดความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตฉบับภาษาไทย และแบบประเมินการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง (Alabama parenting questionnaire) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย independent t-test, Pearson’s chi-square และการถดถอยโลจิสติกแบบหลายตัวแปร</p> <p><strong>ผล :</strong> จากแบบสอบถามทั้งหมด 1,269 ชุด ได้รับการตอบกลับครบถ้วน 438 ชุด กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยผู้ใหญ่ตอนต้นถึงตอนกลาง ระดับความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตของผู้ปกครองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับบทบาทการเป็นผู้ปกครองที่ดี การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง การดูแลสั่งสอนที่เพียงพอ การใช้กฎระเบียบอย่างสม่ำเสมอ และการไม่ใช้การลงโทษทางร่างกาย ปัจจัยที่ร่วมทำนายพฤติกรรมการเลี้ยงดูที่เหมาะสมอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ เพศหญิง การศึกษาระดับสูง การเลี้ยงดูเด็กร่วมกับคู่สมรส และรายได้ที่มากกว่ารายจ่าย</p> <p><strong>สรุป :</strong> ผู้ปกครองที่มีความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตสูงมีพฤติกรรมการเลี้ยงดูเชิงบวกและการมีส่วนร่วมมากขึ้น และมีพฤติกรรมการเลี้ยงดูเชิงลบและการลงโทษที่ไม่เหมาะสมลดลง การส่งเสริมความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตของผู้ปกครองจึงอาจช่วยเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองและเด็ก และสนับสนุนพัฒนาการที่เหมาะสมของเด็กวัยเรียนตอนต้น</p> พรประพิมพ์ โปธา, วท.บ., สุวรรณี พุทธิศรี, พ.บ., มษฐา ทองปาน, พ.บ. ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/279079 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความชุกของภาวะซึมเศร้าและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในหญิงผู้ขับขี่รถส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/279231 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาภาคตัดขวางระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ในกลุ่มผู้ขับขี่รถส่งอาหารเพศหญิงที่รับงานผ่านแอปพลิเคชันในกรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและข้อมูลเกี่ยวกับงานขับขี่รถส่งอาหาร แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของ Beck ฉบับที่ 1A (BDI-IA) และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ (WHOQOL-BREF-THAI)</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่างจำนวน 117 คน พบความชุกของภาวะซึมเศร้า (BDI-IA 16 คะแนนขึ้นไป) ร้อยละ 24.8 ปัจจัยทำนายการมีภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย (AOR = 3.28, 95% CI = 1.04 - 10.32) การมีภาระงานบ้านด้านการจับจ่ายซื้อของเข้าบ้าน (AOR = 4.36, 95% CI = 1.14 - 16.60) การอยู่ในครอบครัวแบบโดดเดี่ยวต่างคนต่างอยู่ หรือทะเลาะกันรุนแรง (AOR = 5.00, 95% CI = 1.13 - 22.11) และคะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ลดลง (AOR = 0.92, 95% CI = 0.89 - 0.96)</p> <p><strong>สรุป :</strong> หญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในกรุงเทพมหานครเกือบ 1 ใน 4 มีภาวะซึมเศร้า และมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ภาระงานภายในครัวเรือน และการขาดแหล่งสนับสนุนทางสังคม จึงควรมีมาตรการเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิต คุณภาพชีวิต และสิทธิประโยชน์ของกลุ่มหญิงผู้ประกอบอาชีพนี้</p> ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์, ศศ.ม., ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์, พ.บ. ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/279231 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลระยะยาวของโปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/280887 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลระยะยาวของโปรแกรมการฝึกทักษะการปรับพฤติกรรมสำหรับผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้น</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การติดตามระยะยาวในกลุ่มผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้นที่เคยเข้าร่วมการวิจัยกึ่งทดลองเพื่อทดสอบผลระยะสั้นของโปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นในปี พ.ศ. 2566 - 2567 แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ร่วมกับการดูแลตามปกติ 30 คน และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างเดียว 30 คน ประเมินพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นด้านขาดสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่น และพฤติกรรมดื้อต่อต้าน ในระยะติดตามผลที่ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี วิเคราะห์ข้อมูลด้วย independent t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA)</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่าง 60 คน อายุเฉลี่ย 38.8 ± 8.0 ปี ส่วนใหญ่เป็นมารดาของเด็ก ผลการติดตามพบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมมีค่าพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้าน ที่ระยะ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติในช่วงเวลาเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ ANCOVA โดยควบคุมคะแนนพื้นฐานพบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของค่าเฉลี่ยพฤติกรรมของเด็กทั้ง 3 ด้านในระยะเวลาติดตาม 1 ปีในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรม ขณะที่ในกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป :</strong> โปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นที่ใช้เป็นบริการเสริมร่วมกับการดูแลตามปกติช่วยลดพฤติกรรมสมาธิสั้นของเด็กได้ดีกว่าการดูแลตามปกติเพียงอย่างเดียว โดยมีประสิทธิผลคงอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี</p> กัญชมน สีหะปัญญา, พย.ม., อนุวัฒน์ สรวนรัมย์, พย.ม., ชนกชนม์ โคตรสมบัติ, พย.ม., กิตติยาภรณ์ บุญไพโรจน์, พย.ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/280887 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรมต่อพฤติกรรมดื้อต่อต้านในวัยรุ่นโรคสมาธิสั้น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/280910 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อทดสอบผลของโปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรมต่อพฤติกรรมดื้อต่อต้านในวัยรุ่นโรคสมาธิสั้น</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิด 2 กลุ่มเปรียบเทียบกัน วัดผลก่อนและหลังการทดลอง ในผู้ป่วยวัยรุ่นโรคสมาธิสั้นที่มีพฤติกรรมดื้อต่อต้านอายุ 12 - 18 ปีและผู้ปกครองที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรมแบบกลุ่ม 6 ครั้ง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ร่วมกับบริการตามปกติ กลุ่มควบคุมได้รับบริการตามปกติอย่างเดียว ประเมินอาการสมาธิสั้น หมวดดื้อต่อต้าน ด้วย SNAP-IV ฉบับผู้ปกครอง วัดผลก่อนทดลอง หลังทดลองทันที และการติดตาม 1 เดือน วิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มด้วย Friedman test และ Kruskal-Wallis test</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมวิจัยครบ 30 คู่ เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 15 คู่ ที่ก่อนและหลังการทดลองทันทีพบว่า ทั้ง 2 กลุ่มมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมดื้อต่อต้านไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ที่การติดตาม 1 เดือน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมดื้อต่อต้านต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม ($\chi^2$ = 12.03, p = .002) และต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ($\chi^2$ = 15.81, p &lt; .001)</p> <p><strong>สรุป :</strong> โปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรมแบบกลุ่มและครอบครัวมีส่วนร่วมช่วยลดพฤติกรรมดื้อต่อต้านในวัยรุ่นโรคสมาธิสั้น และอาจใช้เป็นทางเลือกในการดูแลวัยรุ่นโรคสมาธิสั้นในแผนกผู้ป่วยนอก</p> ลัดดาวัลย์ อรัญยกานนท์, พย.ม., สุนทรี ศรีโกไสย, พย.ด., ชลีพร สมใจ, พย.ม., ชฎาพร คำฟู, พย.ม., ภัชณิตรา เกตุกาญจน์กุล, พย.บ., ศุทธสินี จีแดง, พย.บ., ชุตินาถ ศักรินทร์กุล, พ.บ. ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/280910 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบแผนการดูแลเพื่อการฟื้นฟูความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้ป่วยนิติจิตเวช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/281715 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและทดลองใช้ระบบแผนการดูแลเพื่อการฟื้นฟูความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้ป่วยจิตเวชที่มีคดี</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การวิจัยและพัฒนา 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ความต้องการและความจำเป็นในการพัฒนาระบบ 2) การกำหนดกรอบแนวคิดในการพัฒนาระบบ 3) การจัดทำต้นร่างระบบด้วยกระบวนการ appreciation-influence-control ร่วมกับทีมสหวิชาชีพด้านนิติจิตเวช 4) การตรวจสอบคุณภาพทางวิชาการ และ 5) การทดลองใช้ในผู้ป่วยจิตเวชที่มีคดีจำนวน 3 ราย ประเมินผลจากความสามารถในการต่อสู้คดีภายใน 90 วัน และความสอดคล้องของการประเมินระหว่างจิตแพทย์ 2 คน</p> <p><strong>ผล :</strong> ร่างระบบแผนการดูแลประกอบด้วยแนวทาง 4 ส่วน ได้แก่ 1) เกณฑ์การประเมินอาการทางจิตเวชที่สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินความสามารถในการต่อสู้คดี รวม 16 อาการ 2) การดูแลผู้ป่วยตามระยะในสถานบำบัดรักษา ร่วมกับการกำหนดบทบาทของสหวิชาชีพ 3) การดูแลรักษาตามประเด็นปัญหา และ 4) การประชุมติดตามความก้าวหน้า การทดลองใช้ในกลุ่มตัวอย่างพบว่า มี 2 รายที่มีความสามารถในการต่อสู้คดีภายใน 90 วันหลังรับไว้รักษา ส่วนอีก 1 ราย ซึ่งมีความเจ็บป่วยเรื้อรังและความบกพร่องด้านการรู้คิด ยังไม่มีความสามารถในการต่อสู้คดีภายใน 180 วัน การประเมินความสามารถในการต่อสู้คดีของจิตแพทย์มีความสอดคล้องกัน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แคปปาของโคเฮนเท่ากับ 1.0</p> <p><strong>สรุป :</strong> ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ช่วยฟื้นฟูความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้ป่วยนิติจิตเวชภายใน 90 วัน และเป็นแนวทางมาตรฐานสำหรับจิตแพทย์และสหวิชาชีพในการประเมินและฟื้นฟูความสามารถในการต่อสู้คดี ทั้งนี้ ควรมีการทดลองใช้เพิ่มเติมในสถานบำบัดรักษาอื่น ๆ และในกลุ่มประชากรที่หลากหลาย เพื่อยืนยันถึงประสิทธิผลและความเหมาะสมของระบบในบริบทที่แตกต่างกัน</p> ณัฐ ไกรภัสสร์พงษ์, พ.บ. ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/281715 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาและทดสอบคุณสมบัติแบบประเมินสุขภาวะ 8 มิติ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/278890 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและทดสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบประเมินสุขภาวะแบบองค์รวมในบริบทประเทศไทย</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษามี 3 ระยะ ระยะที่ 1 พัฒนาแบบประเมินสุขภาวะแบบองค์รวม โดยทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 การทดสอบนำร่องในกลุ่มผู้ที่มีโรคจิตเวชและผู้ที่ไม่มีโรคจิตเวช กลุ่มละ 30 คน โดยประเมินความตรงเชิงเนื้อหา ความตรงเชิงปรากฏ ความเชื่อมั่น และการวิเคราะห์ข้อคำถาม และระยะที่ 3 การทดสอบคุณสมบัติทางจิตมิติในกลุ่มผู้ที่มีโรคจิตเวช 248 คน และผู้ที่ไม่มีโรคจิตเวช 280 คน โดยตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และตรวจสอบความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคและค่า corrected item-total correlation (CITC)</p> <p><strong>ผล :</strong> แบบประเมินฉบับต้นร่างมีข้อคำถาม 111 ข้อ หลังการทดสอบนำร่อง เหลือข้อคำถาม 89 ข้อ และหลังตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติ ได้แบบประเมินสุขภาวะ 8 มิติร่างสุดท้าย จำนวน 73 ข้อ ครอบคลุมมิติสุขภาวะทางกาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม จิตวิญญาณ การเงินและเศรษฐกิจ การงานและการเรียน และการเข้าถึงรัฐสวัสดิการ แบบประเมินมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคทั้งฉบับ 0.968 และรายมิติ 0.628 - 0.926 และค่า CITC รายมิติ 0.289 - 0.714 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่าโมเดลการวัดมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> <p><strong>สรุป :</strong> แบบประเมินสุขภาวะ 8 มิติ ฉบับ 73 ข้อ มีคุณสมบัติทางจิตมิติระดับยอมรับได้ถึงดีมาก สามารถใช้ประเมินสุขภาวะได้ทั้งในผู้ที่มีโรคจิตเวชและผู้ที่ไม่มีโรคจิตเวช</p> ศุภเสก วิโรจนาภา, พ.บ., ภัทรวรรธน์ สุขยิรัญ, ปร.ด., กมลเนตร วรรณเสวก, พ.บ., นพวรรณ ดันศิริมาศ, พ.บ., ณัฐกานต์ ใจบุญ, พย.ม., ฉัตรดนัย ศรชัย, วท.ม., รัตน์ดา นราภักดิ์, พย.บ., มณฑินี จุลละนันท์, ส.ม., รัตติยาพร เบ็ญเจ๊ะมะ, พย.ม. ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/278890 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาหลักสูตรสำหรับผู้ปกครองเพื่อสอนทักษะการเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ระดับปฐมวัยของเด็กออทิสติก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/280449 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและทดลองใช้หลักสูตรสำหรับผู้ปกครองเพื่อสอนทักษะเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ระดับปฐมวัยของเด็กออทิสติก</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ ประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรมเพื่อพัฒนากรอบแนวคิด การพัฒนาหลักสูตรและการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ และการทดลองใช้หลักสูตรกับผู้ปกครองและเด็กออทิสติกอายุ 4 - 10 ปี 20 คู่ วัดคะแนนความรู้และทักษะของผู้ปกครอง และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กออทิสติก ก่อนและหลังการเข้าร่วมหลักสูตร เปรียบเทียบคะแนนด้วย Wilcoxon signed-ranks test</p> <p><strong>ผล :</strong> หลักสูตรอบรมแบบกลุ่ม ระยะเวลา 9 สัปดาห์ ประกอบด้วยการบรรยายและการฝึกปฏิบัติ โดยผู้ปกครองเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับความรู้และทักษะสำคัญ เช่น การดูแลเด็กออทิสติก การประเมินความสามารถ การวางแผนการสอน การใช้สื่อ และการจัดการพฤติกรรม ก่อนนำไปประยุกต์ใช้จริงในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลที่บ้านพร้อมส่งคลิปประเมินเป็นรายสัปดาห์ หลักสูตรมีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ (IOC) เท่ากับ 0.94 การทดลองใช้พบว่า ค่ามัธยฐานความรู้และทักษะของผู้ปกครองหลังเข้ารับการอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และค่ามัธยฐานความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหลังฝึกปฏิบัติที่บ้านสูงกว่าก่อนฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001)</p> <p><strong>สรุป :</strong> หลักสูตรการเตรียมความพร้อมการเรียนรู้ระดับปฐมวัยของเด็กออทิสติกที่ออกแบบให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในทุกระยะ มีแนวโน้มเพิ่มความรู้และทักษะในการดูแลเด็กออทิสติก และพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก</p> สุภาพร เลาคำ, ค.บ., ณัฐชฤนันท์ พัฒน์สิทธิโชค, ค.บ., กุหลาบ เนตรกันหา, ศษ.บ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/280449 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700