วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht <p>วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นโดยกรมสุขภาพจิต มีนโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ คือ เป็นผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ หรือมีประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับประเทศ</p> <p>The Journal of Mental Health of Thailand is the official journal of the Department of Mental Health, Ministry of Public Health, Thailand. Its focus and scope is a new knowledge of research and academic work in mental health and psychiatry or useful in exchanging knowledge at the national level.</p> Department of Mental Health th-TH วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย 3057-1545 <p>-&nbsp;ผู้อ่านสามารถนำข้อความ ข้อมูล จากวารสารไปใช้ไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการได้ เช่น เพื่อการสอน เพื่อการอ้างอิง แต่การนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น เพื่อการค้า จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากกรมสุขภาพจิตก่อน</p> <p>-&nbsp;ความคิดเห็น ข้อมูล และบทสรุปต่าง ๆ ที่ลงตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยเป็นของผู้เขียนบทความและมิได้แสดงว่ากองบรรณาธิการหรือกรมสุขภาพจิตเห็นพ้องด้วย</p> การเฝ้าระวังสุขภาพจิตเชิงรุกในสถานการณ์วิกฤต : บทเรียนจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/286782 <p>สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ส่งผลกระทบวงกว้างต่อความมั่นคงและสุขภาพจิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูง นำไปสู่การขับเคลื่อน “ระบบเฝ้าระวังสุขภาพจิตเชิงรุก” เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที แทนการรอรับผู้รับบริการในระบบบริการสุขภาพอย่างเดียว บทความนี้มุ่งนำเสนอประสบการณ์และบทเรียนจากการพัฒนาระบบเฝ้าระวังในพื้นที่วิกฤต กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประยุกต์ใช้แนวคิดระบาดวิทยาสุขภาพจิตเพื่อการจัดการในภาวะฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>การเฝ้าระวังด้านสุขภาพจิตเชิงรุกในสถานการณ์ครั้งนี้ได้ดำเนินการผ่านทีมตระหนักรู้สถานการณ์ (Situation Awareness Team: SAT) ซึ่งใช้กลไกการบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งภาครัฐ ภาคสังคม และภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อทบทวนสถานการณ์และแนวโน้มผลกระทบด้านสุขภาพจิตโดยรวม ตลอดจนระบุเป้าหมายประชากรและพื้นที่ที่ควรได้รับการเฝ้าระวังและดูแลอย่างเร่งด่วน ร่วมกับกลไกการเฝ้าระวังแบบตัวแทน (sentinel surveillance) ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อคัดกรองและประเมินความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพจิตในประชากรกลุ่มเป้าหมาย จัดลำดับความสำคัญของปัญหา และส่งต่อข้อมูลให้กับทีมเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team: MCATT) เข้าปฏิบัติการในพื้นที่</p> <p>ผลการดำเนินงานเฝ้าระวังนำไปสู่มาตรการเชิงนโยบายด้านการติดตามดูแลเชิงรุกในกลุ่มเปราะบางทางจิตเวช การสื่อสารความเสี่ยงเพื่อลดความตื่นตระหนกของสังคม การลดผลกระทบด้านสุขภาพจิตในบุคลากรด่านหน้า และการจัดสรรทรัพยากรสุขภาพจิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทพื้นที่ ทั้งนี้ ความสำเร็จของระบบเฝ้าระวังสุขภาพจิตเชิงรุกยังขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ถูกต้องและทันสถานการณ์ ตลอดจนความเข้มแข็งของบุคลากรและเครือข่ายในพื้นที่ จึงควรมีการพัฒนาระบบข้อมูลด้านสุขภาพจิตแบบบูรณาการ รวมทั้งการเสริมสร้างศักยภาพและการดูแลด้านสุขภาพจิตของบุคลากรด่านหน้าอย่างต่อเนื่อง</p> บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ อธิบ ตันอารีย์ กมลลักษณ์ มากคล้าย ศุภกร สรรพโส สุวิมล อินทร์เชื้อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 34 2 162 171 10.64838/jmht.2026.286782 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มโรควิตกกังวลในผู้มีอายุ 18 - 30 ปี : การสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ ปี พ.ศ. 2566 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/284309 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อประมาณความชุกและสำรวจปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มโรควิตกกังวลในผู้มีอายุ 18 - 30 ปี</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาแบบภาคตัดขวาง ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ ปี พ.ศ. 2566 ในประชากรไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป 4,160 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์ World Health Organization-composite international diagnostic interview 3.0 (WHO-CIDI 3.0) การศึกษานี้วิเคราะห์ข้อมูลผู้มีอายุ 18 - 30 ปี จำแนกเป็นกลุ่มที่มีและไม่มีโรควิตกกังวล ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างโรควิตกกังวลกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ สุขภาพ พฤติกรรม และครอบครัว ด้วยการทดสอบฟิชเชอร์และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่าง 314 คน พบความชุกในตลอดชีวิตของกลุ่มโรควิตกกังวลร้อยละ 4.5 และในช่วง 12 เดือนร้อยละ 3.2 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มโรควิตกกังวลในตลอดชีวิต ได้แก่ การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ (adjusted odds ratio: AOR = 6.05, 95% CI = 1.20 - 30.56) อาการปวดศีรษะบ่อย (AOR = 7.36, 95% CI = 1.55 - 34.95) โรคกระเพาะอาหาร/ลำไส้อักเสบ (AOR = 5.92, 95% CI = 1.34 - 26.13) และการมีประวัติโรควิตกกังวลทั่วไปในครอบครัว (AOR = 39.04, 95% CI = 1.74 - 877.20) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มโรควิตกกังวลในช่วง 12 เดือน ได้แก่ สุขภาพจิตโดยรวมที่ไม่ดี (AOR = 28.27, 95% CI = 2.30 - 347.74) อาการปวดศีรษะบ่อย (AOR = 9.47, 95% CI = 1.28 - 70.06) และโรคกระเพาะอาหาร/ลำไส้อักเสบ (AOR = 6.88, 95% CI = 1.17 - 40.64)</p> <p><strong>สรุป :</strong> การเกิดกลุ่มโรควิตกกังวลในผู้มีอายุ 18 - 30 ปี มีความสัมพันธ์กับประวัติโรคจิตเวชในครอบครัว การใช้สารเสพติด การเจ็บป่วยโรคเรื้อรัง และสุขภาพจิตที่ไม่ดี</p> สุนทรี ศรีโกไสย ชลีพร สมใจ พิมพิไล ใจตรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 34 2 91 103 10.64838/jmht.2026.284309 ผลของโปรแกรมฟื้นฟูพฤติกรรมโดยใช้แนวคิดการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกต่อพฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่นที่มีภาวะจิตเวชจากการใช้สารเสพติด โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/285061 <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อเปรียบเทียบการรายงานพฤติกรรมเสี่ยงก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูพฤติกรรมโดยใช้แนวคิดการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกในกลุ่มวัยรุ่นที่มีภาวะจิตเวชจากการใช้สารเสพติด</p> <p><strong>วิธีการ : </strong>การวิจัยกึ่งทดลองรูปแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ในกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นอายุ 13 - 18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะจิตเวชจากการใช้สารเสพติดที่มารับการบำบัดและมีอาการอยู่ในระยะสงบ จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 6 - 8 คน แต่ละกลุ่มได้รับโปรแกรมฟื้นฟูพฤติกรรมโดยใช้แนวคิดการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวก จำนวน 8 ครั้ง ใน 4 สัปดาห์ วัดผลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมด้วยแบบประเมินพฤติกรรมเสี่ยงที่พัฒนาโดยผู้วิจัย ครอบคลุมพฤติกรรมก้าวร้าว การต่อต้านการบำบัด ความเสี่ยงต่อการกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ การหลีกเลี่ยงสังคม และการทำร้ายตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการทดสอบทีแบบกลุ่มสัมพันธ์</p> <p><strong>ผล : </strong>ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยการรายงานพฤติกรรมเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (mean = 3.27, SD = 0.69) หลังโปรแกรมเสร็จสิ้นทันทีกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยโดยรวมลดลงอยู่ในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (mean = 2.07, SD = 0.58; t = 8.65, p &lt; .001) เมื่อพิจารณารายมิติ พบว่าคะแนนพฤติกรรมเสี่ยงทุกด้านลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน</p> <p><strong>สรุป : </strong>โปรแกรมฟื้นฟูพฤติกรรมโดยใช้แนวคิดการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกมีแนวโน้มลดการรายงานพฤติกรรมเสี่ยงของวัยรุ่นที่มีภาวะจิตเวชจากการใช้สารเสพติด ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยมีกลุ่มเปรียบเทียบเพื่อยืนยันประสิทธิผลของโปรแกรม</p> วรุตม์ เกตุสิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 34 2 104 113 10.64838/jmht.2026.285061 ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กกับปัญหาสัมพันธภาพระหว่างบุคคลในวัยผู้ใหญ่ อายุ 18 - 60 ปี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/286645 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (adverse childhood experiences: ACEs) กับปัญหาสัมพันธภาพในวัยผู้ใหญ่</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาแบบตัดขวางในผู้ใหญ่อายุ 18 - 60 ปี เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ประกอบด้วยแบบประเมินประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก ฉบับภาษาไทย และแบบประเมินปัญหาสัมพันธภาพระหว่างบุคคล วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ในภาพรวมและจำแนกตามกลุ่มรุ่นอายุ (Generation X, Y และ Z)</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่างจำนวน 106 คน เป็นเพศหญิงร้อยละ 76.4 เป็นกลุ่ม Generation X ร้อยละ 40.6 Generation Y ร้อยละ 38.7 และ Generation Z ร้อยละ 20.8 กลุ่มตัวอย่างมีคะแนน ACEs เฉลี่ย 4.11 ประสบการณ์ที่พบมากที่สุด ได้แก่ การละเลย/ทอดทิ้งทางจิตใจ (ร้อยละ 70.7) การละเลย/ทอดทิ้งทางกาย (ร้อยละ 62.3) และการทารุณกรรมทางจิตใจ (ร้อยละ 61.3) การวิเคราะห์ภาพรวมพบว่า การละเลย/ทอดทิ้งทางจิตใจมีความสัมพันธ์กับความขัดแย้งกับบุคคลสำคัญในชีวิต (β = 0.31, p = .004) ส่วนการทารุณกรรมทางจิตใจมีความสัมพันธ์กับความบกพร่องทางสัมพันธภาพ (β = 0.26, p = .018) เมื่อวิเคราะห์แยกตามกลุ่มรุ่นอายุ พบว่าใน Generation X ACEs มีความสัมพันธ์กับปัญหาสัมพันธภาพหลายมิติ ได้แก่ ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย ความขัดแย้งกับบุคคลสำคัญในชีวิต และความบกพร่องทางสัมพันธภาพ ส่วนใน Generation Y และ Z พบเพียงบางมิติ ได้แก่ ความขัดแย้งกับบุคคลสำคัญในชีวิต และความบกพร่องทางสัมพันธภาพ ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุป :</strong> ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (ACEs) โดยเฉพาะการละเลย/ทอดทิ้งและการทารุณกรรมทางจิตใจ มีความสัมพันธ์กับปัญหาสัมพันธภาพในวัยผู้ใหญ่ โดยลักษณะและขอบเขตของความสัมพันธ์แตกต่างกันตามกลุ่มรุ่นอายุ (Generation) ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบระยะยาวของ ACEs ต่อการสร้างและดำรงสัมพันธภาพในวัยผู้ใหญ่</p> โรส สิริพิพัฒน์ขจร บุรณี กาญจนถวัลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-26 2026-06-26 34 2 114 124 10.64838/jmht.2026.286645 ผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิต (จิตประภัสสรโมเดล) ในโรงพยาบาลพังงา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/287233 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตรูปแบบใหม่ (จิตประภัสสรโมเดล) เปรียบเทียบกับการดูแลรูปแบบเดิม</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจากการใช้สารเสพติดที่หอผู้ป่วยจิตเวช โรงพยาบาลพังงา แบ่งกลุ่มตัวอย่างตามระยะบริการ 2 ช่วง ได้แก่ การดูแลรูปแบบเดิมที่ดำเนินการทั้งหมดในโรงพยาบาล และจิตประภัสสรโมเดลที่เน้นกิจกรรมการดูแลแบบองค์รวมและการมีส่วนร่วมของครอบครัว แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรกรับ/วิกฤต ระยะฟื้นฟูในมินิธัญญารักษ์ และระยะติดตามแบบผู้ป่วยนอก เก็บข้อมูลการมารับการรักษาตามนัดในระยะ 6 เดือน ผลตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ และคะแนนภาระการดูแลจากแบบประเมิน Zarit Burden Interview วิเคราะห์ข้อมูลด้วย chi-square test, Fisher’s exact test และ Wilcoxon signed-rank test</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มที่ได้รับจิตประภัสสรโมเดล (n = 23) และกลุ่มที่ได้รับการดูแลรูปแบบเดิม (n = 22) มีลักษณะทั่วไป การใช้สารเสพติด และประวัติการรักษาก่อนมารับบริการไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังได้รับบริการพบว่า กลุ่มที่ได้รับจิตประภัสสรโมเดลมีอัตราการมาตามนัดที่ระยะ 6 เดือนสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลรูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ กลุ่มที่ได้รับจิตประภัสสรโมเดลมีคะแนนภาระการดูแลที่การติดตาม 1 สัปดาห์ลดลงจากแรกรับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -4.02, p &lt; .001) ขณะที่กลุ่มที่ได้รับการดูแลรูปแบบเดิมมีคะแนนลดลงแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มมีอัตราผลตรวจสารเสพติดเป็นลบไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป :</strong> จิตประภัสสรโมเดลมีแนวโน้มช่วยเพิ่มอัตราคงอยู่ในระบบการรักษาของผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตและลดภาระการดูแลของผู้ดูแล เมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลรูปแบบเดิม</p> ชนิกา ศฤงคารชยธวัช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 34 2 125 137 10.64838/jmht.2026.287233 บทบาทของพยาบาลในการดูแลและส่งเสริมสุขภาพจิตของประชาชนที่เผชิญเหตุการณ์วิกฤต https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/285107 <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อทบทวนบทบาทของพยาบาลในการดูแลและส่งเสริมสุขภาพจิตของประชาชนที่เผชิญเหตุการณ์วิกฤต และแนวปฏิบัติเพื่อลดความรุนแรงของปฏิกิริยาความเครียดเฉียบพลันและโรคเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (post-traumatic stress disorder: PTSD)</p> <p><strong>วิธีการ : </strong>การทบทวนวรรณกรรมแบบพรรณนาโดยสืบค้นจากฐานข้อมูลวิชาการ PubMed, CINAHL, Scopus และ ThaiJO ครอบคลุมงานวิจัย บทความวิชาการ รวมถึงคู่มือและแนวปฏิบัติขององค์กรระหว่างประเทศ ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2558 - 2568 และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับบทบาทของพยาบาลในการดูแลสุขภาพจิตผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤตหรือเป็นแนวปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล</p> <p><strong>ผล : </strong>เอกสารที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 26 รายการ มีเนื้อหาครอบคลุมการดูแลทางการพยาบาลในระยะฉุกเฉิน ระยะเฉียบพลัน และระยะฟื้นฟู โดยพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการประเมินความเสี่ยงและคัดกรองอาการทางจิตใจ การให้ความช่วยเหลือทางจิตใจเบื้องต้น การให้สุขภาพจิตศึกษา การสนับสนุนครอบครัว และการส่งเสริมการฟื้นตัว แนวทางสำคัญที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ได้แก่ การปฐมพยาบาลทางจิตใจ (PFA) การดูแลที่คำนึงถึงบาดแผลทางจิตใจ (TIC) การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่มุ่งเน้นบาดแผลทางจิตใจ (TF-CBT) และโปรแกรมปฏิบัติการเพื่อลดช่องว่างทางสุขภาพจิต (mhGAP) อย่างไรก็ตาม ยังพบช่องว่างด้านเครื่องมือคัดกรองและแนวทางการดูแล PTSD ที่สอดคล้องกับบริบทไทย รวมถึงระบบส่งต่อ การดูแลต่อเนื่อง และการดูแลสุขภาพจิตของบุคลากรด่านหน้า</p> <p><strong>สรุป : </strong>พยาบาลเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตผู้เผชิญเหตุการณ์วิกฤต การเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านสุขภาพจิตให้แก่พยาบาล ตลอดจนการพัฒนาแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับบริบทไทย อาจช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพในการรับมือกับเหตุการณ์วิกฤตในอนาคต</p> อาภากร เปรี้ยวนิ่ม ศศิวัลย์ งามจำรัส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 34 2 138 148 10.64838/jmht.2026.285107 การปฐมพยาบาลทางใจตามแนวทางสากลสู่การประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมไทย : การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีขอบเขต https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/286390 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> :</strong> เพื่อทบทวนแนวทางการปฐมพยาบาลทางใจในระดับสากล และสังเคราะห์แนวทางร่วมที่บูรณาการกับบริบทสังคม วัฒนธรรม และระบบสุขภาพจิตของประเทศไทย</p> <p><strong>วิธีการ </strong><strong>:</strong> การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีขอบเขต สืบค้นจากฐานข้อมูล ThaiJO, Google Scholar, PsycINFO และ PubMed คัดเลือกเอกสารเกี่ยวกับแนวทางการปฐมพยาบาลทางใจระดับสากลที่ตีพิมพ์ในช่วงปี พ.ศ. 2548 - 2568 ตามเกณฑ์ที่กำหนด วิเคราะห์เชิงเนื้อหาโดยจัดกลุ่มประเด็นสำคัญ ผ่านการจัดหมวดหมู่และการสังเคราะห์ประเด็นร่วม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นแนวทางเชิงกระบวนการ</p> <p><strong>ผล</strong><strong> : </strong>จากเอกสารทั้งหมด 502 เรื่อง มีแนวทางการปฐมพยาบาลทางใจที่ผ่านเกณฑ์ 5 แนวทาง ซึ่งมีองค์ประกอบร่วมสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยและการทำให้สงบ การสร้างสัมพันธภาพและการรับฟัง การประเมินความต้องการ การเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบสนับสนุน และการฟื้นตัวระยะกลางและระยะยาว ทั้งนี้ บางแนวทางให้ความสำคัญเพิ่มเติมกับการเสริมสร้างความหวังและความเชื่อมั่นในตนเองในระยะฟื้นตัว ผลการทบทวนนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทาง PASS Model ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมความพร้อม (Preparation) การประเมินความต้องการ (Assessment) การช่วยเหลือและการเชื่อมโยง (Support) และ การเสริมพลังใจ (Strengthen) โดยบูรณาการร่วมกับกลไกทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต MCATT ทุนทางสังคมด้านน้ำใจของชุมชน และการคำนึงถึงวัฒนธรรมความเกรงใจของสังคมไทย</p> <p><strong>สรุป</strong><strong> : </strong>PASS Model เป็นกรอบแนวคิดที่เสนอขึ้นจากการสังเคราะห์องค์ความรู้จากมาตรฐานสากลเข้ากับบริบทสังคมไทย และอาจใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการดูแลผู้ประสบภาวะวิกฤต ทั้งนี้ จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิผลของโมเดลในสถานการณ์จริง</p> ชลชญาณ์ หลวงธิจา เทียนทอง อินตารักษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-26 2026-06-26 34 2 149 161 10.64838/jmht.2026.286390