วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht
<p>วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นโดยกรมสุขภาพจิต มีนโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ คือ เป็นผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ หรือมีประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับประเทศ</p> <p>The Journal of Mental Health of Thailand is the official journal of the Department of Mental Health, Ministry of Public Health, Thailand. Its focus and scope is a new knowledge of research and academic work in mental health and psychiatry or useful in exchanging knowledge at the national level.</p>
Department of Mental Health
th-TH
วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
3057-1545
<p>- ผู้อ่านสามารถนำข้อความ ข้อมูล จากวารสารไปใช้ไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการได้ เช่น เพื่อการสอน เพื่อการอ้างอิง แต่การนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น เพื่อการค้า จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากกรมสุขภาพจิตก่อน</p> <p>- ความคิดเห็น ข้อมูล และบทสรุปต่าง ๆ ที่ลงตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยเป็นของผู้เขียนบทความและมิได้แสดงว่ากองบรรณาธิการหรือกรมสุขภาพจิตเห็นพ้องด้วย</p>
-
บทเรียนจากการปฏิบัติงานของทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) ในสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนไทย-กัมพูชา : กรณีศึกษาในเขตสุขภาพที่ 10
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/287274
<p>การถอดบทเรียนครั้งนี้วิเคราะห์ปัจจัยสำเร็จ อุปสรรค และประเด็นที่ควรเรียนรู้และได้รับการพัฒนา เพื่อปรับปรุงและยกระดับการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (Emergency Operations Center: EOC) และทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Teams: MCATT) จากสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนไทย-กัมพูชาในเขตสุขภาพที่ 10 โดยใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มสหวิชาชีพรวม 149 คน</p> <p>ผลการดำเนินงานพบว่า ทีม MCATT สามารถคัดกรองสุขภาพจิตในประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่สีแดงและสีส้มได้ครอบคลุมทุกคน โดยผู้ที่มีความเครียดสูงและเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายที่ต้องได้รับการติดตามต่อเนื่อง 3,437 คน การติดตามในระยะต่อเนื่องพบว่า หลังได้รับมาตรการเยียวยาจิตใจ ร้อยละ 94 - 95 มีความเสี่ยงลดลง ปัจจัยสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ ระบบบริหารจัดการภายใต้ศูนย์ EOC ที่เข้มแข็งและยืดหยุ่น การนำนวัตกรรมมาใช้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบจิตเวชทางไกลและการบริหารคลังยา และระบบการคัดกรองและส่งต่อที่ชัดเจนและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ การจัดทำระบบฐานข้อมูลกลางที่สามารถเข้าถึงได้ทันทีเพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล การยกระดับศักยภาพและสวัสดิการของผู้ปฏิบัติงาน และการวางแผนเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์วิกฤตในอนาคต</p>
โกศล วราอัศวปติ
ธีราภา ธานี
วิรีย์อร จูมพระบุตร
กนกกาญจน์ วิโรจน์อุไรเรือง
สุพัตรา สุขาวห
ณัฐิยา ชมพูบุตร
สุภัทรา ก้อนคำดี
พัชนี พิมพบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-29
2026-03-29
34 1
79
90
10.64838/jmht.2026.287274
-
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองด้านกิจวัตรประจำวันและอารมณ์-สังคมต่อการรับรู้คุณค่าในตนเอง การรับรู้ความสามารถในตนเอง และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/281834
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองด้านกิจวัตรประจำวันและอารมณ์-สังคม ต่อการรับรู้คุณค่าในตนเอง การรับรู้ความสามารถในตนเอง และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การวิจัยกึ่งทดลองสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ ในผู้ป่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่นที่มารับบริการแบบผู้ป่วยใน อายุ 10 - 16 ปี จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 15 คน ที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองด้านกิจวัตรประจำวันและอารมณ์-สังคม จำนวน 5 ครั้ง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ร่วมกับการดูแลตามปกติ และกลุ่มควบคุม 15 คน ที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลองทันที และติดตามผลที่ 1 เดือน และ 3 เดือน โดยใช้แบบวัดการรับรู้คุณค่าในตนเอง การรับรู้ความสามารถในตนเอง และคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย independent t-test และ two-way repeated-measures ANOVA</p> <p><strong>ผล :</strong> ก่อนการทดลองระหว่าง 2 กลุ่มไม่มีความแตกต่างกันในข้อมูลส่วนบุคคล การรับรู้คุณค่าในตนเอง การรับรู้ความสามารถในตนเอง และคุณภาพชีวิต ที่การติดตาม 1 และ 2 เดือน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการรับรู้คุณค่าในตนเอง การรับรู้ความสามารถในตนเอง ในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และที่การติดตาม 3 เดือน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนคุณภาพชีวิตด้านอรรถประโยชน์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป :</strong> โปรแกรมการจัดการตนเองด้านกิจวัตรประจำวันและอารมณ์-สังคมช่วยให้ผู้ป่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่นรับรู้คุณค่าในตนเอง รับรู้ความสามารถในตนเอง และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น</p>
นพวรรณ บัวทอง
สุนทรี ศรีโกไสย
พิมพิไล ใจตรง
ชฎาพร คำฟู
ภัชณิตรา เกตุกาญจน์กุล
กิติยา กิติกุศล
อุไรวรรณ วงศ์โปธิ
ธมลวรรณ มหาศักดิ์พันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-28
2026-03-28
34 1
1
13
10.64838/jmht.2026.281834
-
ความผาสุกทางใจ ความนิยมความสมบูรณ์แบบ และความผูกพันต่องานของอาจารย์พยาบาล สถาบันการศึกษาเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/281681
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความผาสุกทางใจ ความนิยมความสมบูรณ์แบบ และความผูกพันต่องานของอาจารย์พยาบาล</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาแบบตัดขวางในอาจารย์พยาบาลจากสถาบันการศึกษาเอกชนเขตกรุงเทพมหานคร 5 แห่ง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบวัดความผาสุกทางใจ แบบวัดบุคลิกภาพความนิยมความสมบูรณ์แบบเชิงบวกและเชิงลบ และแบบวัดความผูกพันต่องาน วิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มด้วย independent t-test และ one-way ANOVA และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่าง 171 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุมากกว่า 50 ปี และมีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 20 ปี กลุ่มตัวอย่างมีความผาสุกทางใจ ความผูกพันต่องาน ความนิยมความสมบูรณ์แบบเชิงลบอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนความนิยมความสมบูรณ์แบบเชิงบวกอยู่ในระดับมาก โดยเพศชายมีความนิยมความสมบูรณ์แบบเชิงบวกมากกว่าเพศหญิง ความผาสุกทางใจมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความนิยมความสมบูรณ์แบบเชิงบวก (r = 0.295, p < .01) และรายได้ต่อเดือน (r = 0.170, p < .01) และมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความนิยมความสมบูรณ์แบบเชิงลบ (r = -0.567, p < .01) ขณะที่ความผูกพันต่องานไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความผาสุกทางใจและความนิยมความสมบูรณ์แบบ แต่มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับอายุ ประสบการณ์การทำงาน และรายได้</p> <p><strong>สรุป :</strong> การสนับสนุนค่าตอบแทนที่เหมาะสม ควบคู่กับการส่งเสริมทัศนคติด้านความสมบูรณ์แบบที่เหมาะสม อาจช่วยเสริมสร้างความผูกพันต่องาน ความผาสุกทางใจ และการคงอยู่ของอาจารย์พยาบาลในระยะยาว</p>
พัทธ์สิตา สิรินภัทรสิทธิ์
อาภากร เปรี้ยวนิ่ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-28
2026-03-28
34 1
14
25
10.64838/jmht.2026.281681
-
ปัจจัยเอื้ออำนวยและขัดขวางต่อบริการสุขภาพจิตที่เหมาะสมในหน่วยบริการปฐมภูมิ : หลักฐานจากโครงการขยายผลมาตรฐานบริการระดับประเทศ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/282347
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเอื้ออำนวยและปัจจัยขัดขวางกับการให้บริการสุขภาพจิตที่เหมาะสมในหน่วยบริการปฐมภูมิ </p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาภาคตัดขวาง ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการประเมินตนเองของหน่วยบริการปฐมภูมิจาก 4 ภูมิภาค ที่เข้าร่วมโครงการขยายผลมาตรฐานบริการสุขภาพจิตด้วยคู่มือสร้างสุขโดยทีมหมอครอบครัว วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยตามกรอบแนวคิด RE-AIM กับความครอบคลุมของบริการสุขภาพจิตตามมาตรฐานด้วย Fisher’s exact test, independent t-test และ Pearson’s correlation</p> <p><strong>ผล :</strong> หน่วยบริการที่มีข้อมูลสมบูรณ์ 30 แห่ง ภายหลังดำเนินโครงการ มีหน่วยบริการ 4 แห่ง (ร้อยละ 13.3) ที่ผ่านเกณฑ์ความครอบคลุมของบริการที่ร้อยละ 80 ขึ้นไป ไม่พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการผ่านเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม ร้อยละความครอบคลุมของบริการมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานต่อการใช้คู่มือฯ (r = 0.582, p = .010) และการได้รับงบประมาณภายนอก (t = -3.727, p < .001) นอกจากนี้ การรับรู้ข้อมูลบริการสุขภาพจิตของประชาชนยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความสะดวกในการเข้าถึงบริการ การมีส่วนร่วมของผู้นำ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้รับบริการ และความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานต่อการใช้คู่มือฯ โดยปัจจัยเหล่านี้ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>สรุป :</strong> การยอมรับของผู้ปฏิบัติงานและการสนับสนุนงบประมาณมีบทบาทสำคัญต่อการบูรณาการงานสุขภาพจิตในระบบปฐมภูมิ โดยการสนับสนุนของผู้นำช่วยส่งเสริมการยอมรับ ขณะที่การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตของประชาชนอาจเป็นกลไกสำคัญต่อความสำเร็จของพื้นที่ การขยายผลมาตรฐานบริการสุขภาพจิตจึงควรมุ่งเสริมสร้างความพร้อมของผู้ปฏิบัติงานควบคู่กับการสนับสนุนเชิงระบบ</p>
วรินทิพย์ สว่างศรี
วีร์ เมฆวิลัย
ดุษฏี จึงศิรกุลวิทย์
ธนกฤษ ลิขิตธรากุล
ประภัสสร เตียเย็น
พรรณภัทร โฮ่กุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-28
2026-03-28
34 1
26
40
10.64838/jmht.2026.282347
-
ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กในเยาวชนไทยที่รับทุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/282177
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (adverse childhood experiences: ACEs) ของเยาวชนไทยที่มาจากครอบครัวรายได้น้อย</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาภาคตัดขวางในเยาวชนอายุ 18 - 23 ปี ใน 4 ภูมิภาค ที่ได้รับทุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ถึงประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก ครอบคลุมการถูกทารุณกรรม การถูกละเลยทอดทิ้ง และปัญหาในครอบครัว ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับ ACEs และระหว่าง ACEs ประเภทต่าง ๆ ด้วยการทดสอบ chi-square</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่าง 400 คน อายุเฉลี่ย 19.10 ± 1.02 ปี เป็นหญิงร้อยละ 50.5 กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 75.5 รายงานว่าประสบ ACEs อย่างน้อย 1 ประเภทก่อนอายุ 18 ปี โดยพบปัญหาการแยกทางหรือหย่าร้างของพ่อแม่มากที่สุด (ร้อยละ 44.5) รองลงมา ได้แก่ การถูกละเลยทอดทิ้งทางกาย (ร้อยละ 43.8) และทางจิตใจ (ร้อยละ 16.8) เพศหญิงรายงานการถูกทารุณกรรม และการถูกละเลยทอดทิ้งทางจิตใจมากกว่าชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มที่ครอบครัวมีปัญหาความรุนแรง การใช้สารเสพติด การเจ็บป่วยทางจิตเวช และการก่ออาชญากรรม รายงานการถูกทารุณกรรมทั้งทางกาย ทางจิตใจ และทางเพศ มากกว่ากลุ่มที่ไม่มีปัญหาดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป :</strong> ประมาณสามในสี่ของเยาวชนจากครอบครัวรายได้น้อยมี ACEs โดยเพศหญิง การเผชิญความรุนแรงในครอบครัว และการมีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติโรคจิตเวชหรือการใช้สารเสพติด มีความสัมพันธ์กับการถูกทารุณกรรมและการถูกละเลยทอดทิ้ง จึงควรพัฒนามาตรการคัดกรองและระบบช่วยเหลือสำหรับครอบครัวเปราะบาง เพื่อลดปัญหาในครอบครัวและผลกระทบระยะยาวต่อเด็ก</p>
ศุทรา เอื้ออภิสิทธิ์วงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-29
2026-03-29
34 1
41
50
10.64838/jmht.2026.282177
-
ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยากลุ่มเบนโซไดอะซีพีนและการใช้สารในผู้สูงอายุ ในสถานบริการปฐมภูมิ จังหวัดน่าน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/282953
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความชุกของการใช้เบนโซไดอะซีพีนและความสัมพันธ์กับการใช้สารในผู้สูงอายุที่มารับบริการในสถานบริการปฐมภูมิ</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาภาคตัดขวางในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ณ โรงพยาบาลอำเภอหนึ่งในจังหวัดน่าน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามโครงสร้างมาตรฐาน ได้แก่ Alcohol, Smoking and Substance Involvement Screening Test (ASSIST), Alcohol Use Disorders Identification Test (AUDIT) และ Fagerström Test for Nicotine Dependence (FTND) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เบนโซไดอะซีพีนกับการใช้สารด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบหลายตัวแปร และวิเคราะห์แยกตามเพศ</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่าง 218 คน มีผู้ใช้เบนโซไดอะซีพีนร้อยละ 21.1 และมีประวัติใช้สารอื่น ๆ ร้อยละ 45.9 ผู้ที่ใช้เบนโซไดอะซีพีนมีอายุมากกว่า มีระดับการศึกษาต่ำกว่า และมีความชุกของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคไตเรื้อรังสูงกว่าผู้ไม่ได้ใช้อย่างมีนัยสำคัญ พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างการใช้เบนโซไดอะซีพีนกับประวัติการใช้สารหลังปรับตัวแปรกวน (AOR = 11.25, 95% CI = 3.55 - 35.67) การวิเคราะห์กลุ่มย่อยพบความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะในเพศหญิง (AOR = 15.05, 95% CI = 4.06 - 55.73) ขณะที่ในเพศชายไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป :</strong> ผู้สูงอายุมีการใช้เบนโซไดอะซีพีนและสารอื่น ๆ ร่วมกันได้บ่อย และมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะในเพศหญิง ควรมีการคัดกรองการใช้สารในผู้สูงอายุที่ได้รับเบนโซไดอะซีพีนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงควรใช้ความระมัดระวังในการสั่งใช้ยาดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ในประชากรกลุ่มนี้</p>
พีรวิชญ์ งามสิทธิฤกษ์
นิดา บัววังโป่ง
วิชุดา จิรพรเจริญ
กนกพร ภิญโญพรพาณิชย์
สมธนญ พงศานานุรักษ์
ธนฉัตร ยศเรืองศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-29
2026-03-29
34 1
51
63
10.64838/jmht.2026.282953
-
การพัฒนาและทดสอบคุณสมบัติแบบประเมินทักษะชีวิตวัยรุ่นไทย : รายงานเบื้องต้น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/284032
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและทดสอบคุณสมบัติทางจิตมิติ และจัดทำเกณฑ์มาตรฐานของแบบประเมินทักษะชีวิตสำหรับวัยรุ่นไทย</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาประกอบด้วย 3 ระยะ ระยะที่ 1 การสร้างต้นแบบของแบบประเมินทักษะชีวิตวัยรุ่นไทยจากการทบทวนวรรณกรรมร่วมกับการประชุมผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้อง และคัดเลือกข้อคำถามด้วยวิธีเดลฟายและการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ระยะที่ 2 การทดลองใช้เพื่อทดสอบคุณภาพด้านความเป็นปรนัยและความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ในวัยรุ่นอายุ 10 - 19 ปี จำนวน 80 คน และระยะที่ 3 การวิเคราะห์กลุ่มในวัยรุ่นอายุ 10 - 19 ปี จาก 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ จำนวน 2,192 คน เพื่อจัดกลุ่มคะแนนแบบประเมินทักษะชีวิตวัยรุ่นไทย และหาค่าพิสัยของแต่ละระดับโดยอิงตามค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์แยกตามเพศและช่วงอายุ</p> <p><strong>ผล :</strong> แบบประเมินทักษะชีวิตวัยรุ่นไทย ฉบับประเมินตนเอง จำนวน 49 ข้อ (คิดคะแนนรวม 47 ข้อ) ครอบคลุมองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ การมองตนเองเชิงบวก การมีความสัมพันธ์ที่ดี และความฉลาดในการใช้ดิจิทัล มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาตั้งแต่ 0.80 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 และมีเกณฑ์มาตรฐานโดยรวมและรายด้าน จำแนกตามเพศชายและหญิง กลุ่มอายุ 10 - 14 ปี และ 15 - 19 ปี โดยการแปลผลแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ดีกว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่ ดีเทียบเท่าวัยรุ่นส่วนใหญ่ และควรได้รับการส่งเสริม</p> <p><strong>สรุป :</strong> แบบประเมินทักษะชีวิตวัยรุ่นไทย ฉบับประเมินตนเอง มีความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ดี สามารถนำไปใช้เพื่อเป็นประเมิน วางแผนส่งเสริม และติดตามทักษะชีวิตของวัยรุ่นไทย ทั้งในบริบทสถานศึกษาและการสำรวจสถานการณ์ในภาพรวม</p>
โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ
รัตนศักดิ์ สันติธาดากุล
วิมลวรรณ ปัญญาว่อง
จันทร์ชนก โยธินชัชวาล
สุดาภรณ์ คำดวงดาว
วรรณนิสา สุขทอง
วาณี อุดมศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-30
2026-03-30
34 1
64
78
10.64838/jmht.2026.284032