https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/issue/feed วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย 2026-09-30T17:14:10+07:00 Athip Tanaree, M.D., Ph.D. jmht.dmh@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นโดยกรมสุขภาพจิต มีนโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ คือ เป็นผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ หรือมีประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับประเทศ</p> <p>The Journal of Mental Health of Thailand is the official journal of the Department of Mental Health, Ministry of Public Health, Thailand. Its focus and scope is a new knowledge of research and academic work in mental health and psychiatry or useful in exchanging knowledge at the national level.</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/287294 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงในชุมชน (KAEDAM Model) 2026-08-30T10:32:46+07:00 เพชรดา ฉ่ำมณี doctorpear2013@gmail.com ชนินทร์ ประกายสิทธิ์ chanin2903@gmail.com ณัฐวุฒิ สุริยะ natthawut@smnc.ac.th <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (serious mental illness with high risk to violence: SMI-V) ในชุมชน</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบผสานวิธี ในอำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม ในกลุ่มผู้ให้บริการ 20 คน ภาคีเครือข่ายในชุมชน 82 คน ผู้ป่วย SMI-V 8 คน และญาติผู้ดูแล 8 คน แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์ปัญหา ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการดูแลตามวงจร PAOR และระยะที่ 3 การประเมินผลและสะท้อนผลการดำเนินงาน ได้แก่ ความรู้และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ภาระของผู้ดูแล และอาการทางจิตเวช</p> <p><strong>ผล :</strong> ในพื้นที่พบแนวโน้มผู้ป่วย SMI-V เพิ่มขึ้น ปัญหาความต่อเนื่องของระบบดูแลติดตามและส่งต่อข้อมูล ทัศนคติและการตีตราทางสังคม และการขาดความรู้และสมรรถนะของบุคลากรและญาติผู้ดูแล ซึ่งส่งผลต่อการกำเริบซ้ำและความรุนแรงในชุมชน จึงพัฒนาเป็น KAEDAM Model ซึ่งมีองค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพเครือข่าย การเพิ่มการเข้าถึงบริการ การเสริมพลังผู้ป่วยและผู้ดูแล การป้องกันภาวะซึมเศร้า การฟื้นฟูสมรรถภาพในชุมชน และการติดตามประเมินผลเชิงนโยบาย ภายหลังดำเนินการ กลุ่มภาคีเครือข่ายในชุมชนมีคะแนนความรู้และการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น ญาติผู้ดูแลมีภาระของผู้ดูแล ภาวะซึมเศร้า และความเครียดลดลง และกลุ่มผู้ป่วยมีอาการทางจิต ภาวะซึมเศร้า ความเครียด และความเสี่ยงฆ่าตัวตายลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยทุกคนมีความเสี่ยงโดยรวมลดลงเป็นระดับต่ำ (สีเขียว) ภายในระยะเวลาติดตาม 1 ปี</p> <p><strong>สรุป :</strong> KAEDAM Model มีแนวโน้มเพิ่มความรู้และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในชุมชน และลดภาระของผู้ดูแลและอาการทางจิตเวชของผู้ป่วย ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยมีกลุ่มเปรียบเทียบและติดตามผลระยะยาวเพื่อยืนยันถึงประสิทธิผลและความยั่งยืนของรูปแบบ</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/287005 ผลของโปรแกรมการฟื้นฟูทางจิตสังคมต่อการทำหน้าที่ของผู้ที่มีโรคอารมณ์สองขั้ว 2026-08-30T10:32:48+07:00 สุกิตา วิรุณ pomsukita@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อทดสอบผลของโปรแกรมการฟื้นฟูทางจิตสังคมต่อการทำหน้าที่ของผู้ที่มีโรคอารมณ์สองขั้ว</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การวิจัยแบบทดลองมีกลุ่มควบคุม ในผู้ป่วยในโรคอารมณ์สองขั้วระยะอาการสงบ 40 คน กลุ่มทดลอง (n = 20) ได้รับการดูแลตามปกติร่วมกับโปรแกรมการฟื้นฟูทางจิตสังคมที่ประยุกต์แนวคิดการคืนสู่สุขภาวะร่วมกับการบำบัดสัมพันธภาพระหว่างบุคคลและจังหวะทางสังคม ประกอบด้วยกิจกรรมส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การรักษา และอาการเตือน รวมทั้งการฝึกทักษะการจัดการอารมณ์และการวางแผนชีวิต จำนวน 5 ครั้ง ดำเนินการ 1 ครั้งต่อวัน ติดต่อกัน 5 วัน กลุ่มควบคุม (n = 20) ได้รับการดูแลตามปกติ ประเมินความบกพร่องในการทำหน้าที่ก่อนการทดลองและภายหลังสิ้นสุดโปรแกรม 1 เดือนด้วยแบบประเมินการทำหน้าที่ฉบับย่อ ครอบคลุมด้านการพัฒนาตนเอง การทำงาน การรู้คิด การเงิน สัมพันธภาพ และการใช้เวลาว่าง เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างกลุ่มด้วย independent t-test และภายในกลุ่มด้วย paired t-test</p> <p><strong>ผล :</strong> ก่อนการทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีลักษณะพื้นฐาน ความรุนแรงอาการแมเนียและซึมเศร้า และความบกพร่องในการทำหน้าที่โดยรวมไม่แตกต่างกัน (mean = 59.58, SD = 10.12 และ mean = 58.20, SD = 9.64 ตามลำดับ) ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความบกพร่องในการทำหน้าที่โดยรวมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (mean = 36.65, SD = 7.71 และ mean = 42.15, SD = 8.11 ตามลำดับ; t = -2.198, p = .034) โดยทั้งสองกลุ่มมีคะแนนเฉลี่ยลดลงจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 6.716, p &lt; .001 และ t = 6.000, p &lt; .001 ตามลำดับ)</p> <p><strong>สรุป :</strong> โปรแกรมการฟื้นฟูทางจิตสังคมช่วยลดความบกพร่องในการทำหน้าที่ของผู้ที่มีโรคอารมณ์สองขั้วได้ดีกว่าการดูแลตามปกติเพียงอย่างเดียว สามารถใช้เป็นแนวทางเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการทำหน้าที่ของผู้ป่วย</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/287034 คุณสมบัติทางจิตมิติของแบบประเมินความไวต่อการถูกปฏิเสธระหว่างบุคคล ฉบับภาษาไทย (IRSS-Thai) ในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาไทย 2026-09-27T15:01:08+07:00 สุภาวดี เจริญวานิช supawadee.c@nurse.tu.ac.th ทิพย์สุดา สำเนียงเสนาะ tipsuda7250@gmail.com สุกัญญา พูลโพธิ์กลาง sukanya_10801@hotmail.com ประกายเพชร วินัยประเสริฐ prakaipetch@nurse.tu.ac.th <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบประเมินความไวต่อการถูกปฏิเสธระหว่างบุคคล (Interpersonal Rejection Sensitivity Scale: IRSS) ฉบับภาษาไทย (IRSS-Thai) ในวัยรุ่นไทย</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาแบบตัดขวางในนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 อายุ 11 - 18 ปี จำนวน 520 คน ในจังหวัดปทุมธานี แบบประเมินได้รับการปรับและแปลเป็นภาษาไทยตามกระบวนการแปลไปข้างหน้าและการแปลย้อนกลับ โดยผ่านการพิจารณาจากผู้พัฒนาต้นฉบับและคณะผู้เชี่ยวชาญ ประเมินความสอดคล้องภายในโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคและค่าสหสัมพันธ์ระหว่างข้อกับคะแนนรวมที่ปรับแก้แล้ว (corrected item-total correlation: CITC) ดำเนินการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (principal component analysis) เพื่อศึกษาโครงสร้างองค์ประกอบพื้นฐานของ IRSS-Thai และประเมินความเหมาะสมของข้อคำถามจากค่าน้ำหนักองค์ประกอบและค่าความร่วมกัน (communalities)</p> <p><strong>ผล :</strong> แบบประเมิน IRSS-Thai จำนวน 11 ข้อ มีความสอดคล้องภายในอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคทั้งฉบับเท่ากับ .91 และ CITC อยู่ระหว่าง .55 - .72 การวิเคราะห์องค์ประกอบพบโครงสร้างองค์ประกอบเดียว โดยมีค่า eigenvalue เท่ากับ 5.72 และสามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 52.0 ข้อคำถามทุกข้อมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบในระดับที่เหมาะสม และสะท้อนองค์ประกอบเดียวของความไวต่อการถูกปฏิเสธ โดยมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .63 - .78 และความร่วมกันอยู่ระหว่าง .39 - .61</p> <p><strong>สรุป :</strong> แบบประเมิน IRSS-Thai มีความสอดคล้องภายในอยู่ในระดับสูงและมีโครงสร้างองค์ประกอบเดียวที่เหมาะสมสำหรับการประเมินความไวต่อการถูกปฏิเสธในวัยรุ่นไทย ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประเมินความตรงเชิงบรรจบ ค่าปกติ และจุดตัดที่เหมาะสม ก่อนนำไปใช้ในการคัดกรองและประเมินวัยรุ่นในสถานศึกษาและบริบททางคลินิก</p> 2026-09-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/288245 คุณสมบัติทางจิตมิติของแบบประเมินความผาสุกทางจิตใจวอริก-เอดินบะระ ฉบับภาษาไทย ในนักศึกษามหาวิทยาลัย 2026-09-27T15:01:05+07:00 ณัฏฐภัณฑ์สัณฑ์ ศรีวิชัย Plasticpsyche@windowslive.com นรัญชญา ศรีบูรพา naranchayas@gmail.com ขวัญชนก เตชะรัตนะคุณ kuanchanok@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบประเมินความผาสุกทางจิตใจวอริก-เอดินบะระ (Thai Warwick-Edinburgh Mental Well-being Scale: WEMWBS) ฉบับภาษาไทย ทั้งฉบับเต็ม (WEMWBS-Thai) และฉบับย่อ (SWEMWBS-Thai)</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> แบบประเมินฉบับภาษาไทยได้ผ่านกระบวนการแปลข้ามวัฒนธรรมและตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาแล้ว การศึกษานี้ตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบประเมินในนักศึกษาระดับปริญญาตรี ได้แก่ การตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน การตรวจสอบความสอดคล้องภายในด้วยสัมประสิทธิ์โอเมกาของแมคโดนัลด์และสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค และการตรวจสอบความตรงเชิงบรรจบด้วยค่าความแปรปรวนเฉลี่ยที่สกัดได้ (average variance extracted: AVE)</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่างที่มีข้อมูลสมบูรณ์ 387 คน อายุเฉลี่ย 20 ปี 8 เดือน เป็นเพศหญิงร้อยละ 70.8 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันสนับสนุนโมเดลองค์ประกอบเดียวของแบบประเมิน WEMWBS-Thai ภายหลังการเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างความคลาดเคลื่อนของข้อคำถาม 3 คู่ (CFI = 0.955, TLI = 0.944, RMSEA = 0.074 และ SRMR = 0.034) และโมเดลองค์ประกอบเดียวของ SWEMWBS-Thai โดยไม่ต้องปรับโมเดลเพิ่ม (CFI = 0.978, TLI = 0.967, RMSEA = 0.074 และ SRMR = 0.025) แบบประเมินทั้ง 2 ฉบับมีความสอดคล้องภายในสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์โอเมกาเท่ากับ 0.934 และ 0.888 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาเท่ากับ 0.941 และ 0.887 ตามลำดับ และมีความตรงเชิงบรรจบอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ โดยมีค่า AVE เท่ากับ 0.535 และ 0.533 ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุป :</strong> แบบประเมิน WEMWBS-Thai และ SWEMWBS-Thai มีหลักฐานสนับสนุนความตรงเชิงโครงสร้าง ความตรงเชิงบรรจบ และความสอดคล้องภายในระดับที่ยอมรับได้ และมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรี ทั้งนี้ ควรมีการตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติเพิ่มเติมในประชากรกลุ่มอื่นหรือในบริบททางคลินิก</p> 2026-09-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/288521 ภาวะซึมเศร้าที่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในเด็กและวัยรุ่นออทิสติก 2026-09-27T15:00:58+07:00 แพรว ไตลังคะ praewjang@gmail.com สุนทรี ศรีโกไสย s.srikosai@gmail.com นพวรรณ บัวทอง nopricd@gmail.com อัสนีย์พร กุนแจ asaneepondk@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อประมาณสัดส่วนภาวะซึมเศร้าและระบุปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของเด็กและวัยรุ่นออทิสติกในสถานพยาบาลระดับตติยภูมิ</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาแบบภาคตัดขวางในเด็กและวัยรุ่นอายุ 10 - 18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคออทิสติก (autism spectrum disorder) และไม่เคยได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาภาวะซึมเศร้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป การเรียน การรักษา และประวัติครอบครัว แบบประเมินอาการซึมเศร้า 9 คำถาม (9Q) แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว (Brief Family Relationship Scale: BFRS) และแบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (Rosenberg Self-Esteem Scale: RSES) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยการทดสอบไคสแควร์ สหสัมพันธ์เพียร์สัน การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ และการถดถอยพหุโลจิสติก</p> <p><strong>ผล :</strong> ผู้เข้าร่วมการศึกษา 153 คน โดยมีข้อมูล 9Q สมบูรณ์ 146 คน และมีข้อมูล BFRS และ RSES สมบูรณ์ 142 คน พบสัดส่วนของภาวะซึมเศร้า (9Q ≥ 7 คะแนน) ร้อยละ 27.4 ความรุนแรงของอาการซึมเศร้ามีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับสัมพันธภาพในครอบครัว (r = -.325, p &lt; .001) และความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (r = -.294, p &lt; .001) โดยการถดถอยพหุคูณพบว่า ความรุนแรงของอาการซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการได้รับยา sodium valproate สัมพันธภาพในครอบครัวที่ไม่ดี และความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองที่ลดลง นอกจากนี้ โอกาสการมีภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นยังมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการได้รับ sodium valproate (AOR = 3.54, 95% CI = 1.40 - 8.95) และการศึกษาในโรงเรียนเอกชน (AOR = 2.73, 95% CI = 1.23 - 6.03)</p> <p><strong>สรุป :</strong> ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการคัดกรองภาวะซึมเศร้าเชิงรุก การส่งเสริมปัจจัยปกป้องทางจิตสังคมที่มุ่งเน้นความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว ตลอดจนการทบทวนความเหมาะสมของการประเมินทางคลินิกและการใช้ยาเพื่อควบคุมพฤติกรรมในประชากรกลุ่มนี้</p> 2026-09-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/288750 ผลการพัฒนาแบบวัดสุขภาพจิตคนไทย (ฉบับปี พ.ศ. 2568) 2026-09-29T15:45:54+07:00 ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ sirisakthi@me.com วรวรรณ จุฑา wwanchutha@gmail.com กมลลักษณ์ มากคล้าย km.makkhlai@gmail.com นพพร ตันติรังสี nopporntan@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบวัดสุขภาพจิตคนไทย ฉบับสมบูรณ์และฉบับย่อ</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> พัฒนาแบบวัดโดยต่อยอดจากดัชนีชี้วัดสุขภาพจิตคนไทย (ฉบับปี พ.ศ. 2550) และตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและคุณภาพทางภาษา จากนั้นนำแบบวัดไปตรวจสอบคุณภาพในคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 1,837 คน จาก 4 ภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร โดยตรวจสอบคุณภาพรายข้อและคัดเลือกข้อคำถามด้วยทฤษฎีการตอบสนองข้อคำถาม ตรวจสอบความสอดคล้องภายในด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง จำแนกระดับสุขภาพจิตและกำหนดคะแนนจุดตัดด้วยการวิเคราะห์กลุ่มแฝง และตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างฉบับด้วย Cohen’s kappa coefficient</p> <p><strong>ผล :</strong> ได้แบบวัดสุขภาพจิตคนไทย (ฉบับปี พ.ศ. 2568) จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับสมบูรณ์ 56 ข้อ และฉบับย่อ 20 ข้อและ 14 ข้อ โดยทั้ง 3 ฉบับครอบคลุมองค์ประกอบของสุขภาพจิต 4 ด้าน (สภาพจิตใจ สมรรถภาพของจิตใจ คุณภาพของจิตใจ และปัจจัยสนับสนุน) มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาเท่ากับ .939, .892 และ .870 ตามลำดับ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองพบว่า โมเดลของทั้ง 3 ฉบับมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี การวิเคราะห์กลุ่มแฝงสนับสนุนการจำแนกสุขภาพจิตเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ดีมาก ดี และควรได้รับการดูแล แบบวัดฉบับ 20 ข้อและ 14 ข้อมีความสอดคล้องกับฉบับ 56 ข้อในระดับสูงและมีนัยสำคัญ โดยมี Cohen’s kappa เท่ากับ .836 และ .788 ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุป :</strong> แบบวัดสุขภาพจิตคนไทย (ฉบับปี พ.ศ. 2568) ทั้งฉบับสมบูรณ์ 56 ข้อ และฉบับย่อ 20 ข้อและ 14 ข้อ มีความสอดคล้องภายในและความตรงเชิงโครงสร้างอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ และให้ผลการประเมินที่สอดคล้องกัน สามารถนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยและการประเมินระดับสุขภาพจิตของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป</p> 2026-09-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/289192 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจร่วมกับการปรับความคิดและพฤติกรรมต่อความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 2026-09-30T17:14:10+07:00 ลลิตา อันอามาตย์ lali.6818@gmail.com ชนกชนม์ โคตรสมบัติ chanokchon@knc.ac.th บวรภพ ปราบมะเริง ponga.222271@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อทดสอบผลของโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจร่วมกับการปรับความคิดและพฤติกรรมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดซ้ำ ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 30 คน ซึ่งได้รับโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจร่วมกับการปรับความคิดและพฤติกรรม ดำเนินกิจกรรม 5 ครั้ง ครั้งละ 45 - 60 นาที ติดต่อกัน 5 วัน และกลุ่มควบคุมจำนวน 30 คน ซึ่งได้รับการดูแลทางจิตสังคมตามมาตรฐาน ประเมินพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาและภาวะซึมเศร้าจากแบบประเมิน Beck Depression Inventory ฉบับภาษาไทย ที่ระยะก่อนการทดลอง และที่ระยะติดตามผล 1 เดือนและ 3 เดือน ทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่มด้วย independent t-test และแบบจำลองเชิงเส้นผสมทั่วไป ตามลำดับ</p> <p><strong>ผล :</strong> ก่อนการทดลองทั้ง 2 กลุ่มมีข้อมูลพื้นฐาน คะแนนพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาด้วยยา และคะแนนภาวะซึมเศร้าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระยะติดตามผล 1 เดือนและ 3 เดือน ผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีความร่วมมือในการรักษาด้วยยาสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีภาวะซึมเศร้าต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป :</strong> โปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจร่วมกับการปรับความคิดและพฤติกรรมมีแนวโน้มช่วยให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีความร่วมมือในการรักษาด้วยยาสูงขึ้นและลดความรุนแรงของภาวะซึมเศร้า เมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลทางจิตสังคมตามมาตรฐาน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย