https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/issue/feed
วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
2025-12-27T20:51:19+07:00
Athip Tanaree, M.D., Ph.D.
jmht.dmh@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นโดยกรมสุขภาพจิต มีนโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ คือ เป็นผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ หรือมีประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับประเทศ</p> <p>The Journal of Mental Health of Thailand is the official journal of the Department of Mental Health, Ministry of Public Health, Thailand. Its focus and scope is a new knowledge of research and academic work in mental health and psychiatry or useful in exchanging knowledge at the national level.</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/284925
กรอบการพัฒนาสุขภาพจิตของ OECD : บทวิเคราะห์เชิงนโยบายและนัยยะต่อระบบสุขภาพจิตไทย
2025-12-27T20:51:11+07:00
อลิสา อุดมวีรเกษม
alisaudom@gmail.com
<p>การประกาศเป้าหมายของประเทศไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ภายในปี พ.ศ. 2573 ก่อให้เกิดความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและสุขภาพจิต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในระยะแรกของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ภายใต้กรอบข้อแนะนำจากคณะมนตรีของ OECD ที่เน้นการบูรณาการสุขภาพจิตในสี่เสาหลัก ได้แก่ ระบบสุขภาพ ระบบการศึกษาและเยาวชน สถานที่ทำงาน และระบบสวัสดิการสังคม ซึ่งสะท้อนแนวคิด “สุขภาพจิตในทุกนโยบาย” (mental health in all policies)</p> <p>เมื่อพิจารณาบริบทประเทศไทย พบว่ามีจุดแข็งด้านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบคัดกรองและดูแลสุขภาพจิตในชุมชน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการดำเนินงานเชิงบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายสำคัญ ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำในการกระจายบุคลากรสุขภาพจิต ภาระโรคทางจิตเวชที่เพิ่มสูงขึ้น การตีตราทางสังคม และช่องว่างในการเข้าถึงการรักษาและการฟื้นฟู โดยเฉพาะในมิติการเชื่อมโยงสุขภาพจิตกับการศึกษา การจ้างงาน และระบบสวัสดิการ</p> <p>บทความนี้เสนอแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการยกระดับระบบสุขภาพจิตไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ครอบคลุมการส่งเสริมความตระหนักรู้ การป้องกันการเลือกปฏิบัติ การจัดการปัญหาสุขภาพจิตในระบบการศึกษาและการทำงาน การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหลายกระทรวงและภาคส่วนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและเสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/279079
ความสัมพันธ์ระหว่างความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตและการเลี้ยงดูของผู้ปกครองเด็กวัยเรียนตอนต้น กรุงเทพมหานคร
2025-12-26T16:34:24+07:00
พรประพิมพ์ โปธา
pornprapim.pot@mahidol.edu
สุวรรณี พุทธิศรี
suwannee.sri@mahidol.ac.th
มษฐา ทองปาน
masatha.tho@mahidol.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตตามแนวคิดซาเกียร์กับพฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองในเด็กวัยเรียนตอนต้น</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาแบบภาคตัดขวางในกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 อายุ 6 - 9 ปี จากโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทั่วไป แบบวัดความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตฉบับภาษาไทย และแบบประเมินการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง (Alabama parenting questionnaire) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย independent t-test, Pearson’s chi-square และการถดถอยโลจิสติกแบบหลายตัวแปร</p> <p><strong>ผล :</strong> จากแบบสอบถามทั้งหมด 1,269 ชุด ได้รับการตอบกลับครบถ้วน 438 ชุด กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยผู้ใหญ่ตอนต้นถึงตอนกลาง ระดับความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตของผู้ปกครองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับบทบาทการเป็นผู้ปกครองที่ดี การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง การดูแลสั่งสอนที่เพียงพอ การใช้กฎระเบียบอย่างสม่ำเสมอ และการไม่ใช้การลงโทษทางร่างกาย ปัจจัยที่ร่วมทำนายพฤติกรรมการเลี้ยงดูที่เหมาะสมอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ เพศหญิง การศึกษาระดับสูง การเลี้ยงดูเด็กร่วมกับคู่สมรส และรายได้ที่มากกว่ารายจ่าย</p> <p><strong>สรุป :</strong> ผู้ปกครองที่มีความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตสูงมีพฤติกรรมการเลี้ยงดูเชิงบวกและการมีส่วนร่วมมากขึ้น และมีพฤติกรรมการเลี้ยงดูเชิงลบและการลงโทษที่ไม่เหมาะสมลดลง การส่งเสริมความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิตของผู้ปกครองจึงอาจช่วยเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองและเด็ก และสนับสนุนพัฒนาการที่เหมาะสมของเด็กวัยเรียนตอนต้น</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/279231
ความชุกของภาวะซึมเศร้าและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในหญิงผู้ขับขี่รถส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร
2025-12-26T22:13:38+07:00
ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์
cupanddish@gmail.com
ชุติมา หรุ่มเรืองวงษ์
Chutima.room@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาภาคตัดขวางระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ในกลุ่มผู้ขับขี่รถส่งอาหารเพศหญิงที่รับงานผ่านแอปพลิเคชันในกรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและข้อมูลเกี่ยวกับงานขับขี่รถส่งอาหาร แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของ Beck ฉบับที่ 1A (BDI-IA) และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ (WHOQOL-BREF-THAI)</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่างจำนวน 117 คน พบความชุกของภาวะซึมเศร้า (BDI-IA 16 คะแนนขึ้นไป) ร้อยละ 24.8 ปัจจัยทำนายการมีภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย (AOR = 3.28, 95% CI = 1.04 - 10.32) การมีภาระงานบ้านด้านการจับจ่ายซื้อของเข้าบ้าน (AOR = 4.36, 95% CI = 1.14 - 16.60) การอยู่ในครอบครัวแบบโดดเดี่ยวต่างคนต่างอยู่ หรือทะเลาะกันรุนแรง (AOR = 5.00, 95% CI = 1.13 - 22.11) และคะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ลดลง (AOR = 0.92, 95% CI = 0.89 - 0.96)</p> <p><strong>สรุป :</strong> หญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในกรุงเทพมหานครเกือบ 1 ใน 4 มีภาวะซึมเศร้า และมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ภาระงานภายในครัวเรือน และการขาดแหล่งสนับสนุนทางสังคม จึงควรมีมาตรการเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิต คุณภาพชีวิต และสิทธิประโยชน์ของกลุ่มหญิงผู้ประกอบอาชีพนี้</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/280887
ผลระยะยาวของโปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น
2025-12-27T20:51:13+07:00
กัญชมน สีหะปัญญา
kanchamonohh@gmail.com
อนุวัฒน์ สรวนรัมย์
Anuwatknc52@gmail.com
ชนกชนม์ โคตรสมบัติ
Chanokchon.mengjai@gmail.com
กิตติยาภรณ์ บุญไพโรจน์
Noomyai1015@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลระยะยาวของโปรแกรมการฝึกทักษะการปรับพฤติกรรมสำหรับผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้น</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การติดตามระยะยาวในกลุ่มผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้นที่เคยเข้าร่วมการวิจัยกึ่งทดลองเพื่อทดสอบผลระยะสั้นของโปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นในปี พ.ศ. 2566 - 2567 แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ร่วมกับการดูแลตามปกติ 30 คน และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างเดียว 30 คน ประเมินพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นด้านขาดสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่น และพฤติกรรมดื้อต่อต้าน ในระยะติดตามผลที่ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี วิเคราะห์ข้อมูลด้วย independent t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA)</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่าง 60 คน อายุเฉลี่ย 38.8 ± 8.0 ปี ส่วนใหญ่เป็นมารดาของเด็ก ผลการติดตามพบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมมีค่าพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้าน ที่ระยะ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติในช่วงเวลาเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ ANCOVA โดยควบคุมคะแนนพื้นฐานพบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของค่าเฉลี่ยพฤติกรรมของเด็กทั้ง 3 ด้านในระยะเวลาติดตาม 1 ปีในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรม ขณะที่ในกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป :</strong> โปรแกรมการฝึกทักษะผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นที่ใช้เป็นบริการเสริมร่วมกับการดูแลตามปกติช่วยลดพฤติกรรมสมาธิสั้นของเด็กได้ดีกว่าการดูแลตามปกติเพียงอย่างเดียว โดยมีประสิทธิผลคงอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/280910
ผลของโปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรมต่อพฤติกรรมดื้อต่อต้านในวัยรุ่นโรคสมาธิสั้น
2025-12-26T22:13:36+07:00
ลัดดาวัลย์ อรัญยกานนท์
l.arunyakanon@gmail.com
สุนทรี ศรีโกไสย
s.sirkosai@gmail.com
ชลีพร สมใจ
chaleeporn.ricd@gmail.com
ชฎาพร คำฟู
asd_lovely@hotmail.com
ภัชณิตรา เกตุกาญจน์กุล
melody.kantii@gmail.com
ศุทธสินี จีแดง
sutthasinee.am@gmail.com
ชุตินาถ ศักรินทร์กุล
chutinartr@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อทดสอบผลของโปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรมต่อพฤติกรรมดื้อต่อต้านในวัยรุ่นโรคสมาธิสั้น</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิด 2 กลุ่มเปรียบเทียบกัน วัดผลก่อนและหลังการทดลอง ในผู้ป่วยวัยรุ่นโรคสมาธิสั้นที่มีพฤติกรรมดื้อต่อต้านอายุ 12 - 18 ปีและผู้ปกครองที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรมแบบกลุ่ม 6 ครั้ง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ร่วมกับบริการตามปกติ กลุ่มควบคุมได้รับบริการตามปกติอย่างเดียว ประเมินอาการสมาธิสั้น หมวดดื้อต่อต้าน ด้วย SNAP-IV ฉบับผู้ปกครอง วัดผลก่อนทดลอง หลังทดลองทันที และการติดตาม 1 เดือน วิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มด้วย Friedman test และ Kruskal-Wallis test</p> <p><strong>ผล :</strong> กลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมวิจัยครบ 30 คู่ เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 15 คู่ ที่ก่อนและหลังการทดลองทันทีพบว่า ทั้ง 2 กลุ่มมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมดื้อต่อต้านไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ที่การติดตาม 1 เดือน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมดื้อต่อต้านต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม ($\chi^2$ = 12.03, p = .002) และต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ($\chi^2$ = 15.81, p < .001)</p> <p><strong>สรุป :</strong> โปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรมแบบกลุ่มและครอบครัวมีส่วนร่วมช่วยลดพฤติกรรมดื้อต่อต้านในวัยรุ่นโรคสมาธิสั้น และอาจใช้เป็นทางเลือกในการดูแลวัยรุ่นโรคสมาธิสั้นในแผนกผู้ป่วยนอก</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/281715
การพัฒนาระบบแผนการดูแลเพื่อการฟื้นฟูความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้ป่วยนิติจิตเวช
2025-12-27T20:51:15+07:00
ณัฐ ไกรภัสสร์พงษ์
sealnuttkri@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและทดลองใช้ระบบแผนการดูแลเพื่อการฟื้นฟูความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้ป่วยจิตเวชที่มีคดี</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การวิจัยและพัฒนา 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ความต้องการและความจำเป็นในการพัฒนาระบบ 2) การกำหนดกรอบแนวคิดในการพัฒนาระบบ 3) การจัดทำต้นร่างระบบด้วยกระบวนการ appreciation-influence-control ร่วมกับทีมสหวิชาชีพด้านนิติจิตเวช 4) การตรวจสอบคุณภาพทางวิชาการ และ 5) การทดลองใช้ในผู้ป่วยจิตเวชที่มีคดีจำนวน 3 ราย ประเมินผลจากความสามารถในการต่อสู้คดีภายใน 90 วัน และความสอดคล้องของการประเมินระหว่างจิตแพทย์ 2 คน</p> <p><strong>ผล :</strong> ร่างระบบแผนการดูแลประกอบด้วยแนวทาง 4 ส่วน ได้แก่ 1) เกณฑ์การประเมินอาการทางจิตเวชที่สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินความสามารถในการต่อสู้คดี รวม 16 อาการ 2) การดูแลผู้ป่วยตามระยะในสถานบำบัดรักษา ร่วมกับการกำหนดบทบาทของสหวิชาชีพ 3) การดูแลรักษาตามประเด็นปัญหา และ 4) การประชุมติดตามความก้าวหน้า การทดลองใช้ในกลุ่มตัวอย่างพบว่า มี 2 รายที่มีความสามารถในการต่อสู้คดีภายใน 90 วันหลังรับไว้รักษา ส่วนอีก 1 ราย ซึ่งมีความเจ็บป่วยเรื้อรังและความบกพร่องด้านการรู้คิด ยังไม่มีความสามารถในการต่อสู้คดีภายใน 180 วัน การประเมินความสามารถในการต่อสู้คดีของจิตแพทย์มีความสอดคล้องกัน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แคปปาของโคเฮนเท่ากับ 1.0</p> <p><strong>สรุป :</strong> ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ช่วยฟื้นฟูความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้ป่วยนิติจิตเวชภายใน 90 วัน และเป็นแนวทางมาตรฐานสำหรับจิตแพทย์และสหวิชาชีพในการประเมินและฟื้นฟูความสามารถในการต่อสู้คดี ทั้งนี้ ควรมีการทดลองใช้เพิ่มเติมในสถานบำบัดรักษาอื่น ๆ และในกลุ่มประชากรที่หลากหลาย เพื่อยืนยันถึงประสิทธิผลและความเหมาะสมของระบบในบริบทที่แตกต่างกัน</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/278890
การพัฒนาและทดสอบคุณสมบัติแบบประเมินสุขภาวะ 8 มิติ
2025-12-27T20:51:19+07:00
ศุภเสก วิโรจนาภา
supasaek.vir@gmail.com
ภัทรวรรธน์ สุขยิรัญ
panthaninthorn@gmail.com
กมลเนตร วรรณเสวก
kamonnet.wan@mahidol.edu
นพวรรณ ตันศิริมาศ
noppawan9118@gmail.com
ณัฐกานต์ ใจบุญ
jaiboon18@gmail.com
ฉัตรดนัย ศรชัย
Chatdanai.sorn@gmail.com
รัตน์ดา นราภักดิ์
dewdewtoo@gmail.com
มณฑินี จุลละนันท์
Montinee.jullanun@gmail.com
รัตติยาพร เบ็ญเจ๊ะมะ
o_numphueng_o@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและทดสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบประเมินสุขภาวะแบบองค์รวมในบริบทประเทศไทย</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษามี 3 ระยะ ระยะที่ 1 พัฒนาแบบประเมินสุขภาวะแบบองค์รวม โดยทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 การทดสอบนำร่องในกลุ่มผู้ที่มีโรคจิตเวชและผู้ที่ไม่มีโรคจิตเวช กลุ่มละ 30 คน โดยประเมินความตรงเชิงเนื้อหา ความตรงเชิงปรากฏ ความเชื่อมั่น และการวิเคราะห์ข้อคำถาม และระยะที่ 3 การทดสอบคุณสมบัติทางจิตมิติในกลุ่มผู้ที่มีโรคจิตเวช 248 คน และผู้ที่ไม่มีโรคจิตเวช 280 คน โดยตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และตรวจสอบความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคและค่า corrected item-total correlation (CITC)</p> <p><strong>ผล :</strong> แบบประเมินฉบับต้นร่างมีข้อคำถาม 111 ข้อ หลังการทดสอบนำร่อง เหลือข้อคำถาม 89 ข้อ และหลังตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติ ได้แบบประเมินสุขภาวะ 8 มิติร่างสุดท้าย จำนวน 73 ข้อ ครอบคลุมมิติสุขภาวะทางกาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม จิตวิญญาณ การเงินและเศรษฐกิจ การงานและการเรียน และการเข้าถึงรัฐสวัสดิการ แบบประเมินมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคทั้งฉบับ 0.968 และรายมิติ 0.628 - 0.926 และค่า CITC รายมิติ 0.289 - 0.714 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่าโมเดลการวัดมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> <p><strong>สรุป :</strong> แบบประเมินสุขภาวะ 8 มิติ ฉบับ 73 ข้อ มีคุณสมบัติทางจิตมิติระดับยอมรับได้ถึงดีมาก สามารถใช้ประเมินสุขภาวะได้ทั้งในผู้ที่มีโรคจิตเวชและผู้ที่ไม่มีโรคจิตเวช</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/view/280449
การพัฒนาหลักสูตรสำหรับผู้ปกครองเพื่อสอนทักษะการเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ระดับปฐมวัยของเด็กออทิสติก
2025-12-27T20:51:17+07:00
สุภาพร เลาคำ
jeabhanoi@gmail.com
ณัฐชฤนันท์ พัฒน์สิทธิโชค
jaoying@gmail.com
กุหลาบ เนตรกันหา
nkularb@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาและทดลองใช้หลักสูตรสำหรับผู้ปกครองเพื่อสอนทักษะเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ระดับปฐมวัยของเด็กออทิสติก</p> <p><strong>วิธีการ :</strong> การศึกษาในจังหวัดสมุทรปราการ ประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรมเพื่อพัฒนากรอบแนวคิด การพัฒนาหลักสูตรและการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ และการทดลองใช้หลักสูตรกับผู้ปกครองและเด็กออทิสติกอายุ 4 - 10 ปี 20 คู่ วัดคะแนนความรู้และทักษะของผู้ปกครอง และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กออทิสติก ก่อนและหลังการเข้าร่วมหลักสูตร เปรียบเทียบคะแนนด้วย Wilcoxon signed-ranks test</p> <p><strong>ผล :</strong> หลักสูตรอบรมแบบกลุ่ม ระยะเวลา 9 สัปดาห์ ประกอบด้วยการบรรยายและการฝึกปฏิบัติ โดยผู้ปกครองเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับความรู้และทักษะสำคัญ เช่น การดูแลเด็กออทิสติก การประเมินความสามารถ การวางแผนการสอน การใช้สื่อ และการจัดการพฤติกรรม ก่อนนำไปประยุกต์ใช้จริงในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลที่บ้านพร้อมส่งคลิปประเมินเป็นรายสัปดาห์ หลักสูตรมีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ (IOC) เท่ากับ 0.94 การทดลองใช้พบว่า ค่ามัธยฐานความรู้และทักษะของผู้ปกครองหลังเข้ารับการอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และค่ามัธยฐานความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหลังฝึกปฏิบัติที่บ้านสูงกว่าก่อนฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)</p> <p><strong>สรุป :</strong> หลักสูตรการเตรียมความพร้อมการเรียนรู้ระดับปฐมวัยของเด็กออทิสติกที่ออกแบบให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในทุกระยะ มีแนวโน้มเพิ่มความรู้และทักษะในการดูแลเด็กออทิสติก และพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย