วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk <p><strong>เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ รายงานผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ</strong></p> <p><strong>วารสารตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี</strong></p> <p><strong>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน </strong></p> <p><strong>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </strong></p> <p><strong>ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</strong></p> <p><strong>ISSN 3088-1757 (Online) </strong></p> สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น th-TH วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น 3088-1757 <p><strong>ความ</strong><strong>​</strong><strong>รับ</strong><strong>​</strong><strong>ผิด</strong><strong>​</strong><strong>ชอบ</strong></p> <p>บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น ถือเป็นผลงานทางวิชาการหรือวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของวารสารสำนักงาน ป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น หรือ ของกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง</p> <p><strong>ลิขสิทธ์บทความ</strong></p> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์จะถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานป้องกันตวบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น</p> การพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเสริมสร้างทักษะการจัดการสุขภาพตนเองโดยการบริการพยาบาลทางไกลสำหรับกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูงอำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/282064 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเสริมสร้างทักษะการจัดการสุขภาพตนเองโดยการบริการพยาบาลทางไกลสำหรับกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง ประกอบด้วย 3 ระยะ 1) วิเคราะห์สถานการณ์ 2) พัฒนารูปแบบฯ และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบฯ กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง จำนวน 72 คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและเปรียบเทียบกลุ่มละ 36 คน คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง ระยะเวลาดำเนินการ 24 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย 1) รูปแบบสร้างทักษะการจัดการตนเองโดยการเยี่ยมบ้านทางไกลสำหรับกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง 2) คู่มือและแบบบันทึกติดตามเยี่ยมบ้านผ่านระบบพยาบาลทางไกล 3) แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมการจัดการตนเองของกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และ Independent Samples T-Test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการพัฒนา ได้รูปแบบการให้บริการพยาบาลทางไกลสำหรับกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง หลังใช้รูปแบบฯ กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ในการจัดการตนเองไม่แตกต่างกัน ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตไดแอสโตลิกแตกต่างกัน แต่ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตซีสโตลิกไม่มีความแตกต่างกัน</p> นิตยา มลอยู่พะเนา จรรยา จันทะบับภาศรี วริณฏ์ฐิษา มูลกองศรี อาทิตย์ บัวระภา ธิดารัตน์ บุญอาจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 1 12 การศึกษาประสิทธิภาพและความคงทนของสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทรินสูตรไมโครแคปซูลที่พ่นภายนอกอาคาร เพื่อพัฒนาแนวทางการควบคุมยุงพาหะมาลาเรียในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/282926 <p>โรคมาลาเรียยังคงเป็นปัญหาสำคัญในพื้นที่ชายแดนของประเทศไทยโดยเฉพาะชายแดนภาคตะวันตกซึ่งพบพาหะหลัก ได้แก่ <em>Anopheles minimus, Anopheles dirus</em> และ <em>Anopheles maculatus</em> มาตรการหลัก เช่น มุ้งชุบสารเคมีชนิดออกฤทธิ์ยาวนาน และการพ่นสารเคมีชนิดมีฤทธิ์ตกค้างภายในอาคารยังไม่เพียงพอต่อการควบคุมการแพร่เชื้อนอกบ้าน การวิจัยเชิงทดลองภาคสนามนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพการพ่นสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทรินสูตรไมโครแคปซูล บนพื้นผิวฝาผนังด้านนอกของอาคารหรือบ้านที่ทำจากไม้ ไม้ไผ่ และปูน เพื่อพัฒนากลยุทธ์ควบคุมยุงพาหะให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการหากินนอกบ้าน การศึกษาภาคสนามและห้องปฏิบัติการ ดำเนินการ 9 เดือน (สิงหาคม 2567–พฤษภาคม 2568) โดยเก็บข้อมูลทางกีฏวิทยาและทดสอบฤทธิ์ตกค้างของสารเคมีด้วยวิธี WHO cone bioassay test วิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองเชิงเส้นทั่วไป</p> <p>ผลการศึกษาพบว่ายุง <em>An. minimus</em> มากที่สุด จำนวน 320 ตัว (ร้อยละ 53.1) และยืนยันความเสี่ยงเชิงระบาดวิทยา สารเคมีความเข้มข้น 80 มก./ตร.ม. คงฤทธิ์บนไม้ 5–6 เดือน ไม้ไผ่ 4–5 เดือน และปูน 2–3 เดือน ขณะที่ 40 มก./ตร.ม. มีประสิทธิภาพสั้นกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-</em>value &lt;0.001) สรุปได้ว่าการใช้แลมบ์ดา-ไซฮาโลทรินสูตรไมโครแคปซูลที่ความเข้มข้น 80 มก./ตร.ม. เหมาะสมสำหรับการพ่นตกค้างภายนอกอาคารโดยเฉพาะบนพื้นผิวไม้ และควรใช้เป็นมาตรการเสริมร่วมกับการพ่นสารเคมีชนิดมีฤทธิ์ตกค้างภายในอาคารและมุ้งชุบสารเคมีชนิดออกฤทธิ์ยาวนานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการแพร่เชื้อนอกบ้าน และเสริมความยั่งยืนของมาตรการควบคุมและกำจัดโรคมาลาเรียของประเทศไทย</p> ศิริพร ยงชัยตระกูล บุษราคัม สินาคม จิราภรณ์ เสวะนา ขนิษฐา ปานแก้ว พรพิมล ประดิษฐ์ รัตนาภรณ์ หมายหมั้น สร้อยสุนีย์ ธนัญสถาพร ขวัญฤดี สุวะไกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 13 23 ประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคเมลิออยโดสิส ในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/285488 <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรู้ และพฤติกรรมการป้องกันโรคเมลิออยโดสิสในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มศึกษาและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มศึกษาได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคเมลิออยโดสิส 6 แผนการเรียนรู้ ระยะเวลา 10 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคเมลิออยโดสิสและแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และหาค่าความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ความรอบรู้ด้านสุขภาพ เท่ากับ 0.98 ความรู้โรคเมลิออยโดสิส เท่ากับ 0.76 และพฤติกรรมการป้องกันโรคเมลิออยโดสิส เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่ามัธยฐาน พิสัยควอไทล์ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และสถิติเชิงอนุมานใช้ Paired t-test และ Mann-Whitney U test ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ กลุ่มศึกษามีค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรู้ และพฤติกรรมการป้องกันโรคเมลิออยโดสิสเพิ่มขึ้นกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt;0.05) และการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มเปรียบเทียบและกลุ่มศึกษา พบว่ากลุ่มศึกษาที่ได้รับโปรแกรม มีค่ามัธยฐานคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรู้ และพฤติกรรมการป้องกันโรค สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมดังกล่าวสามารถเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคเมลิออยโดสิสในกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านได้ ควรมีการนำโปรแกรมไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นๆ</p> ปานแก้ว รัตนศิลป์กัลชาญ วิราสินี สีสงคราม ฐิติชัย ไชยคำภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 24 34 การศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในนักเรียนแกนนำ โรงเรียนละหานทรายวิทยา จังหวัดบุรีรัมย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/285300 <p>การวิจัยกึ่งทดลองรูปแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ของนักเรียนแกนนำด้านสุขภาพ โรงเรียนละหานทรายวิทยา อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน ด้วยวิธีสุ่มอย่างง่ายจากนักเรียนแกนนำ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เน้นการพัฒนาทักษะ 5 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึง การเข้าใจ การไต่ถาม การตัดสินใจ และการนำไปใช้ ดำเนินกิจกรรมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบทดสอบความรู้ และแบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 74.10 คะแนน (S.D. ± 9.60) ค่าเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้า <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 8.30 คะแนน (S.D. ± 1.08) และค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 14.30 คะแนน (S.D. ± 3.18) ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 86.00 คะแนน (S.D. ± 8.15), <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 9.36 คะแนน (S.D. ± 1.29) และ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 16.13 คะแนน (S.D. ± 3.24) ตามลำดับ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>P</em>-value &lt;0.001, 0.005 และ 0.021 นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อรูปแบบกิจกรรมในระดับมาก <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.40 คะแนน (S.D. ± 0.63) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิผลในการพัฒนาศักยภาพนักเรียนแกนนำ จึงควรขยายผลการดำเนินงานสู่กลุ่มนักเรียนทั่วไปและภาคีเครือข่ายในชุมชนเพื่อความยั่งยืนในการป้องกันโรค</p> พรรณรัตน์ เป็นสุข วริศรา หาญอาษา กาญจนา ชัยวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 35 44 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ โดยชุมชนมีส่วนร่วมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลซำยาง อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/283599 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ และเพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ รวมทั้งประเมินผลการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โดยชุมชนมีส่วนร่วมในพื้นที่ตำบลซำยาง อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 1 เมษายน 2567 กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวน 94 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มสนทนากลุ่ม จำนวน 15 คน ประกอบด้วยกลุ่มตัวแทนผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลซำยาง และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงาน NCDs โรงพยาบาลสีชมพู และกลุ่มทดลองใช้รูปแบบ คือ ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนาด้วยจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ Paired t-test เพื่อการเปรียบเทียบความรอบรู้ก่อนและหลัง กำหนดระดับนัยสําคัญที่ 0.05 และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 56.38 มีอายุเฉลี่ย 58.7 ปี S.D.±8.4 และมีระยะเวลาป่วยเฉลี่ย 7.2 ปี และค่าระดับ HbA1c เฉลี่ย 8.9 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ โดยชุมชนมีส่วนร่วม เกิดรูปแบบ “โปรแกรม 4 ก. ควบคุมเบาหวาน: กระตุ้นความรอบรู้-การกิน-กิจกรรมทางกาย-กัลยาณมิตร” เปรียบเทียบก่อนและหลังดำเนินกิจกรรมตามรูปแบบ ผู้ป่วยเบาหวานมีความรอบรู้ด้านสุขภาพแตกต่างกัน 16.0 (95%CI: 12.27-19.73) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em>-value &lt;0.001 พฤติกรรมสุขภาพแตกต่างกัน 5.40 (95%CI: 20.97-22.43) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em>-value &lt;0.001 ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานมีความแตกต่างกัน 1.40 (95%CI: 1.01-1.79) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em>-value &lt;0.001 มีความพึงพอใจต่อรูปแบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.59, S.D.±1.04)</p> <p> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ง่ายขึ้น การสร้างเครือข่ายสนับสนุน และระบบติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความรอบรู้และพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบ เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนช่วยให้รูปแบบฝังอยู่ในวิถีชีวิตจริงทำให้ผลลัพธ์มีแนวโน้มยั่งยืน</p> นภาพร คมสาคร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 45 56 ประสิทธิผลของการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์: การศึกษากึ่งทดลองในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองดี อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/284953 <p>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบหนึ่งกลุ่มวัดผลลัพธ์ก่อนและหลังการทดลองนี้ เพื่อเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพเพื่อพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ ด้านการ ลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีแบบเจาะจง ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปและมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับเสี่ยงตามเกณฑ์ AUDIT จำนวน 47 คน เครื่องมือที่ใช้ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรม ได้แก่ แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพเพื่อพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ ด้านการ ลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระยะดำเนินการ 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบค่ามัธยฐานก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมด้วยสถิติ Wilcoxon signed-rank test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นทุกด้าน โดยทักษะที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ทักษะการเข้าใจ เพิ่มจาก 2.50 เป็น 2.75(<em>p</em> = 0.004) ทักษะการไต่ถาม เพิ่มจาก 2.00 เป็น 2.50 (<em>p</em> &lt;0.001) ทักษะการตัดสินใจ เพิ่มจาก 2.25 เป็น 2.50 (<em>p</em> =0.008) และทักษะการนำไปใช้ เพิ่มจาก 2.25 เป็น 2.75 (<em>p</em> &lt;0.001) ยกเว้นทักษะการเข้าถึงที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = 0.066) สำหรับพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า ลดลงจาก 16.00 เป็น 14.00 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = 0.003) โดยพฤติกรรมระดับอันตรายลดลงเปลี่ยนเป็นระดับเสี่ยง หน่วยงานสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมไปปรับใช้โดยเน้นทักษะการไต่ถาม การตัดสินใจ และการนำไปใช้ พร้อมทั้งขยายระยะเวลาดำเนินโปรแกรมให้มากกว่า 12 สัปดาห์ และกำหนดให้มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ยั่งยืน</p> จุฬาวัลย์ ชนะสุข ปริฉัตร พิริยะพิเศษพงศ์ บุญเรือง ขาวนวล จักรินทร์ ปริมานนท์ พัชรี เปรมปรีดา อนันตพล แซ่ตั้น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 57 68 การพัฒนาการเฝ้าระวังโรคพิษจากสารกำจัดศัตรูพืชเชิงรับของหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/285239 <p>โรคพิษจากสารกำจัดศัตรูพืชเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในพื้นที่เกษตรกรรม การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการเฝ้าระวังเชิงรับโรคพิษจากสารกำจัดศัตรูพืชในหน่วยบริการสุขภาพเขตสุขภาพที่ 7 โดยการวิจัยและพัฒนา ระหว่างสิงหาคม พ.ศ. 2567 ถึงกันยายน พ.ศ. 2568 ในโรงพยาบาล 8 แห่ง ของ 4 จังหวัด ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ คือ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์และบริบทของพื้นที่ 2) การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังเชิงรับโรคพิษจากสารกำจัดศัตรูพืช และ 3) การประเมินผล โดยรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากคลังข้อมูลสุขภาพ และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์สถานการณ์ พบอัตราป่วยด้วยโรคพิษจากสารกำจัดศัตรูพืช ในช่วงปี พ.ศ. 2565 ถึง 2567 มีค่าเท่ากับ 21.9, 4.4 และ 8.6 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ ข้อจำกัดเชิงระบบที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความถูกต้องของข้อมูล 4 ประการคือ ศักยภาพของบุคลากร ความถูกต้องของการลงรหัสวินิจฉัย คุณภาพของข้อมูล และการสนับสนุนการปฏิบัติงาน โดยหลังดำเนินการพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังเชิงรับฯ พบว่าความครบถ้วนของข้อมูลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65.0 เป็น 89.0 ความถูกต้องของการลงรหัส ICD-10 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.0 เป็น 92.0 และความทันเวลาของการรายงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 70.0 เป็น 95.0 นอกจากนี้ ผลการประเมินการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านการบันทึกข้อมูลและการลงรหัสโรคดีขึ้นในทุกประเด็น โดยมีการลงรหัส Y96 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 37.2 เป็น 80.3 การซักประวัติการสัมผัสสารกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 30.1 เป็น 85.4 การซักประวัติอาชีพเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25.2 เป็น 81.3 การใช้แบบฟอร์มคัดกรอง/เครื่องมือที่พัฒนาเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 22.6 เป็น 92.7 และการใช้แนวทางการเฝ้าระวังเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 35.4 เป็น 80.4 ขณะเดียวกัน ความพึงพอใจต่อการดำเนินงานอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.5 จาก 5.0) สรุปได้ว่ารูปแบบการดำเนินงานการเฝ้าระวังเชิงรับที่พัฒนาขึ้นนี้มีประสิทธิภาพ สามารถยกระดับคุณภาพข้อมูลและกระบวนการเฝ้าระวังโรคพิษจากสารกำจัดศัตรูพืชได้อย่างชัดเจน ควรพิจารณาขยายผลให้ครอบคลุมทุกหน่วยบริการสุขภาพในเขตสุขภาพที่ 7 ต่อไป</p> พิไลลักษณ์ พลพิลา ธมลวรรณ จันเต พิรวรรณ วังอุปัดชา วัฒนพงษ์ พลแสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 69 80 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะเชิงระบบเพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของทีมระบาดวิทยาอำเภอ (D-SRRT) เขตสุขภาพที่ 10 ระหว่างปี พ.ศ.2566-2567 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/285305 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะเชิงระบบในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานเฝ้าระวังและสอบสวนโรคของทีมระบาดวิทยาอำเภอ (D-SRRT) เขตสุขภาพที่ 10 กลุ่มเป้าหมายทีมระบาดวิทยา 2 กลุ่ม ได้แก่ ทีมพี่เลี้ยงและ D-SRRT คัดเลือกตามเกณฑ์คัดเข้า จำนวน 61 ทีม เครื่องมือในการวิจัย 2 ส่วน ได้แก่ รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะเชิงระบบและเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบประเมินมาตรฐาน SRRT แบบบันทึกข้อมูลผลงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปประเด็น ผลการศึกษา พบว่า การพัฒนารูปแบบเสริมสร้างสมรรถนะเชิงระบบด้วยกระบวนการ PAOR 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย (P) การวางแผนเป็นการวิเคราะห์ปัญหาและจัดทำแผนพัฒนา (A) การปฏิบัติเป็นการร่วมกันนำสภาพปัญหามาพัฒนาและนำรูปแบบเสริมสร้างสมรรถนะเชิงระบบผ่านกระบวนการพี่เลี้ยงและนำไปดำเนินการจริง (O) การสังเกตการณ์เป็นการประเมินผล และ (R) การสะท้อนผลด้วยการถอดบทเรียนปัจจัยความสำเร็จ พบว่า ทีม D-SRRT มีคะแนนสมรรถนะผ่านตัวชี้วัดตามมาตรฐาน SRRT ได้เพิ่มขึ้น (<em>p</em>-value&lt;0.001) ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับดีเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 78.69 (<em>p</em>-value=0.005) และสามารถควบคุมเหตุการณ์ระบาดของโรคในพื้นที่ได้สำเร็จ (<em>p</em>-value=0.002) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การสร้างความยั่งยืนจำเป็นต้องมีกลไกสนับสนุนการพัฒนาทีมพี่เลี้ยง และการนิเทศแบบเสริมพลังที่บูรณาการเข้ากับงานประจำ ดังนั้น รูปแบบที่พัฒนาขึ้นนี้ สามารถยกระดับสมรรถนะการดำเนินงานของทีม D-SRRT ภายใต้การถ่ายโอนภารกิจด้านสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปประยุกต์ใช้ในเขตสุขภาพอื่นที่บริบทใกล้เคียงกันได้</p> ชัยนันต์ บุตรกาล นิรชา พิมพ์มหา สำรวย ศรศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 81 93 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงในชุมชนเมืองขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/286822 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงในชุมชนเมืองขอนแก่น เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ประชากร คือ ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมกับความดันโลหิตสูงและรับการรักษาในหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิในเขตอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างจำนวน 500 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 2 แห่ง และศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง 1 แห่ง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจัยภายในตัวบุคคล ปัจจัยด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ปัจจัยด้านครอบครัวและสังคม และการประเมินความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าด้วยแบบคัดกรอง 2Q และ 9Q ของกรมสุขภาพจิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า โดยใช้สถิติพหุถดถอยแบบโลจิสติก โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 67.8 อายุเฉลี่ย 69.20 ปี และส่วนใหญ่ มีรายได้ไม่เพียงพอ ร้อยละ 47.6 ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 76.8 และมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 23.2 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ การทำหน้าที่ด้านสติปัญญา (OR<sub>adj</sub> = 2.18, 95% CI = 1.046 – 3.172, <em>p</em>-value = 0.034) ความว้าเหว่ (OR<sub>adj</sub> = 2.48, 95% CI = 1.316 – 4.694, <em>p</em>-value = 0.005) ภาวะแทรกซ้อนของโรค (OR = 2.85, 95% CI = 1.320 – 6.158, <em>p</em>-value = 0.008) และผู้ที่มีความทุกข์ยากจากการเจ็บป่วย (OR = 1.86, 95% CI = 1.031 – 3.362, <em>p</em>-value = 0.039)</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ควรส่งเสริมการคัดกรองภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคเรื้อรัง รวมถึงการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต เช่น การทำกิจกรรมทางสังคม การทำงานอดิเรก และการปรับพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุในชุมชนเมือง</p> ธรณิศ สายวัฒน์ ภาสินี โทอินทร์ รัตน์ดาวรรณ คลังกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 94 107 เทคนิคทางห้องปฏิบัติการเพื่อการตรวจติดตาม SARS-CoV-2 ในสิ่งแวดล้อมสำหรับการเฝ้าระวัง ป้องกัน และการควบคุมโรคในหน่วยบริการสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/283278 <p>การเฝ้าระวังการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการตรวจหาการปนเปื้อนเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ของเทคนิคการเก็บตัวอย่าง 2 วิธี ได้แก่ การเก็บตัวอย่างแบบรวมและแบบเฉพาะตำแหน่ง โดยคัดเลือกจุดเก็บตัวอย่างจากพื้นผิวที่บุคคลจำนวนมากมีการสัมผัสร่วมกันเป็นประจำ เช่น ที่จับประตู ราวบันได ก๊อกน้ำ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ภายในหน่วยบริการสุขภาพเขตเมือง เก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม 2565 นำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการหายีน Orf1ab, N และ E ด้วยวิธี Real-time RT-PCR ร่วมกับค่า Cycle Threshold (Ct)</p> <p>ผลการศึกษาจากทั้งหมด 79 ตัวอย่าง ตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 จำนวน 4 ตัวอย่าง (5.06 %) โดยพบปริมาณการปนเปื้อนเชื้อไวรัสสูงสุดที่ห้องน้ำชาย ชั้น 1 ได้แก่ ตัวล็อคประตู (Ct 32.82–34.50) และที่จับหัวฉีดชำระ (Ct 30.51–31.17) นอกจากนี้ยังพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ที่ก๊อกน้ำอ่างล้างหน้าหญิงชั้น 4 และที่จับประตูทางเข้าชั้น 5 ประสิทธิภาพของเทคนิคการเก็บตัวอย่างพื้นผิวจุดสัมผัสร่วมแบบรวม มีค่าความไวร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับเทคนิคการเก็บตัวอย่างพื้นผิวจุดสัมผัสร่วมแบบเฉพาะตำแหน่ง ซึ่งความแตกต่างเฉลี่ยของค่า Ct (ΔCt) ระหว่างสองวิธีคือ 0.8 ± 0.3 รอบ (<em>p</em> &gt;0.05) มีความแตกต่างทางสถิติอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเทคนิคการเก็บตัวอย่างพื้นผิวจุดสัมผัสร่วมแบบรวมมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้ตัวอย่างถูกเจือจาง แม้จะมีปริมาณไวรัสต่ำ นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระงานของห้องปฏิบัติการลงประมาณร้อยละ 50 สามารถนำไปใช้กำหนดมาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ SARS-CoV-2 ในสิ่งแวดล้อมของสถานพยาบาล</p> ชัชวาลย์ เส็งทอง ชะญานิษฐ์ พุทธานุ วัชรานันท์ จักรช่วย ชนิสรา จันทร์เมือง กาญจนาพร เอื้อสุวัฒน์ อาณัฐ ราตรีพฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 108 120 ความสัมพันธ์ของความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการทำงานของเกษตรกรในบ่อน้ำบาดาลระดับตื้น: กรณีศึกษาตำบลคณฑี อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/277650 <p>การวิจัยนี้เป็นแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการทำงานของเกษตรกร และเพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสมต่อการทำงานในบ่อน้ำบาดาลระดับตื้น ประชากรคือ เกษตรกรอายุ 18-60 ปี ที่เป็นเจ้าของบ่อบาดาล คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 28 คน จาก 28 บ่อ พื้นที่ หมู่ 12 ตำบลคณฑี อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามการประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบประเมินพฤติกรรมการทำงาน และแบบบันทึกสนทนากลุ่ม ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินความรอบรู้ทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 ระยะเวลาเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2564 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหานำเสนอแบบเรื่องเล่า ผลการศึกษา เจ้าของบ่อน้ำบาดาล ทั้งหมด 28 คน เพศชาย 22 คน (ร้อยละ 78.50) อายุเฉลี่ย 40.44 ปี (S.D.±7.19) ในพื้นที่เคยเกิดเหตุการณ์ได้รับอันตรายจากการทำงานในบ่อน้ำบาดาลที่มีความรุนแรงทำให้ผู้ปฏิบัติงานเสียชีวิต 3 ราย ในเหตุการณ์เดียว เกษตรกรยังขาดความรู้ในการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในขณะทำงาน ความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ระดับเพียงพอ ร้อยละ 78.30 แต่บางส่วนยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลความปลอดภัยในการทำงาน มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมและทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการทำงานที่พึงประสงค์ (r=0.52; <em>p</em>-value=0.011) หน่วยงานภาครัฐในระดับพื้นที่ควรนำข้อกำหนดความปลอดภัยไปกำหนดเป็นข้อบัญญัติระดับนโยบายของพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรตระหนักถึงการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง ป้องกันเหตุการณ์ได้รับอันตรายหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติงานในบ่อน้ำบาดาล</p> สันติ เกิดทองทวี อมรรัตน์ กล่ำทัพ ศิรินทิพย์ ศาศวัตชวาลวงศ์ จิลลาภัทร ทรัพย์ประชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 121 131 การประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ จังหวัดขอนแก่น ปี พ.ศ.2567 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/287199 <p>การประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ จังหวัดขอนแก่น ปี 2567 เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขั้นตอนการรายงานโรคไข้หวัดใหญ่ ประเมินคุณลักษณะเชิงปริมาณ คุณลักษณะเชิงคุณภาพ ปัญหาและอุปสรรค ข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ จังหวัดขอนแก่น เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบคัดลอกเวชระเบียนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่และโรคอื่นที่มีอาการใกล้เคียงที่เข้ารับการรักษาตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2567 และการสนทนากลุ่มผู้ ที่เกี่ยวข้องในระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ในโรงพยาบาล จังหวัดขอนแก่น จำนวน 6 แห่ง</p> <p>ผลการศึกษาด้านคุณลักษณะเชิงปริมาณ จากการทบทวนเวชระเบียน จำนวน 768 เวชระเบียน มีผู้ป่วยที่วินิจฉัยถูกต้องตรงตามนิยามของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 433 ราย รายงานผู้ป่วยใน D506 จำนวน 537 ราย มีค่าความไว ร้อยละ 85.70 (95% CI: 82.70 ถึง 88.60) ค่าพยากรณ์บวก ร้อยละ 82.50 (95% CI: 79.00 ถึง 85.60) ความครบถ้วนและความถูกต้อง ในการบันทึกตัวแปร อายุ เพศ ที่อยู่ วันที่มารับการรักษา ร้อยละ 100.0 ตัวแปร เพศ อายุ ที่อยู่ วันที่มารับการรักษา วันที่ถูกวินิจฉัย สามารถเป็นตัวแทนระบบได้ และความทันเวลา ร้อยละ 96.96 ด้านคุณลักษณะเชิงคุณภาพ พบว่า ผู้บริหารและบุคลากรให้การยอมรับและเห็นความสำคัญของระบบเฝ้าระวัง ระบบมีความง่าย มีความยืดหยุ่น มีความมั่นคง และมีการนำข้อมูลจากระบบไปใช้ประโยชน์ ด้านปัญหาและอุปสรรค พบว่า การซักประวัติผู้ป่วยที่ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนส่งผลต่อการรายงาน และการบันทึกวันที่เริ่มป่วยมีความถูกต้องในระดับต่ำ (ร้อยละ 9.86) ควรมีการสื่อสารความเข้าใจให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทราบถึงนิยามของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่</p> ณัฏฐิกา ยังดี วัฒนา นิลบรรพต สุพจน์ คำสะอาด อุษณีย์ ศรีร่มโพธิ์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 132 143 การพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการจัดบริการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มข้นในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม พื้นที่นำร่องเขตสุขภาพที่ 7 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/287021 <p>เขตสุขภาพที่ 7 พบผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เพียงร้อยละ 29.3 การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดบริการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มข้นในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด Kemmis และ McTaggart ร่วมกับการจัดการตนเองของ Lorig และ Holman ดำเนินการ 4 ระยะ ดังนี้ ระยะการวางแผน การปฏิบัติ สังเกตผล และสะท้อนผล ในพื้นที่ตำบลบ้านเม็ง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568 กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 40 คน บุคลากรสาธารณสุข จำนวน 6 คน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 38 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ เครื่องมือวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการดำเนินการ พบว่า สภาพปัญหาที่ผู้ป่วยมักคิดว่าโรคเบาหวานรักษาไม่หาย ต้องกินยาตลอดชีวิต ขณะที่ชุมชนมีต้นทุนทางสังคมที่เข้มแข็ง ได้แก่ ครูเกษียณจิตอาสา อสม.เข้มแข็ง มีผู้ผ่านการอบรมครู ก. จากโรงเรียนเบาหวานพิมาย เขตสุขภาพที่ 9 และวัดสว่างมนาวาสพร้อมสนับสนุนสถานที่ นำมาพัฒนารูปแบบ “SMART DM Model” ผลดำเนินการ พบผู้ป่วยมีค่า HbA1c เฉลี่ยลดลง น้ำหนักตัวลดลง รอบเอวลดลง จากก่อนพัฒนารูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.001) ผู้ป่วย 6 ราย (ร้อยละ 15.0) สามารถหยุดยา และ 14 ราย (ร้อยละ 35.0) ลดปริมาณยาลง ปัจจัยความสำเร็จคือการใช้วัดเป็นศูนย์กลาง อสม. Health Coach เป็นเพื่อนคู่หู ครู ก. ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองได้ และการสนับสนุนจากท้องถิ่น รูปแบบที่พัฒนาขึ้นส่งผลต่อผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้นและการลดการใช้ยา มีความเป็นไปได้ที่จะขยายผลไปยังกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังเป็นผลลัพธ์เบื้องต้น จึงควรมีการติดตามระยะยาวหรือการศึกษาที่มีกลุ่มเปรียบเทียบเพื่อยืนยันประสิทธิผลและการเข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบตามเกณฑ์มาตรฐาน</p> กรรณิการ์ ตฤณวุฒิพงษ์ ธวัชชัย คำป้อง ศรีไพร พลตื้อ วิภาพร ภูสง่า สุภาวดี ประทาน ปรีญานงค์ ดงหงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 144 157 การพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดเพชรบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/286598 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ระบบการดูแลคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในพื้นที่ระดับอำเภอของจังหวัดเพชรบุรี 2) พัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดเพชรบุรี 3) ทดลองใช้รูปแบบการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดเพชรบุรี และ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง มี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 69 คน 2) เครือข่าย พชอ. จำนวน 256 คน และ 3) ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 272 คน พื้นที่การศึกษา ได้แก่ อำเภอเมืองเพชรบุรี ชะอำ ท่ายาง และบ้านลาด พื้นที่ควบคุม ได้แก่ อำเภอเขาย้อย หนองหญ้าปล้อง บ้านแหลม และแก่งกระจาน ระยะเวลาดำเนินการ เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ โปรแกรมการจัดการสุขภาพด้วยตนเองสำหรับกลุ่มเสี่ยง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามการปฏิบัติดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของเครือข่าย พชอ. และแบบประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วย สถิติ Paired t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพทำการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สถานการณ์คุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พบอุปสรรค 3 ด้าน ได้แก่ ด้านระบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโดยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอยังขาดการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ด้านระบบการสนับสนุนการดำเนินงาน พบว่าทรัพยากร บุคลากร งบประมาณ และการมีส่วนร่วมของชุมชนยังไม่เพียงพอ และด้านการติดตามประเมินผลยังขาดระบบการเก็บข้อมูลและรายงานผลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน นำมาเป็นฐานในการพัฒนารูปแบบ “4QM เพชรบุรีโมเดล” ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรผู้รับผิดชอบงานโรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยชุมชนเป็นฐาน 5 กิจกรรม การขับเคลื่อนงาน พชอ. ด้วย 7 มาตรการ (การพัฒนาภาวะผู้นำ การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ การมุ่งเน้นประชาชน การพัฒนาการจัดการแบบมืออาชีพ การพัฒนาบุคลากร การสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่าย และการพัฒนาระบบบริหารจัดการสุขภาพแบบบูรณาการ) และโปรแกรมการจัดการสุขภาพด้วยตนเองสำหรับผู้ป่วย 5 ประเด็น ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน</p> <p>ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า บุคลากรระดับปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยรวม หลังพัฒนาสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&lt;0.001) เครือข่าย พชอ. มีส่วนร่วมดูแลผู้ป่วยโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกด้าน (ก่อน <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =107.24, หลัง <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =110.28, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{d}" alt="equation" />=3.04, 95%CI=1.93–4.15, <em>p </em>&lt;0.001) และผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กลุ่มศึกษามีคุณภาพชีวิตในระดับพอใช้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 67.6 เป็นร้อยละ 81.6 สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ อัตราป่วยรายใหม่โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงลดลงจากร้อยละ 22.97 และ 8.25 เป็นร้อยละ 20.69 และ 7.89 ตามลำดับ</p> ธนวัฒน์ รุ่งศิริวัฒนกิจ ผกามาศ พีธรากร สุนันทินี หอมเลย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 158 170 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการป้องกันวัณโรคของผู้สูงอายุในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/287092 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการป้องกันวัณโรคของผู้สูงอายุในชุมชนแห่งหนึ่ง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โดยประยุกต์ใช้โปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ การป้องกันวัณโรคในชุมชนของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนอายุ 60 ปีขึ้นไป คำนวณขนาดตัวอย่างกรณีเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน จำนวน 56 คน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 28 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย โปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพการป้องกันวัณโรคสำหรับประชาชน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพเพื่อการป้องกันวัณโรค กลุ่มควบคุมได้รับความรู้จากสื่อแผ่นพับและการให้ความรู้ตามบริการปกติ ดำเนินการเดือนมกราคม-สิงหาคม 2567 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยสถิติ Independent t-test เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยภายในกลุ่ม ระหว่างก่อนและหลังการทดลองด้วย Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ ความรู้ และพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคแตกต่างกับกลุ่มควบคุม 24.28, 1.36 และ 0.39 คะแนน โดยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P-value &lt;0.001, 0.004 และ 0.033 ตามลำดับ โปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถทำให้กลุ่มทดลองมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับวัณโรคเพิ่มขึ้นและมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมมากขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถป้องกันตนเองจากวัณโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการป้องกันและควบคุมวัณโรคอย่างต่อเนื่องในชุมชน</p> รัชนีกร กุญแจทอง สุพรรณิการ์ บุษราคัม สุวัฒนา อ่อนประสงค์ ประณิตา แก้วพิกุล ภัทราวดี ภักดีแพง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 33 1 171 180