https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/issue/feed วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น 2025-12-26T19:21:58+07:00 ดร.นายแพทย์หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม journal.dpc6@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ รายงานผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ</strong></p> <p><strong>วารสารตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี</strong></p> <p><strong>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน </strong></p> <p><strong>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </strong></p> <p><strong>ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</strong></p> <p><strong>ISSN 3088-1757 (Online) </strong></p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/279584 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากสถานการณ์และการระบาดเป็นกลุ่มก้อนของโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เขตสุขภาพที่ 11 2025-06-19T10:32:47+07:00 ภาณุวัฒน์ นราอาจ praipanuwat@gmail.com ชฎาภรณ์ ดิษฐ์แก้ว praipanuwat@gmail.com แพรพลอย ฤกษ์เมือง praipanuwat@gmail.com อัญชลี หนูทอง praipanuwat@gmail.com <p>วิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาลักษณะทางระบาดวิทยา การระบาดเป็นกลุ่มก้อน และข้อจำกัดของมาตรการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการควบคุมและป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในเขตสุขภาพที่ 11 โดยรวบรวมข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค R506, D506 รายงานสอบสวนการระบาด รายงานสรุปผลการนิเทศติดตามการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรค ระหว่างปี 2563–2567 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาตามมิติบุคคล เวลา และสถานที่ ตลอดจนปัจจัยที่ก่อให้เกิดการระบาด และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสรุปผลเชิงเนื้อหาปัญหาและอุปสรรคของมาตรการควบคุมโรคที่มีอยู่ในพื้นที่ พบว่าเขตสุขภาพที่ 11 มีอัตราป่วยเพิ่มขึ้นจาก 113.51 เป็น 1,194.09 ต่อประชากรแสนคน กลุ่มอายุ 3 – 4 ปีมีอัตราป่วยสูงที่สุด การระบาดเป็นกลุ่มก้อนส่วนใหญ่เกิดในเรือนจำ ร้อยละ 71.43 จากการแพร่เชื้อจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ถึงร้อยละ 46.15 การตรวจจับการระบาดล่าช้าเฉลี่ย 10 วันหลังวันเริ่มป่วยของผู้ป่วยรายแรก วัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบคลุมน้อยกว่าร้อยละ 10.00 ของประชากรทั้งหมดโดยที่เด็ก 3 – 4 ปีไม่อยู่ในกลุ่มที่ต้องได้รับวัคซีน ข้อจำกัดในการควบคุมป้องกันโรค ได้แก่ ชุดตรวจคัดกรองโรคไม่เพียงพอ ความยากลำบากในการแยกกักโรคในเรือนจำ รวมถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรในเรือนจำ การศึกษานี้เสนอให้ขยายการให้วัคซีนให้ครอบคลุมถึงเด็กอายุ 6 เดือนถึง 4 ปี และเพิ่มความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนให้ถึงภูมิคุ้มกันหมู่ และให้เรือนจำสามารถสำรองชุดตรวจคัดกรองโรคเพื่อให้สามารถตรวจจับการระบาดได้ทันเวลาโดยเฉพาะในกลุ่มเจ้าหน้าที่</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/275880 การวิเคราะห์ประสิทธิผลและประสิทธิภาพของเครื่องมือคัดกรองเบาหวาน: กรณีศึกษาอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ภายใต้โครงการคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวานในประเทศไทยแบบบูรณาการ กรมการแพทย์ ประจำปี พ.ศ. 2566-2567 2025-07-08T09:32:53+07:00 นิตกร สอนภิรมย์ nidtakorn@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลและประสิทธิภาพของเครื่องมือคัดกรองเบาหวานของกรมการแพทย์และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลการคัดกรองความเสี่ยงเบาหวานด้วยการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง วิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวานแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่าง 800 ราย จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 18 แห่ง ในอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ระหว่างกรกฎาคม-กันยายน 2566 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยการทดสอบไคสแควร์ พร้อมนำเสนออัตราส่วนความเป็นไปได้และช่วงเชื่อมั่น 95%</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เครื่องมือคัดกรองของกรมการแพทย์มีความไวร้อยละ 100 ความจำเพาะร้อยละ 41.83 ค่าทำนายผลบวกร้อยละ 2.34 และค่าทำนายผลลบร้อยละ 100 พบกลุ่มเสี่ยงสูง 470 ราย คิดเป็นร้อยละ 58.75 ผู้ป่วยรายใหม่ 11 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.38 สามารถลดการตรวจเลือดได้ร้อยละ 41.25 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์สูงสุด ได้แก่ รอบเอวเกินมาตรฐาน (χ²=167.89, OR=7.2, 95%CI: 5.1-10.1) อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ปี (χ²=156.78, OR=3.5, 95%CI: 2.6-4.7) และ BMI มากกว่า 27.5 (χ²=145.23, OR=16.2, 95%CI: 8.3-31.6), (p&lt;0.001) เครื่องมือมีประสิทธิผลในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและประหยัดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยรอบเอวเป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญที่สุด</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/279278 ผลของโปรแกรมการใช้สื่อสุขภาพเพื่อพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง 2025-06-30T09:58:00+07:00 ซูฮานา เจ๊ะแว bkhaonuan@gmail.com รุสมี กาซอ bkhaonuan@gmail.com บุญเรือง ขาวนวล booruang@tsu.ac.th สุตตมา สุวรรณมณี bkhaonuan@gmail.com ชไมพร ทองเพชร bkhaonuan@gmail.com ภัทรพงศ์ เยาว์แสง bkhaonuan@gmail.com เมริษา ศรีละมุล bkhaonuan@gmail.com <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว ศึกษาผลของโปรแกรมการใช้สื่อสุขภาพในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 32 คน ระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน โดยใช้สื่อวีดิทัศน์และอินโฟกราฟิก ประกอบด้วยความรู้การป้องกันตนเองจากโรคหลอดเลือดสมอง การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด เสริมทักษะการจัดการตนเอง การตัดสินใจเพื่อการป้องกันโรค เผยแพร่สื่อทางแอปพลิเคชันไลน์ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญได้ค่า IOC 0.97 ขึ้นไปทุกข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานได้แก่ Wilcoxon sign rank test และ Paired t-test</p> <p>หลังการเข้าร่วมโปรแกรม พบว่าระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt;0.001) พฤติกรรมด้านสุขภาพในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value =0.038) ภาวะเสี่ยงจากภาวะโรคหลอดเลือดสมองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt;0.001) ค่าความดันโลหิต Systolic ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.001) และ Diastolic ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value = 0.008) ทั้งนี้ ควรติดตามและประเมินผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับเสริมพลังอำนาจแก่ผู้เข้าร่วมโปรแกรม</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/279633 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรอดชีพผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่ง ในจังหวัดบุรีรัมย์ ปี พ.ศ. 2562 - 2567 2025-09-16T16:02:53+07:00 วงศ์เดือน พงษ์วัน wongduean.p@kkumail.com สุพจน์ คำสะอาด supot@kku.ac.th ธัญญวุฒิ เศรณีปราการ dr.totothan@gmail.com <p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังติดตามจากสาเหตุไปหาผลครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรอดชีพผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่ง ในจังหวัดบุรีรัมย์ปี พ.ศ. 2562 – 2567 จากฐานข้อมูลวัณโรคของประเทศไทย (NTIP) รหัสโรค (ICD-10: A15 - A16) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และติดตามจนทราบสถานะสุดท้ายผู้ป่วยทุกราย ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 จากระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (สนบท.) วิเคราะห์อัตรารอดชีพโดยวิธี Kaplan-Meier นำเสนออัตรารอดชีพในระยะเวลาต่างๆ พร้อมช่วงเชื่อมั่น 95% การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มโดยสถิติทดสอบ Log-rank test นำเสนอค่า p-value และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ กับการรอดชีพโดย Cox regression นำเสนอ Adjusted HR พร้อมช่วงเชื่อมั่น 95% และค่า p-value จาก Partial likelihood ratio test</p> <p>ผลการศึกษา ผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่จำนวน 5,295 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 3,674 คน ร้อยละ 69.4 อายุเฉลี่ย 56.0 ปี (S.D. 15.7 ปี) ผลตรวจเสมหะ AFB 3+ จำนวน 1,030 คน ร้อยละ 19.45 รักษาด้วยสูตรยา New Patient Regimen 5,265 คน ร้อยละ 99.4 ในระยะเวลาติดตาม 15,617.9 คน-ปี เสียชีวิตทั้งหมด 503 คน คิดเป็นอัตราตาย 3.2 ต่อ 100 คน-ปี (95%CI: 2.95 - 3.51) อัตรารอดชีพในระยะเวลา 1, 3 และ 5 ปี คือ ร้อยละ 91.5 (95%CI: 90.67 - 92.19), 90.5 (95%CI: 89.61 - 91.23) และ 89.8 (95%CI: 88.85 - 90.63) ตามลำดับ เมื่อควบคุมผลกระทบจากตัวแปรที่เหลือในสมการสุดท้ายแล้วพบว่าอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 60 ปี (adj.HR = 2.66, 95% CI; 2.19 - 3.23) ติดสุรา (adj.HR = 2.80, 95% CI; 2.12 - 3.70) ติดเชื้อเอชไอวี (adj.HR = 3.31, 95% CI: 2.42 - 4.54) ผลตรวจเสมหะก่อนเริ่มรักษา AFB 1+ (adj.HR = 1.15, 95% CI; 0.91 - 1.45), AFB 2+ (adj.HR = 1.23, 95% CI; 0.94 - 1.60), AFB 3+ (adj.HR = 1.53, 95% CI; 1.21 - 1.93) และผลเอกซเรย์ปอด (adj.HR = 2.15, 95% CI; 1.58 to 2.92) มีความสัมพันธ์กับการรอดชีพผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่หลังการวินิจฉัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05)</p> <p>สรุป ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรอดชีพผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่หลังการวินิจฉัย คือ อายุ ติดสุรา ติดเชื้อเอชไอวี ผลตรวจเสมหะก่อนเริ่มรักษา และผลเอกซเรย์ปอด แพทย์ที่ทำการรักษาควรคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้เพื่อการรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ให้ยาวนานยิ่งขึ้น</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/280093 การประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ปี พ.ศ. 2567 2025-10-07T11:26:41+07:00 อรวรรณ บัวศรีภูมิ orawan.b@kkumail.com อนุชา พรโสภิณ anucha.p@sut.ac.th ศักดา บือสันเทียะ sukda.bu@sut.ac.th นัฏฐา วิสีปัตน์ natta.yo@sut.ac.th มรกต ศุภลักษณศึกษากร morakot.su@sut.ac.th <p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางเพื่อประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ ขั้นตอนการรายงานโรค คุณลักษณะ เชิงปริมาณและคุณภาพ โดยการประเมินคุณลักษณะเชิงปริมาณรวบรวมข้อมูลจากการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่มารับบริการ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ที่ได้รับการวินิจฉัยตามรหัสโรคสากล ICD-10 จำนวน 344 ราย เปรียบเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่รายงานเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา (D506) การประเมินคุณลักษณะเชิงคุณภาพรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกของโรงพยาบาล ผลการศึกษาพบว่าเมื่อแพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยหรือสงสัยป่วยโรคไข้เลือดออก พยาบาลประจำแผนกจะแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแผนกป้องกันและควบคุมโรคทางระบาดวิทยาให้ทราบทันที เจ้าหน้าที่งานระบาดวิทยาจะรวบรวมรายชื่อ ตรวจสอบและสอบสวนโรคทุกราย แล้วบันทึกในระบบรายงานทุกวัน คุณลักษณะเชิงปริมาณมีค่าความไว ร้อยละ 71.08 อยู่ในระดับดี ค่าพยากรณ์บวก ร้อยละ 95.55 อยู่ในระดับดี มีความเป็นตัวแทนของสถานการณ์จริงได้ ทุกตัวแปรมีความถูกต้อง ร้อยละ 100 และมีการรายงานในช่วงเวลา 7 วัน ทันตามเวลาที่กำหนด ร้อยละ 87.85 ส่วนคุณลักษณะเชิงคุณภาพเป็นที่ยอมรับของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง มีความตระหนักถึงความสำคัญของระบบการเฝ้าระวัง การดำเนินการไม่ซับซ้อน แนวทางชัดเจน มีความยืดหยุ่นค่อนข้างมากสามารถรายงานผ่านช่องทางที่หลากหลายตามบริบทของพื้นที่ และมีความมั่นคงของระบบ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสอบสวนและควบคุมโรคได้ อย่างไรก็ตามควรเพิ่มความครอบคลุมของการรายงานในระบบเฝ้าระวังโรคให้ครบถ้วนมากขึ้น ไม่เฉพาะผู้ป่วยที่แพทย์ให้การวินิจฉัยแต่ควรครอบคลุมถึงรายที่อาการเข้านิยามของโรคไข้เลือดออก ตลอดจนเจ้าหน้าที่ควรมีการติดตามผลการวินิจฉัยสุดท้ายทางการแพทย์เพื่อเป็นประโยชน์ในการควบคุมโรคได้รวดเร็วต่อไป</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/281315 การพัฒนารูปแบบการจัดการวัณโรคโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเชียงใหม่ 2025-10-10T16:27:29+07:00 สุรสิทธิ์ เทียมทิพย์ sura2515@gmail.com ปรีชา ชัยชนันท์ preechachaichanan@gmail.com จิราภรณ์ ชิตตระกูล jerasooutch@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์วัณโรคในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเชียงใหม่ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการวัณโรคโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเชียงใหม่ และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบการจัดการวัณโรคโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 1 คือบุคลากรสาธารณสุข 15 คน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ชายแดน 48 คน ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบ คือบุคลากรสาธารณสุข ภาคีเครือข่าย ผู้ป่วยวัณโรค และครอบครัว รวม 43 คน และกลุ่มผู้ใช้รูปแบบ คือกลุ่มผู้ป่วยวัณโรคและผู้ดูแลกลุ่มละ 15 คน ระยะที่ 3 คือ บุคลากรสาธารณสุข ภาคีเครือข่าย ผู้ป่วยวัณโรค ครอบครัวและกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชายแดน รวม 82 คน ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2567 – มิถุนายน 2568 เก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Paired t-test และข้อมูลเชิงคุณภาพทำการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ระยะที่ 1 การจัดการปัญหาวัณโรค 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีเฉพาะการคัดกรองวัณโรคที่ผ่านเกณฑ์ การแก้ไขปัญหาวัณโรคยังไม่เป็นระบบ ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดการวัณโรคโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเชียงใหม่ ได้รูปแบบ TB CD Model ประกอบด้วย T (Team work) การพัฒนาทีมสหสาขาวิชาชีพในพื้นที่ให้เข้มแข็ง B (Border collaboration) สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ชายแดน C (Communication) การสื่อสารในบริบทพหุวัฒนธรรม และ D (Data excellence) การจัดการระบบข้อมูลที่แม่นยำและครอบคลุม ระยะที่ 3 ประเมินผลการใช้รูปแบบพบว่า ด้านความรู้ (<em>p</em> = 0.039) การดูแลตนเอง (<em>p</em> &lt; 0.001) การมีส่วนร่วม (<em>p</em> = 0.005) และความพึงพอใจ (<em>p</em> &lt; 0.001) ของผู้ป่วยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีการเพิ่มขึ้นของอัตราการรักษาสำเร็จ การขาดยาลดลง ดังนั้น การจัดการและแก้ไขปัญหาวัณโรคในพื้นที่ชายแดนต้องพัฒนาทีมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการจัดการฐานข้อมูลที่ดี ซึ่งจะช่วยให้แก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/274263 การพัฒนารูปแบบการให้บริการวัคซีนพาสปอร์ตแบบออนไลน์ ศูนย์สาธิตบริการ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น 2025-05-30T10:46:13+07:00 ประวีณา สัชชาพงษ์ praweenasatcha03@gmail.com ประณัฐพงศ์ กับกระโทก pranatthapong@gmail.com สิรินทร์ทิพย์ อุดมวงค์ sirintip.pui.2009@gmail.com วราพร สุดบุญมา ov.esancenter@gmail.com <p>การพัฒนารูปแบบการให้บริการวัคซีนพาสปอร์ตแบบออนไลน์ ศูนย์สาธิตบริการ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและวิเคราะห์สภาพการดำเนินงาน 2) ออกแบบและจัดทำต้นแบบ 3) ทดลองใช้ต้นแบบ และ 4) ประเมินผลการดำเนินงาน โดยมีรูปแบบการศึกษาเป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหา (R1) ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบและจัดทำต้นแบบแนวทาง (D1) แบ่งเป็น 2 ระยะ คือพัฒนา Prototype I และ Prototype II ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้ต้นแบบ (R2) และขั้นตอนที่ 4 ประเมินผลการดำเนินงาน (D2) เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินการใช้ประโยชน์ ความพึงพอใจ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนวัตกรรมต้นแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่ามัธยฐาน ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานเปรียบเทียบค่ามัธยฐานของกลุ่มผู้รับบริการด้วยสถิติ Mann Whitney U Test ผลการวิจัย พบว่า ขั้นตอนการออกเอกสารวัคซีนพาสปอร์ตมีหลายขั้นตอน ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 7 วัน และต้องเข้ามาติดต่ออย่างน้อย 2 ครั้ง จึงได้ออกแบบและจัดทำต้นแบบ Prototype I ในระยะที่ 1 นำไปใช้กับผู้รับบริการระหว่างเดือนมีนาคม - เมษายน 2565 จำนวน 34 คน โดยผู้รับบริการจะใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 7 วัน และต้องเข้ามาติดต่อ 1 ครั้ง ต่อมาได้พัฒนาเป็น Prototype II ในระยะที่ 2 ร่วมกับการปรับปรุงระบบบริการออนไลน์ผ่าน Line Official Account นำไปใช้กับผู้รับบริการระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2565 จำนวน 51 คน ซึ่งช่วยลดขั้นตอนให้ผู้รับบริการเข้ามาติดต่อ 1 ครั้ง และใช้เวลาเฉลี่ย 20 นาทีต่อคน ผู้รับบริการมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด นวัตกรรมมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอยู่ในระดับมากที่สุด รวมทั้งมีค่ามัธยฐานของกลุ่มผู้รับบริการระหว่าง Prototype I 19.74 คะแนน และ Prototype II 58.51 คะแนน สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) โมเดลการคิดเชิงออกแบบที่พัฒนาขึ้นร่วมกับระบบบริการออนไลน์ผ่าน Line Official Account สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยบริการสุขภาพสำหรับการให้บริการประชาชนได้</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/281265 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนของผู้บาดเจ็บที่รักษาในโรงพยาบาลรัฐ จังหวัดมุกดาหาร พ.ศ.2565 - 2567 2025-09-11T09:06:20+07:00 ชัยนันต์ บุตรกาล chainanbutkan@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนของผู้บาดเจ็บที่เข้ามารักษาที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินในโรงพยาบาลรัฐ จังหวัดมุกดาหาร ระหว่างปี พ.ศ.2565 - 2567 เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ประชากรเป็นผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนเกี่ยวข้องกับยานพาหนะทุกประเภทที่เข้ารับการรักษาแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลรัฐ จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 9,306 ราย เก็บข้อมูลทุกรายคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์คัดเข้าศึกษา จำนวน 4,026 ราย รวบรวมข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนานำเสนอค่า ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติเชิงอนุมาน นำเสนอค่า Crude odds ratio และ Adjust odds ratio(OR<sub>adj</sub>) ช่วงเชื่อมั่น 95% (95%CI) กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลการศึกษาพบการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนมีความสัมพันธ์กับอายุและการนำส่งด้วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผู้มีอายุ 20 - 59 ปี OR<sub>adj</sub>=3.51 (95%CI=1.03 to 11.96, P-value=0.044) อายุ 60 ปีขึ้นไป OR<sub>adj</sub>=4.96 (95%CI=1.17 to 21.02, P-value=0.030) และการถูกนำส่งด้วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน OR<sub>adj</sub>=3.46 (95%CI =1.37 to 8.73, P-value=0.008) ส่วนการสวมหมวก/ไม่คาดเข็มขัด ประเภทถนน กลไกการบาดเจ็บและการบาดเจ็บที่ศีรษะมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นควรเน้นพัฒนามาตรการเชิงรุกเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอายุ 20 – 59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาการนำส่งของบริการการแพทย์ฉุกเฉิน สำหรับป้องกันการบาดเจ็บเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนได้อย่างเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/274427 การสอบสวนการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเรือนจำแห่งหนึ่ง จังหวัดขอนแก่น 2025-05-16T09:55:19+07:00 วาสนา สอนเพ็ง wasana.s2514@gmail.com จิรา ศักดิ์ศศิธร jirasaksa@gmail.com พัชรพร เดชบุรัมย์ p.dejburum@gmail.com วิสิทธิ์ ชัยแสง wasana.s2514@gmail.com <p>เรือนจำมีปัจจัยเอื้อต่อการระบาดของโรคติดต่อโดยเฉพาะโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เดือนพฤษภาคม 2567 มีรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อน ในเรือนจำจังหวัดขอนแก่น ทีมสอบสวนโรคได้ทำการศึกษา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่า ผู้ต้องขังจำนวนทั้งหมด 1,022 คน ผู้ป่วยเข้าข่ายติดเชื้อ สะสม 157 ราย อัตราป่วยร้อยละ 15.36 เพศหญิงต่อชาย เท่ากับ 1 : 3.13 มีโรคประจำตัว 24 คน อาการแสดงที่พบมากที่สุด คือ ไข้ ร้อยละ 63.06 กลุ่มอายุที่ป่วยมากที่สุด คือ อายุ 58 – 62 ปี ร้อยละ 25 ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบ SARS–CoV<strong>-</strong>2 สายพันธุ์ Omicron B<strong>.</strong>1.1.529 Sublineage : JN<strong>.</strong>1.18 ร้อยละ 50, JN.1 ร้อยละ 20 และ JN.1.5 และ BA.2.86.1 ร้อยละ 10 การศึกษาความสัมพันธ์ พบว่า เพศ มีความสัมพันธ์กับอาการไข้ของผู้ป่วย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ผลการสอบสวน เพื่อหาสาเหตุการระบาดพบว่า การแพร่ระบาดของโรคในเรือนจำครั้งนี้เนื่องจากผู้ต้องขังรับเชื้อจากญาติที่เข้าเยี่ยมแบบใกล้ชิด เริ่มจากติดเชื้อในผู้ต้องขังชายแล้วติดต่อไปยังผู้ต้องขังหญิง เพราะมีพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ การสัมผัสใกล้ชิดโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย การใช้ช้อนส้อมและแก้วน้ำร่วมกัน และในช่วงการนอนหลับพักผ่อนพื้นที่ห้องมีจำกัด จากเหตุการณ์ ควรมีการคัดกรองญาติและสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะที่เข้าเยี่ยม คัดกรองผู้ต้องขัง ให้ความรู้ด้านการป้องกันควบคุมโรค อนามัยส่วนบุคคล ตลอดจนการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/282773 ประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการสอบสวนโรคแก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโดยการฝึกปฏิบัติภาคสนาม เขตสุขภาพที่ 9 2025-10-06T09:43:52+07:00 นันทนา แต้ประเสริฐ taeprasert.nantana@gmail.com กรรณิการ์ หมอนพังเทียม taeprasert.nantana@gmail.com ประภาศรี สามใจ taeprasert.nantana@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการสอบสวนโรคแก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)โดยการฝึกปฏิบัติภาคสนาม การวิจัยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การจัดทำรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะฯ 2) การนำรูปแบบไปทดลองใช้ ด้วยการอบรมทฤษฎีออนไลน์ การฝึกปฏิบัติจากเหตุการณ์จริงในพื้นที่โดยมีวิทยากรพี่เลี้ยง เขียนรายงานสอบสวนโรค และนำเสนอผลออนไลน์ 3) การประเมินผล 4) สะท้อนผล คัดเลือกผู้เข้าอบรมเป็นเจ้าหน้าที่ รพ.สต.แบบเจาะจงจาก รพ.สต. 4 อำเภอ ในเขตสุขภาพที่ 9 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการพัฒนาฯ แบบประเมินความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความพึงพอใจในการสอบสวนโรค แบบสังเกตการปฏิบัติและแบบประเมินรายงานสอบสวนโรคที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา นำเสนอจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนความรู้ก่อนและหลังการอบรมด้วยสถิติ Repeated measurement ANOVA เปรียบเทียบคะแนนทักษะและทัศนคติก่อนและหลังการอบรมด้วยสถิติ Paired t-test ผลการศึกษา ผู้เข้าอบรม 22 คน คะแนนความรู้หลังการอบรมครั้งที่ 1 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8 คะแนน (S.D.=2.93) ครั้งที่ 2 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.77 (S.D.=2.54) คะแนนความรู้ก่อนและหลังการอบรม 2 ครั้ง แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ p-value &lt;0.001 หลังการอบรมมีทักษะการสอบสวนโรคดีและดีมากร้อยละ 91.29 คะแนนทักษะการสอบสวนโรคก่อนและหลังการอบรมแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเฉลี่ย 1.27 (S.D.=0.32) p-value &lt;0.001 ทัศนคติต่อเชิงบวกต่อการสอบสวนโรคเห็นด้วยร้อยละ 96.36 ทัศนคติเชิงลบไม่เห็นด้วยร้อยละ 70.91 คะแนนทัศนคติต่อการสอบสวนโรคก่อนและหลังการอบรมแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เฉลี่ย 0.80 (S.D.=0.56) p-value &lt;0.001 ความพึงพอใจผู้เข้าอบรมและหัวหน้าหน่วยงานร้อยละ 96.36 และร้อยละ 96.30 คุณภาพรายงานสอบสวนโรค 4 ฉบับเฉลี่ย 81 จาก 100 คะแนน สรุปได้ว่ารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการสอบสวนโรคแก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโดยการฝึกปฏิบัติภาคสนามมีประสิทธิผลควรขยายให้ครอบคลุมทุก รพ.สต และจัดทำข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และสำนักงานป้องกันควบคุมโรค</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/282574 การประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแห่งใหม่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2025-09-22T17:16:48+07:00 พิรวรรณ วังอุปัดชา pirawan.occ@gmail.com มงคล มัคคะน้อย Mongkol.m@egat.co.th รัตนี คำมูลคร Rattanee.k@ku.th พีรพงษ์ ฮาดทักษ์วงค์ birabongse.h@ku.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง เพื่อประเมินความเสี่ยงและชี้บ่งสิ่งคุกคามสุขภาพต่อผู้ปฏิบัติงานเดินเครื่องและบำรุงรักษาเครื่องจักรในโรงผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้แบบสำรวจด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยซึ่งเป็นเครื่องมือที่พัฒนาตามแนวทางของ OSHA ดำเนินการสำรวจและสังเกตการทำงานของผู้ปฏิบัติงานทุกแผนก จำนวน 35 คน ในพื้นที่ทำงาน 5 แห่ง ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ปฏิบัติงานมีสิ่งคุกคามสุขภาพ จำนวน 473 จุด โดยจุดที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือ พื้นที่โรงไฟฟ้าหลัก (ร้อยละ 28.12) รองลงมา คือ พื้นที่สายส่ง (ร้อยละ 26.22) พื้นที่แคมป์พักอาศัย (ร้อยละ 20.03) พื้นที่โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อน (ร้อยละ 18.18) และพื้นที่อาคารสำนักงาน (ร้อยละ 7.19) ตามลำดับ จากการสำรวจและสังเกตกิจกรรมงาน จำนวน 4 แผนก มีสิ่งคุกคามสุขภาพ จำนวน 541 งาน มากที่สุด คือ งานบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า (ร้อยละ 69.50) รองลงมาคือ งานบำรุงรักษาสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (ร้อยละ 22.00 ) งานเดินเครื่องและผลิตพลังงานไฟฟ้า (ร้อยละ 7.02) งานธุรการและบริการ (ร้อยละ 1.48) กิจกรรมงานเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าพลังน้ำสามารถจำแนกสิ่งคุกคามสุขภาพได้เป็น 14 ประเภท 3 อันดับแรก ได้แก่ การทำงานกับไฟฟ้าแรงสูง (ร้อยละ 50.80) การทำงานกับแหล่งพลังงาน (ร้อยละ 13.90) และพื้นที่แสงสว่างไม่เพียงพอ (ร้อยละ 9.10) ผลจากการประเมินความเสี่ยงโดยใช้เมทริกซ์ความเสี่ยงพบว่า กิจกรรมการทำงานที่มีความเสี่ยงสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ การทำงานกับไฟฟ้าแรงสูง การทำงานกับแหล่งพลังงานและการทำงานที่สูงพื้นที่ต่างระดับ ส่วนความเสี่ยงระดับปานกลาง 3 อันดับแรก ได้แก่ การยศาสตร์ สัมผัสเสียงดังและสัมผัสความร้อน ตามลำดับ โดยข้อมูลความเสี่ยงและสิ่งคุกคามสุขภาพด้านอาชีวอนามัยนี้สามารถนำไปกำหนดนโยบายและแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยงและควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานต้องประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำและหน่วยงานที่เกี่ยวต่อไป</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/283911 ผลการพัฒนารูปแบบศูนย์สุขภาพดีวัยทำงานเพื่อดูแลสุขภาพของพนักงานกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในสถานประกอบการขนาดใหญ่ เขตสุขภาพที่ 7 2025-11-12T16:22:01+07:00 กังสดาล สุวรรณรงค์ pudong10@yahoo.com ปวีณา จังภูเขียว teebee_45@hotmail.com เชิดพงษ์ มงคลสินธุ์ environ_kai@hotmail.com ชุติมา วัชรกุล wachrakul@yahoo.com ธมลวรรณ จันเต thamolwan.odpc7@gmail.com พิรวรรณ วังอุปัดชา pirawan.occ@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนารูปแบบศูนย์สุขภาพดีวัยทำงานเพื่อดูแลสุขภาพของพนักงานกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในสถานประกอบการขนาดใหญ่ เขตสุขภาพที่ 7 กลุ่มตัวอย่าง เป็นกลุ่มเสี่ยงจากพนักงานในสถานประกอบการขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่แผนกบุคคลและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ผู้รับผิดชอบงานอาชีวอนามัยของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้รับผิดชอบงานอาชีวเวชกรรมจากโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชน เขตสุขภาพที่ 7 ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์ ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบ ระยะที่ 3 การใช้รูปแบบระยะที่ 4 การประเมินผล ระหว่างเดือนเมษายน 2566 ถึงกันยายน 2567 เก็บข้อมูลด้วยวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือใช้แบบสนทนากลุ่ม แนวทางศูนย์สุขภาพดีวัยทำงานในสถานประกอบการ และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ Paired samples t-test และวิเคราะห์เชิงเนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษา ระยะที่ 1 จากการวิเคราะห์สถานการณ์ พบว่า พนักงานกว่าร้อยละ 50 มีภาวะเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อและพบช่องว่างสำคัญในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ ได้แก่ การคืนผลการตรวจสุขภาพไม่ชัดเจน การขาดการดำเนินงานเชิงรุกอย่างเป็นระบบ การพัฒนารูปแบบศูนย์สุขภาพดีวัยทำงาน ในระยะที่ 2 ประยุกต์โปรแกรมสุขศึกษาที่มีอยู่และเพิ่มเติมเนื้อหาเฉพาะที่ตอบสนองช่องว่างที่พบในระยะที่ 1 อาทิ การสร้างความเชื่อมั่นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แปลผลการตรวจสุขภาพและการสนับสนุนโดยพยาบาลประจำสถานประกอบการ ระยะที่ 3 การนำรูปแบบไปใช้กับพนักงานกลุ่มเสี่ยง จำนวน 53 คน (ร้อยละ 80.3) สะท้อนความเหมาะสมของโปรแกรม ระยะที่ 4 การประเมินผล พบว่าโปรแกรมสามารถเพิ่มคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนเพิ่มขึ้น 4.81 คะแนน (p &lt;0.001) โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสารเพิ่มขึ้นมากที่สุด ข้อเสนอแนะจากการวิจัย สถานประกอบการขนาดใหญ่ควรสนับสนุนให้พยาบาลประจำสถานประกอบการทำหน้าที่ในการเฝ้าระวัง และติดตามประเมินสภาวะสุขภาพของพนักงานกลุ่มเสี่ยง การวิจัยครั้งต่อไปควรติดตามผลระยะยาว และประเมินประสิทธิผลในสถานประกอบการขนาดกลางและเล็ก</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/278991 รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้จัดทำรายละเอียดตัวชี้วัดคำรับรองการปฏิบัติราชการหน่วยงานกรมควบคุมโรค 2025-08-04T14:00:14+07:00 อมรรัตน์ ศรีเจริญทรรศน์ amonruts@hotmail.com นวพรรณ สันตยากร amonruts999@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้จัดทำรายละเอียดตัวชี้วัดคำรับรองการปฏิบัติราชการหน่วยงานกรมควบคุมโรค กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านพัฒนาองค์กรหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำตัวชี้วัดคำรับรองการปฏิบัติราชการ จำนวน 28 คน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ โปรแกรมการอบรมและการฝึกปฏิบัติการเขียนรายละเอียดตัวชี้วัด การฝึกอบรมในสถานที่ทำงานจริง แบบวัดความรู้ แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Pried t-test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า สภาพปัญหาของรูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้จัดทำรายละเอียดตัวชี้วัดคำรับรองการปฏิบัติราชการหน่วยงานกรมควบคุมโรค ได้แก่ บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวการทำรายละเอียดตัวชี้วัดคำรับรองการปฏิบัติราชการ และการติดตามผลการดำเนินงานใช้เวลาค่อนข้างนาน<br />ซึ่งนำไปสู่รูปแบบการดำเนินงาน ประกอบด้วยการพัฒนาบุคลากรด้านการเขียนรายละเอียดตัวชี้วัดคำรับรองการปฏิบัติราชการ และการติดตามการดำเนินงานแบบพี่เลี้ยง ผลการพัฒนาพบว่า ผู้เข้ารับการพัฒนาบุคลากรการเขียนรายละเอียดตัวชี้วัดคำรับรองการปฏิบัติราชการ มีค่าความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนก่อน-หลัง เท่ากับ 3.90 คะแนน (95% CI: 1.45 ถึง 5.75) โดยความแตกต่างดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.041) สอดคล้องกับผลการประเมินคุณภาพการเขียนรายละเอียดตัวชี้วัดคำรับรองการปฏิบัติราชการตามแนวทางเกณฑ์ SMART Objective พบภาพรวมคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก และผลการติดตามการดำเนินงานแบบพี่เลี้ยง สามารถขับเคลื่อนภาพรวมคะแนนของกรมควบคุมโรคได้เท่ากับ 4.64 (คะแนนเต็ม 5.00) จากผลการดำเนินงานสะท้อนความสำเร็จของรูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้จัดทำรายละเอียดตัวชี้วัดคำรับรองการปฏิบัติราชการหน่วยงานกรมควบคุมโรค</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/271221 การประเมินการรับสัมผัสไมโครพลาสติกจากการบริโภคหอยของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณรอบห้วยตองแวด อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 2024-07-02T10:52:05+07:00 กาญจนา ยาดี Chiraporn.l@ubu.ac.th อิสริยาภร ศรีบุญโฮม Chiraporn.l@ubu.ac.th จิราภรณ์ หลาบคำ Chiraporn.l@ubu.ac.th ลักษณีย์ บุญขาว Chiraporn.l@ubu.ac.th นิตยา ชาคำรุณ Chiraporn.l@ubu.ac.th <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณการสะสมของไมโครพลาสติกในหอยบริเวณห้วยตองแวด และประเมินการได้รับไมโครพลาสติกจากการบริโภคหอยบริเวณห้วยตองแวดของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบห้วยตองแวด อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม พ.ศ. 2566 ด้วยการตรวจวิเคราะห์ไมโครพลาสติกที่สะสมในหอย จำนวน 30 ตัวอย่าง และสัมภาษณ์การบริโภคหอยของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณรอบห้วยตองแวด จำนวน 294 คน ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณการสะสมของไมโครพลาสติกในหอยทั้ง 3 พื้นที่พบการสะสมของไมโครพลาสติกในหอย ทั้งหมด 257 ชิ้น (8.56 ± 26.35 ชิ้นต่อตัว) โดยพบการสะสมในหอยขม จำนวน 92 ชิ้น (6.20 ± 2.59 ชิ้นต่อตัว) พบการสะสมในหอยเชอรี่ จำนวน 164 ชิ้น (10.93 ± 8.05 ชิ้นต่อตัว) ทำให้การประเมินการรับสัมผัสไมโครพลาสติกในหอย พบว่าประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแหล่งน้ำห้วยตองแวดมีโอกาสได้รับสัมผัสไมโครพลาสติกจากการบริโภคหอยขม 14.26 ชิ้น/คน/วัน หรือ 5,204.90 ชิ้น/คน/ปี และมีโอกาสได้รับสัมผัสไมโครพลาสติกจากการบริโภคหอยเชอรี่ 33.95 ชิ้น/คน/วัน หรือ 12,391.75 ชิ้น/คน/ปี</p> <p>ดังนั้น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ควรมีการหาแนวทางในการลดการปนเปื้อนไมโครพลาสติกลงสู่ห้วยตองแวด ได้แก่ มาตรการในการจัดการน้ำเสียจากหอพัก สถานประกอบการ และชุมชนบริเวณโดยรอบห้วยตองแวด รวมทั้งหน่วยงานที่ดูแลด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ควรให้ความรู้แก่ประชาชนในการการลดปริมาณการสะสมของไมโครพลาสติกในหอยก่อนนำมาบริโภค</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/282997 ผลการพัฒนานวัตกรรมการคัดกรองวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรค ในเขตสุขภาพที่ 11 2025-10-04T17:39:19+07:00 กมลวรรณ อิ่มด้วง imduangk@gmail.com ณัฐธิสา บุญเจริญ b.natthisa@gmail.com รุ่งทิวา สุวรรณรัตน์ rung_fon159@hotmail.com <p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและพัฒนานวัตกรรมการคัดกรองวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ป่วยวัณโรคเขตสุขภาพที่ 11 และสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการคัดกรองวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้าน ดำเนินการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ศึกษาสภาพการณ์และความต้องการจำเป็น (2) พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมตามแนวคิด Design Thinking (3) ทดสอบประสิทธิผลของนวัตกรรม และ (4) ศึกษาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ป่วยวัณโรค เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567-กันยายน 2568 ด้วยแบบประเมินการใช้นวัตกรรมและประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดย ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาบริบทการคัดกรอง พบว่าอัตราความครอบคลุมอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 38.33–58.24) สาเหตุสำคัญเกิดจากผู้สัมผัสขาดความรู้ ไม่มีบัตรนัดและขาดฐานข้อมูลเครือข่าย ผลการพัฒนานวัตกรรมเกิดแอปพลิเคชัน HHC Screening Program หลังการใช้นวัตกรรมพบว่า ผู้ใช้มีความคิดเห็นต่อการใช้นวัตกรรมคัดกรองวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้าน อยู่ในระดับมาก (M=4.17, SD=0.73) ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (M=4.29, SD=0.79) และมีอัตราการคัดกรองครอบคลุม ร้อยละ 100 (302/302 ราย) เหมาะสมที่จะนำไปขยายผลการใช้นวัตกรรมนี้ในพื้นที่อื่นภายในเขตสุขภาพที่ 11 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมวัณโรคอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น