https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/issue/feed
วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น
2026-08-31T16:25:00+07:00
ดร.นายแพทย์หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม
journal.dpc6@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ รายงานผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ</strong></p> <p><strong>วารสารตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี</strong></p> <p><strong>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน </strong></p> <p><strong>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </strong></p> <p><strong>ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</strong></p> <p><strong>ISSN 3088-1757 (Online) </strong></p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/290605
การพัฒนานวัตกรรมฐานข้อมูลติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ และผลการนำไปใช้ในการป้องกันควบคุมวัณโรค
2026-07-27T10:22:29+07:00
บุญทนากร พรมภักดี
boontanakorn@gmail.com
ชัชวาล ไกรยวงษ์
chatchawan.k@ddc.mail.go.th
ณิฐาพิม ทองสินสิริพัชท
marmeaw109@gmail.com
สุบรร ปฏิสุทธิ์
suban.p@ddc.mail.go.th
กรรณิการ์ ใจตรง
boontanakorn@gmail.com
นิภาพร ฮามพิทักษ์
bb9506@gmail.com
ภัทราวดี ภักดีแพง
ppakdeepang@gmail.com
เนตรชนก พันธ์สุระ
khongkwanka.kj@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมฐานข้อมูลติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ และศึกษาผลการนำไปใช้ในการป้องกันควบคุมวัณโรค ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ 1) วิเคราะห์สภาพปัญหาของการคัดกรองค้นหาผู้สัมผัสร่วมบ้านและผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ พื้นที่อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น 2) พัฒนาและใช้นวัตกรรมฐานข้อมูลติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ 3) ประเมินผลการใช้นวัตกรรมฐานข้อมูลติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ และ 4) ถอดบทเรียนและเผยแพร่ผลการพัฒนา กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย 1) ผู้รับผิดชอบงานคลินิกวัณโรคของโรงพยาบาลหนองเรือ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 25 คน 2) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 150 คน และ 3) ประชาชน สำหรับการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่อำเภอหนองเรือ รพ.สต. 15 แห่ง 5,570 ราย ด้วยเครื่องมือวิจัย 6 ฉบับ ได้แก่ 1) แบบบันทึกสภาพปัญหา 2) ฐานข้อมูลติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ 3) แอปพลิเคชันสำหรับคัดกรองวัณโรคด้วยวาจา 4) แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพการป้องกันวัณโรค 5) แบบสอบถามการตีตราผู้ป่วยวัณโรค และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้วยสถิติ Paired t-test และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัญหาข้อมูลผู้สัมผัสร่วมบ้านและผู้สัมผัสใกล้ชิดไม่ครอบคลุม และชุมชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรควัณโรคไม่ถูกต้อง นำไปสู่การแก้ไขปัญหา การพัฒนาและใช้นวัตกรรมฐานข้อมูลติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ ได้แก่ จัดทำโครงสร้างของฐานข้อมูลติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ พัฒนาแอปพลิเคชันจากแบบคัดกรองวัณโรค และพัฒนาศักยภาพด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพการป้องกันวัณโรคของ อสม. พบค่าความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังดำเนินการ เท่ากับ 23.51 (95%CI: 21.51- 25.51) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค้นหาและคัดกรองกลุ่มเสี่ยงวัณโรคได้เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 2,872 ราย พบความเสี่ยง 32 ราย เพิ่มเป็น 5,570 ราย พบความเสี่ยง 77 ราย การประเมินผลหลังจากการใช้นวัตกรรม ในปี พ.ศ.2567 พบผู้สัมผัสร่วมบ้านและผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค จำนวน 510 ราย เทียบกับปี พ.ศ. 2564- 2566 พบจำนวน 87, 94 และ 157 ราย ตามลำดับ สามารถลดการตีตราผู้ป่วยวัณโรคในชุมชน ได้ถึงร้อยละ 75.20 และนวัตกรรมฐานข้อมูลติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ “DPC 7 TB household contact database” และแอปพลิเคชันคัดกรองวัณโรค สามารถสนับสนุนโปรแกรม NTIP ในการค้นหา คัดกรองผู้สัมผัสร่วมบ้านและผู้สัมผัสใกล้ชิดได้ครอบคลุม เน้นให้ รพ.สต. ทุกแห่งเป็นเจ้าของข้อมูล คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.79, S.D. = 0.21)</p> <p>นวัตกรรมฐานข้อมูลติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ และแอปพลิเคชันสำหรับคัดกรองวัณโรค สามารถช่วยติดตามกลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้านและผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และควรขยายผลการนำไปใช้ในการป้องกันควบคุมวัณโรคในพื้นที่ต่อไป</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/287485
ลักษณะทางคลินิกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30 วัน ของผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยาบาลชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
2026-05-18T15:15:52+07:00
กฤษณาพร เถื่อนโทสาร
K.Tuenthosarn@gmail.com
ธีรศักดิ์ พาจันทร์
teerasak@scphkk.ac.th
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิกและปัญหาสุขภาพ สัดส่วนการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30 วัน และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30 วัน หลังจำหน่ายของผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยาบาลชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยประคับประคองทั้งหมด 315 ราย ที่ลงทะเบียนในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2566 ถึง 31 สิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย Multiple Logistic Regression นำเสนอค่า Adjusted Odds Ratio (aOR) พร้อม 95% CI</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 161 ราย (ร้อยละ 51.11) อายุเฉลี่ย 68.62 ปี (S.D.±13.56 ปี) วินิจฉัยโรคไม่ใช่มะเร็ง 198 ราย (ร้อยละ 62.86) มีโรคร่วม 261 ราย (ร้อยละ 82.86) สมรรถนะการดูแลตนเองแรกรับ มีค่ามัธยฐาน ร้อยละ 50 อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ เหนื่อยอ่อนเพลีย 306 ราย (ร้อยละ 97.14) ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ 204 ราย (ร้อยละ 64.76) และปอดติดเชื้อ 129 ราย (ร้อยละ 40.95) พบสัดส่วนการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30 วัน 179 ราย (ร้อยละ 56.83, 95% CI: 51.27 to 62.21) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมารักษาซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4 ปัจจัย ดังนี้ ปัจจัยป้องกัน 3 ปัจจัย ได้แก่ สมรรถนะการดูแลตนเองแรกรับ (PPS) ระดับ 40–60% (aOR = 0.22; 95% CI: 0.12 to 0.41) และระดับ ≥70% (aOR = 0.11; 95% CI: 0.04 to 0.32) การมาติดตามดูแลต่อเนื่องที่โรงพยาบาล (aOR = 0.30; 95% CI: 0.18–0.51) และการติดตามดูแลต่อเนื่องที่บ้าน (aOR = 0.58; 95% CI: 0.34 to 0.98) และปัจจัยเสี่ยง 1 ปัจจัย คือ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (aOR = 2.44; 95% CI: 1.26 to 4.71)</p> <p>การที่สัดส่วนการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30 วันสูงถึงร้อยละ 56.83 ซึ่งสูงกว่ารายงานในประเทศไทยและต่างประเทศ ควรพัฒนาระบบติดตามผู้ป่วยหลังจำหน่ายทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้านอย่างเป็นระบบ ประเมินสมรรถนะการดูแลตนเองของผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอเพื่อวางแผนการดูแลเชิงรุก และป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากสายสวนปัสสาวะ เพื่อลดการกลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วยระยะท้ายที่มีการรักษาแบบประคับประคอง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/281939
ความชุกของภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุภายใต้ระบบการดูแลระยะยาว ในเขตสุขภาพที่ 7
2025-12-19T12:52:08+07:00
วิไลวรรณ วัฒนานนท์
sakkharin.n@gmail.com
ศิราณี ศรีหาภาค
sakkharin.n@gmail.com
ศักดิ์ขรินทร์ นรสาร
sakkharin.n@gmail.com
<p>ภาวะสมองเสื่อมเป็นภาระสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมสูงอายุของประเทศไทย โดยเฉพาะในระบบการดูแลระยะยาวที่ต้องรองรับผู้สูงอายุพึ่งพิงจำนวนมาก การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความชุกของภาวะสมองเสื่อมและลักษณะการกระจายตัวในผู้สูงอายุที่ขึ้นทะเบียนในระบบการดูแลระยะยาว เขตสุขภาพที่ 7 ด้วยการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลทุติยภูมิจากทะเบียนผู้สูงอายุปี 2568 ระหว่างเดือนเมษายน – ตุลาคม 2568 จำนวน 4,121 คน ซึ่งได้รับการประเมินภาวะสมองเสื่อมตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 2,751 คน (ร้อยละ 66.76) อายุเฉลี่ย 71.80 ปี (S.D.= 7.90) มีภาวะพึ่งพิง ระดับน้อย 2,000 คน (ร้อยละ 48.53) ปานกลาง 1,500 คน (ร้อยละ 36.40) และมาก 621 คน (ร้อยละ 15.07) ความชุกของกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมเท่ากับร้อยละ 6.75 และผู้สูงอายุได้รับการยืนยันผลสมองเสื่อม ร้อยละ 62.23 คิดเป็นความชุกภาวะสมองเสื่อม 4.20 โดยจังหวัดที่พบมากที่สุดคือ ขอนแก่น (ร้อยละ 4.97) รองลงมาคือร้อยเอ็ด (ร้อยละ 3.58) มหาสารคาม (ร้อยละ 3.52) และกาฬสินธุ์ (ร้อยละ 1.74) ซึ่งสะท้อนความแตกต่างด้านโครงสร้างประชากรและความพร้อมของระบบบริการปฐมภูมิในแต่ละพื้นที่ การศึกษานี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการคัดกรองเชิงรุก การติดตามต่อเนื่อง และการเชื่อมโยงระบบบริการในระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนการวางแผนการดูแลผู้สูงอายุ ลดภาระผู้ดูแล และเสริมความเข้มแข็งของระบบ LTC ในการรองรับภาระภาวะสมองเสื่อมในอนาคต</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/288566
ความแม่นยำของการตรวจซ้ำหาเลือดแฝงในอุจจาระสำหรับการคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ในโรงพยาบาลแม่ระมาด จังหวัดตาก
2026-05-28T10:15:28+07:00
อดุลกฤษณ์ นาต๊ะ
adulkrit1990@gmail.com
<p>มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ แม้ว่าการตรวจคัดกรองด้วย Fecal Immunochemical Test (FIT) จะช่วยเพิ่มโอกาสตรวจพบโรคระยะเริ่มต้น แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำ ขณะที่การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและบุคลากร การตรวจ FIT ซ้ำ (Repeat FIT) อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรอง การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแม่นยำของการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงด้วยวิธี Repeat FIT เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้าในประชากรอายุ 50–70 ปี ที่มีผล FIT รอบแรกเป็นบวก ระหว่าง 1 ตุลาคม พ.ศ.2567 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ.2569 ผู้เข้าร่วมการวิจัยทุกรายได้รับการตรวจ FIT ซ้ำและส่องกล้องลำไส้ใหญ่ วิเคราะห์ประสิทธิภาพของ Repeat FIT โดยคำนวณ ค่าความไว ความจำเพาะ ค่าพยากรณ์บวก ค่าพยากรณ์ลบ และพื้นที่ใต้กราฟ ROC</p> <p>ผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งหมด 112 ราย เป็นกลุ่มที่มีผล Repeat FIT เป็นบวก จำนวน 34 ราย และ เป็นลบ จำนวน 78 ราย ทั้งหมดได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ พบว่า ในกลุ่ม Repeat FIT เป็นบวก (FIT pos/pos) พบผลการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เป็นบวก จำนวน 24 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.59 และในกลุ่ม Repeat FIT เป็นลบ (FIT pos/neg) พบจำนวน 22 ราย คิดเป็นร้อยละ 28.21 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value <0.001) เมื่อประเมินประสิทธิภาพของ Repeat FIT ในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่มีผล FIT ครั้งแรกเป็นบวก โดยอ้างอิงผลการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เป็นมาตรฐาน มีค่าความจำเพาะ ร้อยละ 84.80 ค่าทำนายผลบวก ร้อยละ 70.60 ค่าความไว ร้อยละ 52.20 ค่าความแม่นยำ ร้อยละ 71.40 และ ROC เท่ากับ 0.69 (95% CI: 0.60–0.77) การตรวจ Repeat FIT ในผู้ที่มีผล FIT รอบแรกเป็นบวก จึงเหมาะสำหรับเป็นเครื่องมือจัดลำดับความเร่งด่วนของการส่องกล้อง สามารถนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ในพื้นที่ทรัพยากรจำกัดและขาดแคลนแพทย์ส่องกล้องต่อไป อย่างไรก็ตาม ค่าความไวของการตรวจอยู่ในระดับปานกลาง จึงควรนำปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ มาพิจารณาร่วมกับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/288113
คุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-05-05T14:16:24+07:00
เมวดี แวงวรรณ
mewadee.w@kkumail.com
สุพจน์ คำสะอาด
supot@kku.ac.th
กชกร ทิพย์สันเทียะ
Kodchakornt@nu.ac.th
กชมนณกร จำปาเงิน
Kodchamonnakorn.c@gmail.com
อภิรดี แซ่ลิ่ม
apiradee.s@psu.ac.th
ฮารีส คูร์รัม
hariskhurram2@gmail.com
อรวรรณ ศรีวะรา
orawanjuntop@gmail.com
หยาดพิรุณ ลมวิชัย
tammyyad96@gmail.com
ปิยณัฐ วุฒิยา
Piyanat070333@icloud.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 145 คน สุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนและวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและแบบบันทึกข้อมูลเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและการประมาณค่าสัดส่วน ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพชีวิตภาพรวมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ดอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 59.31 (95%CI: 50.85 ถึง 67.38) คะแนนเฉลี่ย 91.39 (S.D.± 12.66) เมื่อแยกรายด้านพบว่าอยู่ในระดับดี ร้อยละ 51.03 (95%CI: 42.61 ถึง 59.42) ได้แก่ ด้านจิตใจ คะแนนเฉลี่ย 22.30 (S.D.± 3.61) ด้านที่อยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านสุขภาพกาย ร้อยละ 76.55 (95%CI: 68.80 ถึง 83.18) คะแนนเฉลี่ย 23.38 (S.D.± 3.79) ด้านสัมพันธภาพทางสังคม ร้อยละ 66.21 (95%CI: 57.89 ถึง 73.85) คะแนนเฉลี่ย 10.37 (S.D.± 1.90) และด้านสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 60.69 (95%CI: 52.24 ถึง 68.69) คะแนนเฉลี่ย 28.66 (S.D.± 4.28) แสดงให้เห็นว่า โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่มีการดำเนินโรคยาวนาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย จิตใจ สัมพันธภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น หน่วยบริการสุขภาพควรพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพกาย การควบคุมอาการและภาวะแทรกซ้อน การสนับสนุนเครือข่ายทางสังคมของผู้ป่วย รวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว และควรมีการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตเพิ่มเติม</p> <p> </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/283948
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพของสตรีในกลุ่มอาชีพทอเสื่อกก ตำบลโพนงาม อำเภอหนองหานจังหวัดอุดรธานี
2025-11-25T10:38:51+07:00
อุทัย แก้วกลม
uthai.kra@rmutr.ac.th
ณัฐพล ทนุดี
uthai.kra@rmutr.ac.th
<p>การทอเสื่อกกเป็นอาชีพที่เกิดจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่มีการประยุกต์ใช้อุปกรณ์ และองค์ความรู้มีลักษณะและท่าทางการทำงาน แบบซ้ำๆ เป็นเวลานานติดต่อกันทำให้ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ ทอเสื่อกก การศึกษาแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพ และศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยกับภาวะสุขภาพของสตรีในกลุ่มอาชีพทอเสื่อกก ตำบลโพนงาม อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 44 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบประเมินทางการยศาสตร์ด้วยเทคนิค RULA วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Fisher's Exact Test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ภาวะสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 59.09 การจัดสภาพงานและท่าทางการทำงานในแต่ละส่วนของร่างกายและการออกแบบสถานที่ทำงานไม่เหมาะสม โดยคะแนนรวม 7.00 ± 0.82 ปัจจัยส่วนบุคลที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพ คือ ดัชนีมวลกาย ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>= 0.032, 2-tailed) และปัจจัยด้านการทำงาน ได้แก่ ระยะเวลาทำงานเฉลี่ยชั่วโมง/วัน และระยะเวลาทำงานเฉลี่ยวัน/สัปดาห์ มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพ ในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>= 0.014 และ 0.022, 2-tailed) หน่วยงานหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพทอเสื่อกกได้รับการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคจากการทำงานอย่างเหมาะสม</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/288265
ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะอ้วนของวัยทำงานตอนกลาง ในพื้นที่ตำบลหว้าทอง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
2026-06-09T12:01:20+07:00
ประทีป กาลเขว้า
prateep@scphkk.ac.th
ฐิติรัตน์ พรหมราช
prateep@scphkk.ac.th
พรไพลิน หารจิตร
prateep@scphkk.ac.th
เบญญาภา กาลเขว้า
benyapa@scphkk.ac.th
ฉวีวรรณ งาหัตถี
benyapa@scphkk.ac.th
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะอ้วนของวัยทำงานตอนกลางในพื้นที่ตำบลหว้าทอง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนวัยทำงานตอนกลาง (อายุระหว่าง 30-44 ปี) จำนวน 208 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน (อยู่ในช่วง 0.67-1.00) ค่าดัชนีความเชื่อมั่นของแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ได้ค่า Cronbach’s alpha coefficient เท่ากับ 0.86 และแบบสอบถามความเครียด เท่ากับ 0.74 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อภาวะอ้วนโดยใช้สถิติ Chi-Square test และ Fisher’s Exact test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ความชุกภาวะอ้วนของวัยทำงานตอนกลางพบ ร้อยละ 53.37 (ช่วงเชื่อมั่น 95% 46.34 ถึง 60.29) การออกกำลังกาย อยู่ในระดับต่ำมากที่สุด ร้อยละ 88.46 (ช่วงเชื่อมั่น 95% 83.32 ถึง 92.46) รองลงมาเป็นระดับปานกลาง ร้อยละ 9.62 (ช่วงเชื่อมั่น 95% 5.97 ถึง 14.46) การรับประทานอาหาร อยู่ในระดับปานกลางมากที่สุด ร้อยละ 72.12 (ช่วงเชื่อมั่น 95% 65.49 ถึง 78.09) รองลงมาเป็นระดับต่ำ ร้อยละ 17.31(ช่วงเชื่อมั่น 95% 12.43 ถึง 23.15) การพักผ่อนอยู่ในระดับต่ำมากที่สุด ร้อยละ 58.65 (ช่วงเชื่อมั่น 95% 51.64 ถึง 65.42) รองลงมาเป็นระดับปานกลาง ร้อยละ 40.87 (ช่วงเชื่อมั่น 95% 34.12 ถึง 47.88) ความเครียดอยู่ในระดับปานกลางมากที่สุดร้อยละ 72.12 (ช่วงเชื่อมั่น 95% 65.49 ถึง 78.09) รองลงมาอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 27.40 (ช่วงเชื่อมั่น 95% 21.46 ถึง 34.00) และพบว่า ปัจจัยด้านรายได้ ด้านครอบครัวมีภาวะอ้วน การรับประทานอาหารและการพักผ่อน มีความสัมพันธ์กับภาวะอ้วนของวัยทำงานตอนกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.027, 0.003, 0.001 และ <0.001 ตามลำดับ) โดยคนที่ครอบครัวมีภาวะอ้วน จะโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนเป็น 7.42 เท่า (OR = 7.42; 95% CI = 1.64 – 68.12) เมื่อเทียบกับครอบครัวที่ไม่มีภาวะอ้วน คนที่รับประทานอาหารในระดับปานกลาง-สูง จะโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนเป็น 3.70 เท่า (OR = 3.70; 95% CI = 1.60 – 9.10) เมื่อเทียบกับรับประทานอาหารในระดับต่ำ และคนที่พักผ่อนในระดับปานกลาง-สูง จะโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนเป็น 3.21 เท่า (OR = 3.21; 95% CI = 1.72 – 6.03) เมื่อเทียบกับผู้ที่พักผ่อนในระดับต่ำ</p> <p>ดังนั้น ควรส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในวัยทำงานตอนกลางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดกิจกรรมเฝ้าระวังและป้องกันภาวะอ้วน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านรายได้และมีประวัติภาวะอ้วนในครอบครัว เพื่อป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/289965
การศึกษาการเพิ่มของน้ำหนักตัวและภาวะเมตาบอลิก ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส KOCITAF และ TLD ติดตามผล 12 เดือน โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
2026-07-31T11:35:03+07:00
วัชรพล ตั้งสวัสดิ์
wtmd38@gmail.com
<p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวและภาวะเมตาบอลิก ในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีผู้ใหญ่ ที่ได้รับการรักษาด้วยยา KOCITAF และยา TLD ในระยะเวลา 12 เดือน โดยการศึกษาย้อนหลังจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 103 ราย ได้แก่ กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีผู้ใหญ่ซึ่งได้รับยา KOCITAF จำนวน 52 ราย และกลุ่มได้รับยา TLD จำนวน 51 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนตั้งแต่มกราคม พ.ศ. 2566 – ธันวาคม พ.ศ. 2568 ติดตามการเปลี่ยนแปลงช่วงระยะเวลาต่างๆ ใน 12 เดือน ของผู้ติดเชื้อต่อยาต้านเอชไอวี</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เดือนที่ 12 กลุ่มที่ได้รับยา KOCITAF มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 1.90 ± 4.59 กก. (95% CI: 0.66 ถึง 3.15; <em>p</em> = 0.001) ค่าการทำงานของไตดีขึ้น เดือนที่ 6 (3.59 ± 9.88 มล./นาที/1.73 ม.²; <em>p</em> = 0.011) และอัตราการกำจัดครีอะตินีนดีขึ้น (4.87 ± 9.24 มล./นาที; <em>p</em> < 0.001) ความถดถอยในการทำงานของไตตามระยะ CKD ร้อยละ 6.7 ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับยา TLD มีค่าการทำงานของไต ลดลง (11.47 ± 11.08 มล./นาที/1.73 ม.²; <em>p</em> < 0.001) และมีความถดถอยในการทำงานของไตร้อยละ 27.1 นอกจากนี้พบ การทำงานของไต ลดลงมากกว่าร้อยละ 10 จากจุดอ้างอิงเดียวกัน ในกลุ่ม TLD ร้อยละ 51.0 เทียบกับ ร้อยละ 9.6 ในกลุ่ม KOCITAF (<em>p</em> < 0.001) หลัง 12 เดือน พบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้รับยา KOCITAF (<em>p</em> = 0.012) และมีภาวะไขมันผิดปกติรวมที่เกิดขึ้น ร้อยละ 96.2 เทียบกับกลุ่มที่ได้รับยา TLD ซึ่งพบร้อยละ 51.0 (<em>p</em> < 0.001)</p> <p style="font-weight: 400;">ยา KOCITAF มีผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังจากเริ่มใช้ยา แต่ส่งผลดีต่อการทำงานของไตอย่างมีนัยสำคัญ ภาวะไขมันผิดปกติยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในยาทั้งสองชนิด ซึ่งแพทย์ผู้รักษาต้องเฝ้าระวังและติดตามเพื่อพิจารณาวางแผนการรักษาในผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนต่อไป</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/288816
การพัฒนารูปแบบการเพิ่มประสิทธิผลระบบคัดกรองและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ในศูนย์พักพิง ชายขอบระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ตำบลสะพุง อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ
2026-07-31T10:57:30+07:00
ชัยนันต์ บุตรกาล
chainanbutkan@gmail.com
วรวลัญช์ กัลยาณสิทธิ์
chainanbutkan@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเพิ่มประสิทธิผลระบบคัดกรองและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวชายขอบระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ตำบลสะพุง อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ บุคลากรสาธารณสุข คณะทำงานภาคประชาชน และผู้รับบริการได้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ที่คัดเลือกตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบคัดกรองโรค แบบบันทึกผลการดำเนินงานและแบบสนทนากลุ่ม ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสัมประสิทธิ์การแพร่เชื้อ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า สถานการณ์และปัจจัยแวดล้อม ตรวจพบผู้ป่วยสะสม 28 ราย อัตราป่วยร้อยละ 1.98 โดยปัจจัยความแออัดและการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดรวดเร็ว การพัฒนาได้รูปแบบประกอบด้วยกลไก S-S-S คือ S-Staff (การพัฒนาสมรรถนะผู้ปฏิบัติงาน) S-Stuff (จัดตั้งจุดตรวจโรคระบบทางเดินหายใจและใช้ชุดตรวจวินิจฉัยเร็ว) และ S-System (ประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก การตรวจจับและวินิจฉัยโรคเบื้องต้น การสอบสวนโรค การส่งต่อผู้ป่วย การจัดระบบสุขาภิบาล) ผลดำเนินการตามรูปแบบ พบผู้ป่วย 31 ราย อัตราป่วย ร้อยละ 2.19 และค่าสัมประสิทธิ์การแพร่เชื้อ ลดลงต่ำกว่าระดับวิกฤติ สามารถควบคุมการติดต่อจากคนสู่คน การตรวจพบโรคเร็วขึ้น เป็น 1-3 วัน การสอบสวนเร็วขึ้น เป็น 1 วัน การควบคุมโรคได้เบ็ดเสร็จเร็วขึ้นเป็น 2-4 วัน ประสิทธิผลของรูปแบบสามารถค้นหาผู้ป่วยได้ครอบคลุม ตรวจจับและควบคุมการระบาดได้เร็ว ไม่พบผู้ป่วยอาการรุนแรงและผู้เสียชีวิต ผู้ปฏิบัติงานมีสมรรถนะสูง ดังนั้น รูปแบบ S-S-S ควรได้รับการบรรจุในแผนเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ และบูรณาการเข้ากับงานประจำ เพื่อสร้างความยั่งยืนของการจัดการโรคติดต่อในพื้นที่ สามารถยกระดับการดำเนินงานตอบโต้การระบาดในภาวะฉุกเฉินที่ศูนย์พักพิงขนาดรองรับ 1,001-3,000 คนได้ดียิ่งขึ้น สามารถประยุกต์ใช้ที่ศูนย์พักพิงขนาดเดียวกันในพื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/290383
ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อน ของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนเขตชานเมือง
2026-08-06T17:30:14+07:00
นิพิฐพนธ์ สีอุปลัด
seeweera@kku.ac.th
ภาวินี สายบุ่งคล้า
pawinee_s@kkumail.com
ปิยธิดา คูหิรัญญรัตน์
spiyat@kku.ac.th
บังอรศรี จินดาวงค์
kbongo@kku.ac.th
<p>ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อน เป็นตัวชี้วัดสำคัญของการดำรงชีวิตอย่างอิสระในผู้สูงอายุ และเป็นตัวบ่งชี้ภาวะพึ่งพิงในระยะเริ่มต้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อนของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนเขตชานเมือง โดยการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จำนวน 305 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและสถานะสุขภาพ แบบประเมินการทำกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อน และการทดสอบความสามารถทางกาย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุมีภาวะบกพร่องในการทำกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อน ร้อยละ 29.84 (95%CI: 24.7–35.0) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อนของผู้สูงอายุ พบว่า ผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป (AOR = 8.93, 95%CI: 3.22–24.75) การศึกษาระดับประถมศึกษา (AOR = 9.06, 95%CI: 2.31–35.51) อาศัยอยู่คนเดียว (AOR = 10.50, 95%CI: 1.51–73.23) หรืออาศัยร่วมกับครอบครัว (AOR = 5.73, 95%CI: 1.43–22.97) ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน (AOR = 5.46, 95%CI: 1.37–21.68) ไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาหรือไปวัด (AOR = 3.63, 95%CI: 1.56–8.42) และผลการทดสอบความสามารถทางกายมากกว่า 12 วินาที (AOR = 3.25, 95%CI: 1.68–6.30) มีความสัมพันธ์กับภาวะบกพร่องในการทำกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่า ผู้สูงอายุกว่าหนึ่งในสี่มีภาวะบกพร่องในการทำกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อน โดยมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านอายุ ระดับการศึกษา รูปแบบการอยู่อาศัย การใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา และความสามารถทางกาย ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและวางแผนส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างอิสระของผู้สูงอายุในชุมชน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/287937
การประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ โรงพยาบาลอากาศอำนวย อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร 1 มกราคม 2564-31 ตุลาคม 2568
2026-07-31T11:44:03+07:00
จิรัฐติกาล สุตวณิชย์
jsuttawanit001@gmail.com
อรุณธร ลาสุด
arunthorn6570@gmail.com
<p>อำเภออากาศอำนวย พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2568 พบอัตราป่วยสะสมสูงสุดในรอบ 6 ปีและเป็นอันดับ 3 ของจังหวัด จึงประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่เพื่อทราบคุณลักษณะของระบบเฝ้าระวังฯ และให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา ด้วยการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางในผู้ป่วยที่มารับบริการ โรงพยาบาลอากาศอำนวย ตั้งแต่ 1 มกราคม 2564-31 ตุลาคม 2568 คัดผู้ป่วยเข้าสู่การศึกษาด้วยนิยาม 2 แบบ ผู้ป่วยแบบที่ 1 ปรับจากเกณฑ์กองระบาดวิทยา และแบบที่ 2 แพทย์วินิจฉัย สุ่มเวชระเบียนแบบชั้นภูมิ ทบทวนรายงาน DDS/506 ศึกษาขั้นตอนรายงานโรค สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกับระบบเฝ้าระวัง</p> <p>ผลการศึกษา รพ.อากาศอำนวยมีระบบแจ้งโรคจากจุดบริการไปงานระบาดวิทยา เพื่อตรวจสอบและส่ง รง.506/DDS ตามนิยามแบบที่ 1 ค่าความไวรวมและค่าพยากรณ์บวก ร้อยละ 5.87 และ 51.02 ตามนิยามแบบที่ 2 ค่าความไวรวมและค่าพยากรณ์บวก ร้อยละ 61.81 และ 73.46 ค่าความไวรหัสโรค J10-J11 ตามนิยามแบบที่ 1 และ 2 ร้อยละ 72.05 และ 61.81 ตัวแปรประเภทผู้ป่วย อายุ เพศ เชื้อชาติ อาชีพ และตำบลที่อยู่ขณะป่วย บันทึกครบถ้วน และถูกต้อง ร้อยละ 100 ยกเว้นประเภทผู้ป่วย ร้อยละ 99.36 พบเพศ อายุ ตำบลที่อยู่ขณะป่วย และช่วงเวลาเริ่มป่วย เป็นตัวแทนได้ ความทันเวลาส่งรายงานร้อยละ 38.78 บุคลากรยอมรับในการนำระบบมาใช้ ระบบทันสมัย เข้าใจง่าย มีความยืดหยุ่นหากมีการปรับนิยามและการรายงานโรค บุคลากรสามารถปฏิบัติงานแทนกันได้ มีการสำรองฐานข้อมูลทุกวันและมีการใช้ประโยชน์จากข้อมูล</p> <p>ข้อเสนอแนะ เจ้าหน้าที่ระบาดวิทยา 1) ประชุมผู้เกี่ยวข้องถึงแนวทางการรายงานโรค โดยใช้เกณฑ์กองระบาดวิทยา ร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์ 2) ประสานหน่วยบริการแจ้งข้อมูลผู้ป่วยทุกรายภายในเวร 3) ดึงข้อมูลผู้ป่วยทั้งรหัสโรคหลัก (J10-J11) และโรคใกล้เคียง (โดยเฉพาะ J09 และ J12) ทั้งกรณีเป็นโรคหลักหรือโรครอง และติดตามรายงานที่มีการเปลี่ยนวินิจฉัยภายหลัง และ 4) ประสานแพทย์หรือพยาบาลเพื่อวางแนวทางการบันทึกเวชระเบียนให้ครบถ้วน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/290075
ผลของรูปแบบการเฝ้าระวังและควบคุมโรคปอดอักเสบในชุมชนสำหรับกลุ่มเสี่ยง โดยใช้ปัจจัยสนับสนุนทางสังคม จังหวัดขอนแก่น
2026-08-11T17:23:40+07:00
จักรสันต์ เลยหยุด
loeiyoodchd@gmail.com
วราภรณ์ นาทัน
Namphong1062@gmail.com
อานนท์ สีหาลุน
seehalun1995@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลรูปแบบการเฝ้าระวังและควบคุมโรคปอดอักเสบในชุมชน สำหรับกลุ่มเสี่ยงโดยใช้ปัจจัยสนับสนุนทางสังคม ขั้นตอนการศึกษา ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาปัญหาโดยสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่าง 21 คน และพัฒนารูปแบบ ระยะที่ 2 ทดลองใช้รูปแบบ กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 9 แห่ง เก็บข้อมูล กลุ่มเสี่ยง 49 คน และ อสม. 73 คน และปรับปรุงรูปแบบ ระยะที่ 3 นำรูปแบบไปใช้ใน รพ.สต. 52 แห่ง แล้วประเมินความพึงพอใจ กลุ่มเสี่ยงโรคปอดอักเสบ 221 คน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 256 คน ประเมินอัตราป่วย โดยเก็บข้อมูลการป่วย จาก HDC และถอดบทเรียน กลุ่มตัวอย่าง 30 คน เครื่องมือเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามความรู้ มีค่าความเชื่อมั่น (KR-20) 0.78 แบบสอบถาม ทัศนคติ พฤติกรรม และความพึงพอใจ ความเชื่อมั่น 0.84, 0.88 และ 0.80 และแบบเก็บรวบรวมข้อมูลการป่วย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อัตราป่วย เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ด้วยสถิติ Paired t-test และ เปรียบเทียบอัตราป่วยด้วยสถิติ Chi-square test</p> <p>ผลการวิจัย รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย การจัดทำทะเบียนกลุ่มเสี่ยงและผู้ได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เยี่ยมบ้านคัดกรองกลุ่มเสี่ยง จำแนกกลุ่ม ปกติ ป่วยไม่รุนแรงและป่วยรุนแรง คืนข้อมูลและสื่อสารความเสี่ยง จัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชน กลุ่มตัวอย่าง มีคะแนนเฉลี่ยหลังพัฒนาสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดย อสม. มีความรู้สูงขึ้น 1.13 (95%CI: 1.05-1.20, p-value <0.001) ทัศนคติ สูงขึ้น 1.14 (95%CI: 1.05-1.23, p-value <0.001) และพฤติกรรม สูงขึ้น 1.17 (95%CI: 1.08-1.26, p-value <0.001) กลุ่มเสี่ยงความรู้ สูงขึ้น 1.54 (95%CI: 1.36-1.72, p-value <0.001) ทัศนคติ สูงขึ้น 0.92 (95%CI: 0.61-0.95, p-value <0.001) และพฤติกรรม สูงขึ้น 1.06 (95%CI: 0.92-1.20, p-value <0.001) ผลลัพธ์พบว่าอัตราป่วยรายใหม่ลดลงจากร้อยละ 0.74 เป็น 0.62 เมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน ด้านความพึงพอใจต่อรูปแบบของกลุ่มเสี่ยงและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อยู่ในระดับปานกลาง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/290474
ปัจจัยทำนายความเสี่ยงการเกิดภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะของประชาชนกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ในจังหวัดปัตตานี
2026-08-17T14:22:23+07:00
มาลินี ยามา
malinee.y26@gmail.com
<p>ภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จังหวัดปัตตานีมีแนวโน้มอัตราป่วย อัตราตายจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบคัดกรองและค้นหาปัจจัยทำนายความเสี่ยง เพื่อใช้วางแผนการเฝ้าระวังเชิงรุกในประชาชนกลุ่มสูงอายุ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยทำนายการเกิดภาวะ AF ของประชาชนอายุ 60 ปีขึ้นไปในจังหวัดปัตตานี ด้วยการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง จากฐานข้อมูลการคัดกรองประชาชนที่มารับบริการในหน่วยบริการสุขภาพของรัฐทุกแห่ง ในจังหวัดปัตตานี ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน พ.ศ. 2566 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10,418 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยโลจิสติกแบบพหุ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการศึกษา พบภาวะ AF จำนวน 139 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.33 ผลการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบพหุ พบว่าปัจจัยทำนายการเกิด AF ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ประวัติการเจ็บป่วยของครอบครัว (Adj.OR = 4.63, 95% CI: 3.05–7.04, p < 0.001) ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (Adj.OR = 1.02 ต่อ 1 mmHg, 95% CI: 1.01–1.03, p < 0.001) ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (Adj.OR = 0.98 ต่อ 1 mmHg, 95% CI: 0.96–0.99, p = 0.007) และอัตราการเต้นของหัวใจ (Adj.OR = 1.03 ต่อ 1 ครั้ง/นาที, 95% CI: 1.01–1.04, p = 0.001) สรุปได้ว่า การคัดกรองผู้สูงอายุโดยให้ความสำคัญกับประวัติครอบครัวด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ร่วมกับความดันโลหิตและอัตราการเต้นของชีพจร สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหากลุ่มเสี่ยงได้ ข้อเสนอแนะ ควรพัฒนาระบบคัดกรอง AF ในผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องในระดับชุมชน โดยเชื่อมโยงการดูแลระหว่างหน่วยบริการปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ซึ่งอาจมีส่วนช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัวใจในระยะยาว</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/288943
การพัฒนารูปแบบการป้องกันควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่ความชุกสูง ระดับอำเภอ
2026-06-30T15:46:05+07:00
เสาวลักษณ์ คัชมาตย์
lovekaiou@gmail.com
สมาน ฟูตระกูล
samarnf22@gmail.com
สุมาลี จันทลักษณ์
leeepid@gmail.com
รัตนา รัดทะนี
pooyaab5164141@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบ การป้องกันควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับ ในพื้นที่ความชุกสูงระดับอำเภอ ดำเนินการที่อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2567– เมษายน 2569 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป อสม. และภาคีเครือข่ายระดับจังหวัดถึงชุมชน เครื่องมือ ประกอบด้วย แบบคัดกรองความเสี่ยงด้วยวาจา ชุดตรวจแอนติเจนสำเร็จรูปแบบเร็ว แบบประเมินขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจต่อ LINE OA วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ช่วงความเชื่อมั่น 95% ไคสแควร์ และการวิเคราะห์เนื้อหา รูปแบบที่พัฒนาสามารถสร้างความครอบคลุมการคัดกรองด้วยวาจาปี 2567 และ 2568 เท่ากับ 72.6 และ 73.9% การคัดกรองการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับเท่ากับ 80.6 และ 87.4% ความครอบคลุมการรักษาเท่ากับ 98.2 และ 100% ตามลำดับ การปรับพฤติกรรมโดย อสม. พี่เลี้ยงสุขภาพทำให้ผู้ติดเชื้อ 65.0% เลิกบริโภคปลาดิบได้นานกว่า 6 เดือน ความชุกของการติดเชื้อปี 2567 และ 2568 เท่ากับ 10.5 และ 11.2% อัตราการติดเชื้อใหม่เท่ากับ 11.9% (95% CI: 11.0–12.8) และติดเชื้อซ้ำ 9.6% (95% CI: 7.5–12.3) ผลการพัฒนาได้ C-LIVER Model ประกอบด้วยการสร้างความร่วมมือของเครือข่าย การเสริมสร้างภาวะผู้นำและขีดความสามารถ การระบุและใช้เครื่องมือที่เหมาะสม การให้บริการที่เน้นคุณค่า การป้องกันควบคุมโรคในชุมชนแบบเสริมพลัง และการเฝ้าระวังแบบทันเวลาและการทบทวนเพื่อเสริมพลัง เป็นรูปแบบที่เชื่อมโยงการคัดกรอง การตรวจ การรักษา การปรับพฤติกรรม และมาตรการชุมชนเป็นระบบเดียวกัน ควรดำเนินงานต่อเนื่องอย่างน้อย 3–5 ปี เพื่อประเมินประสิทธิผลและความยั่งยืนของรูปแบบ และศึกษาแบบหลายพื้นที่ เพื่อทดสอบความสามารถในการประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่น</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jdpc7kk/article/view/287597
การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีแบบภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วม จังหวัดบึงกาฬ
2026-08-11T16:46:28+07:00
สมพาน โคตรธารินทร์
khotlawbkl@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์และบริบท กลุ่มเป้าหมายสนทนากลุ่มภาคีเครือข่าย 30 คน ประเมินความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรม ประชาชน 393 คน ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ภาคีเครือข่ายหลัก 30 คน ระดมสมองและออกแบบกิจกรรมบนพื้นฐานทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมและพฤติกรรมตามแบบแผน ระยะที่ 3 การนำรูปแบบไปดำเนินการ พื้นที่นำร่อง 3 ตำบล ประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม กลุ่มเป้าหมาย 41 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงด้วยเกณฑ์คัดเข้า เป็นผู้เคยให้ข้อมูลในระยะที่ 1</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระยะที่ 1 ประชาชนมีความรู้การป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับและมะเร็งท่อน้ำดีในระดับต่ำ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 11.45, S.D.= 3.20) มีทัศนคติและพฤติกรรมเสี่ยงเกิดจากรสนิยมและแรงกดดันทางสังคม กลไกเครือข่ายยังขาดการบูรณาการ ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบ “บึงกาฬโมเดล (BKN-OV Model)” ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) กลไกการบริหารจัดการเครือข่ายระดับตำบลที่มีโครงสร้างชัดเจน 2) กิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เน้นผู้นำต้นแบบและมาตรการสังคมงานบุญปลอดปลาดิบ 3) สื่อและนวัตกรรมภาษาถิ่น และ 4) การติดตามประเมินผลแบบเสริมพลัง ระยะที่ 3 ผลดำเนินการ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันโรคสูงกว่าก่อนดำเนินการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001) ความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด ปัจจัยความสำเร็จสำคัญคือภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและการสื่อสารที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือควรผลักดันให้เกิดข้อบัญญัติท้องถิ่นและบูรณาการเข้ากับแผนพัฒนาตำบลเพื่อความยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น