https://he01.tci-thaijo.org/index.php/fdajournal/issue/feed วารสารอาหารและยา 2026-04-20T15:54:59+07:00 ธนกฤษ ประเสริฐสาร prasertsarn@fda.moph.go.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารอาหารและยา</strong> เป็นวารสารด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประเทศไทย รับตีพิมพ์บทความ 2 ประเภทคือ บทความวิชาการ และบทความวิจัย เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพและการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ได้แก่ อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน และยาเสพติดที่ใช้ในทางการแพทย์</p> <p>วารสารอาหารและยาจะมีบทความประมาณฉบับละ 6 - 10 เรื่อง โดยเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับในทุก 4 เดือน :</p> <p>ฉบับที่ 1 : มกราคม - เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 : พฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p>ฉบับที่ 3 : กันยายน - ธันวาคม</p> <p>บทความที่ตีพิมพ์ได้ผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและผ่านกระบวนการพิจารณาแบบ double blinded โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) ที่กองบรรณาธิการคัดเลือกอย่างน้อย 2 คน และหากจำเป็นจะคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิคนที่ 3 เป็นผู้พิจารณาเพิ่มเติม โดยปกปิดข้อมูลทั้งสองทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความลำเอียงหรืออคติหรือเรียกรับผลประโยชน์ใดใด</p> <p><strong> </strong><strong>ผู้นิพนธ์และผู้อ่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดใด</strong></p> <p><strong>ISSN 3057-1316 (Online)</strong></p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/fdajournal/article/view/287351 การตรวจตราด้านชีวสมมูล และการเขียน Corrective and Preventive Action (CAPA) (ตอนที่ 2) 2026-03-31T19:00:06+07:00 รัชดา โตอนันต์ rattofda@gmail.com 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอาหารและยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/fdajournal/article/view/287352 การส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนของประเทศไทย : การทบทวนเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับความท้าทายและความสำเร็จ 2026-03-31T19:21:30+07:00 เพลิน จำแนกพล plernfda@gmail.com 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอาหารและยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/fdajournal/article/view/287353 ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภค จังหวัดบุรีรัมย์ 2026-03-31T19:33:17+07:00 รัตนชัย รัตนโคตร rrattanakhot@gmail.com <p>ความสำคัญ: ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่มีผลต่อการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและการบริหารจัดการ<br>ความเสี่ยงงานคุ้มครองผู้บริโภค ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญและทักษะของเจ้าหน้าที่ การประสานงาน<br>ร่วมกับเครือข่ายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อนำผลที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนพัฒนา แก้ไขปัญหา<br>อุปสรรค สนับสนุนและส่งเสริมการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในจังหวัดบุรีรัมย์<br>วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคของ<br>เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ระดับปัจจัยแห่งความสำเร็จและระดับการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคของเจ้าหน้าที่<br>สาธารณสุข และปัจจัยแห่งความสำเร็จที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบ<br>งานคุ้มครองผู้บริโภค ในจังหวัดบุรีรัมย์</p> <p>THAI FOOD AND DRUG JOURNAL Vol. 33 No. 1: January – April 2026<br>วิธีการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อให้มีความ<br>น่าเชื่อถือมากขึ้น เก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567-กุมภาพันธ์ 2568 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ<br>ผู้รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภคในโรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ จำนวน 92 คน เครื่องมือ<br>ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้วิธีการสนทนากลุ่ม ส่วนการวิเคราะห์<br>ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าตํ่าสุด<br>และหาค่า t-test, One-way ANOVA (F-test) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์<br>ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์<br>เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา: พบว่า (1) ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภค 7 ด้าน ได้แก่<br>ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านวัสดุอุปกรณ์ ด้านวิธีการจัดการ ด้านเวลา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ<br>และด้านขวัญและกำลังใจ ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะคือ ควรมีการพัฒนาองค์ความรู้และส่งเสริมการให้ความรู้<br>ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ ตลอดจนควรสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน<br>ให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภค (2) คุณลักษณะส่วนบุคคล พบว่า ส่วนใหญ่<br>เป็นเพศหญิง ร้อยละ 52.17 มีช่วงอายุระหว่าง 30-40 ปี ร้อยละ 36.95 อายุเฉลี่ย 42.5 ปี (S.D.=9.08)<br>มีสถานภาพสมรส/อยู่ร่วมกัน ร้อยละ 64.13 การศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 68.48<br>ตำแหน่งเภสัชกร ร้อยละ 43.48 รายได้เฉลี่ย 45,926.43 บาท ระยะเวลาปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานคุ้มครอง<br>ผู้บริโภคเฉลี่ย 10.8 ปี และได้รับการอบรมเกี่ยวกับงานคุ้มครองผู้บริโภค ร้อยละ 84.78 (3) ระดับปัจจัย<br>แห่งความสำเร็จต่อการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ในระดับมาก และระดับการปฏิบัติงานคุ้มครอง<br>ผู้บริโภคของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภคในจังหวัดบุรีรัมย์อยู่ในระดับมากเช่นกัน<br>(4) ปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล พบว่า ด้านการได้รับการอบรมเกี่ยวกับงานคุ้มครองผู้บริโภค (t=3.36,<br>p=0.005) และด้านการได้รับรางวัลเกี่ยวกับงานคุ้มครองผู้บริโภค (t=2.35, p=0.021) มีผลต่อการปฏิบัติงาน<br>ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภคในจังหวัดบุรีรัมย์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br>(5) ปัจจัยแห่งความสำเร็จ พบว่า ด้านการพัฒนาภาพลักษณ์ของสถานบริการ สามารถพยากรณ์และมีผล<br>ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภคในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร้อยละ 24.3<br>(R²=0.243, p&lt;0.001)</p> <p>สรุป: ปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ด้านการได้รับการอบรมเกี่ยวกับงานคุ้มครองผู้บริโภค ด้านการได้รับรางวัล<br>เกี่ยวกับงานคุ้มครองผู้บริโภค และปัจจัยแห่งความสำเร็จ ด้านการพัฒนาภาพลักษณ์ของสถานบริการ<br>มีผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภคในจังหวัดบุรีรัมย์</p> <p>&nbsp;</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอาหารและยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/fdajournal/article/view/287354 ความสัมพันธ์ระหว่างการปนเปื้อนของอะฟลาท็อกซิน บี1 และจุลินทรีย์ ในพริกแกงพื้นบ้านจากตลาดสดในจังหวัดนนทบุรี 2026-03-31T19:43:13+07:00 นิธิศ สมานทอง jeerapar.n@ptu.ac.th กฤษณัฐ กิจสงวน jeerapar.n@ptu.ac.th ชิชฌา เกษตรเจริญกิจ jeerapar.n@ptu.ac.th วิลาสินี บุญจริยะวัฒน์ jeerapar.n@ptu.ac.th แคลร์ริตา ใบโพธิ์วงศ์ jeerapar.n@ptu.ac.th จีรภา น้อยสีเหลือง jeerapar.n@ptu.ac.th <p>ความสำคัญ: พริกแกงเป็นส่วนผสมของการรวมวัตถุดิบทางธรรมชาติ เช่น พริก และพืชสมุนไพรต่าง ๆ<br />เข้าด้วยกันโดยโขลกบดให้อยู่ในรูปแบบนํ้าพริก ที่มีความนิยมในการนำไปประกอบอาหารอย่างกว้างขวาง<br />ซึ่งผลิตภัณฑ์พริกแกงมีการจัดจำหน่ายโดยทั่วไปทั้งในร้านสะดวกซื้อและแผงลอยในตลาด ผลิตภัณฑ์<br />ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารพิษอะฟลาท็อกซิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารพิษจากเชื้อรา Aspergillus spp. ที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งตับในระยะยาว ตลอดจนจุลินทรีย์ก่อโรคชนิดอื่น ๆ ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้สารอะฟลาท็อกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขไทยได้ออกประกาศ กำหนดให้มาตรฐานอาหารมีสารปนเปื้อนอะฟลาท็อกซินไม่เกิน 20 ug/kg การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของพริกแกงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองผู้บริโภค</p> <p>วัตถุประสงค์: เพื่อตรวจคัดกรองการปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซิน บี1 และเชื้อจุลินทรีย์ ตลอดจนศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการตรวจพบสารอะฟลาท็อกซิน บี1 และเชื้อ Aspergillus spp. เชื้อยีสต์ และแบคทีเรียในตัวอย่างพริกแกง</p> <p>วิธีการวิจัย: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาภาคสนาม (descriptive field study) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เก็บตัวอย่างพริกแกงโดยสุ่มตามความสะดวก (convenience sampling) ตัวอย่างละ 100 g<br />จำนวน 32 ตัวอย่าง จากตลาดสดถนนเรวดี อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี จากร้านค้าทั้งหมด 11 ร้าน เลือกเก็บตัวอย่างนํ้าพริกแกงมัสมั่น แกงส้ม แกงส้มใต้ แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด แกงเผ็ดใต้ และแกงพะแนง<br />จากนั้น การตรวจคัดกรองอะฟลาท็อกซิน บี1 ใช้ชุดทดสอบแบบรวดเร็ว (Aflatoxin B1-precise rapid test) ซึ่งมีค่าขีดจำกัดการวัด (Limit of Detection: LOD) ที่ 5 μg/kg และทดสอบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์<br />(ได้แก่ เชื้อรา Aspergillus spp. เชื้อยีสต์ และเชื้อแบคทีเรีย) โดยการเพาะเชื้อจุลินทรีย์บนอาหารเลี้ยงเชื้อที่เหมาะสม ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาเพื่อหาค่าร้อยละการปนเปื้อน และใช้ Fisher’s<br />exact test ในการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;0.05</p> <p>ผลการศึกษา: จากการศึกษาตัวอย่างจากแผงค้าจำนวน 11 แผง พบตัวอย่างที่ปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซินและจุลินทรีย์ โดยตรวจพบการปนปื้อนสารอะฟลาท็กซินและกลุ่มแบคทีเรียไม่เข้ามาตรฐานร้อยละ 72.00<br />และ 81.00 ตามลำดับ เมื่อพิจารณาถึงชนิดของการปนเปื้อนของตัวอย่าง พบการปนเปื้อนของแบคทีเรียมากที่สุดร้อยละ 81.00 รองลงมาเป็นอะฟลาท็อกซิน เชื้อรา Aspergillus spp. และยีสต์ ร้อยละ 72.00, 50.00 และ 50.00 ตามลำดับ ประเภทของพริกแกง 3 ลำดับแรกที่พบการปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซินสูงสุด คือ พริกแกงส้มใต้และพริกแกงเผ็ด รองลงมาคือแกงส้ม และพริกมัสมั่น ร้อยละ 100.00, 80.00 และ 67.00 ตามลำดับ ส่วนการปนเปื้อนแบคทีเรียสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ พริกแกงส้มใต้และพริกแกงพะแนง รองลงมาคือพริกแกงเขียวหวาน และพริกแกงเผ็ด ร้อยละ 100.00, 88.00 และ 83.00 ตามลำดับ<br />ผลการทดสอบความสัมพันธ์พบว่า การปนเปื้อนสารพิษอะฟลาท็อกซิน บี1 มีความสัมพันธ์กับการพบปนเปื้อนของเชื้อรา Aspergillus spp. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value = 0.001 โดยตัวอย่างที่ปนเปื้อน<br />สารอะฟลาท็อกซิน บี1 ส่วนใหญ่ (จำนวน 16 จาก 23 ตัวอย่าง) พบการปนเปื้อนเชื้อรา Aspergillus spp. ร่วมด้วย แต่ไม่พบความสำคัญที่มีนัยสำคัญทางสถิติกับการปนเปื้อนของยีสต์ (p-value = 1.000) และ<br />แบคทีเรีย (p-value = 0.150)</p> <p>สรุป: การศึกษานี้ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์พริกแกงในท้องตลาดมีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนอะฟลาท็อกซิน บี1 และเชื้อรา Aspergillus spp. ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าการปนเปื้อนอะฟลาท็อกซินอาจมีต้นกำเนิดมาจากการเจริญเติบโตของเชื้อราในระหว่างกระบวนการผลิตหรือการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสมผลการวิจัยเน้นยํ้าถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเฝ้าระวังคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารอย่างต่อเนื่อง และการควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้บริโภค ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายควรปรับปรุงสุขลักษณะในการจัดการวัตถุดิบและการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสารพิษและเชื้อโรค</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอาหารและยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/fdajournal/article/view/287355 ระบบบริการสุขภาพตนเองในหมู่บ้าน 2026-03-31T20:18:37+07:00 นิวัติ ยิ่งยศตระกูล yingyodtrakoon@gmail.com <p>ความสำคัญ: ระบบบริการสุขภาพของภาครัฐในประเทศไทยมีความซับซ้อน ทำให้การเข้าถึงบริการของ<br>ประชาชนยังไม่ทั่วถึง ดังนั้นระบบบริการสุขภาพตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐ โดยอาศัยการมีส่วนร่วม<br>ของคนในชุมชน กลมกลืนกับบริบทของชุมชน สามารถเป็นต้นแบบระบบบริการสาธารณสุขเพื่อให้ประชาชน<br>เข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงได้</p> <p>วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับความสามารถของชุมชนในการจัดการสุขภาพตนเองและสร้างรูปแบบ<br>การบริการสุขภาพตนเองในหมู่บ้าน กลมกลืนกับ บริบท วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ของชุมชน</p> <p>วิธีการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ณ บ้านเมืองแพม ตำบลถํ้าลอด อำเภอปางมะผ้า<br>จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้ร่วมในงานวิจัย ได้แก่ ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและ<br>ประชาชนทั่วไป ทำการศึกษาระหว่างเดือน ตุลาคม 2567 ถึงเดือน มีนาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้<br>ได้แก่ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการใช้ยารักษาตนเอง แบบประเมินการปฏิบัติตัวในการใช้ยารักษาตนเอง<br>แบบประเมินความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลสำหรับประชาชนไทย และเครื่องมือที่ได้พัฒนาขึ้นมา<br>ได้แก่ แบบประเมินแบบประเมินความสามารถของชุมในระบบบริการสุขภาพตนเองในหมู่บ้าน แบบประเมิน<br>ความรู้การตรวจรักษา โรคไข้หวัด คออักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันและแผลทั่วไป และแบบประเมิน<br>ทักษะการตรวจรักษา โรคไข้หวัด คออักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันและแผลทั่วไป ได้มีการวิเคราะห์<br>ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษา: การคึกษามีการแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนได้แก่<br>1. ขั้นการศึกษาบริบท พบว่าหมู่บ้านเมืองแพมเป็นชุมชนชาว ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ประชาชน<br>ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม มีประเพณี วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ มีการเข้ารับบริการ<br>จากสถานบริการสาธารณสุขด้วยโรคของระบบหายใจและโรคเรื้อรังต่าง ๆ เป็นต้น<br>2. ขั้นกำหนดปัญหา มีการชี้แจงเกี่ยวกับงานวิจัย นำเสนอข้อมูลสุขภาพ มีสนทนากลุ่มเพื่อออกแบบ<br>ระบบบริการสุขภาพโดยใช้หลัก Dialogue และประเมินความรู้เกี่ยวกับการใช้ยารักษาตนเองและการปฏิบัติ<br>เกี่ยวกับการใช้ยารักษาตนเองเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประเมินความสามารถด้านบุคคลากร พบว่า<br>มีคะแนน ระดับปานกลางคือร้อยละ 51.70 และร้อยละ 83.10 ตามลำดับ<br>3. ขั้นการวางแผนปฏิบัติงานวิจัย เพื่อประเมินความสามารถด้านบุคลากรเพิ่มเติม จึงได้ประเมิน<br>ความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลของประชาชน พบว่ามีระดับปานกลาง (ร้อยละ 44.70) และ<br>ประเมินความสามารถของชุมชนด้านการจัดระบบบริการสุขภาพตนเองในหมู่บ้าน ได้คะแนน 16 คะแนน<br>(ผ่านเกณฑ์ประเมิน) และมีรายการเทียบเคียงกับการตรวจประเมินตามเกณฑ์คุณภาพและมาตรฐานในการ<br>ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิพบว่า สามารถเทียบเคียงได้หลายหัวข้อที่ประเมิน<br>4. ขั้นการติดตามตรวจสอบและปรับปรุง ประเมินความรู้และทักษะการตรวจรักษาโรคของ<br>อาสาสมัครพบว่า มีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 56.50) และมีทักษะอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 100)<br>5. ขั้นการสรุปผลการวิจัย หมู่บ้านสามารถจัดระบบบริการสุขภาพตนเองได้ และควรมีกิจกรรม<br>เพิ่มเติมเช่น การส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน การใช้ Telemedicine เป็นต้น ซึ่งผู้วิจัยมีการปรับแผนการปฏิบัติงาน<br>ตามวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านจนสามารถดำเนินการจนสำเร็จ</p> <p>สรุป: หมู่บ้านเมืองแพม ผ่านเกณฑ์ประเมินความสามารถของชุมชนในการจัดระบบบริการสุขภาพตนเอง<br>ในหมู่บ้าน โดยมีรูปแบบบริการดังนี้<br>ด้านการบริหารจัดการ มีคณะกรรมการ มีการกำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบ มีบัญชียา มีจุดบริการ<br>มีการบันทึกข้อมูลการรักษา มีอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น มีแนวทางการตรวจ ดูแล รักษาโรค ส่วน<br>ด้านบุคลากร มีแพทย์และเภสัชกรให้คำปรึกษา ประชาชนมีความรอบรู้ในการใช้ยาสมเหตุผล<br>มีอาสาสมัครให้บริการ และ<br>ด้านการจัดบริการ มีการตรวจ ดูแล รักษาโรคเบื้องต้น โรคไข้หวัด คออักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน<br>และแผลทั่วไป มีการตรวจวัดความดันโลหิต และให้บริการการคุมกำเนิด</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอาหารและยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/fdajournal/article/view/287357 การค้นหาสัญญาณความเสี่ยงของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ ยาสมุนไพรและยาแผนโบราณในประเทศไทย: การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง จากฐานข้อมูล Thai Vigibase พ.ศ. 2541–2563 2026-03-31T20:35:08+07:00 พิมภรณ์ สมกิตติธรรม Bunchuailua_w@su.ac.th จินต์จุฑา ไทรงาม Bunchuailua_w@su.ac.th ภัทรนันท์ ศรีลาศักดิ์ Bunchuailua_w@su.ac.th ภัทรลภา วงษ์มณี Bunchuailua_w@su.ac.th เหมราช กิตติธรรมโกศล Bunchuailua_w@su.ac.th ชลธิชา สอนสุภาพ Bunchuailua_w@su.ac.th วารณี บุญช่วยเหลือ Bunchuailua_w@su.ac.th <p>ความสำคัญ: ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมุนไพรไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ สมุนไพรไทย<br>เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพและความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย ทำให้มูลค่าการใช้สมุนไพรและบริการ<br>แพทย์แผนไทยทั่วประเทศเพิ่มสูงขึ้น การเฝ้าระวังความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงมีความสำคัญ<br>เพิ่มขึ้น ซึ่งการค้นหาสัญญาณความเสี่ยงเป็นขั้นตอนแรกของการจัดการสัญญาณทำให้ได้ข้อมูลด้าน<br>ความปลอดภัยที่สำคัญ อันจะนำไปสู่การออกแบบแนวทางการเฝ้าระวังความปลอดภัยจากการใช้และ<br>การสื่อสารความเสี่ยง รวมไปถึงการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม</p> <p>วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสัญญาณความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับ<br>ยาสมุนไพรและยาแผนโบราณ</p> <p>วิธีการวิจัย: เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ โดยใช้ข้อมูลรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระหว่างเดือนมกราคม<br>พ.ศ. 2548 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 จากฐานข้อมูล Thai Vigibase จำนวน 1,688 รายงาน รวม<br>2,822 คู่ยา-เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ การระบุสัญญาณอาศัยเกณฑ์ 4 ข้อ ได้แก่ 1) มีรายงานเหตุการณ์<br>ไม่พึงประสงค์อย่างน้อย 3 ฉบับในคู่ยาเดียวกัน 2) ค่า ROR และขอบเขตล่างของช่วงความเชื่อมั่น 95%<br>มากกว่า 1 3) เป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่องค์การอนามัยโลกจัดว่ารุนแรงหรือถึงขั้นเสียชีวิต และ<br>4) มีเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของ ROR เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลา 6 เดือนก่อนหน้า</p> <p>ผลการศึกษา: พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากสมุนไพร ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร (เช่น ภาวะแพ้รุนแรง เป็นต้น)<br>ขมิ้นชัน (เช่น เรอ เป็นต้น) เถาวัลย์เปรียง (เช่น ปัสสาวะมาก เป็นต้น) สหัสธารา (เช่น ปัสสาวะคั่ง เป็นต้น)<br>และเพชรสังฆาต (เช่น อุจจาระผิดปกติ เป็นต้น) โดยมี 2 คู่ยา-เหตุการณ์ที่เข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อ ได้แก่<br>ฟ้าทะลายโจร–ภาวะแพ้รุนแรง (ROR = 2.32, 95%CI: 1.03–5.21) และเถาวัลย์เปรียง–ปัสสาวะมาก<br>(ROR = 5.12, 95%CI: 1.73–15.14) ส่วนขมิ้นชัน สหัสธารา และเพชรสังฆาต ไม่พบสัญญาณความเสี่ยง<br>เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์ครบทั้ง 4 ข้อ</p> <p>สรุปผล: การศึกษานี้พบสัญญาณความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากยาสมุนไพรบางชนิด ซึ่งสามารถนำไปใช้<br>ประโยชน์ในการเฝ้าระวังความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในอนาคต</p> <p>&nbsp;</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอาหารและยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/fdajournal/article/view/287812 การประเมินความพร้อมผู้ประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ในการสมัครเป็นสมาชิก IMDRF (International Medical Device Regulators Forum) ของประเทศไทย 2026-04-18T18:10:25+07:00 สิรินมาส คัชมาตย์ katchams@gmail.com กฤษดา ลิมปนานนท์ katchams@gmail.com ชญานี ปิ่นแก้ว katchams@gmail.com <p><strong>ความสำคัญ: </strong>&nbsp;อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ทั่วโลกมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1,209.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2578 สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้ผลักดันยุทธศาสตร์ Thailand Medical Hub ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับมาตรฐานสากลที่เข้มงวดขึ้น กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงมีแผนสมัครเข้าเป็นสมาชิก International Medical Device Regulators Forum (IMDRF) ซึ่งเป็นเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ระดับสากลที่มีสมาชิกครอบคลุมหกทวีป โดยเงื่อนไขการเป็นสมาชิกต้องอาศัยการปรับปรุงระบบกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ให้สอดคล้องกับเอกสารวิชาการของ IMDRF และ Global Harmonization Task Force (GHTF) ตลอดวงจรชีวิตเครื่องมือแพทย์ การประเมินความพร้อมของผู้ประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ของไทยจึงเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อศึกษาช่องว่างและอุปสรรคในการยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาช่องว่างของระบบกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ระหว่างเอกสารวิชาการของ IMDRF กับระบบกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ปัจจุบันของประเทศไทย และประเมินความพร้อมตลอดจนรับฟังข้อคิดเห็นของผู้ประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ไทยต่อการสมัครเข้าเป็นสมาชิก IMDRF เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบกำกับดูแลของประเทศไทย</p> <p><strong>วิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษาครั้งนี้ใช้วิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ในขอบข่ายการกำกับดูแล (regulatory science) โดยการทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เจาะจง (in-depth interview) ผู้ประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่เป็นสมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำนวน 7 แห่ง โดยคัดเลือกแบบแบ่งชั้น (stratified purposeful sampling) ครอบคลุมทั้งเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ใช่เครื่องมือแพทย์สำหรับการวินิจฉัยภายนอกร่างกาย (Non-IVD) และเครื่องมือแพทย์สำหรับการวินิจฉัยภายนอกร่างกาย (IVD) รวมถึงระดับความเสี่ยงที่หลากหลาย ประเด็นหลักในการสัมภาษณ์อ้างอิงจากเอกสารหลักของ IMDRF/GHTF ด้านการประเมินความสอดคล้อง (conformity assessment) ดำเนินการศึกษาระหว่างเดือนธันวาคม 2568 - กุมภาพันธ์ 2569</p> <p><strong>ผลการศึกษา:&nbsp; </strong>ผลการศึกษาในประเด็นช่องว่างการกำกับดูแล พบว่า แม้ประเทศไทยจะมีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับความตกลงอาเซียนว่าด้วยบทบัญญัติเครื่องมือแพทย์ (ASEAN Medical Device Directive: AMDD) แล้ว แต่ยังมีช่องว่างเมื่อเทียบกับเอกสารวิชาการของ IMDRF โดยเฉพาะเอกสารเกี่ยวกับ รหัสมาตรฐานจำเพาะของเครื่องมือแพทย์ (unique device identification: UDI), เครื่องมือแพทย์เฉพาะบุคคล (personalized medical device) และ การศึกษาติดตามผลทางคลินิกหลังการวางจำหน่าย (post-market clinical follow-up study) ส่วนผลการศึกษาความพร้อมในประเด็นความรู้ความเข้าใจ พบว่าผู้ประกอบการเกือบทั้งหมดไม่มีความรู้หรือความเข้าใจเกี่ยวกับเครือข่าย IMDRF มาก่อน อย่างไรก็ตาม ทุกแห่งมีความคุ้นเคยกับการกำกับดูแลตามความตกลงอาเซียนว่าด้วยบทบัญญัติเครื่องมือแพทย์ (AMDD) และเข้าใจว่าการปฏิบัติตามกฎหมายปัจจุบันของไทยถือเป็นการก้าวสู่มาตรฐานที่สอดคล้องกับสากล ประเด็นนโยบายและความพร้อม ผู้ประกอบการทั้ง 7 รายมีระบบจัดการคุณภาพมาตรฐานตาม ISO 13485 รวมทั้งการมีระบบการเฝ้าระวังหลังออกสู่ตลาด เช่น การรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (adverse event reporting) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ IMDRF ส่วนการจัดทำเอกสารวิชาการเป็นการดำเนินการเองและจ้างที่ปรึกษาภายนอก โดยความพร้อมของบุคลากรด้านงานทะเบียน (regulatory affair) อยู่ในระดับปานกลาง และการศึกษาประโยชน์และผลกระทบ พบว่า ผู้ประกอบการเล็งเห็นว่าการเป็นสมาชิก IMDRF จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและโอกาสในการส่งออกสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ทว่ามีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ความยุ่งยากในการจัดทำเอกสาร และภาระในการรักษาระบบ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SME</p> <p><strong>สรุป: </strong>การสมัครเป็นสมาชิก IMDRF ของประเทศไทยไม่เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อผู้ประกอบการไทย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลที่สอดคล้องกับ AMDD ซึ่งอ้างอิงจากเอกสารวิชาการของ IMDRF อยู่แล้ว การยกระดับนี้จะเป็นการสร้างความเข้มแข็งเชิงโครงสร้างให้อุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ในระดับสากล อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรมี Roadmap ในการพิจารณากฎหมายลำดับรองให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ IMDRF และสื่อสารข้อมูลของภาครัฐให้กับผู้ประกอบการอย่างชัดเจน รวมถึงมีมาตรการสนับสนุนด้านความรู้ที่ชัดเจนและงบประมาณสนับสนุนเพื่อไม่ให้เกิดภาระต่อผู้ประกอบการรายย่อยมากเกินไป</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอาหารและยา