https://he01.tci-thaijo.org/index.php/dpcphs/issue/feed
วารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรค สคร.2 พิษณุโลก
2026-04-01T11:08:45+07:00
นายวินัย ทองชุบ ISSN 3057-1502 (Online)
journaldpcphs@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong><img src="https://img2.pic.in.th/pic/--2---A4.png" width="591" height="835" /></strong></p> <p>วารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรคสคร.2 เป็นวารสารทางวิชาการ จัดเผยแพร่โดย สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 2 พิษณุโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่วิทยาการเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ขอบเขตรวมโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นนิพนธ์ต้นฉบับ<em><strong>ต้องผ่านEC</strong></em> และการสอบสวนโรค งานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรค สคร.2 จะต้องไม่เคยเผยแพร่ ตีพิมพ์หรือกำลังรอพิมพ์ในวารสารอื่น <a href="https://www.youtube.com/watch?v=9yaF84unBa4&list=PLOrQT_hNaT1zyaEPwfbN5WdUbOQL_lQ0X">วิธีส่งบทความ </a></p> <ul> <li class="show"> <p><strong>แจ้งเปลี่ยนแปลงการเผยแพร่บทความวิชาการ เป็นวารสารออนไลน์</strong></p> <p>เปลี่ยนแปลงการเผยแพร่บทความวิชาการ เป็นวารสารออนไลน์เท่านั้น ไม่มีการพิมพ์เล่ม โดยสามารถสืบค้นบทความวิชาการได้จากเวปไซต์ มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป</p> </li> </ul>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/dpcphs/article/view/282162
1.ชีวนิเวศของยุงพาหะมาลาเรียในพื้นที่แพร่โรคใหม่เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ การกำจัดโรคของประเทศไทย
2025-10-03T10:40:31+07:00
ศิริพร ยงชัยตระกูล
yooyongchai@gmail.com
จิราภรณ์ เสวะนา
yooyongchai@gmail.com
สุรวดี กิจการ
yooyongchai@gmail.com
<p>ประเทศไทยตั้งเป้าหมายในการกำจัดโรคมาลาเรียให้หมดไปภายในปี 2569 อย่างไรก็ตามในปี 2565 มีผู้ป่วยสูงถึง 10,155 ราย และพบพื้นที่แพร่โรคใหม่ (new foci) จำนวน 301 แห่ง ซึ่งไม่มีรายงานพบผู้ป่วยมานานกว่า 3 ปี วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือเพื่อเข้าใจชีวนิเวศของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียในพื้นที่แพร่โรคใหม่ โดยพิจารณาความแตกต่างทางภูมิศาสตร์และฤดูกาล ข้อมูลที่ได้จะใช้สนับสนุนกำหนดมาตรการการควบคุมโรคให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่เป้าหมายการการกำจัดโรค การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงภาคตัดขวาง ครอบคลุมพื้นที่ 27 แห่ง (42.19% ของพื้นที่แพร่โรคใหม่) ใน 35 จังหวัด 6 ภูมิภาค ดำเนินการระหว่างปี 2566 - 2567 โดยใช้วิธีสำรวจยุงตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก(WHO) <br />ผลการศึกษาพบว่ามียุงพาหะหลัก 3 ชนิด (<em>Anopheles minimus, An. dirus, An. maculatus</em>) มีสัดส่วนสูงถึง 83.5% ของพื้นที่สำรวจ ยุงมีพฤติกรรมการหากินนอกบ้านถึง 73.2% ช่วงเวลาเข้ากัดสูงสุดคือ <br />20:00 - 22:00น. การกระจายของประชากรยุงแตกต่างตามภูมิภาค โดยมีความชุกสูงสุดในภาคตะวันตก (92.0%) ในขณะที่ภาคใต้มีความหนาแน่นสูงสุด 3.57 ตัว/ชั่วโมง ผลการวิจัยในครั้งนี้สะท้อนว่าการควบคุมยุงพาหะไม่ควรจำกัดเฉพาะมาตรการภายในบ้าน พร้อมทั้งปรับการตอบสนองให้เหมาะสมกับบริบทและระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ เพื่อป้องกันเพื่อป้องกันการกลับมาแพร่เชื้อซ้ำและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการกำจัดโรคมาลาเรียของประเทศไทย</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรค สคร.2 พิษณุโลก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/dpcphs/article/view/282005
2.ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของหญิงตั้งครรภ์ ตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
2025-08-27T14:15:54+07:00
อมรศักดิ์ โพธิ์อ่ำ
amornsakpoum1@gmail.com
พุฒิพงศ์ มากมาย
m.phutthi@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19 (COVID-19) ของหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างคือ หญิงตั้งครรภ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ปีงบประมาณ 2566 จำนวน 98 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม 5 ส่วน ประกอบด้วย คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ทัศนคติการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของหญิงตั้งครรภ์ตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019, ทัศนคติการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019, และแรงสนับสนุนทางสังคม ตามลำดับ ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของหญิงตั้งครรภ์ ประกอบด้วย การสนับสนุนจากบุคลากรทางการแพทย์ (P-value=0.001) ทัศนคติด้านการป้องกันโรค (P-value=0.02) ความรู้ด้านการติดต่อ (P-value=0.04) ทำนายได้ถูกต้อง ร้อยละ 28.2 (R<sup>2</sup>=0.282)</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรค สคร.2 พิษณุโลก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/dpcphs/article/view/283136
3.ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ ของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
2025-11-10T10:11:22+07:00
ชานนท์ กันทะขู้
chanon.non1986@gmail.com
จิตติมา วงค์คำมูล
chanon.non1986@gmail.com
ขนิษฐา ปองดอง
chanon.non1986@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) โดยใช้รูปแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ในตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนกลุ่มเสี่ยงจำนวน 45 คน คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เข้าร่วมโปรแกรมสุขศึกษา 3 กิจกรรม ได้แก่ (1) การบรรยายและกิจกรรมกลุ่มให้ความรู้ (2) การใช้สื่อสุขศึกษา เช่น โปสเตอร์และวีดิทัศน์ เพื่อสร้างความเข้าใจและแรงจูงใจ และ (3) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเพื่อปรับพฤติกรรมสุขภาพ เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามวัดความรอบรู้และพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งการตรวจอุจจาระก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานโดยใช้ Paired t-test ด้วยโปรแกรม STATA ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรอบรู้และพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยคะแนนเฉลี่ยหลังโปรแกรม 149.42 ± 0.92 สูงกว่าก่อนโปรแกรม 113.37 ± 12.15 และการตรวจพบไข่พยาธิใบไม้ตับลดลงจากร้อยละ 4.44 เหลือศูนย์ สรุปได้ว่า โปรแกรมสุขศึกษานี้มีประสิทธิผลในการเพิ่มความรอบรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่เสี่ยงอื่นได้</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรค สคร.2 พิษณุโลก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/dpcphs/article/view/282047
4.การพัฒนานวัตกรรมกระเป๋าคอนโดควบคุมอุณหภูมิวัคซีนแบบเคลื่อนที่
2025-10-03T15:58:24+07:00
ปฏิญญา แก้วคงนวล
lookpat_patinya@windowslive.com
ภัทราภรณ์ จันทร์เมือง
lookpat_patinya@windowslive.com
อรรถชัย มาสิก
lookpat_patinya@windowslive.com
<p> การรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมของวัคซีนระหว่างการขนส่งเป็นหัวใจของระบบลูกโซ่ความเย็น (Cold Chain) เพื่อคงคุณภาพวัคซีนไม่ให้เสื่อมสภาพ โดยเฉพาะในคลินิกเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา พบว่าผู้รับวัคซีนอหิวาตกโรคจำนวนมากไม่มีอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม ส่งผลให้เสี่ยงต่อการสูญเสียประสิทธิภาพของวัคซีน การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาและความต้องการของผู้รับวัคซีนในการควบคุมอุณหภูมิ 2) พัฒนานวัตกรรมกระเป๋าคอนโดควบคุมอุณหภูมิแบบเคลื่อนที่ และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรม โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) พัฒนาต้นแบบกระเป๋าหนัง Polyurethane บุฉนวนกันความร้อน ติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ LCD และบรรจุเจลเก็บความเย็น 100 กรัม 3 ชิ้น ทำการทดสอบในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 30 คน และประเมินความพึงพอใจ ผู้มารับบริการวัคซีนอหิวาตกโรคจำนวน 52 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ Chi-square test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่านวัตกรรมสามารถรักษาอุณหภูมิ 2–8°C ได้นานเกิน 6 ชั่วโมง ดีกว่าอุปกรณ์เดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.00001) การสำรวจความพึงพอใจผู้ใช้จริง 52 คน พบว่ามีระดับ “มากที่สุด” (ค่าเฉลี่ยรวม = 4.93, SD = 0.21) ข้อความจากผู้ใช้สะท้อนความสะดวก ประหยัดเวลา และมั่นใจในคุณภาพวัคซีน นวัตกรรมนี้จึงมีศักยภาพสูงในการนำไปใช้จริงทั้งในหน่วยบริการและสถานการณ์ขนส่งวัคซีนหรือยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>วัคซีนอหิวาตกโรค, นวัตกรรม, ควบคุมอุณหภูมิ, การคิดเชิงออกแบบ</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรค สคร.2 พิษณุโลก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/dpcphs/article/view/283272
5.ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพบพระ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก
2025-10-27T14:51:17+07:00
อภิญญา โพธิ์พึ่ง
aphinya9225@gmail.com
อมรศักดิ์ โพธิ์อ่ำ
amornsakpoum1@gmail.com
พุฒิพงศ์ มากมาย
m.phutthi@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประชากรคือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพบพระ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก โดยเลือกผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 461 ราย โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 210 ราย และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดย<br />ใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่2 แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.906 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพบพระ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ประกอบด้วย ความรู้ความเข้าใจทางด้านสุขภาพ (P-value=0.037), การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ (P-value<0.010), การสื่อสารสุขภาพ (P-value=0.010) , การตัดสินใจและเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง (P-value<0.010), การปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพ (P-value=0.018) และประวัติญาติสายตรงที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน (P-value=0.024) ตามลำดับ ตัวแปรอิสระทั้ง 6 ตัว สามารถทำนายได้ร้อยละ 39.4 (R<sup>2</sup>=0.394)</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรค สคร.2 พิษณุโลก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/dpcphs/article/view/284717
6.ประสิทธิผลของรูปแบบการบูรณาการการคัดกรองเชิงรุก ในเครือข่ายบริการสุขภาพ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก
2026-01-08T14:30:36+07:00
พุฒิรักษ์ รักษ์ย่อง
puttirak1@gmail.com
พรทิพย์ คชหิรัญ
pornthipkochhirun@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบการบูรณาการการคัดกรองเชิงรุกในเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอพรหมพิราม เปรียบเทียบผลการดำเนินงานก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบ และศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการระหว่างปีงบประมาณ 2566-2567 ในเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอพรหมพิรามที่ประกอบด้วยโรงพยาบาล 1 แห่ง ศูนย์สุขภาพชุมชน 1 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 19 แห่ง ใช้กรอบแนวคิด MOON+N Framework ในการพัฒนารูปแบบ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากฐานข้อมูล PP Fee Schedule และแบบสอบถามความพึงพอใจจากผู้รับบริการ 307 คน และผู้ให้บริการ 264 คน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า รายได้จากการจัดสรรค่าบริการ PP Fee Schedule เพิ่มขึ้นจาก 1,813,040 บาทในปีงบประมาณ 2566 เป็น 5,438,785 บาท ในปีงบประมาณ 2567 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 199.98 ความครอบคลุมการคัดกรองสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.82 เป็นร้อยละ 25.63 ตามลำดับ ความพึงพอใจผู้รับบริการอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.62) และผู้ให้บริการมีความพึงพอใจในระดับดี (x̄=4.38) ปัจจัยแห่งความสำเร็จประกอบด้วย การสนับสนุนจากผู้บริหาร การทำงานเป็นทีม การเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายที่เข้มแข็ง การจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ และการสื่อสารที่ดี สรุปได้ว่า รูปแบบการบูรณาการการคัดกรองเชิงรุกที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิผลในการเพิ่มความครอบคลุมการคัดกรองสุขภาพและรายได้ของหน่วยบริการ สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในพื้นที่อื่นต่อไป</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรค สคร.2 พิษณุโลก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/dpcphs/article/view/284982
7.ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยถาวรของกลุ่มคนหัวใจเพชรในพื้นที่ 10 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง
2025-12-30T12:08:25+07:00
ไพรัตน์ อ้นอินทร์
pai.on1971@gmail.com
กันยารัตน์ ธวัชชัยเจริญยิ่ง
kanya300836@hotmail.com
ปัณณวีร์ อู่ดี
pannaweeoudee@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงผสมผสานมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงนิเวศน์ที่ส่งผลต่อการเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยถาวรของกลุ่มคนหัวใจเพชร เก็บข้อมูลเชิงปริมาณในกลุ่มคนหัวใจเพชรที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้า จำนวน 395 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพทั้ง 6 จังหวัด รวม 72 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยลอจิสติกทวิภาค วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 55.95 บุคคลที่คนหัวใจเพชรอยู่ด้วยในช่วงเวลาที่ตั้งใจเลิกดื่มมากที่สุด คือ คู่สมรส ร้อยละ 68.67 และใช้วิธีการลดปริมาณลงต่อเนื่องจนเลิกได้ถาวร ร้อยละ 65.06 และพบ 3 ตัวแปรที่ส่งผลต่อการเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยถาวรของกลุ่มคนหัวใจเพชร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ความคาดหวังในผลลัพธ์ของการเลิกดื่ม (OR<sub>adj</sub>= 0.62, 95%CI: 0.42-0.92, p-value = 0.017) ปัจจัยระดับองค์กร ที่มีส่วนผลักดันให้เลิกดื่ม (OR<sub>adj</sub>= 0.59, 95%CI: 0.42-0.82, p-value = 0.002) ปัจจัยระดับนโยบาย ที่มีส่วนผลักดันให้เลิกดื่ม (OR<sub>adj</sub>= 1.67, 95%CI: 1.25-2.22, p-value < 0.001) และข้อค้นพบจากการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ได้แก่ ปัจจัยระหว่างบุคคล และปัจจัยระดับชุมชน ดังนั้นควรพัฒนานโยบายการเลิกดื่มสุราแบบบูรณาการตามแนวทางปัจจัยเชิงนิเวศน์ 5 ระดับ และพัฒนาศูนย์ประสานงานในระดับจังหวัด</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรค สคร.2 พิษณุโลก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/dpcphs/article/view/283477
8.ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้ออาหารปรุงสำเร็จของประชาชนวัยทำงาน เขตเทศบาลตำบลพบพระ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก
2025-10-24T12:42:25+07:00
มัทณา วังวงษ์
pummatthana6963@gmail.com
พุฒิพงศ์ มากมาย
m.phutthi@gmail.com
อมรศักดิ์ โพธิ์อ่ำ
Amornsakpoum@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้ออาหารปรุงสำเร็จของประชาชนวัยทำงาน ประชากรคือ ประชาชนวัยทำงานที่อาศัยหรือทำงานในเขตเทศบาลตำบลพบพระ จังหวัดตาก ปี 2568 เพศชายและเพศหญิง อายุระหว่าง 22-59 ปี จำนวน 2,640 คน ใช้สูตรการคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 335 คน และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1) คุณลักษณะส่วนบุคคล 2) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และ 3) พฤติกรรมการเลือกซื้ออาหารปรุงสำเร็จ ซึ่งแบบสอบถามต้องผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และได้นำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.980 จากการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการเลือกซื้ออาหารปรุงสำเร็จของประชาชนวัยทำงาน เขตเทศบาลตำบลพบพระ ประกอบด้วย อายุ (P-value=0.039), การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ (P-value=0.031), การจัดการตนเอง (P-value=0.034) และ ทักษะการตัดสินใจ (P-value=0.003) ตามลำดับ ตัวแปรอิสระทั้ง 4 ตัว สามารถทำนายพฤติกรรมการเลือกซื้ออาหารปรุงสำเร็จของประชาชนวัยทำงาน เขตเทศบาลตำบลพบพระ ได้ร้อยละ 34.0 (R<sup>2 </sup>=0.340)</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการป้องกันควบคุมโรค สคร.2 พิษณุโลก