เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal <p>เชียงรายเวชสาร เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2552 เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และงานวิจัยแก่ผู้ที่อยู่ในวงการสาธารณสุข&nbsp; รับบทความภาษาไทย ที่มีบทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษ หรือบทความภาษาอังกฤษที่ให้ความรู้ใหม่ในการนำไปพัฒนางาน บทความมีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ในการพิจารณากลั่นกรองก่อนลงตีพิมพ์ (double-blind peer review)&nbsp;&nbsp;</p> th-TH suchada.lan.rueng@gmail.com (แพทย์หญิงสุชาดา เรืองเลิศพงศ์) crmj.crh@gmail.com (นางสาว พาณิภัค ยังไว) Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การทําฟันเทียมถอดได้รองรับด้วยรากฟันเทียมขนาดเล็ก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283433 <p> การใช้รากเทียมเพื่อช่วยในการรองรับและการยึดติดในฟันเทียมบางส่วนถอดได้ กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและมีแนวโน้มสูงขึ้น ผู้ป่วยที่สูญเสียฟันธรรมชาติไปหลายซี่และใส่ฟันเทียมบางส่วนถอดได้ในขากรรไกรล่าง มักพบการหลวม การกดเนื้อเยื่ออ่อนทำให้มีอาการเจ็บ ฟันเทียมเคลื่อนขยับขณะเคี้ยวอาหารเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง ไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฟันเทียมด้านท้ายไม่มีฟันหลักยึดที่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องฝังรากฟันเทียมขนาดเล็กเพื่อช่วยยึดฟันเทียมบางส่วนถอดได้ ให้มีความนิ่งอยู่กับที่ให้มากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มการยึดติดและเสถียรภาพของฟันเทียมให้มีประสิทธิภาพในการบดเคี้ยว</p> <p> รายงานผู้ป่วยชายไทย อายุ 80 ปี ที่สูญเสียฟันบนทั้งปากและฟันล่างบางส่วน มีปัญหาฟันเทียมเดิมหลวมและเคี้ยวอาหารลำบาก ได้ทำการบูรณะโดยการใส่ฟันเทียมทั้งปากในขากรรไกรบนและฟันเทียมบางส่วนถอดได้ขยายฐานโครงโลหะในขากรรไกรล่าง ซึ่งรองรับด้วยรากฟันเทียมขนาดเล็กจำนวน 2 ราก ที่ได้รับการฝังมาแล้วเป็นระยะเวลา 8 ปี ฟันเทียมได้รับการออกแบบให้มีการสบฟันแบบสมดุลทั้ง 2 ข้างเพื่อกระจายแรงบดเคี้ยวอย่างเหมาะสม มีการติดตามผลการใช้งานฟันเทียมและสภาพของรากฟันเทียมเป็นระยะ โดยประเมินความมั่นคงของรากฟันเทียม การเปลี่ยนแปลงของกระดูกรอบรากฟันเทียม และความพึงพอใจของผู้ป่วย ผลการติดตามระยะเวลา 8 ปี พบว่ารากฟันเทียมขนาดเล็กยังมีความมั่นคงดี แม้จะพบการละลายตัวของกระดูกรอบรากฟันเทียมบางส่วน แต่ไม่มีผลต่อการใช้งานของฟันเทียม ผู้ป่วยสามารถเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น มีความพึงพอใจและมั่นใจในการใช้งานฟันเทียมมากขึ้น รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน</p> <p> การใช้ฟันเทียมบางส่วนถอดได้ขยายฐานโครงโลหะคร่อมรากฟันเทียมขนาดเล็กในขากรรไกรล่าง ร่วมกับฟันเทียมทั้งปากในขากรรไกรบน เป็นทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพในผู้สูงอายุ สามารถเพิ่มเสถียรภาพของฟันเทียม เพิ่มประสิทธิภาพการบดเคี้ยว และคุณภาพชีวิตในระยะยาว ทั้งนี้การดูแลสุขอนามัยช่องปากและการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญต่อความสำเร็จของการรักษา</p> แอนจิรา ถานะวุฒิพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283433 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความชุกและอาการทางคลินิกของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในเด็กอายุ 5-15 ปีของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/276934 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ซึ่งเป็นโรคทางเดินหายใจที่สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและติดต่อได้อย่างกว้างขวางส่งผลให้โรคทางเดินหายใจอื่น ๆ แพร่ระบาดลดลงเนื่องจากมีการเว้นระยะห่างทางสังคม เมื่อไม่มีการเว้นระยะห่างทางสังคมหลังช่วงระบาดจึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในเด็กตามมา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อหาความชุกและอาการทางคลินิกของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเด็กอายุ <br />5-15 ปี ที่มารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้รวบรวมข้อมูลจาก electronic medical record เป็นการศึกษาแบบ retrospective descriptive analysis ในเด็กอายุ 5-15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ (influenza) ICD10: J101, J111 โดย<br />เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม <br />พ.ศ. 2566 นำข้อมูลมาวิเคราะห์หาความชุก และข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยมาวิเคราะห์หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 999 คน เป็นเพศชาย 588 คน (ร้อยละ 58.9) มีอายุเฉลี่ย 9.2 ± 3.1 ปี อาการที่พบมากที่สุดคืออาการไอ (ร้อยละ 86.6) โดยส่วนใหญ่เป็นไอไม่มีเสมหะ (ร้อยละ 73.7) รองลงมา ได้แก่ ไข้ (ร้อยละ 69.8) และน้ำมูกไหล (ร้อยละ 60) โรคประจำตัวที่พบมากที่สุดคือโรคภูมิแพ้ (ร้อยละ 7)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่มีอาการที่พบได้มากที่สุด ได้แก่ ไอแห้ง ไข้ และน้ำมูกไหล โรคประจำตัวที่พบมากที่สุดคือโรคภูมิแพ้ ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รวบรวมจากการศึกษานี้ สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบเกณฑ์การวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยเด็กในอนาคต</p> จิราภา ทะนานแก้ว, สุภาพิชญ์ วังคะวงษ์, ปราญชลี จันแดง, เปี่ยมปีติ กล่ำแวววงศ์, วริทธินันท์ โนอินทร์, สาธิดา ลีลาวโรภาส, ปรารถนา อุนจะนำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/276934 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการลดลงอย่างรวดเร็วของค่าอัตราการกรองของไต ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคไตเรื้อรัง ในโรงพยาบาลพะเยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/280894 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (T2DM) เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีความชุกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ โรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease; CKD) การลดลงอย่างรวดเร็วของค่าอัตราการกรองของไตโดยประมาณ (estimated glomerular filtration rate; eGFR) มีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางคลินิกและพฤติกรรมสุขภาพหลายด้าน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการลดลงอย่างรวดเร็วของค่าอัตราการกรองของไตโดยประมาณ (eGFR) ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคไตเรื้อรัง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคไตเรื้อรังในโรงพยาบาลพะเยา จำนวน 317 ราย โดยเก็บข้อมูลทางคลินิกย้อนหลังเป็นระยะเวลา 1 ปี วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการลดลงของ eGFR (≥5 mL/min/1.73 m² ต่อปี) ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบลอจิสติค</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างที่มีการลดลงอย่างรวดเร็วของค่าอัตราการกรองของไต ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย(ร้อยละ 55.4) และมีอายุเฉลี่ย 66.3 ปี มีความชุกของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีการลดลงอย่างรวดเร็วของ eGFR ร้อยละ 82.3 ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการลดลงอย่างรวดเร็วของ eGFR อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ระดับความดันโลหิตตัวบน (adjusted OR 1.02, 95% CI: 1.00–1.04, p=0.015)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การลดลงอย่างรวดเร็วของ eGFR เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความดันโลหิตตัวบนสูง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการควบคุมความดันโลหิตเพื่อชะลอการเสื่อมของการทำงานของไตในระยะยาว</p> ปิยรัตน์ คำมูลเมือง, ปวริศา ปัญญา, สุธิดา กรานเกตุ, ณัฐ นาเอก, กฤษฎา คนธง, พรพิมล นิตติวัฒนวิทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/280894 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาย้อนหลังจากกลุ่มควบคุมเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำในผู้ป่วยศัลยกรรมระบบประสาทและไขสันหลัง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/280623 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (venous thromboembolism; VTE) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ในผู้ป่วยศัลยกรรมระบบประสาทและไขสันหลัง อาจนำไปสู่ความเจ็บป่วยรุนแรงหรือการเสียชีวิตเฉียบพลันการให้การรักษาอย่างทันท่วงทีจึงมีความสำคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ VTE ในผู้ป่วยศัลยกรรมระบบประสาทและไขสันหลังทั้งปัจจัยก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังผ่าตัด เพื่อนำไปพัฒนาแนวทางป้องกัน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>คัดเลือกผู้ป่วยอายุมากกว่า 18 ปีที่เข้ารับการผ่าตัดระบบประสาทและไขสันหลังในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ถึง 31 พ.ศ. ธันวาคม 2567 รวม 525 ราย ดำเนินการศึกษาแบบ case-control โดยเปรียบเทียบผู้ป่วยที่เกิด VTE กับผู้ที่ไม่เกิด VTE ปัจจัยที่ศึกษาได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล โรคร่วม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัด เช่น ระยะเวลาผ่าตัดและระยะเวลานอนโรงพยาบาล โดยสืบค้นจากระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปวิเคราะห์</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จากผู้ป่วยทั้งหมด 525 คน พบผู้ที่เกิด VTE จำนวน 25 คน (ร้อยละ 4.8) จากการวิเคราะห์แบบ multivariate logistic regression ระบุว่า เพศหญิง (aOR 3.24, 95% CI 1.25-8.43, p=0.016) โรคเบาหวาน (aOR 3.10, 95% CI 1.14-8.46, p=0.027) โรคมะเร็ง (aOR 7.35, 95% CI 1.84-29.43, p=0.005) ระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 วัน (aOR 1.04, 95% CI 1.02-1.06, p=0.001) และ Caprini risk score ที่เพิ่มขึ้นทุก 1 ระดับ (aOR 2.79, 95% CI 1.45-5.35, p=0.002) เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะ VTE</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้สรุปได้ว่า เพศหญิง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง ระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้น และระดับของ Caprini risk score ที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด VTE มากขึ้นในผู้ป่วยศัลยกรรมระบบประสาทและไขสันหลัง จึงแนะนำให้มีแนวทางป้องกันและเฝ้าระวังเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด VTEในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> ภาณุวัฒน์ ตั้งผดุงรัชต์, อักษราภัค หงษ์ไธสง, ธนกฤต พงษ์บุรุษ, วิริสุดา คำภีระ, ชนภัทร์ เนียมหุ่น, นพพล กฤตสัมพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/280623 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งช่องปาก จังหวัดเชียงราย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/281631 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>มะเร็งช่องปากชนิดสควอมัสเซลล์ คาร์ซิโนมา สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง การตรวจพบรอยโรคในระยะท้ายจะมีพยากรณ์โรคที่เลว การรักษามักมีผลข้างเคียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต จังหวัดเชียงรายได้ดำเนินการคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งช่องปากอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดนโยบายการคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งช่องปาก และจัดทำแนวทางการส่งต่อภายในเครือข่าย รวมถึงพัฒนาทันตบุคลากรให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพผู้ป่วยที่พบรอยโรคถือเป็นเกณฑ์หนึ่งที่นำมาวัดผลสำเร็จของการรักษา จึงควรศึกษาให้เป็นประโยชน์ต่อไป</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากและมะเร็งช่องปาก ที่รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง ด้วยแบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพผู้ป่วยมะเร็งช่องปากฉบับภาษาไทย ในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 74 ราย</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>พบผู้ป่วยรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปาก 60 ราย และผู้ป่วยรอยโรคมะเร็งช่องปาก 14 ราย โดยพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ในส่วนอาการนำมาพบแพทย์ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากด้วยอาการเป็นแผลชัดเจน และคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพทั่วไปในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่ของกลุ่มผู้ป่วยรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากรู้สึกดีขึ้นมาก และกลุ่มผู้ป่วยรอยโรคมะเร็งช่องปากรู้สึกค่อนข้างดี รวมถึงผลการทำงานของอวัยวะ ได้แก่ อาการเจ็บปวด การเปลี่ยนแปลงใบหน้า การทำกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ การกลืน การเคี้ยว การออกเสียง การรับรส การหลั่งของน้ำลาย และสภาวะทางอารมณ์ ของผู้ป่วยรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากดีกว่าผู้ป่วย รอยโรคมะเร็งช่องปาก</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>เพื่อให้พบรอยโรคได้ในระยะก่อนมะเร็งโดยเร็ว การตรวจคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งช่องปากจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในระบบบริการสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วย</p> <p> </p> กานต์สุดา อินทจักร์, ดรุษกร มณีรัตน์, พิไลวรรณ กองมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/281631 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 คุณค่าทางการวินิจฉัยที่เพิ่มขึ้นของความกว้างช่องกลางอกร่วมกับผลเอกซเรย์ช่องกลางอกแบบอื่น ๆ ในการทำนายการบาดเจ็บของหลอดเลือดแดงใหญ่จากอุบัติเหตุทรวงอกถูกกระแทก เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ค่าความกว้างของช่องกลางอกเพียงอย่างเดียว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283447 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การทำนายการบาดเจ็บของหลอดเลือดแดงใหญ่ (acute traumatic aortic injury; ATAI) ปัจจุบันใช้เกณฑ์ความกว้างช่องกลางอกส่วนบน (mediastinal width) ในภาพถ่ายรังสีทรวงอกท่านอน (supine chest radiograph; supine CXR) ที่มากกว่า 8 ซม. เป็นแนวทางการส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอก (CTA thoracic aorta) แต่ส่วนใหญ่กลับไม่พบการบาดเจ็บดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีโดยไม่จำเป็นและสูญเสียค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขปริมาณมาก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>ศึกษาคุณค่าทางการวินิจฉัยที่เพิ่มขึ้นหากใช้ mediastinal width ร่วมกับลักษณะช่องกลางอกอื่น ๆ ที่พบร่วมใน supine CXR เปรียบเทียบกับการใช้ mediastinal width เพียงอย่างเดียว</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังชนิด case-control study โดยศึกษา supine CXR ของผู้ป่วยที่มี blunt chest injury ในโรงพยาบาลลำปาง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 ถึง 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 รวบรวมข้อมูลพื้นฐาน mediastinal width และ radiographic mediastinal findings อื่น ๆ โดยใช้ผลจาก CTA thoracic aorta เป็น reference standard ใช้สถิติ logistic regression analysis ศึกษาโมเดลที่ใช้ mediastinal width เพียงอย่างเดียว เปรียบเทียบกับการใช้ mediastinal width ร่วมกับ radiographic mediastinal findings อื่น ๆ ที่พบ และใช้ ROC curve analysis เพื่อเปรียบเทียบ AUROC ระหว่างสองโมเดล</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยจำนวน 80 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่มีและไม่มี ATAI กลุ่มละ 40 ราย การใช้ mediastinal width เพียงอย่างเดียว ให้ค่า AUROC เท่ากับ 0.643 (95% CI: 0.520–0.765) แต่หากใช้ mediastinal width ร่วมกับ radiographic mediastinal findings อื่น ๆ ได้แก่ left mediastinal width, left mediastinal ratio, mediastinal-cardiac ratio และ left mediastinal-cardiac ratio ค่า AUROC เพิ่มสูงขึ้นเป็น 0.899 (95% CI: 0.832-0.965) นอกจากนี้หากใช้ left mediastinal-cardiac ratio เพียงอย่างเดียวจะได้ค่า AUROC เท่ากับ 0.895 (95% CI: 0.826-0.963)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> การใช้ตัวแปร mediastinal width ร่วมกับ radiographic mediastinal findings ได้แก่ left mediastinal width, left mediastinal ratio, mediastinal-cardiac ratio และ left mediastinal-cardiac ratio หรือ left mediastinal-cardiac ratio เพียงอย่างเดียว ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำนายภาวะ ATAI ในผู้ป่วยที่มี blunt chest injury ได้ จึงควรนำตัวแปรดังกล่าวมาใช้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> ภัทรพล อินบรรเลง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283447 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 ระยะเวลาการรอดชีวิตและปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283653 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>มะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma) พบได้มากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และมักมีอัตราการรอดชีวิตต่ำ ปัจจัยเสี่ยงบางอย่างเช่น ภาวะดีซ่าน ระยะโรค วิธีการรักษาและค่า cancer antigen 19-9 (CA 19-9) อาจสัมพันธ์กับการรอดชีวิตของผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>ศึกษาระยะเวลารอดชีวิตและปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>ศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนรหัส ICD-10 C22.1 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 นำเสนอข้อมูลเชิงพรรณนา ประเมินอัตราการรอดชีวิตด้วย Kaplan–Meier และวิเคราะห์ปัจจัยที่ต่อการเสียชีวิตด้วย Cox proportional hazards model</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีจำนวน 105 ราย ประกอบด้วย ผู้ป่วยระยะต้น 46 ราย (ร้อยละ 43.8) ระยะลุกลาม 59 ราย (ร้อยละ 56.2) ได้รับการรักษาดังนี้ แบบประคับประคอง 54 ราย (ร้อยละ 51.4) เคมีบำบัด 33 ราย (ร้อยละ 31.4) และผ่าตัดหวังผลหายขาด 18 ราย (ร้อยละ 17.1) ค่ามัธยฐานของการรอดชีวิตเท่ากับ 5.48 เดือน (95% CI: 4.10–6.85) ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด เคมีบำบัด และการรักษาแบบประคับประคอง มีค่ามัธยฐานของการรอดชีวิตเท่ากับ 20.56 เดือน 7.02 เดือน และ 2.39 เดือน ตามลำดับ ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต ได้แก่ ค่า CA 19-9 ≥ 103 U/mL (adjusted HR 2.19; 95% CI: 1.27–3.79) การรักษาแบบประคับประคองเมื่อเทียบกับการผ่าตัด (adjusted HR 9.21; 95% CI: 2.68–31.63)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>มัธยฐานของระยะเวลาการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีเท่ากับ 5.48 เดือน โดยค่า CA 19-9 ≥103 U/mL และการรักษาแบบประคับประคองเทียบกับการผ่าตัด เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ดังนั้นควรมีการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นให้มากขึ้น เพื่อนำไปสู่การรักษาด้วยการผ่าตัดและช่วยลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี</p> วิทิตย์ วารีทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283653 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความชุกของการเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เข้าโครงการคลินิกเติมยา ในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/282791 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (non-communicable diseases; NCDs) โดยเฉพาะโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความแออัดในหน่วยบริการ คลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จึงจัดตั้งโครงการคลินิกเติมยาเพื่อลดความแออัดและสร้างความต่อเนื่องในการรักษา อย่างไรก็ตามยังไม่มีการทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนในระหว่างเข้าโครงการฯ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุกของภาวะแทรกซ้อนและเปรียบเทียบผลทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังระหว่างเข้าโครงการคลินิกเติมยา</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบ retrospective cohort study เก็บข้อมูลเวชระเบียนจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง จำนวน 2,785 ราย ถูกเก็บข้อมูลภาวะแทรกซ้อนและผลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบผลทางคลินิกก่อนและหลังเข้าโครงการในระยะเวลา 6 เดือนและ 12 เดือน โดยใช้ paired t-test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 65.9 ± 10.51 ปี โรคเบาหวาน 820 ราย (ร้อยละ 29.4) โรคความดันโลหิตสูง 2,503 ราย (ร้อยละ 89.9) โรคไขมันในเลือดสูง 2,404 ราย (ร้อยละ 86.3) พบภาวะแทรกซ้อน 21 ราย (ร้อยละ 0.8) ในกลุ่มติดตาม 6 เดือน ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลสะสม และค่าครีเอตินินในเลือด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) แต่ไม่เกินเกณฑ์ทางคลินิก ส่วนกลุ่มติดตาม 12 เดือน ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;0.05) ผู้ป่วยร้อยละ 69.5 ไม่ได้เข้ารับบริการในโรงพยาบาลด้วยโรคอื่น ๆ ระหว่างเข้าโครงการฯ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ความชุกของภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย NCD ของคลินิกเติมยาต่ำและใกล้เคียงกับการรักษาปกติ ผลทางคลินิกแม้แตกต่างกันทางสถิติ แต่ไม่เกินเกณฑ์ทางคลินิก ดังนั้นควรจัดตั้งคลินิกเติมยาเพื่อช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลและสนับสนุนการรักษาอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยที่ควบคุมโรคได้ดี</p> จันทร์จิรา ถกลดำเกิง, เรืองนิพนธ์ พ่อเรือน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/282791 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 ลักษณะจากการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่สัมพันธ์กับโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดท้องด้านขวาล่าง โรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/282691 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>โรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องด้านขวาล่างการวินิจฉัยโรคด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นวิธีที่แม่นยำ อย่างไรก็ตามในพื้นที่เครือข่ายของโรงพยาบาลสันทราย ยังขาดข้อมูลลักษณะจากภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่สัมพันธ์กับการยืนยันผลทางพยาธิวิทยาอย่างชัดเจน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาลักษณะจากการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่สัมพันธ์กับโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดท้องด้านขวาล่าง โรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาวิเคราะห์ที่มีกลุ่มควบคุมใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยย้อนหลังของโรงพยาบาลสันทราย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 - 30 กันยายน พ.ศ. 2567 ศึกษากลุ่มยืนยันการวินิจฉัยโรคและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 229 คน สุ่มแบบเป็นระบบ รวบรวมข้อมูล 3 ส่วน ได้แก่ 1) ข้อมูลทั่วไป 2) ผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ จำนวน 11 ลักษณะ และ 3) ผลทางพยาธิวิทยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติเปรียบเทียบความแตกต่างของสัดส่วน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ตัวแปรเดียวและหลายตัวแปร</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>เกือบทุกลักษณะของผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001-0.005) ยกเว้นการหนาตัวของผนังลำไส้เล็กบริเวณรอบไส้ติ่ง (p=0.248) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ตัวแปรเดียวพบว่า ลักษณะที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของไส้ติ่ง ≥6.75 ม.ม. (OR 6.34, 95% CI: 5.43-7.36, p&lt;0.001) การมีของเหลวรอบไส้ติ่ง (OR 2.49, 95% CI: 1.78-3.19, p&lt;0.001) การมีก้อนอุจจาระแข็งในไส้ติ่ง (OR 1.27, 95% CI: 1.05-4.70, p=0.006) และมีต่อมน้ำเหลืองขยายตัวรอบไส้ติ่ง (OR 2.11, 95% CI: 1.26-2.96, p&lt;0.001) และความสัมพันธ์หลายตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของไส้ติ่ง ≥6.75 ม.ม. (OR 6.25, 95% CI: 5.25-7.25, p&lt;0.001) และการมีของเหลวรอบไส้ติ่ง (OR 2.18, 95% CI: 1.89-3.72, p=0.006)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ลักษณะจากการจากการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เกือบทุกลักษณะ มีความสัมพันธ์กับการวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน โรงพยาบาลสันทรายควรบูรณาการผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เข้ากับการประเมินทางคลินิกในผู้ป่วยที่สงสัยไส้ติ่งอักเสบ เพื่อลดการวินิจฉัยผิดพลาด และจัดทำรายงานมาตรฐานเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย นอกจากนี้ควรมีการศึกษาต่อยอดในอนาคตเพื่อพัฒนาแนวทางการวินิจฉัย</p> กิตติภา อาทิตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/282691 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยลำไส้ตรงระยะลุกลามเฉพาะที่ ระหว่างได้รับการฉายแสงระยะสั้นหรือระยะยาวร่วมกับเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/277597 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>มะเร็งลําไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญในประเทศไทย โดยมีอัตราการเกิดโรครายใหม่สูง มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรค แนวทางการรักษามาตรฐาน ประกอบด้วย การผ่าตัด รังสีรักษา และเคมีบําบัด โดยมักใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แม้ว่าการฉายรังสีระยะสั้นจะไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากผลข้างเคียง<br />ที่อาจเกิดขึ้น แต่การศึกษาก่อนหน้าระบุว่า อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนของการฉายรังสีระยะสั้นและระยะยาว<br />ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงระยะลุกลามเฉพาะที่ที่ได้รับเคมีบําบัดก่อนฉายรังสีระยะสั้นหรือระยะยาวก่อนการผ่าตัด ในช่วงระยะเวลา 6 ปี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>ศึกษาแบบย้อนหลังในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงระยะลุกลามที่เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบําบัดก่อนฉายรังสีระยะสั้นหรือระยะยาว ในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2567</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยจำนวน 44 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีระยะสั้น จำนวน 31 ราย และระยะยาว จำนวน 13 ราย กลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีระยะสั้นมีปริมาณเลือดออกมากกว่า แต่ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (ค่ามัธยฐาน 300 มิลลิลิตร เทียบกับ 150 มิลลิลิตร, p=0.175) พบภาวะรั่วของแผลเย็บลําไส้ในผู้ป่วยได้ฉายรังสีระยะสั้น 2 ราย และระยะยาว 1 ราย (p=0.882) ภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น แผลติดเชื้อที่ฝีเย็บ ภาวะลําไส้อืด และลําไส้อุดตัน พบในอัตราที่ใกล้เคียงกัน การวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า ระยะของโรค T4 สัมพันธ์กับภาวะเสียเลือดที่ต้องได้รับเลือดทดแทนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (RR 2.33, 95% CI: 1.08–5.03, p=0.037)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การฉายรังสีระยะสั้นและระยะยาวมีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดใกล้เคียงกัน ดังนั้นการฉายรังสีระยะสั้นอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงระยะลุกลามเฉพาะที่ในกรณีที่ไม่สามารถให้การฉายรังสีระยะยาวได้</p> บัณฑิตา ลือลาภ, นภัสพร มุทุมล, กันตวิทย์ คำมูลแสน, ปวเรศวร์ พินสมพงษ์, ปลื้มฤทัย ไชยเรียน, พัชรามณ เตชไตรรัตน์, ธเนศ ฉัตรมงคลวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/277597 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบผลการใส่ท่อช่วยหายใจระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับยานำสลบร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ กับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาคลายกล้ามเนื้อในห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลแม่จัน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283023 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ปัจจุบันแนวทางการใส่ท่อช่วยหายใจโดยใช้ยานำสลบร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ (rapid sequence intubation; RSI) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย มีการศึกษาพบว่า อัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกสูง และเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก ระยะเวลาในการใส่ท่อช่วยหายใจ และภาวะแทรกซ้อน ระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับยานำสลบร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ (RSI) กับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาคลายกล้ามเนื้อ (non-RSI)</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็น efficacy research รูปแบบ prospective observational study ในผู้ป่วย 84 รายที่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลแม่จัน โดยแบ่งเป็นกลุ่ม RSI และ non-RSI กลุ่มละ 42 ราย บันทึกรายละเอียดกลุ่มประชากร วิธีการ จำนวนครั้งการใส่ท่อช่วยหายใจ ระยะเวลาตั้งแต่เปิดปากจนใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จ และภาวะแทรกซ้อน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Fisher’s exact test, Student’s t-test, Wilcoxon rank-sum test, multivariable logistic regression และ multiple linear regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่ม RSI มีอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกสูงกว่า แต่ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 100 เทียบกับ 88.1, p=0.055) วิเคราะห์โดย multivariable logistic regression พบอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสําเร็จตั้งแต่ครั้งแรกเพิ่มขึ้น 11.9 เท่า แต่ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI: 0.7-219.6, p=0.095) ระยะเวลาในการใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จสั้นกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (10 วินาที [IQR 8-11.8] เทียบกับ 19 วินาที [IQR 12-35.8], p&lt;0.001) วิเคราะห์โดย multiple linear regression พบว่าใช้ระยะเวลาสั้นกว่า 18.9 วินาที อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI: -30.6 ถึง -7.4, p=0.002) และมีอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 16.7 เทียบกับ 42.9, p=0.016)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ไม่พบความแตกต่างของอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกระหว่างสองกลุ่ม อย่างไรก็ตามพบว่า การทำ RSI ลดระยะเวลาในการใส่ท่อช่วยหายใจและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นจึงควรพิจารณานำ RSI มาใช้เป็นแนวปฏิบัติในการใส่ท่อช่วยหายใจในห้องฉุกเฉินต่อไป</p> กนกรัตน์ บุญสัมฤทธิ์ผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283023 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไต รพ.สต.บ้านศิริมังคลาจารย์ ตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/282661 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ทฤษฎีทางพฤติกรรมที่มักนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ และแนวคิดการสร้างเสริมพลัง ผ่านโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อป้องกันไตเสื่อมในอนาคตได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไต ได้แก่ ระดับความรู้ และทักษะการจัดการตนเอง ในกลุ่มทดลองทั้งก่อนและหลังการได้รับโปรแกรม เปรียบเทียบผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และเปรียบเทียบระดับค่าเลือดทางคลินิก ได้แก่ ค่าระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่ม วัดเปรียบเทียบกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ทั้งก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกุมภาพันธ์ - กันยายน พ.ศ. 2568 กำหนดระดับนัยสำคัญที่ p&lt;0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ด้านทักษะการจัดการตนเอง พบว่า ก่อนการได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการรับรู้เกี่ยวกับการจัดการตนเองอยู่ในระดับปานกลาง (= 3.3 ± 1.30) และภายหลังได้รับโปรแกรม ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมาก (= 4.2 ± 1.04) สำหรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของกลุ่มทดลอง พบว่า ก่อนการได้รับโปรแกรมมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.2 ± 1.33) และภายหลังได้รับโปรแกรม ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.6 ± 0.71) เมื่อเปรียบเทียบค่าระดับน้ำตาลในเลือดทางคลินิก พบว่าหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากการทดลองของกลุ่มทดลองยังคงสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>โปรแกรมส่งเสริมการจัดการพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลที่ดีขึ้น ควรมีการนำโปรแกรมมาบูรณาการกับการให้การพยาบาลรูปแบบปกติ เพื่อให้การจัดการดูแลตนเองของผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถชะลอภาวะไตเสื่อม และลดอัตราการเสียชีวิต</p> บุญศรี ปันติ๊บ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/282661 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการใช้สื่อรูปภาพในการจัดท่าสำหรับการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่: เปรียบเทียบระหว่างวิธีการอธิบายแบบดั้งเดิมกับเทคนิคการใช้สื่อรูปภาพประกอบการอธิบาย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/279851 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การจัดท่าผู้ป่วยที่ถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง แต่ผู้ป่วยจำนวนมากยังขาดความเข้าใจจากการอธิบายแบบปากเปล่าที่ไม่มีมาตรฐาน การศึกษานี้จึงเปรียบเทียบประสิทธิผลของการให้ข้อมูลแบบดั้งเดิมกับการใช้สื่อรูปภาพประกอบ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและความถูกต้องในการจัดท่าของผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบความถูกต้อง ระยะเวลา และความพึงพอใจในการจัดท่าสำหรับการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง ระหว่างการอธิบายแบบดั้งเดิมกับการใช้สื่อรูปภาพประกอบการอธิบาย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงทดลอง ใช้รูปแบบการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สุ่มแยกออกเป็น 2 กลุ่ม เก็บข้อมูลอาสาสมัครทั้งหมด จำนวน 60 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มอธิบายแบบดั้งเดิม (กลุ่มควบคุม) จำนวน 30 ราย และกลุ่มใช้สื่อรูปภาพประกอบการอธิบาย (กลุ่มทดลอง) จำนวน 30 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา แสดงเป็นจำนวน ร้อยละ และค่าเฉลี่ย รวมถึงสถิติทดสอบที สำหรับการเปรียบเทียบคะแนนระหว่างกลุ่ม ในการสังเกตความถูกต้องของการจัดท่า และระยะเวลาตั้งแต่เริ่มอธิบายหรือดูรูปภาพพร้อมการอธิบายจนถึงจัดท่าเสร็จ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความถูกต้อง ในการจัดท่าสำหรับการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) โดยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยความถูกต้อง เท่ากับ 4.8 ± 0.4 และ 4.1 ± 0.1 ตามลำดับ นอกจากนี้ความพึงพอใจในกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) โดยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจ เท่ากับ 4.5 ± 0.42 และ 4.0 ± 0.36 ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การใช้สื่อรูปภาพประกอบการอธิบาย สามารถจัดท่าได้ถูกต้องและรวดเร็วกว่าวิธีการอธิบายแบบดั้งเดิม และผู้ป่วยมีความพึงพอใจมากกว่า จึงควรนำสื่อรูปภาพประกอบการอธิบาย มาใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานในการเตรียมผู้ป่วยในการจัดท่าสำหรับการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง</p> จิราพร ดำงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/279851 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของประชาชนวัยทํางาน จังหวัดตาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/278569 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์เป็นวิธีที่มีความยั่งยืน สามารถป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประชาชน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของประชาชนวัยทำงาน จังหวัดตาก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนวัยทำงานที่มีอายุ 15-59 ปี ในพื้นที่จังหวัดตาก จำนวน 1,031 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ระหว่างมกราคมถึงมีนาคม พ.ศ. 2567 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบพหุ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของประชาชนวัยทำงาน จังหวัดตาก ได้แก่ ดัชนีมวลกาย รอบเอว การสูบบุหรี่ การมีเพศสัมพันธ์ และความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทั้งนี้ ตัวแปรดังกล่าวสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของประชาชนวัยทำงานได้ ร้อยละ 16.0 (Nagelkerke R<sup>2</sup> = 0.160) และมีความสามารถในการพยากรณ์ได้ถูกต้อง ร้อยละ 70.1 (Percentage correct = 70.1%)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ประชาชนวัยทำงานมีความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง จำนวน 440 คน (ร้อยละ 42.7) และพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ จำนวน 342 คน (ร้อยละ 33.2) ส่วนตัวแปรดัชนีมวลกาย รอบเอว การสูบบุหรี่ การมีเพศสัมพันธ์ และความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของประชาชนวัยทำงาน ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำผลการศึกษาไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพสำหรับประชาชนวัยทำงาน โดยมุ่งเน้นการควบคุมน้ำหนัก การลดรอบเอว การลดการสูบบุหรี่ และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์</p> พิจารณ์ สารเสวก, ยุทธนา แยบคาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/278569 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชนโดยใช้แนวคิด Hub and Spokes: ประเมินผลใช้กลุ่มควบคุมเชิงประวัติศาสตร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/285509 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การเข้าถึงบริการดูแลแบบประคับประคองในพื้นที่ชนบทยังมีความเหลื่อมล้ำและขาดความต่อเนื่อง โรงพยาบาลนาน้อย จังหวัดน่าน ประสบปัญหาอัตราการวินิจฉัยผู้ป่วยระยะสุดท้ายต่ำและขาดระบบการดูแลที่บ้านที่มีประสิทธิภาพ จึงได้นำแนวคิด "Hub and Spoke" มาประยุกต์ใช้ ให้โรงพยาบาลทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง สนับสนุนเครือข่ายสุขภาพระดับปฐมภูมิ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์และพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชนโดยใช้แนวคิด Hub and Spoke ที่เหมาะสมกับบริบทโรงพยาบาล และเปรียบเทียบประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลใหม่กับระบบเดิม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยและพัฒนาแบบผสมผสาน (R&amp;D) เปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับการดูแลตามรูปแบบใหม่ (ตุลาคม พ.ศ. 2568 - มกราคม พ.ศ. 2569) จำนวน 63 ราย กับกลุ่มควบคุมเชิงประวัติศาสตร์ ปีงบประมาณ 2566–2568 จำนวน 63 ราย โดยคัดเลือกด้วยวิธี propensity score matching รูปแบบการดูแลใหม่ประกอบด้วยการพัฒนาระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ การพัฒนาศักยภาพเครือข่าย จัดตั้งศูนย์สนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์ และการบริหารยาแก้ปวดด้วย syringe driver วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test และ t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ p&lt;0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (p&gt;0.05) หลังการใช้รูปแบบใหม่ อัตราการวินิจฉัยและขึ้นทะเบียนผู้ป่วยระยะสุดท้าย (ICD-10: Z51.5) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16.3 เป็นร้อยละ 30.6 (p&lt;0.001) กลุ่มทดลองมีการทำแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning; ACP) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ 96.8 เทียบกับ ร้อยละ 85.7, p=0.030) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พบแนวโน้มที่ดีขึ้นในการเข้าถึงยากลุ่ม strong opioids (ร้อยละ 74.6 เทียบกับ ร้อยละ 60.3, p=0.086) และการเสียชีวิตที่บ้าน (ร้อยละ 23.1 เทียบกับ ร้อยละ 6.7, p=0.326) ส่วนความพึงพอใจของญาติอยู่ในระดับสูงมากทั้งสองกลุ่มและไม่แตกต่างกันทางสถิติ (ร้อยละ 97.7 และ 98.5; p=0.158)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>รูปแบบการดูแล Hub and Spoke ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการและ ACP แม้ผลลัพธ์ด้านการจัดการความปวดและการเสียชีวิตที่บ้านยังต้องการการศึกษาระยะยาวเพื่อยืนยันผลทางสถิติ จึงควรขยายการใช้ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายไปยังโรงพยาบาลชุมชนอื่น</p> วิษณุ มงคลคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/285509 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700