เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal
<p>เชียงรายเวชสาร เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2552 เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และงานวิจัยแก่ผู้ที่อยู่ในวงการสาธารณสุข รับบทความภาษาไทย ที่มีบทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษ หรือบทความภาษาอังกฤษที่ให้ความรู้ใหม่ในการนำไปพัฒนางาน บทความมีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ในการพิจารณากลั่นกรองก่อนลงตีพิมพ์ (double-blind peer review) </p>
โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ (Chiangrai Prachanukroh Hospital)
th-TH
เชียงรายเวชสาร
1906-649X
-
การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองจากการติดตามในผู้ป่วยบาดเจ็บสมองระดับปานกลางและรุนแรงที่ได้รับการฟื้นฟูระยะกลางผ่านระบบเครือข่ายและการแพทย์ทางไกล
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/279648
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองเป็นกลุ่มที่ได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องในระยะกลาง (intermediate care, IMC) จนครบ 6 เดือน โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มีระบบการติดตามผู้ป่วยหลังจำหน่ายโดยนักกายภาพบำบัดผ่านระบบเครือข่าย ในปี 2565 และการแพทย์ทางไกล (telemedicine) ในปี 2566–2567 โดยใช้คะแนนความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง (Barthel Index, BI) เป็นตัวชี้วัดผลการฟื้นฟู อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการติดตามทั้งสองรูปแบบในระยะ IMC</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองของผู้ป่วยบาดเจ็บสมองระดับปานกลางและรุนแรง ที่ได้รับการติดตามผ่านระบบเครือข่ายกับระบบ telemedicine ในระยะ IMC และศึกษาปัญหาที่พบบ่อยในระยะนี้</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง ทบทวนเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2565–2567 แบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ติดตามผ่านระบบเครือข่าย ( ปี 2565) และกลุ่มที่ติดตามผ่าน telemedicine ( ปี 2566–2567) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ผลลัพธ์ในระยะ 6 เดือน ด้วย Mann-Whitney U test, Fisher’s Exact Test และ Gaussian regression กำหนดนัยสำคัญที่ p<0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>มีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ศึกษา 96 ราย แบ่งเป็นกลุ่มเครือข่าย 52 ราย และกลุ่ม telemedicine 44 ราย จากการติดตามผลลัพธ์ โดยการเปรียบเทียบคะแนน BI ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาของกลุ่มที่ติดตามแบบเครือข่ายและกลุ่มที่ติดตามแบบ telemedicine พบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่กลุ่มที่ติดตามแบบ telemedicine ในช่วงหลังจำหน่ายจนถึงเดือนที่ 3 มีคะแนน BI เพิ่มขึ้น มากกว่ากลุ่มเครือข่าย 0.98 คะแนน <br />(95% CI; -2.22- 4.17, p=0.550) และปัญหาที่พบในระยะฟื้นฟู ได้แก่ ความบกพร่องด้านการรับรู้ ร้อยละ 63.6 การเกิดแผลกดทับ ร้อยละ 27.3 ภาวะทุพโภชนาการ ร้อยละ 4.6 และด้านเศรษฐานะและสังคม ร้อยละ 4.6 ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>กลุ่มที่ติดตามผ่าน telemedicine มีแนวโน้มของความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองดีกว่าในช่วง 3 เดือนแรก และปัญหาที่พบบ่อยเป็นลำดับต้นในระยะฟื้นฟู ได้แก่ ความบกพร่องด้านการรับรู้และการเกิดแผลกดทับ ดังนั้นการติดตามผู้ป่วยในระยะ IMC ภายในช่วง 3 เดือนแรกหลังจำหน่าย ควรติดตามผ่านระบบ telemedicine มากขึ้น</p>
ทนงชัย อนุปิม
นนทนัตถ์ สถาพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
17 3
1
11
-
ปัจจัยจูงใจและผลกระทบในการบริโภคคาเฟอีนของนักศึกษาแพทย์: การศึกษาในกลุ่มนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/279637
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>คาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นที่นิยมบริโภคในกลุ่มนักศึกษาแพทย์เนื่องจากช่วยเพิ่มสมาธิและความตื่นตัว ทว่าการบริโภคในปริมาณมากอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น อาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หรืออาการขาดคาเฟอีน การเข้าใจปัจจัยจูงใจและผลกระทบของการบริโภคจึงมีความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาวะในกลุ่มนักศึกษาแพทย์</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความถี่ ประเภทของผลิตภัณฑ์ และปัจจัยจูงใจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคคาเฟอีนในนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 รวมถึงประเมินผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบจากการบริโภค ตลอดจนเสนอแนวทางการสนับสนุนและการจัดการพฤติกรรมในการบริโภคผลิตภัณฑ์คาเฟอีนของนักศึกษาแพทย์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง รวบรวมข้อมูลจากนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 <br />ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จำนวน 50 คน โดยใช้การสัมภาษณ์ผ่านแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยข้อมูลประชากร การบริโภคคาเฟอีน และผลกระทบที่ได้รับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาแพทย์ ร้อยละ 97.6 มีพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีคาเฟอีนโดยกาแฟเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมที่สุด (ร้อยละ 81.4) ปัจจัยจูงใจสำคัญคือ ความตื่นตัว (ร้อยละ 88.4) ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบมากที่สุด ได้แก่ ความตื่นตัว (ร้อยละ 81.4) และอาการขาดคาเฟอีน (ร้อยละ 51.2) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70) ประเมินว่า มีความเสี่ยงต่ำซึ่งนำไปสู่แผนที่จะบริโภคต่อไปในอนาคตสูง (ร้อยละ 80)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>นักศึกษาแพทย์ส่วนใหญ่บริโภคคาเฟอีนเพื่อรับมือกับภาระทางวิชาการและความเครียด แม้จะได้รับผลกระทบบางประการ แต่ส่วนใหญ่ยังคงประเมินว่าเป็นประโยชน์ จึงควรมีการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักเกี่ยวกับการบริโภคคาเฟอีนที่เหมาะสมและปลอดภัย</p>
รพีพรรณ กาญจนการุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
17 3
12
25
-
ปัจจัยพยากรณ์การเกิดกระดูกสันหลังส่วนคอหักในผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บกระดูกสันหลังส่วนคอร่วมกับบาดเจ็บที่ศีรษะไม่รุนแรง: การพัฒนาคะแนน “C-SPINE Fx”
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/279699
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>กระดูกสันหลังส่วนคอหักเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจก่อให้เกิดความพิการถาวร หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที การพัฒนาแบบจำลองทางคลินิกเพื่อทำนายความเสี่ยงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองและลดการตรวจวินิจฉัยที่ไม่จำเป็นได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนาและประเมินแบบจำลองการทำนายภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอหักในผู้ป่วยที่มีประวัติบาดเจ็บสมองชนิดไม่รุนแรงและบาดเจ็บกระดูกสันหลังส่วนคอ โดยใช้ข้อมูลทางคลินิกที่เก็บจากแผนกฉุกเฉิน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์กระดูกสันหลังส่วนคอ ระหว่างมกราคม พ.ศ. 2564 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2566 รวมทั้งสิ้น 342 ราย เป็นกลุ่มที่มีกระดูกสันหลังส่วนคอหัก<br />95 ราย (ร้อยละ 27.8) และกระดูกส่วนคอไม่หัก 247 ราย (ร้อยละ 72.2) ใช้การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ<br />เพื่อระบุปัจจัยทำนายและประเมินประสิทธิภาพของโมเดลด้วยค่า AuROC การทดสอบความสอดคล้อง (calibration) การตรวจสอบความถูกต้องภายใน (internal validation) และการวิเคราะห์เส้นโค้งการตัดสินใจ (decision curve analysis) เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันชื่อ “C-SPINE Fx score” ทำนายความน่าจะเป็นของภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอหัก</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ปัจจัยทำนายที่สำคัญ 7 ตัว ได้แก่ อาการปวดกระดูกสันหลังส่วนคอ (aOR 1.90, p=0.031) อาการอ่อนแรง (aOR 5.44, p<0.001) กดเจ็บกระดูกสันหลังส่วนคอ (aOR 1.31, p=0.462) ไม่สามารถขยับกระดูกสันหลังส่วนคอ (aOR 2.66, p=0.003) Glasgow Coma Scale (GCS) = 15 (aOR 1.40, p=0.398) อุบัติเหตุตกจากที่สูง (aOR 1.79, p=0.936) และประวัติได้รับสารพิษ เช่น ประวัติดื่มสุรา (aOR 1.82, p=0.053) โดยโมเดลมีค่า AuROC เท่ากับ 0.727 (95%CI: 0.667–0.787) เมื่อตรวจสอบด้วย bootstrap resampling มีค่า AuROC เท่ากับ 0.704 (95%CI: 0.646–0.768) ค่า bootstrap shrinkage 0.865 ขณะที่จุดตัด (cut-point) ที่ 19.37% ให้ค่า sensitivity 87.4% และ false negative 3.5%</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>แบบจำลอง “C-SPINE Fx score” ที่พัฒนาขึ้นในงานวิจัยนี้สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการคัดกรองภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอหักเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสถานพยาบาลที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษายืนยันในประชากรกลุ่มอื่นเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ในวงกว้าง</p>
ยุทธนา โค้วจิริยะพันธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
17 3
26
39
-
ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันปอดอักเสบ จากการใช้เครื่องช่วยหายใจแบบใหม่ต่อการเกิดปอดอักเสบในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/277367
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ภาวะปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ (VAP) เป็นการติดเชื้อที่พบบ่อยในทารกแรกเกิดทั่วโลก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มีอุบัติการณ์ของ VAP ในทารกแรกเกิดสูงต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2563–2565 โดยมีอัตรา 14.44 10.47 และ 10.98 ต่อ 1,000 วันของการใช้เครื่องช่วยหายใจ ตามลำดับ ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2566 โรงพยาบาลได้ใช้ VAP bundle แบบใหม่ตามคำแนะนำของ SHEA 2022 พบว่าพยาบาลมีความรู้และการปฏิบัติแตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบความรู้และอุบัติการณ์ VAP ในทารกแรกเกิด ก่อนและหลังการส่งเสริมความรู้และพัฒนาการปฏิบัติตามแนวทางป้องกัน VAP (VAP bundle) แบบใหม่ รวมทั้งศึกษาการปฏิบัติตาม VAP bundle ของพยาบาลในผู้ป่วยทารกแรกเกิด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการวิจัยแบบ historical control study กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 12 คน และทารกแรกเกิด 202 ราย (กลุ่มควบคุม 127 ราย และกลุ่มศึกษา 75 ราย) ในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิดระหว่าง พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูล คู่มือการสอน แบบวัดความรู้ และแบบสังเกตการปฏิบัติ VAP bundle แบบใหม่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา <br />exact probability test และ t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>หลังส่งเสริมความรู้และพัฒนาการปฏิบัติ VAP bundle แบบใหม่ พบว่าอุบัติการณ์ VAP ลดลงจากร้อยละ 29.9 เป็นร้อยละ 16 (p=0.029) ขณะที่คะแนนความรู้เฉลี่ยของพยาบาลเพิ่มขึ้น และคะแนนการปฏิบัติเพิ่มจากร้อยละ 93.1 เป็นร้อยละ 95.5 (p=0.016)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>การส่งเสริมความรู้และพัฒนาทักษะการปฏิบัติ VAP bundle แบบใหม่แก่พยาบาล สามารถลดอุบัติการณ์ VAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรนำผลการวิจัยไปพัฒนาแนวปฏิบัติสำหรับทารกแรกเกิดในหน่วยงานที่มีบริบทคล้ายคลึงกัน</p>
ณฐมน เชื้อสุวรรณ์
ณัฐทรา คณาภิบาล
เจนจิรา อยู่อินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
17 3
40
53
-
ประสิทธิภาพของการพ่นสเปรย์ความเย็นไนโตรเจนเหลวเพื่อลดความเจ็บปวด ระหว่างการฉีดสเตียรอยด์เพื่อรักษาคีลอยด์และแผลเป็นนูน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/281732
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>คีลอยด์และแผลเป็นนูนเป็นภาวะที่เกิดจากระบวนการซ่อมแซมผิวหนังที่มากกว่าปกติ ภายหลังการบาดเจ็บหรือการอักเสบ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ การรักษาหลักที่มีประสิทธิภาพคือการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในรอยโรค แต่จำเป็นต้องฉีดหลายครั้งและก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมาก ส่งผลให้มีความพยายามพัฒนาวิธีเพื่อลดความเจ็บปวดระหว่างการฉีดยาหลายวิธี อย่างไรก็ตามปัจจุบัน<br />ยังไม่มีวิธีใดที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการพ่นสเปรย์ความเย็นไนโตรเจนก่อนการฉีดยาสเตียรอยด์ในการลดความเจ็บปวดระหว่างการฉีดสเตียรอยด์เพื่อรักษาคีลอยด์และแผลเป็นนูน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบ randomized cross-over study ในอาสาสมัครจำนวน 40 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นคีลอยด์หรือแผลเป็นนูน ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ระหว่างกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม พ.ศ. 2568 แบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 20 ราย ผู้ป่วยทุกรายได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์บริเวณรอยโรคจำนวน 1 รอยโรค เป็นจำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 4–5 สัปดาห์ โดยในหนึ่งครั้งของการรักษาผู้ป่วยจะได้รับการพ่นสเปรย์ไนโตรเจนเหลวก่อนฉีดยา ซึ่งลำดับการได้รับการพ่นสเปรย์อาจเป็นครั้งที่ 1 หรือ 2 ขึ้นอยู่กับการสุ่ม การประเมินความเจ็บปวดใช้ visual analogue scale (VAS) ใน 3 ช่วง ได้แก่ ขณะแทงเข็ม ขณะฉีดยา และหลังฉีดยาสเตียรอยด์ 30 นาที พร้อมทั้งบันทึกผลข้างเคียงและประเมินความพึงพอใจหลังสิ้นสุดการรักษา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>มีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษา 39 ราย พบว่า ค่าความเจ็บปวดขณะแทงเข็มและขณะฉีดยาในครั้งที่ได้รับการพ่นสเปรย์ไนโตรเจนเหลวมีค่าต่ำกว่าครั้งที่ไม่ได้พ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ขณะที่ค่าความเจ็บปวดหลังฉีดยา 30 นาที ไม่แตกต่างกันระหว่างสองครั้ง (p=0.058) ความพึงพอใจในการรักษาในครั้งที่พ่นสเปรย์ไนโตรเจนเหลวสูงกว่าครั้งที่ไม่พ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ผลข้างเคียงที่พบไม่รุนแรง เช่น อาการคัน แสบเล็กน้อย และรอยช้ำ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองครั้ง</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การพ่นสเปรย์ไนโตรเจนเหลวก่อนการฉีดยาสเตียรอยด์สามารถลดความเจ็บปวดขณะแทงเข็มและขณะฉีดยาได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วย โดยไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง วิธีการนี้สามารถประยุกต์ใช้ในคลินิกทั่วไป ด้วยอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วได้อย่างคุ้มค่า สะดวก ปลอดภัย และใช้เวลาน้อย</p>
อัจฉรา อัศวพัฒน์
ยอดมณี เชี่ยวสิริขจร
ณิชา เจนมานะชัยกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
17 3
54
65
-
การเพิ่มความคุ้มค่าในการเตรียม single donor platelet (SDP) โดยยังคงคุณภาพและความปลอดภัย ของผู้บริจาค ในศูนย์รับบริจาคโลหิต โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/280382
<p><strong>ความเป็นมา: </strong>single donor platelet (SDP) มีบทบาทสําคัญในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ําและต้องการเกล็ดเลือดปริมาณมาก การเตรียมเกล็ดเลือดครั้งละ 2 โดส (double dose) ช่วยเพิ่มปริมาณเกล็ดเลือดสํารองและลดต้นทุนได้ อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ยังขาดข้อมูลเชิงระบบเพื่อพัฒนาการรับบริจาคเกล็ดเลือดครั้งละ 2 โดสให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์การรับบริจาคเกล็ดเลือดและพัฒนาแนวทางการรับบริจาคเกล็ดเลือดครั้งละ 2 โดสในผู้บริจาคที่มีคุณสมบัติเหมาะสม รวมทั้งศึกษาประสิทธิผลของการเตรียมเกล็ดเลือดครั้งละ 2 โดส คุณภาพของผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัยของผู้บริจาค และความคุ้มค่าด้านต้นทุนในการเตรียมเกล็ดเลือด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>ศึกษาแบบภาคตัดขวางโดยเก็บข้อมูลไปข้างหน้า ณ ศูนย์รับบริจาคโลหิต โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ในกลุ่มผู้บริจาคเกล็ดเลือดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสําหรับการบริจาคครั้งละ 2 โดส จํานวน 220 ราย วิเคราะห์โดยใช้ t-test และ exact probability test ในการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่าผู้บริจาคมีค่าเกล็ดเลือดก่อนบริจาคผ่านเกณฑ์สําหรับการบริจาคครั้งละ 2 โดส แต่สามารถบริจาคได้จริงเพียงร้อยละ 61.8โดยสาเหตุหลักที่ต้องเปลี่ยนเป็นการบริจาคครั้งละ 1 โดสคือมีเวลาจํากัด (ร้อยละ 63.1) แรงจูงใจสําคัญในการบริจาคคืออยากทําบุญช่วยเหลือผู้ป่วย (ร้อยละ 91.2) กลุ่มที่บริจาคครั้งละ 2 โดสมีน้ําหนักและค่าเกล็ดเลือดก่อนบริจาคสูงกว่าอย่างมีนัยสําคัญ (p<0.05 และ p<0.001) และให้ปริมาณเกล็ดเลือดได้มากกว่า ใช้เวลาเตรียมนานกว่า และมีปริมาณเม็ดเลือดขาวคงเหลือสูงกว่าครั้งละ1 โดสอย่างมีนัยสําคัญ (p< 0.001) ในด้านความปลอดภัย ไม่พบความแตกต่างของอาการไม่พึงประสงค์ระหว่างกลุ่มการวิเคราะห์ต้นทุนพบว่าการบริจาคครั้งละ 2 โดสช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยต่อถุงได้ร้อยละ 50 คิดเป็นมูลค่าประหยัดรวม 994,180 บาท</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>การศึกษาครั้งนี้ยืนยันว่าการส่งเสริมการบริจาคเกล็ดเลือดครั้งละ 2 โดสเป็นแนวทางที่คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยในการเพิ่มปริมาณเกล็ดเลือดสํารองของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพตามมาตรฐาน และข้อมูลที่ได้จะเป็นพื้นฐานสําคัญสําหรับการพัฒนาระบบจัดหาผู้บริจาค การวางแผนเพิ่มปริมาณเกล็ดเลือดสํารอง และกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ต่อไป</p>
ภัคพล วงค์ไชยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
17 3
66
79
-
อุบัติการณ์และลักษณะทางคลินิกการติดเชื้อวัณโรค ของบุคลากรโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/281498
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> วัณโรคยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยบุคลากรทางการแพทย์จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงจากการสัมผัสผู้ป่วยระหว่างการทำงาน การศึกษาในอดีตส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่วัณโรคแฝง ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับการป่วยวัณโรคในบุคลากรยังมีจำกัด โดยเฉพาะในโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อประเมินอุบัติการณ์ ลักษณะทางคลินิก และลักษณะงานของบุคลากรที่ป่วยเป็นวัณโรคในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในช่วงระยะเวลา 8 ปี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวางย้อนหลังของบุคลากรในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ที่ได้รับการวินิจฉัยวัณโรค ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2560–2567 โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของกลุ่มงานอาชีวเวชกรรมและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบผู้ป่วยวัณโรคในบุคลากรจำนวน 62 รายในช่วงระยะ 8 ปี โดยมีอุบัติการณ์ 166–408 ต่อแสนประชากร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประชากรทั่วไป มัธยฐานของอายุอยู่ที่ 42 ปี (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 32–51 ปี) เป็นเพศหญิงร้อยละ 56.5 ส่วนใหญ่ไม่มีอาการและตรวจพบจากการเอกซเรย์ปอดประจำปี (ร้อยละ 62.9) ส่วนใหญ่เป็นวัณโรคปอด (ร้อยละ 79) รองลงมาคือวัณโรคนอกปอด (ร้อยละ 16) และวัณโรคใน-นอกปอด (ร้อยละ 5) การตรวจยืนยันทางจุลชีววิทยาพบเพียงร้อยละ 17.7 และพบวัณโรคดื้อยาหลายขนาน 2 ราย กลุ่มที่พบมากคือพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติงานในแผนกอายุรกรรมและศัลยกรรม</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> อุบัติการณ์วัณโรคในบุคลากรโรงพยาบาลแห่งนี้สูงกว่าประชากรทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มอายุมากกว่า 50 ปี และผู้ที่มีอายุงานเกิน 10 ปี การตรวจเอกซเรย์ปอดประจำปีเป็นกลยุทธ์สำคัญในการค้นหาผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการและไม่พบเชื้อในเสมหะ ซึ่งช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อในสถานพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
อินทิรา สิมะพิเชฐ
วรรัตน อิ่มสงวน
พัทธดนย์ ผลวิชา
การณ์รัชนี เกียรติจิรภัทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
17 3
80
88
-
ประสิทธิผลของการใช้การแพทย์ทางไกลเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต สำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ในพื้นที่เกาะ จังหวัดระนอง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/282569
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ปัจจุบันมีการใช้แพทย์ทางไกลในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น สำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงพบว่า การแพทย์ทางไกลสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ดีกว่าการรักษาวิธีปกติ โดยในต่างประเทศมีการใช้การแพทย์ทางไกลอย่างแพร่หลายสำหรับผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เดินทางไม่สะดวก หรือมีปริมาณความแออัดในสถานบริการสูง แต่ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลการศึกษาเชิงเปรียบเทียบในพื้นที่เกาะ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบผลของการควบคุมความดันโลหิต ระยะเวลารอคอย และความพึงพอใจของผู้รับบริการ ระหว่างผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในพื้นที่เกาะที่ได้รับการดูแลรักษาด้วยการแพทย์ทางไกลกับการดูแลรักษาด้วยวิธีปกติ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในพื้นที่เกาะ ทั้งที่ควบคุมความดันโลหิตได้และไม่ได้ ที่ขึ้นทะเบียนการรักษากับโรงพยาบาลระนองตั้งแต่ตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึงกันยายน พ.ศ. 2567 ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ใช้ระบบการแพทย์ทางไกลจำนวน 35 ราย และกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีีปกติ จำนวน 35 ราย สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบง่าย ระยะเวลาศึกษา 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ paired t-test, independent t-test และ Fisher’s exact test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ก่อนการทดลอง ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในด้านคุณลักษณะพื้นฐาน ภายหลังการทดลอง ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการแพทย์ทางไกลมีค่าเฉลี่ยความดันซิสโตลิกลดลงจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (147.8±18.8 เทียบกับ 144.4±14.9, p=0.046) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า ระดับความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (144.4±15.0 เทียบกับ 146.1±19.9, p=0.695 และ 82.8±9.2 เทียบกับ 82.7±9.4, p=0.700) ผลการควบคุมความดันโลหิตหลังการทดลองพบว่า จำนวนผู้ป่วยที่ควบคุมได้เพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนยังน้อยกว่ากลุ่มที่ควบคุมไม่ได้ กลุ่มที่ได้รับการแพทย์ทางไกลมีระยะเวลารอคอยน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (50.3±12.0 เทียบกับ 119.6±24.3, p<0.001) และมีความพึงพอใจต่อบริการมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (74.3±8.3 เทียบกับ 69.5±11.8, p=0.050)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การรักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงด้วยการแพทย์ทางไกลมีผลลัพธ์ไม่ต่างจากวิธีปกติ สอดคล้องกับงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงควรนำการแพทย์ทางไกลมาใช้ในการดููแลผู้้ป่วยความดันโลหิตสูงในบริการปฐมภูมิ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่มีความจำกัด ไม่สะดวกในการเข้ารับบริการ และช่วยลดความแออัดในสถานบริการได้</p>
วุฒิชัย จ่าแก้ว
ไพโรจน์ ชูชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
89
102
-
การพัฒนารูปแบบการนำเสนอสารสนเทศทางการแพทย์ด้วยเทคนิค Data Visualization
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/281517
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ข้อมูลสารสนเทศที่ผ่านการประมวลผลอย่างถูกต้อง สมบูรณ์ ชัดเจน ทันต่อเวลา ส่งผลให้การตัดสินใจขององค์กรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การนำเสนอข้อมูลเชิงภาพ (visualization) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามการให้บริการข้อมูลของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ยังอยู่ในรูปแบบของสถิติตัวเลขที่ไม่เอื้อต่อการนำไปใช้งานได้ทันที ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความประสงค์พัฒนารูปแบบการให้บริการสารสนเทศด้วย Data Visualization เพื่อให้มีข้อมูลมีความเข้าใจง่าย รวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>พัฒนารูปแบบการนำเสนอสารสนเทศทางการแพทย์ด้วยเทคนิค Data Visualization และศึกษาเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจต่อการนำเสนอสารสนเทศดังกล่าวเทียบกับรูปแบบเดิม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) ได้แก่ วางแผน ดำเนินการ สังเกตการณ์และสะท้อนผล รวบรวมข้อมูลผู้ใช้งานระบบบริการข้อมูลสารสนเทศของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์<br />ผ่านการประชุมหารือ จำนวน 4 ครั้ง และเก็บรวบรวมข้อมูลความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 150 ราย ดำเนินการระหว่างตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงกันยายน พ.ศ. 2568</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>รูปแบบการนำเสนอข้อมูลแบบ Data Visualization ที่พัฒนาขึ้นเน้นนำเสนอข้อมูลสารสนเทศในรูปแบบที่มองเห็นและทำความเข้าใจได้ด้วยตา เช่น การนำเสนอด้วยแผนภูมิรูปภาพ แผนที่ แผนภูมิแนวโน้มและตาราง หลังการทดลองใช้พบว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่เห็นว่า รูปแบบใหม่มีความน่าสนใจ สวยงาม ใช้งานสะดวก และสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้ทันที กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจด้านนิยาม การจัดการ และภาพรวม สูงกว่ารูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยที่มีผลต่อระดับความพึงพอใจ ได้แก่ อายุ (p<0.001) ประสบการณ์ (p=0.037) วิชาชีพ (p<0.001) และวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูล (p<0.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>การนำเสนอข้อมูลแบบ Data Visualization ที่พัฒนาขึ้น ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ความน่าสนใจ และความพร้อมใช้งานของข้อมูลเมื่อเทียบกับรูปแบบเดิม ประเด็นที่ต้องพัฒนาต่อไป ได้แก่ การนำเสนอข้อมูลที่มีความหลากหลาย การเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลให้รวดเร็วขึ้น การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามข้อมูล และการเพิ่มช่องทางสำหรับกรอกข้อมูลโดยผู้ปฏิบัติงานที่หน้างาน</p>
นงคราญ ประมูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
103
117
-
ประสิทธิภาพของรากเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปากของโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติ ในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/277175
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การนำรากเทียมมาใช้ในการรักษาร่วมกับฟันเทียมเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของฟันเทียมทั้งปาก การศึกษานี้จัดทำขึ้นเพื่อนำผลการวิจัยมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาการสูญเสียฟันทั้งปาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เนื่องจากยังมีการศึกษาในกลุ่มนี้ไม่มาก อีกทั้งเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการรักษาต่อไป</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการใส่ฟันเทียมทั้งปากชนิดถอดได้ยึดด้วยรากฟันเทียม 2 ราก ในกระดูกขากรรไกรล่าง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังในผู้ป่วยโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ใส่ฟันเทียมถอดได้ทั้งปากซึ่งเข้ารับการรักษาในกลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2567 ระยะเวลา 12 ปี ทำการถ่ายภาพรังสีรอบรากฟัน ตรวจวัดค่าดัชนีทางคลินิกรอบรากเทียม ได้แก่ ค่าดัชนีคราบจุลินทรีย์ ค่าดัชนีเลือดออก ค่าดัชนีสภาพเหงือก ค่าดัชนีร่องลึกปริทันต์ และตรวจวัดการโยกของรากเทียมล่าง โดยประเมินความสามารถในการยึดอยู่ของฟันเทียมล่างกับหลักยึดชนิดลูกบอล (ball attachment) อัตราการอยู่รอดของรากฟันเทียม อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใส่รากฟันเทียมร่วมกับฟันเทียมถอดได้ทั้งปาก และการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางทันตกรรมประดิษฐ์</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยสูงอายุทั้งหมด 60 ราย เป็นเพศชาย 40 ราย (ร้อยละ 66.7) เพศหญิง 20 ราย (ร้อยละ 33.3) โดยมีอายุ 68-92 ปี เฉลี่ย 78.7±5.99 ปี การประเมินดัชนีทางคลินิกรอบรากเทียมพบว่า คราบจุลินทรีย์ที่ตรวจโดยการเขี่ยด้วยเครื่องมือพบด้านขวาร้อยละ 78.3 และด้านซ้ายร้อยละ 70 มีจุดเลือดออกเมื่อทำการตรวจวัด ด้านขวาร้อยละ 73.3 และด้านซ้ายร้อยละ 61.7 สภาพเหงือกส่วนใหญ่พบการอักเสบเล็กน้อยด้านขวาร้อยละ 68.3 และด้านซ้ายร้อยละ 61.7 ความลึกของร่องปริทันต์ที่ 3 มิลลิเมตร พบด้านขวาร้อยละ 40 และด้านซ้ายร้อยละ 30 การสูญเสียกระดูกรอบรากเทียมไม่เกินหนึ่งในสามของความยาวรากเทียม พบด้านขวาร้อยละ 58.3 และด้านซ้ายร้อยละ 65 ส่วนการตรวจการโยกของรากเทียมพบว่า ไม่มีการโยกในอัตราส่วนสูงด้านขวาร้อยละ 96.7 และด้านซ้ายร้อยละ 91.7 ภาวะแทรกซ้อน<br />ทางทันตกรรมประดิษฐ์ที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ การฉีกขาดของยางยึดวงกลม (O-ring) ร้อยละ 71.7 รองลงมาคือความจำเป็นในการเสริมฐานฟันเทียมล่างร้อยละ 41.7 จากการประเมินตามเกณฑ์ CIP scale พบว่ามีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงร้อยละ 15 และรากฟันเทียมล้มเหลวร้อยละ 8.3 โดยรากฟันเทียมมีอัตราการอยู่รอดในระยะเวลา 12 ปี อยู่ที่ร้อยละ 91.7</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>รากฟันเทียมที่รองรับฟันเทียมถอดได้ทั้งปากมีอัตราการอยู่รอดในระยะเวลา 12 ปี ร้อยละ 91.7 และพบว่าการสูญเสียกระดูกบริเวณรอบรากเทียมยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แสดงให้เห็นว่ารากฟันเทียมคงความเสถียรได้ในระดับสูง อย่างไรก็ตามควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้ารับการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้รับการเปลี่ยนยางยึดตามความเหมาะสม ตลอดจนมีการดูแลทำความสะอาดรากฟันเทียมอย่างถูกต้องเพื่อลดปริมาณคราบจุลินทรีย์และลดการอักเสบของเหงือกรอบรากเทียม ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพของรากฟันเทียมและฟันเทียมในระยะยาว</p>
แอนจิรา ถานะวุฒิพงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
118
134
-
ผลของโปรแกรมสุขศึกษาต่อความรู้และความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียม ในโรงพยาบาลจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/279417
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>แนวคิดทฤษฎีระบบการพยาบาลของโอเร็มเป็นกรอบแนวคิดในการออกแบบโปรแกรมการให้สุขศึกษา<br />ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยจัดทำเป็นโปรแกรมการให้สุขศึกษาเพื่อให้ผู้ป่วยเกิดการเรียนรู้การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง และเพื่อให้พยาบาลไตเทียมมีเวลาให้คำปรึกษา กระตุ้นเตือน และให้คำชมเชยแก่ผู้ป่วย ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลตนเองและคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมก่อนและหลังได้รับความรู้ตามโปรแกรมสุขศึกษา ณ โรงพยาบาลจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบ 1 กลุ่ม ชนิดวัดแบบกลุ่มเดียวไม่มี<br />กลุ่มเปรียบเทียบ ทั้งก่อนและหลังการทดลอง (pretest-posttest experimental design) ระหว่างกุมภาพันธ์-พฤษภาคม พ.ศ. 2567 กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 38 ราย มีคะแนนความรู้เฉลี่ยก่อนการได้รับโปรแกรมสุขศึกษาเท่ากับ 17.5 คะแนน (ร้อยละ 43.6) อยู่ในระดับปานกลาง และภายหลังการได้รับโปรแกรมสุขศึกษา คะแนนความรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 26.8 คะแนน (ร้อยละ 66.9) แม้จะยังอยู่ในระดับปานกลาง แต่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้พบว่าความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายหลังการได้รับโปรแกรมสุขศึกษา กลุ่มทดลองมีความสามารถในการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่า t = -7.259 และ 5.371 ตามลำดับ; p<0.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ควรนำโปรแกรมสุขศึกษามาบูรณาการร่วมกับการพยาบาลตามรูปแบบปกติ เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการจัดการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม อันจะช่วยให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมมากขึ้น ส่งผลให้ค่าผลลัพธ์ทางคลินิกมีแนวโน้มดีขึ้น ตลอดจนสามารถชะลอการดำเนินของภาวะไตเสื่อมและลดอัตราการเสียชีวิตในอนาคตได้</p>
เกษร ปิกวงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
135
146
-
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/279272
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้แนวคิดการจัดการตนเองของผู้ป่วยมาดำเนินการจัดทำโปรแกรมการดูแลตนเอง เพื่อชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 จะส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่เหมาะสมกับสภาพปัญหา ลดการเข้าสู่ระยะไตเสื่อม ทำให้ผู้ป่วยที่จะได้รับการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ความรู้และพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมแก่ผู้ป่วยในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเปรียบเทียบพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยก่อนและหลังการได้รับโปรแกรม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 1 กลุ่ม ชนิดวัดแบบกลุ่มเดียวไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ทำการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้าสู่ภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 ในคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลจอมทอง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 โดยให้โปรแกรมการให้ความรู้และพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม และเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 12 ราย มีอายุเฉลี่ย 60.6 ± 6.3 ปี พบว่า หลังได้รับโปรแกรมการให้ความรู้ และพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม ผู้ป่วยมีคะแนนความรู้ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมคิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 66.5 และ 73.9 ตามลำดับ พฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมมีแนวโน้มดีขึ้นหลังได้รับโปรแกรม (ค่าเฉลี่ย ± ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.46 ± 0.59 และ 3.49 ± 0.72 ตามลำดับ) ขณะที่ผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยพบว่าค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดลดลงจาก 202 เป็น 190 mg/dl เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมพบว่า ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=7.37, p<0.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>โปรแกรมการให้ความรู้และพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม ส่งผลต่อให้ผู้ป่วยมีการจัดการตนเองดีขึ้นทั้งด้านความรู้และพฤติกรรมการจัดการดูแลตนเอง อีกทั้งยังส่งผลเชิงบวกต่อผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ดังนั้นนำโปรแกรมดังกล่าวมาบูรณาการร่วมกับการให้การพยาบาลตามรูปแบบปกติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการดูแลตนเองของผู้ป่วย ซึ่งนอกจากจะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้นแล้วยังสามารถชะลอภาวะไตเสื่อมในอนาคตได้อีกด้วย</p>
ณัฐฏ์สดา วิชัยชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
17 3
147
159
-
การจัดการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน: บทบาทของพยาบาล
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/282609
<p> ภาวะแทรกซ้อนที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานเป็นปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลอย่างบูรณาการโดยพยาบาลมีบทบาทสำคัญและหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่การคัดกรองและประเมินความเสี่ยง การให้ความรู้และส่งเสริมทักษะการดูแลตนเอง การให้คำปรึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การจัดการรักษาแผล ไปจนถึง<br />การประสานงานกับทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อให้เกิดการดูแลที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวอาจนำไปสู่แผลที่เท้า การติดเชื้อ และการตัดแขนขาส่วนล่าง โดยพบอัตราการเกิดแผลที่เท้าสูงถึงร้อยละ 20-30 และอัตราการตัดขาส่วนล่างสูงถึงร้อยละ 8.9 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และเศรษฐกิจ สาเหตุหลักของภาวะแทรกซ้อนเกิดจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่ไม่เหมาะสมภาวะเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม และหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน ซึ่งส่งผลให้ความรู้สึกที่เท้าลดลง<br />การไหลเวียนเลือดบกพร่อง และการหายของแผลล่าช้า</p> <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์บทบาทที่สำคัญของพยาบาลในการจัดการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน โดยเน้น 5 บทบาทหลัก ได้แก่ (1) การคัดกรองความเสี่ยงและตรวจเท้าอย่างเป็นระบบ (2) การให้ความรู้และเสริมทักษะการดูแลเท้าด้วยตนเอง (3) การให้คำปรึกษาเพื่อปรับพฤติกรรมและเสริมแรงจูงใจ (4) การจัดการแผลที่เท้าตามหลักฐานเชิงประจักษ์ และ (5) การประสานงานกับทีมสหสาขาวิชาชีพ การดำเนินบทบาทเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดโอกาสการเกิดแผลและการตัดอวัยวะ ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพ และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยเบาหวานโดยรวม</p>
ชยพล ศิรินิยมชัย
อรทัย มหาวงศนันท์
วนิดา หล้ายอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
17 3
169
179
-
การทำฟันเทียมเดี่ยวบนร่วมกับฟันเทียมบางส่วนถอดได้คร่อมรากล่าง: รายงานผู้ป่วย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/277181
<p>การทำฟันเทียมเป็นการฟื้นฟูการบดเคี้ยวของผู้ป่วยที่สูญเสียฟันธรรมชาติไปบางส่วนหรือทั้งหมดรายงานนี้นำเสนอกรณีศึกษาการทำฟันเทียมเดี่ยวบนร่วมกับฟันเทียมบางส่วนถอดได้คร่อมรากล่าง ในผู้ป่วยชายไทยอายุ 82 ปี ที่มีการสูญเสียฟันทั้งหมดในขากรรไกรบนและมีฟันสึกในขากรรไกรล่าง การรักษาประกอบด้วยการเตรียมช่องปาก การเตรียมฟันหลักยึดและการทำฟันเทียม โดยใช้หลักการของฟันเทียมคร่อมรากเพื่อช่วยคงสภาพของกระดูกสันเหงือก เพิ่มเสถียรภาพของฟันเทียมและลดปัญหาการยึดอยู่ของฟันเทียมถอดได้ การติดตามผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยสามารถใช้งานได้ดี อย่างไรก็ตามมีความจำเป็นต้องติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการสูญเสียฟันหลักยึดจากโรคปริทันต์และฟันผุ รวมถึงการเสริมฐานฟันเทียมเมื่อตรวจพบว่าฐานฟันเทียมไม่แนบกับเนื้อเยื่อ รายงานนี้เน้นย้ำถึงประโยชน์ของการทำฟันเทียมคร่อมรากในแง่ของการรักษาสภาพกระดูกสันเหงือกและการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยสูงอายุ</p>
ชัยรัช ตั้งสงวนนุช
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เชียงรายเวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
17 3
160
168