https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/issue/feed เชียงรายเวชสาร 2026-04-20T00:00:00+07:00 แพทย์หญิงสุชาดา เรืองเลิศพงศ์ suchada.lan.rueng@gmail.com Open Journal Systems <p>เชียงรายเวชสาร เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2552 เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และงานวิจัยแก่ผู้ที่อยู่ในวงการสาธารณสุข&nbsp; รับบทความภาษาไทย ที่มีบทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษ หรือบทความภาษาอังกฤษที่ให้ความรู้ใหม่ในการนำไปพัฒนางาน บทความมีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ในการพิจารณากลั่นกรองก่อนลงตีพิมพ์ (double-blind peer review)&nbsp;&nbsp;</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/276934 ความชุกและอาการทางคลินิกของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในเด็กอายุ 5-15 ปีของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ 2025-11-13T12:19:07+07:00 จิราภา ทะนานแก้ว jirapa_thnk@outlook.com สุภาพิชญ์ วังคะวงษ์ suphapich_w@cmu.ac.th ปราญชลี จันแดง pranchalee_chan@cmu.ac.th เปี่ยมปีติ กล่ำแวววงศ์ piampeeti_g@cmu.ac.th วริทธินันท์ โนอินทร์ warittinun_n@cmu.ac.th สาธิดา ลีลาวโรภาส satida_leelawaropas@cmu.ac.th ปรารถนา อุนจะนำ doctorbaiplu@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ซึ่งเป็นโรคทางเดินหายใจที่สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและติดต่อได้อย่างกว้างขวางส่งผลให้โรคทางเดินหายใจอื่น ๆ แพร่ระบาดลดลงเนื่องจากมีการเว้นระยะห่างทางสังคม เมื่อไม่มีการเว้นระยะห่างทางสังคมหลังช่วงระบาดจึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในเด็กตามมา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อหาความชุกและอาการทางคลินิกของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเด็กอายุ <br />5-15 ปี ที่มารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้รวบรวมข้อมูลจาก electronic medical record เป็นการศึกษาแบบ retrospective descriptive analysis ในเด็กอายุ 5-15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ (influenza) ICD10: J101, J111 โดย<br />เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม <br />พ.ศ. 2566 นำข้อมูลมาวิเคราะห์หาความชุก และข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยมาวิเคราะห์หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 999 คน เป็นเพศชาย 588 คน (ร้อยละ 58.9) มีอายุเฉลี่ย 9.2 ± 3.1 ปี อาการที่พบมากที่สุดคืออาการไอ (ร้อยละ 86.6) โดยส่วนใหญ่เป็นไอไม่มีเสมหะ (ร้อยละ 73.7) รองลงมา ได้แก่ ไข้ (ร้อยละ 69.8) และน้ำมูกไหล (ร้อยละ 60) โรคประจำตัวที่พบมากที่สุดคือโรคภูมิแพ้ (ร้อยละ 7)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่มีอาการที่พบได้มากที่สุด ได้แก่ ไอแห้ง ไข้ และน้ำมูกไหล โรคประจำตัวที่พบมากที่สุดคือโรคภูมิแพ้ ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รวบรวมจากการศึกษานี้ สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบเกณฑ์การวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยเด็กในอนาคต</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/280894 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการลดลงอย่างรวดเร็วของค่าอัตราการกรองของไต ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคไตเรื้อรัง ในโรงพยาบาลพะเยา 2025-09-01T19:19:19+07:00 ปิยรัตน์ คำมูลเมือง piyarat.k@cpird.in.th ปวริศา ปัญญา piyarat.k@cpird.in.th สุธิดา กรานเกตุ piyarat.k@cpird.in.th ณัฐ นาเอก piyarat.k@cpird.in.th กฤษฎา คนธง piyarat.k@cpird.in.th พรพิมล นิตติวัฒนวิทย์ piyarat.k@cpird.in.th <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (T2DM) เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีความชุกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ โรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease; CKD) การลดลงอย่างรวดเร็วของค่าอัตราการกรองของไตโดยประมาณ (estimated glomerular filtration rate; eGFR) มีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางคลินิกและพฤติกรรมสุขภาพหลายด้าน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการลดลงอย่างรวดเร็วของค่าอัตราการกรองของไตโดยประมาณ (eGFR) ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคไตเรื้อรัง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคไตเรื้อรังในโรงพยาบาลพะเยา จำนวน 317 ราย โดยเก็บข้อมูลทางคลินิกย้อนหลังเป็นระยะเวลา 1 ปี วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการลดลงของ eGFR (≥5 mL/min/1.73 m² ต่อปี) ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบลอจิสติค</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างที่มีการลดลงอย่างรวดเร็วของค่าอัตราการกรองของไต ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย<br />(ร้อยละ 55.4) และมีอายุเฉลี่ย 66.3 ปี มีความชุกของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีการลดลงอย่างรวดเร็ว<br />ของ eGFR ร้อยละ 82.3 ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการลดลงอย่างรวดเร็วของ eGFR อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่<br />ระดับความดันโลหิตตัวบน (adjusted OR 1.02, 95% CI: 1.00–1.04, p=0.015)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การลดลงอย่างรวดเร็วของ eGFR เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความดันโลหิตตัวบนสูง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการควบคุมความดันโลหิตเพื่อชะลอการเสื่อมของการทำงานของไตในระยะยาว</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/280623 การศึกษาย้อนหลังจากกลุ่มควบคุมเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิด ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำในผู้ป่วยศัลยกรรมระบบประสาท และไขสันหลัง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ 2025-08-06T23:04:08+07:00 ภาณุวัฒน์ ตั้งผดุงรัชต์ panuwat_tang@cmu.ac.th อักษราภัค หงษ์ไธสง aksarapak_h@cmu.ac.th ธนกฤต พงษ์บุรุษ thanakrit_po@cmu.ac.th วิริสุดา คำภีระ wirisuda_k@cmu.ac.th ชนภัทร์ เนียมหุ่น chanaphat_n@cmu.ac.th นพพล กฤตสัมพันธ์ nopponvic@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (venous thromboembolism; VTE) เป็นภาวะแทรกซ้อน<br />ที่พบได้ในผู้ป่วยศัลยกรรมระบบประสาทและไขสันหลัง อาจนำไปสู่ความเจ็บป่วยรุนแรงหรือการเสียชีวิตเฉียบพลัน<br />การให้การรักษาอย่างทันท่วงทีจึงมีความสำคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ VTE ในผู้ป่วยศัลยกรรมระบบประสาทและไขสันหลัง<br />ทั้งปัจจัยก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังผ่าตัด เพื่อนำไปพัฒนาแนวทางป้องกัน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>คัดเลือกผู้ป่วยอายุมากกว่า 18 ปีที่เข้ารับการผ่าตัดระบบประสาทและไขสันหลังในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ถึง 31 พ.ศ. ธันวาคม 2567 รวม 525 ราย ดำเนินการศึกษาแบบ case-control โดยเปรียบเทียบผู้ป่วยที่เกิด VTE กับผู้ที่ไม่เกิด VTE ปัจจัยที่ศึกษาได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล โรคร่วม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัด เช่น ระยะเวลาผ่าตัดและระยะเวลานอนโรงพยาบาล โดยสืบค้นจากระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปวิเคราะห์</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จากผู้ป่วยทั้งหมด 525 คน พบผู้ที่เกิด VTE จำนวน 25 คน (ร้อยละ 4.8) จากการวิเคราะห์<br />แบบ multivariate logistic regression ระบุว่า เพศหญิง (aOR 3.24, 95% CI 1.25-8.43, p=0.016) โรคเบาหวาน (aOR 3.10, 95% CI 1.14-8.46, p=0.027) โรคมะเร็ง (aOR 7.35, 95% CI 1.84-29.43, p=0.005) ระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 วัน (aOR 1.04, 95% CI 1.02-1.06, p=0.001) และ Caprini risk score ที่เพิ่มขึ้นทุก<br />1 ระดับ (aOR 2.79, 95% CI 1.45-5.35, p=0.002) เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะ VTE</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้สรุปได้ว่า เพศหญิง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง ระยะเวลานอนโรงพยาบาล<br />ที่เพิ่มขึ้น และระดับของ Caprini risk score ที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด VTE มากขึ้นในผู้ป่วยศัลยกรรมระบบประสาทและไขสันหลัง จึงแนะนำให้มีแนวทางป้องกันและเฝ้าระวังเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด VTE<br />ในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/281631 คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งช่องปาก จังหวัดเชียงราย 2025-09-07T22:02:04+07:00 กานต์สุดา อินทจักร์ kansudainthajark@gmail.com ดรุษกร มณีรัตน์ kansudainthajark@gmail.com พิไลวรรณ กองมา kansudainthajark@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>มะเร็งช่องปากชนิดสควอมัสเซลล์ คาร์ซิโนมา สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง การตรวจพบรอยโรคในระยะท้ายจะมีพยากรณ์โรคที่เลว การรักษามักมีผลข้างเคียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต จังหวัดเชียงรายได้ดำเนินการคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งช่องปากอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดนโยบายการคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งช่องปาก และจัดทำแนวทางการส่งต่อภายในเครือข่าย รวมถึงพัฒนาทันตบุคลากรให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพผู้ป่วยที่พบรอยโรคถือเป็นเกณฑ์หนึ่งที่นำมาวัดผลสำเร็จของการรักษา จึงควรศึกษาให้เป็นประโยชน์ต่อไป</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากและมะเร็งช่องปาก ที่รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง ด้วยแบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพผู้ป่วยมะเร็งช่องปากฉบับภาษาไทย ในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 74 ราย</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>พบผู้ป่วยรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปาก 60 ราย และผู้ป่วยรอยโรคมะเร็งช่องปาก 14 ราย โดยพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ในส่วนอาการนำมาพบแพทย์ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากด้วยอาการเป็นแผลชัดเจน และคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพทั่วไปในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่ของกลุ่มผู้ป่วยรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากรู้สึกดีขึ้นมาก และกลุ่มผู้ป่วยรอยโรคมะเร็งช่องปากรู้สึกค่อนข้างดี รวมถึงผลการทำงานของอวัยวะ ได้แก่ อาการเจ็บปวด การเปลี่ยนแปลงใบหน้า การทำกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ การกลืน การเคี้ยว การออกเสียง การรับรส การหลั่งของน้ำลาย และสภาวะทางอารมณ์ ของผู้ป่วยรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากดีกว่าผู้ป่วย รอยโรคมะเร็งช่องปาก</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>เพื่อให้พบรอยโรคได้ในระยะก่อนมะเร็งโดยเร็ว การตรวจคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งช่องปากจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในระบบบริการสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วย</p> <p> </p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283447 คุณค่าทางการวินิจฉัยที่เพิ่มขึ้นของความกว้างช่องกลางอกร่วมกับ ผลเอกซเรย์ช่องกลางอกแบบอื่น ๆ ในการทำนายการบาดเจ็บของ หลอดเลือดแดงใหญ่จากอุบัติเหตุทรวงอกถูกกระแทก เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ค่าความกว้างของช่องกลางอกเพียงอย่างเดียว 2025-11-20T13:23:25+07:00 ภัทรพล อินบรรเลง torattakorn@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การทำนายการบาดเจ็บของหลอดเลือดแดงใหญ่ (acute traumatic aortic injury; ATAI) ปัจจุบันใช้เกณฑ์ความกว้างช่องกลางอกส่วนบน (mediastinal width) ในภาพถ่ายรังสีทรวงอกท่านอน (supine chest radiograph; supine CXR) ที่มากกว่า 8 ซม. เป็นแนวทางการส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอก (CTA thoracic aorta) แต่ส่วนใหญ่กลับไม่พบการบาดเจ็บดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีโดยไม่จำเป็นและสูญเสียค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขปริมาณมาก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>ศึกษาคุณค่าทางการวินิจฉัยที่เพิ่มขึ้นหากใช้ mediastinal width ร่วมกับลักษณะช่องกลางอก<br />อื่น ๆ ที่พบร่วมใน supine CXR เปรียบเทียบกับการใช้ mediastinal width เพียงอย่างเดียว</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังชนิด case-control study โดยศึกษา supine CXR ของผู้ป่วยที่มี blunt chest injury ในโรงพยาบาลลำปาง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 ถึง 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 รวบรวมข้อมูลพื้นฐาน mediastinal width และ radiographic mediastinal findings อื่น ๆ โดยใช้ผลจาก CTA thoracic aorta เป็น reference standard ใช้สถิติ logistic regression analysis ศึกษาโมเดลที่ใช้ mediastinal width เพียงอย่างเดียว เปรียบเทียบกับการใช้ mediastinal width ร่วมกับ radiographic mediastinal findings อื่น ๆ ที่พบ และใช้ ROC curve analysis เพื่อเปรียบเทียบ AUROC ระหว่างสองโมเดล</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยจำนวน 80 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่มีและไม่มี ATAI กลุ่มละ 40 ราย การใช้ mediastinal width เพียงอย่างเดียว ให้ค่า AUROC เท่ากับ 0.643 (95% CI: 0.520–0.765) แต่หากใช้ mediastinal width ร่วมกับ radiographic mediastinal findings อื่น ๆ ได้แก่ left mediastinal width, left mediastinal ratio, mediastinal-cardiac ratio และ left mediastinal-cardiac ratio ค่า AUROC เพิ่มสูงขึ้นเป็น 0.899 (95% CI: 0.832-0.965) นอกจากนี้หากใช้ left mediastinal-cardiac ratio เพียงอย่างเดียวจะได้ค่า AUROC เท่ากับ 0.895 (95% CI: 0.826-0.963)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> การใช้ตัวแปร mediastinal width ร่วมกับ radiographic mediastinal findings ได้แก่ left mediastinal width, left mediastinal ratio, mediastinal-cardiac ratio และ left mediastinal-cardiac ratio หรือ left mediastinal-cardiac ratio เพียงอย่างเดียว ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำนายภาวะ ATAI ในผู้ป่วยที่มี blunt chest injury ได้ จึงควรนำตัวแปรดังกล่าวมาใช้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283653 ระยะเวลาการรอดชีวิตและปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี 2026-01-08T21:20:24+07:00 วิทิตย์ วารีทิพย์ witit.wartp@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>มะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma) พบได้มากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ<br />ของประเทศไทย และมักมีอัตราการรอดชีวิตต่ำ ปัจจัยเสี่ยงบางอย่างเช่น ภาวะดีซ่าน ระยะโรค วิธีการรักษา<br />และค่า cancer antigen 19-9 (CA 19-9) อาจสัมพันธ์กับการรอดชีวิตของผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>ศึกษาระยะเวลารอดชีวิตและปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>ศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนรหัส ICD-10 C22.1 ระหว่างวันที่ <br />1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 นำเสนอข้อมูลเชิงพรรณนา ประเมินอัตราการรอดชีวิตด้วย Kaplan–Meier และวิเคราะห์ปัจจัยที่ต่อการเสียชีวิตด้วย Cox proportional hazards model</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีจำนวน 105 ราย ประกอบด้วย ผู้ป่วยระยะต้น 46 ราย (ร้อยละ 43.8) ระยะลุกลาม 59 ราย (ร้อยละ 56.2) ได้รับการรักษาดังนี้ แบบประคับประคอง 54 ราย (ร้อยละ 51.4) เคมีบำบัด <br />33 ราย (ร้อยละ 31.4) และผ่าตัดหวังผลหายขาด 18 ราย (ร้อยละ 17.1) ค่ามัธยฐานของการรอดชีวิตเท่ากับ 5.48 เดือน (95% CI: 4.10–6.85) ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด เคมีบำบัด และการรักษาแบบประคับประคอง มีค่ามัธยฐานของการรอดชีวิตเท่ากับ 20.56 เดือน 7.02 เดือน และ 2.39 เดือน ตามลำดับ ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต ได้แก่ ค่า CA 19-9 ≥ 103 U/mL (adjusted HR 2.19; 95% CI: 1.27–3.79) การรักษาแบบประคับประคองเมื่อเทียบกับการผ่าตัด (adjusted HR 9.21; 95% CI: 2.68–31.63)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>มัธยฐานของระยะเวลาการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีเท่ากับ 5.48 เดือน โดยค่า CA 19-9 ≥103 U/mL และการรักษาแบบประคับประคองเทียบกับการผ่าตัด เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ดังนั้นควรมีการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นให้มากขึ้น เพื่อนำไปสู่การรักษาด้วยการผ่าตัดและช่วยลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/282791 ความชุกของการเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เข้าโครงการคลินิกเติมยา ในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 2025-10-14T16:12:20+07:00 จันทร์จิรา ถกลดำเกิง seodongdo@gmail.com เรืองนิพนธ์ พ่อเรือน rporruan@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (non-communicable diseases; NCDs) โดยเฉพาะโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความแออัดในหน่วยบริการ คลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จึงจัดตั้งโครงการคลินิกเติมยาเพื่อลดความแออัดและสร้างความต่อเนื่องในการรักษา อย่างไรก็ตามยังไม่มีการทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนในระหว่างเข้าโครงการฯ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุกของภาวะแทรกซ้อนและเปรียบเทียบผลทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังระหว่างเข้าโครงการคลินิกเติมยา</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบ retrospective cohort study เก็บข้อมูลเวชระเบียนจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง จำนวน 2,785 ราย ถูกเก็บข้อมูลภาวะแทรกซ้อนและผลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบผลทางคลินิกก่อนและหลังเข้าโครงการในระยะเวลา 6 เดือนและ 12 เดือน โดยใช้ paired t-test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 65.9 ± 10.51 ปี โรคเบาหวาน 820 ราย (ร้อยละ 29.4) โรคความดันโลหิตสูง 2,503 ราย (ร้อยละ 89.9) โรคไขมันในเลือดสูง 2,404 ราย (ร้อยละ 86.3) พบภาวะแทรกซ้อน 21 ราย (ร้อยละ 0.8) ในกลุ่มติดตาม 6 เดือน ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลสะสม และค่าครีเอตินินในเลือด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) แต่ไม่เกินเกณฑ์ทางคลินิก ส่วนกลุ่มติดตาม 12 เดือน ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;0.05) ผู้ป่วยร้อยละ 69.5 ไม่ได้เข้ารับบริการในโรงพยาบาลด้วยโรคอื่น ๆ ระหว่างเข้าโครงการฯ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ความชุกของภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย NCD ของคลินิกเติมยาต่ำและใกล้เคียงกับการรักษาปกติ ผลทางคลินิกแม้แตกต่างกันทางสถิติ แต่ไม่เกินเกณฑ์ทางคลินิก ดังนั้นควรจัดตั้งคลินิกเติมยาเพื่อช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลและสนับสนุนการรักษาอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยที่ควบคุมโรคได้ดี</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/282691 ลักษณะจากการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่สัมพันธ์กับโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดท้องด้านขวาล่าง โรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 2026-01-20T22:34:25+07:00 กิตติภา อาทิตย์ s.kittipha@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>โรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องด้านขวาล่างการวินิจฉัยโรคด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นวิธีที่แม่นยำ อย่างไรก็ตามในพื้นที่เครือข่ายของโรงพยาบาลสันทราย ยังขาดข้อมูลลักษณะจากภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่สัมพันธ์กับการยืนยันผลทางพยาธิวิทยาอย่างชัดเจน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาลักษณะจากการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่สัมพันธ์กับโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดท้องด้านขวาล่าง โรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาวิเคราะห์ที่มีกลุ่มควบคุมใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยย้อนหลังของโรงพยาบาลสันทราย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 - 30 กันยายน พ.ศ. 2567 ศึกษากลุ่มยืนยันการวินิจฉัยโรคและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 229 คน สุ่มแบบเป็นระบบ รวบรวมข้อมูล 3 ส่วน ได้แก่ 1) ข้อมูลทั่วไป 2) ผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ จำนวน 11 ลักษณะ และ 3) ผลทางพยาธิวิทยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติเปรียบเทียบความแตกต่างของสัดส่วน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ตัวแปรเดียวและหลายตัวแปร</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>เกือบทุกลักษณะของผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001-0.005) ยกเว้นการหนาตัวของผนังลำไส้เล็กบริเวณรอบไส้ติ่ง (p=0.248) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ตัวแปรเดียวพบว่า ลักษณะที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของไส้ติ่ง ≥6.75 ม.ม. (OR 6.34, 95% CI: 5.43-7.36, p&lt;0.001) การมีของเหลวรอบไส้ติ่ง (OR 2.49, 95% CI: 1.78-3.19, p&lt;0.001) การมีก้อนอุจจาระแข็งในไส้ติ่ง (OR 1.27, 95% CI: 1.05-4.70, p=0.006) และมีต่อมน้ำเหลืองขยายตัวรอบไส้ติ่ง (OR 2.11, 95% CI: 1.26-2.96, p&lt;0.001) และความสัมพันธ์หลายตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของไส้ติ่ง ≥6.75 ม.ม. (OR 6.25, 95% CI: 5.25-7.25, p&lt;0.001) และการมีของเหลวรอบไส้ติ่ง (OR 2.18, 95% CI: 1.89-3.72, p=0.006)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ลักษณะจากการจากการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เกือบทุกลักษณะ มีความสัมพันธ์กับการวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน โรงพยาบาลสันทรายควรบูรณาการผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เข้ากับการประเมินทางคลินิกในผู้ป่วยที่สงสัยไส้ติ่งอักเสบ เพื่อลดการวินิจฉัยผิดพลาด และจัดทำรายงานมาตรฐานเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย นอกจากนี้ควรมีการศึกษาต่อยอดในอนาคตเพื่อพัฒนาแนวทางการวินิจฉัย</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/277597 การศึกษาเปรียบเทียบภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยลำไส้ตรงระยะลุกลามเฉพาะที่ ระหว่างได้รับการฉายแสงระยะสั้นหรือระยะยาวร่วมกับเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด 2025-08-06T23:02:48+07:00 บัณฑิตา ลือลาภ buntita6843@gmail.com นภัสพร มุทุมล napatsaporn.mtm@gmail.com กันตวิทย์ คำมูลแสน kammoonsan@gmail.com ปวเรศวร์ พินสมพงษ์ pai-pawaret@hotmail.com ปลื้มฤทัย ไชยเรียน Pluemruthai_ch@cmu.ac.th พัชรามณ เตชไตรรัตน์ punchpatcharamon@gmail.com ธเนศ ฉัตรมงคลวัฒน์ i_lookgolf@hotmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>มะเร็งลําไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญในประเทศไทย โดยมีอัตราการเกิดโรครายใหม่สูง มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรค แนวทางการรักษามาตรฐาน ประกอบด้วย การผ่าตัด รังสีรักษา และเคมีบําบัด โดยมักใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แม้ว่าการฉายรังสีระยะสั้นจะไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากผลข้างเคียง<br />ที่อาจเกิดขึ้น แต่การศึกษาก่อนหน้าระบุว่า อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนของการฉายรังสีระยะสั้นและระยะยาว<br />ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงระยะลุกลามเฉพาะที่ที่ได้รับเคมีบําบัดก่อนฉายรังสีระยะสั้นหรือระยะยาวก่อนการผ่าตัด ในช่วงระยะเวลา 6 ปี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>ศึกษาแบบย้อนหลังในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงระยะลุกลามที่เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบําบัดก่อนฉายรังสีระยะสั้นหรือระยะยาว ในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2567</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยจำนวน 44 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีระยะสั้น จำนวน 31 ราย และระยะยาว จำนวน 13 ราย กลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีระยะสั้นมีปริมาณเลือดออกมากกว่า แต่ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (ค่ามัธยฐาน 300 มิลลิลิตร เทียบกับ 150 มิลลิลิตร, p=0.175) พบภาวะรั่วของแผลเย็บลําไส้ในผู้ป่วยได้ฉายรังสีระยะสั้น 2 ราย และระยะยาว 1 ราย (p=0.882) ภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น แผลติดเชื้อที่ฝีเย็บ ภาวะลําไส้อืด และลําไส้อุดตัน พบในอัตราที่ใกล้เคียงกัน การวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า ระยะของโรค T4 สัมพันธ์กับภาวะเสียเลือดที่ต้องได้รับเลือดทดแทนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (RR 2.33, 95% CI: 1.08–5.03, p=0.037)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การฉายรังสีระยะสั้นและระยะยาวมีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดใกล้เคียงกัน ดังนั้นการฉายรังสีระยะสั้นอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงระยะลุกลามเฉพาะที่ในกรณีที่ไม่สามารถให้การฉายรังสีระยะยาวได้</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283023 การศึกษาเปรียบเทียบผลการใส่ท่อช่วยหายใจระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับยา นำสลบร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ กับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาคลายกล้ามเนื้อในห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลแม่จัน 2026-01-24T23:58:04+07:00 กนกรัตน์ บุญสัมฤทธิ์ผล kanokrach.b@hotmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ปัจจุบันแนวทางการใส่ท่อช่วยหายใจโดยใช้ยานำสลบร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ (rapid sequence intubation; RSI) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย มีการศึกษาพบว่า อัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกสูง และเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก ระยะเวลาในการใส่ท่อช่วยหายใจ และภาวะแทรกซ้อน ระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับยานำสลบร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ (RSI) กับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาคลายกล้ามเนื้อ (non-RSI)</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็น efficacy research รูปแบบ prospective observational study ในผู้ป่วย 84 รายที่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลแม่จัน โดยแบ่งเป็นกลุ่ม RSI และ non-RSI กลุ่มละ 42 ราย บันทึกรายละเอียดกลุ่มประชากร วิธีการ จำนวนครั้งการใส่ท่อช่วยหายใจ ระยะเวลาตั้งแต่เปิดปากจนใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จ และภาวะแทรกซ้อน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Fisher’s exact test, Student’s t-test, Wilcoxon rank-sum test, multivariable logistic regression และ multiple linear regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่ม RSI มีอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกสูงกว่า แต่ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 100 เทียบกับ 88.1, p=0.055) วิเคราะห์โดย multivariable logistic regression พบอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสําเร็จตั้งแต่ครั้งแรกเพิ่มขึ้น 11.9 เท่า แต่ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI: 0.7-219.6, p=0.095) ระยะเวลาในการใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จสั้นกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (10 วินาที [IQR 8-11.8] เทียบกับ 19 วินาที [IQR 12-35.8], p&lt;0.001) วิเคราะห์โดย multiple linear regression พบว่าใช้ระยะเวลาสั้นกว่า 18.9 วินาที อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI: -30.6 ถึง -7.4, p=0.002) และมีอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 16.7 เทียบกับ 42.9, p=0.016)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ไม่พบความแตกต่างของอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกระหว่างสองกลุ่ม อย่างไรก็ตามพบว่า การทำ RSI ลดระยะเวลาในการใส่ท่อช่วยหายใจและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นจึงควรพิจารณานำ RSI มาใช้เป็นแนวปฏิบัติในการใส่ท่อช่วยหายใจในห้องฉุกเฉินต่อไป</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/282661 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการพฤติกรรมสุขภาพ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไต รพ.สต.บ้านศิริมังคลาจารย์ ตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ 2026-01-05T12:26:02+07:00 บุญศรี ปันติ๊บ bs_pt1970@hotmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ทฤษฎีทางพฤติกรรมที่มักนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ และแนวคิดการสร้างเสริมพลัง ผ่านโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อป้องกันไตเสื่อมในอนาคตได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไต ได้แก่ ระดับความรู้ และทักษะการจัดการตนเอง ในกลุ่มทดลองทั้งก่อนและหลังการได้รับโปรแกรม เปรียบเทียบผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และเปรียบเทียบระดับค่าเลือดทางคลินิก ได้แก่ ค่าระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่ม วัดเปรียบเทียบกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ทั้งก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกุมภาพันธ์ - กันยายน พ.ศ. 2568 กำหนดระดับนัยสำคัญที่ p&lt;0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ด้านทักษะการจัดการตนเอง พบว่า ก่อนการได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการรับรู้เกี่ยวกับการจัดการตนเองอยู่ในระดับปานกลาง (= 3.3 ± 1.30) และภายหลังได้รับโปรแกรม ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมาก (= 4.2 ± 1.04) สำหรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของกลุ่มทดลอง พบว่า ก่อนการได้รับโปรแกรมมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.2 ± 1.33) และภายหลังได้รับโปรแกรม ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.6 ± 0.71) เมื่อเปรียบเทียบค่าระดับน้ำตาลในเลือดทางคลินิก พบว่าหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากการทดลองของกลุ่มทดลองยังคงสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>โปรแกรมส่งเสริมการจัดการพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลที่ดีขึ้น ควรมีการนำโปรแกรมมาบูรณาการกับการให้การพยาบาลรูปแบบปกติ เพื่อให้การจัดการดูแลตนเองของผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถชะลอภาวะไตเสื่อม และลดอัตราการเสียชีวิต</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/279851 ประสิทธิผลของการใช้สื่อรูปภาพในการจัดท่าสำหรับการระงับความรู้สึก ทางช่องไขสันหลัง ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่: เปรียบเทียบระหว่างวิธีการอธิบายแบบดั้งเดิมกับเทคนิคการใช้สื่อรูปภาพประกอบการอธิบาย 2026-01-12T20:59:13+07:00 จิราพร ดำงาม chalot007@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การจัดท่าผู้ป่วยที่ถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง แต่ผู้ป่วยจำนวนมากยังขาดความเข้าใจจากการอธิบายแบบปากเปล่าที่ไม่มีมาตรฐาน การศึกษานี้จึงเปรียบเทียบประสิทธิผลของการให้ข้อมูลแบบดั้งเดิมกับการใช้สื่อรูปภาพประกอบ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและความถูกต้องในการจัดท่าของผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบความถูกต้อง ระยะเวลา และความพึงพอใจในการจัดท่าสำหรับการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง ระหว่างการอธิบายแบบดั้งเดิมกับการใช้สื่อรูปภาพประกอบการอธิบาย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงทดลอง ใช้รูปแบบการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สุ่มแยกออกเป็น 2 กลุ่ม เก็บข้อมูลอาสาสมัครทั้งหมด จำนวน 60 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มอธิบายแบบดั้งเดิม (กลุ่มควบคุม) จำนวน 30 ราย และกลุ่มใช้สื่อรูปภาพประกอบการอธิบาย (กลุ่มทดลอง) จำนวน 30 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา แสดงเป็นจำนวน ร้อยละ และค่าเฉลี่ย รวมถึงสถิติทดสอบที สำหรับการเปรียบเทียบคะแนนระหว่างกลุ่ม ในการสังเกตความถูกต้องของการจัดท่า และระยะเวลาตั้งแต่เริ่มอธิบายหรือดูรูปภาพพร้อมการอธิบายจนถึงจัดท่าเสร็จ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความถูกต้อง ในการจัดท่าสำหรับการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) โดยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยความถูกต้อง เท่ากับ 4.8 ± 0.4 และ 4.1 ± 0.1 ตามลำดับ นอกจากนี้ความพึงพอใจในกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) โดยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจ เท่ากับ 4.5 ± 0.42 และ 4.0 ± 0.36 ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การใช้สื่อรูปภาพประกอบการอธิบาย สามารถจัดท่าได้ถูกต้องและรวดเร็วกว่าวิธีการอธิบายแบบดั้งเดิม และผู้ป่วยมีความพึงพอใจมากกว่า จึงควรนำสื่อรูปภาพประกอบการอธิบาย มาใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานในการเตรียมผู้ป่วยในการจัดท่าสำหรับการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร