https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/issue/feed
เชียงรายเวชสาร
2026-08-29T00:00:00+07:00
แพทย์หญิงสุชาดา เรืองเลิศพงศ์
suchada.lan.rueng@gmail.com
Open Journal Systems
<p>เชียงรายเวชสาร เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2552 เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และงานวิจัยแก่ผู้ที่อยู่ในวงการสาธารณสุข รับบทความภาษาไทย ที่มีบทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษ หรือบทความภาษาอังกฤษที่ให้ความรู้ใหม่ในการนำไปพัฒนางาน บทความมีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ในการพิจารณากลั่นกรองก่อนลงตีพิมพ์ (double-blind peer review) </p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/281290
ปัจจัยที่มีผลต่อการผ่าตัดคลอดในโรงพยาบาลพะเยา
2025-08-28T22:38:02+07:00
ณัฐธิดา ชื่นพิริยานนท์
nongnewnajra@gmail.com
ลักษณ์ณารีย์ ใจวงศ์
lucksanareej@gmail.com
ศุภสุดา จงประสิทธิ์กุล
lin000lee@gmail.com
วุฒิพงศ์ ตรรกบุตร
wuttipung444@gmail.com
พรพิมล นิตติวัฒนวิทย์
lucksanareej@gmail.com
พรนภา สุริยะไชย
lucksanareej@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมา:</strong> อัตราการผ่าตัดคลอดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในระดับโลกและประเทศไทย แม้ไม่สัมพันธ์กับการลดลงของอัตราการเสียชีวิตของมารดาและทารก โรงพยาบาลพะเยายังคงมีอัตราการผ่าตัดคลอดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจผ่าตัดคลอด จัดกลุ่มการผ่าตัดคลอดตาม Robson classification และศึกษาลักษณะใน Robson กลุ่ม 1-4 ซึ่งมีแนวโน้มคลอดปกติได้</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>ศึกษาย้อนหลังจากฐานข้อมูลโรงพยาบาลพะเยาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 –30 เมษายน พ.ศ. 2568 ในหญิงตั้งครรภ์ที่มาคลอดบุตร ใช้สถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจผ่าตัดคลอดด้วย multivariable logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> หญิงตั้งครรภ์ที่มาคลอดบุตรจํานวน 562 ราย พบปัจจัยที่สัมพันธ์กับการผ่าตัดคลอดอย่างมีนัยสําคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง (aOR 53.09, 95% CI 2.33–1209.02, p=0.013) ไม่เคยมีบุตร (aOR 13.62, 95% CI 1.19–154.84, p=0.035) การคลอดในเวรเช้า (aOR 6.51, 95% CI 2.67–15.87, p<0.001) การคลอดในเวรบ่าย (aOR 2.81, 95% CI 1.05–7.48, p=0.038) และการฝากครรภ์ที่คลินิก (aOR 3.7, 95%CI 1.83–7.47, p<0.001) เมื่อจําแนกตาม Robson classification พบกลุ่ม 5 ร้อยละ 29.7 รองลงมาคือกลุ่ม 2 ร้อยละ 21.2 และกลุ่ม 1 ร้อยละ 15.9 นอกจากนี้ ลักษณะที่พบส่วนใหญ่ในกลุ่ม Robson 1–4 ได้แก่ สัญชาติไทย อายุ 20–34 ปี สิทธิการรักษาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ส่วนสูง 145–160 เซนติเมตร น้ําหนักทารก 2,500–3,500 กรัม การคลอดในเวรเช้า และการฝากครรภ์ที่คลินิก </p> <p><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ: </strong>ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจผ่าตัดคลอด ได้แก่ ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ไม่เคยมีบุตร การคลอดในเวรเช้า และการฝากครรภ์ที่คลินิก โดย Robson classification กลุ่ม 5 มีอัตราการผ่าตัดคลอดสูงสุดและลักษณะส่วนใหญ่ที่พบในกลุ่ม 1–4 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสคลอดทางช่องคลอดได้เช่น สัญชาติไทย อายุ 20-34 ปี การคลอดในเวรเช้า และฝากครรภ์ที่คลินิก ดังนั้นควรส่งเสริมการลดอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จําเป็นผ่านการให้ความรู้และสนับสนุนการฝากครรภ์อย่างสม่ําเสมอ</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/285219
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองในหน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ด้วยเครื่องตรวจปัญญาประดิษฐ์
2026-02-20T15:45:20+07:00
ธราพงษ์ เพียรสวรรค์
tharapong89pong@gmail.com
เรืองนิพนธ์ พ่อเรือน
rporruan@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตา (diabetic retinopathy; DR) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของผู้ป่วยเบาหวาน ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นได้ การรักษาโรคเบาหวานอย่างเหมาะสม ร่วมกับการตรวจคัดกรองภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอ ช่วยป้องกันภาวะดังกล่าวได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในหน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ด้วยเครื่องตรวจปัญญาประดิษฐ์ (AI)</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาย้อนหลังแบบตัดขวาง ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการรักษาในห้องตรวจโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และได้รับการตรวจคัดกรองภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตา ด้วยเครื่องตรวจปัญญาประดิษฐ์ ณ หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ถดถอยแบบลอจิสติก</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วย 971 ราย พบความชุกของภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตา ร้อยละ 43.7 แบ่งเป็น moderate non-proliferative DR (NPDR) ร้อยละ 29.3 mild NPDR ร้อยละ 12.2 severe NPDR ร้อยละ 1.6 และ proliferative DR (PDR) ร้อยละ 0.7 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระยะเวลาที่ป่วยเป็นเบาหวานมากกว่า 10 ปี (aOR 1.78, 95% CI: 1.36-2.33, p<0.001) โรคไตวายเรื้อรังตั้งแต่ระยะที่ 3 (aOR 1.42, 95% CI: 1.05-1.91, p=0.021) ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ≥7% (aOR 1.50, 95% CI: 1.14-1.96, p=0.003) และระดับไขมัน LDL ≥100 mg/dl (aOR 0.66, 95% CI: 0.50-0.87, p=0.004)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>พบความชุกภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาด้วยเครื่องตรวจปัญญาประดิษฐ์ <br />ร้อยละ 43.7 ซึ่งมากกว่าการศึกษาก่อนหน้า เนื่องจากการคัดกรองด้วย AI มีความไวและความจำเพาะสูงในการวินิจฉัยภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาระยะเริ่มต้นได้มากขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานระยะเวลามากกว่า 10 ปี โรคไตวายเรื้อรังตั้งแต่ระยะ 3 และระดับ HbA1c ≥7% ควรตะหนักและเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่ยงนี้ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยภาวะเบาหวานเข้าจอประสาทตาและให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ลดการเกิดการสูญเสียการมองเห็น<br />ในอนาคต</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/284874
ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความต้องการด้านจิตวิญญาณระดับสูง ของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาประคับประคองแบบผู้ป่วยใน ของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
2026-02-13T12:44:04+07:00
สุนทรีย์ แสงเฮ่อ
suntreezoon@gmail.com
เรืองนิพนธ์ พ่อเรือน
rporruan@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ความต้องการด้านจิตวิญญาณสะท้อนถึงความต้องการในการค้นหาความหมายและเป้าหมายของชีวิต การมีภาวะจิตวิญญาณที่ดีจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญหน้าและปรับตัวต่อภาวะวิกฤติจากการเจ็บป่วยได้อย่างเหมาะสม แต่ในทางปฏิบัติ การประเมินยังไม่ครอบคลุมและขาดแนวทางที่ชัดเจน งานวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาถึงความชุกรวมถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับความต้องการด้านวิญวิญญาณระดับสูงของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาประดับประคองแบบผู้ป่วยในของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ เพื่อเป็นแนวทางให้ประเมินได้อย่างเหมาะสมและการให้ดูแลได้อย่างรอบด้าน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความต้องการด้านจิตวิญญาณระดับสูง ของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาประคับประคองแบบผู้ป่วยใน ณ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>ศึกษาแบบ cross-section study ใช้แบบสอบถามประเมินระดับความต้องการและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความต้องการด้านจิตวิญญาณ เก็บข้อมูลในผู้ป่วยมะเร็ง 100 คน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ศึกษาความชุกและความสัมพันธ์กับความต้องการด้านจิตวิญญาณระดับสูง โดยใช้วิธี multivariable logistic regression กำหนดนัยสำคัญทางสถิติโดยใช้ค่า p<0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>พบผู้ป่วยที่มีความต้องการด้านจิตวิญญาณระดับสูง จำนวน 17 คน (ร้อยละ 17) โดยปัจจัยที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การยังคงประกอบอาชีพ (aOR 5.55, 95% CI: 1.57-19.60, p=0.008) ระดับ palliative performance status (PPS) 50-69% (aOR 6.86, 95% CI: 1.27-37.16, p=0.025) ระดับ PPS 30-49% (aOR 22.08, 95% CI: 2.51-194.21, p=0.005) และการไม่มี advance care planning (ACP) (aOR 5.30, 95% CI: 1.19-23.56, p=0.029)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ความชุกของความต้องการด้านจิตวิญญาณระดับสูงในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาประคับประคองแบบผู้ป่วยในอยู่ที่ร้อยละ 17 โดยการยังคงประกอบอาชีพ ระดับ PPS ที่ลดลง และการไม่มี ACP มีความสัมพันธ์กับความต้องการด้านจิตวิญญาณระดับสูง ผู้ป่วยที่มีลักษณะดังกล่าว ควรได้รับการคัดกรองและการสนับสนุนด้านจิตวิญญาณอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจก่อนเผชิญกับความเปราะบางในระยะท้ายของชีวิต</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/285089
การศึกษาผลลัพธ์เบื้องต้นการผ่าตัดโดยใช้สายสวนเพื่อการขยายหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าด้วยขดลวดหุ้มกราฟต์ ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดแดงใหญ่ในช่องทรวงอกโป่งพอง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
2026-01-22T13:55:30+07:00
ชนาวิทย์ สิทธิสมบัติ
chanawit.cvt@gmail.com
ต้องหทัย สัสดีแพง
chanawit.cvt@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การผ่าตัดเส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าส่วนโค้งตรงปลายโป่งพองแบบเดิมมีความเสี่ยงสูงและมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง การผ่าตัดโดยใช้สายสวนเพื่อการขยายหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าด้วยขดลวดหุ้มกราฟต์ (hybrid endovascular repair) เป็นทางเลือกใหม่ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลลัพธ์เบื้องต้นของการผ่าตัดโดยใช้สายสวนเพื่อการขยายหลอดเลือดแดงใหญ่<br />เอออร์ต้าด้วยขดลวดหุ้มกราฟต์ในผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดแดงใหญ่ในช่องทรวงอกโป่งพอง ณ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดโดยใช้เทคนิค hybrid endovascular repair สำหรับเส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าโป่งพอง ระหว่างกรกฎาคม พ.ศ. 2566 ถึงเมษายน พ.ศ. 2568 โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย ได้แก่ ลักษณะทางคลินิก เทคนิคการผ่าตัด และผลลัพธ์ในระยะเบื้องต้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>พบผู้ป่วยทั้งหมด 8 ราย เป็นเพศหญิง 5 ราย (ร้อยละ 62.5) อายุเฉลี่ย 70.4 ปี โรคประจำตัวที่พบมากที่สุดคือความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 87.5) มีประวัติสูบบุหรี่ร้อยละ 37.5 อัตราการกรองของไต (eGFR) เฉลี่ย 60.4 ml/min/1.73m² ผู้ป่วย 5 รายได้รับการผ่าตัดแบบฉุกเฉิน (ร้อยละ 62.5) โดยเป็น aortic dissection 1 ราย และ aneurysm 4 ราย ผู้ป่วย 3 รายได้รับการผ่าตัดแบบเลือก (ร้อยละ 37.5) ขนาดหลอดเลือดโป่งพองเฉลี่ย 6.4 ซม. (ช่วง 4.5-11 ซม.) เทคนิคการผ่าตัดที่ใช้ ได้แก่ carotid-carotid- left subclavian artery (LSCA) bypass (ร้อยละ 37.5), carotid-LSCA bypass (ร้อยละ 50) และมี 2 รายที่ทำ innominate artery translocation ผ่าน median sternotomy การผ่าตัดทั้งหมดดำเนินการแบบ one-stage procedure มีการวาง proximal landing zone ที่ zone 0 จำนวน 2 ราย zone 1 จำนวน 3 ราย และ zone 2 จำนวน 3 ราย ผลลัพธ์หลังผ่าตัดพบว่า ผู้ป่วย 1 รายเกิด stroke (ร้อยละ 12.5) ระยะเวลาพักรักษาใน ICU เฉลี่ย 6.9 วัน และระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 8.4 วัน</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>การผ่าตัดโดยเทคนิค hybrid endovascular repair เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าส่วนโค้งตรงปลายโป่งพอง มีความปลอดภัยในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นการติดตามผลระยะสั้นและมีกลุ่มตัวอย่างจำนวนน้อย จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยติดตามผลระยะยาวและเพิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่าง เพื่อประเมินความคงทนของการรักษาและภาวะแทรกซ้อน</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/283290
ประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในพื้นที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
2025-11-07T14:47:58+07:00
ศุภฤกษ์ กุณราชา
aewsuparerk@gmail.com
นันทิตา กุณราชา
nuntita.kun@gmail.com
พิษณุรักษ์ กันทวี
phitsanuruk.kan@mfu.ac.th
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>จังหวัดเชียงรายได้ประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เกินค่ามาตรฐานต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน การส่งเสริมความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและทักษะการเฝ้าระวังสุขภาพจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นสื่อบุคคลในการถ่ายทอดข้อมูล จำเป็นต้องมีความรู้ ทักษะ และการปฏิบัติที่เหมาะสม เพื่อสื่อสารและสร้างความเข้าใจแก่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจาก PM2.5 โดยเปรียบเทียบระดับความรอบรู้และพฤติกรรมการป้องกันของ อสม. ในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นแบบกึ่งทดลอง วัดก่อน-หลัง และมีกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองจำนวน 38 คน ได้รับโปรแกรมสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 จำนวน 4 ครั้ง เก็บข้อมูลหลังจบโปรแกรมสัปดาห์ที่ 12 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อน-หลัง ภายในกลุ่ม ด้วยสถิติ paired t-test และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ p<0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมทั้ง 4 ด้าน พฤติกรรมการเฝ้าระวังสุขภาพในสถานการณ์ที่คุณภาพยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันในสถานการณ์ที่คุณภาพอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการเฝ้าระวังและการป้องกัน สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>โปรแกรมสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพต่อการเพิ่มระดับความรอบรู้และปรับพฤติกรรมของ อสม. อย่างชัดเจน ควรขยายการใช้โปรแกรมไปยัง อสม. ในพื้นที่อื่นและที่ที่มีปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 สูง พร้อมจัดการอบรมและกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อคงระดับความรอบรู้และพฤติกรรมการป้องกันสุขภาพอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/285121
อัตราการกลับเป็นซ้ำและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำของโรคไทรอยด์เป็นพิษชนิดเกรฟส์ (Graves’ Disease) หลังหยุดยาต้านไทรอยด์
2026-01-20T22:11:37+07:00
อรุณรัตน์ อุตตรอัตถากร
arunrat.aut@cpird.in.th
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>โรคไทรอยด์เป็นพิษชนิดเกรฟส์ (Graves’ disease) เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษที่พบได้บ่อยที่สุด แนวทางการรักษาในปัจจุบัน แนะนำใช้ยาต้านไทรอยด์เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 12-18 เดือน และให้ตรวจระดับ TRAb ก่อนหยุดยา พบการกลับเป็นซ้ำของโรคหลังหยุดยาต้านไทรอยด์แล้วได้บ่อย ร้อยละ 20-50</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>ศึกษาอัตราการกลับเป็นซ้ำและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำของโรค Graves’ disease หลังหยุดยาต้านไทรอยด์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาย้อนหลัง (retrospective cohort study) ด้วยการค้นหาฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ICD-10 E05.0 เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย Graves’ disease อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2558 - ธันวาคม พ.ศ. 2567</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วย Graves’ disease จำนวน 284 ราย เป็นเพศหญิงร้อยละ 80 อายุเฉลี่ย 40 ปี พบการกลับเป็นซ้ำของโรคหลังหยุดยาต้านไทรอยด์ 121 ราย (ร้อยละ 42.6) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อาการแสดงทางตา (adjusted odds ratio (aOR) 2.55; 95% CI: 1.34-4.88; p=0.005) ขนาดต่อมไทรอยด์โต (aOR 2.74; 95% CI: 1.39-5.39; p=0.003) ระดับ FT4 ขณะวินิจฉัย ≥ 2 เท่าของค่าปกติ (aOR 2.07; 95% CI: 1.08-3.97; p=0.028) ได้รับยา methimazole (MMI) มากกว่า 2.5 มิลลิกรัมต่อวันก่อนหยุดยา (aOR 1.79; 95% CI: 1.04-3.13; p=0.037) และระยะเวลาช่วงปรับยามากกว่า 6 เดือน (aOR 2.26; 95% CI: 1.21-4.23; p=0.011)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วย Graves’ disease ที่มีอาการแสดงทางตา ขนาดต่อมไทรอยด์โต ระดับ FT4 ขณะวินิจฉัยสูง ได้รับยา MMI มากกว่า 2.5 มิลลิกรัมต่อวันก่อนหยุดยา และระยะเวลาช่วงปรับยานาน เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำ ผู้ป่วยเหล่านี้ควรพิจารณาส่งตรวจระดับ TRAb ก่อนหยุดยา นัดติดตามอาการและค่าฮอร์โมนไทรอยด์โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรกหลังหยุดยา หรือเลือกให้การรักษาด้วยยาต้านไทรอยด์ขนาดต่ำในระยะยาว เพื่อเพิ่มโอกาสในการหายขาดจากตัวโรค</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/285224
ความชุกของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วย ความดันโลหิตสูงวิกฤติชนิดเร่งด่วน หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
2026-03-03T18:16:37+07:00
ร่มฉัตร มุดเจริญ
monster.mot.ta.noi@gmail.com
เรืองนิพนธ์ พ่อเรือน
monster.mot.ta.noi@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤตชนิดเร่งด่วน เป็นภาวะที่มีระดับความดันโลหิตสูงในเกณฑ์วิกฤตโดยยังไม่พบความเสียหายเฉียบพลันต่ออวัยวะสำคัญ แต่หากไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ตามเป้าหมาย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่ภาวะทุพลภาพและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการศึกษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุกของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดภายใน 3 ปีหลังการวินิจฉัยความดันโลหิตสูงวิกฤติชนิดเร่งด่วน และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาแบบ retrospective cohort study เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงวิกฤติชนิดเร่งด่วนที่เข้ารับบริการ ณ หน่วยบริการปฐมภูมิ จำนวน 900 ราย เก็บข้อมูลความชุกของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดภายใน 3 ปีหลังการวินิจฉัย วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Cox regression กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จากจำนวนผู้ป่วย 900 คน พบผู้ป่วย 130 ราย (ร้อยละ 14.4) เกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งพบภาวะแทรกซ้อนมากที่สุดในปีแรกหลังการวินิจฉัย (ร้อยละ 6.2) และมีแนวโน้มลดลงตามระยะเวลาการติดตาม ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ประวัติโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (hazard ratio; HR=6.00) ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง (HR=3.06) โรคไตเรื้อรังตั้งแต่ระยะที่ 4 ขึ้นไป (HR=2.61) การสูบบุหรี่ (HR=2.27) และการพบโปรตีนในปัสสาวะตั้งแต่ 1+ ขึ้นไป (HR=1.60)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงวิกฤติชนิดเร่งด่วนเมื่อติดตามไป 3 ปี พบภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดมากที่สุดในปีแรกหลังการวินิจฉัย ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในปีแรก โดยให้คำแนะนำเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงและเมื่อมีอาการผิดปกติให้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/285383
ผลลัพธ์ของระบบติดตามสุขภาพทางไกลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและผลลัพธ์ที่รายงานโดยผู้ป่วยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี : แนวทางการดูแลสุขภาพโดยเน้นคุณค่าที่โรงพยาบาลเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
2026-05-05T17:15:15+07:00
สิทธิศักดิ์ คำศรีสุข
dr.neung@gmail.com
ศิริกาญจน์ คำศรีสุข
dr.neung@gmail.com
อมรรัตน์ อนุวัฒน์นนทเขตต์
dr.neung@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>ความสำคัญ</strong><strong>:</strong> โรคเบาหวานชนิดที่2 เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมา การนำระบบติดตามสุขภาพทางไกล (Telehealth monitoring) มาใช้ติดตามผู้ป่วยร่วมกับการรักษาตามมาตรฐาน เป็นแนวทางใหม่ที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยและสอดคล้องกับแนวคิด Value-based health care</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการใช้ระบบติดตามสุขภาพทางไกลต่อการควบคุมระดับ HbA1c, FBSและผลลัพธ์ ที่รายงานโดยผู้ป่วย (PROMs,PREMs) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้เป็นแบบ quasi-experimental ศึกษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ของโรงพยาบาลเวียงป่าเป้า จำนวน 128 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการติดตามสุขภาพผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่มีมาตรฐาน PDPA ร่วมกับการรักษาตามมาตรฐาน (n=64) และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการรักษาตามมาตรฐานเพียงอย่างเดียว (n=64) ประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก FBS, HbA1c, ภาวะแทรกซ้อน,พฤติกรรมการดูแลตนเอง,คุณภาพชีวิตและสุขภาพจิต PROMs (EQ-5D, WHO-5),ประสบการณ์ของผู้ป่วยต่อระบบติดตามสุขภาพ PREMs (TUQ, NPS) และผลทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพ ใช้สถิติ t-test และ Poisson regression</p> <p><strong>ผล</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยเบาหวานทั้งสองกลุ่มมีลักษณะพื้นฐานได้แก่ เพศ อายุ ดัชนีมวลกาย โรคร่วม พฤติกรรมการดูแลตนเอง FBS และ HbA1c เริ่มต้นไม่แตกต่างกัน ภายหลังการทดลอง 6 เดือน พบว่ากลุ่มทดลองมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของ FBS ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมทั้งในเดือนที่ 2, 4 และ6 หลังการทดลองคือ 121 ± 33.4 VS 146 ± 30.6, (p<0.001) HbA1c ในเดือนที่ 6 หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่า HbA1c ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม คือ 7.34 ± 1.13% VS 8.59 ± 0.98% (p<0.001) ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการรักษาของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน ผลด้านการควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในเดือนที่2,4 และเดือนที่ 6 ผลด้านการออกกำลังกายของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน ผลด้านการรับประทานยาของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน</p> <p>ผลด้านคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน ผลด้านประสบการณ์ของผู้ป่วยต่อระบบติดตามสุขภาพแอปพลิเคชั่นใช้ง่ายมาก 85.90% แอปพลิเคชั่นช่วยให้การบริหารโรคเบาหวานดีขึ้น93.75% จำนวนครั้งและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเข้ารับบริการที่คลินิกเบาหวานในระยะเวลา 6 เดือน ไม่แตกต่างกัน</p> <p><strong>ข้อสรุป และข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ระบบ Telehealth monitoring สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับน้ำตาล เพิ่มความสม่ำเสมอของการควบคุมอาหาร ใช้ง่าย และช่วยในบริหารโรคเบาหวานดีขึ้นเพิ่มความสะดวกในการประสานงาน และสะท้อนถึงแนวทางการดูแลสุขภาพที่เน้นคุณค่าในโรงพยาบาลชุมชนโดยใช้เทคโนโลยี</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/285115
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤตทางอายุรกรรม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
2026-03-15T21:26:19+07:00
ณัฐณิชา ยลศิริวัฒน์
y.nutnicha@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยหนักต้องได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต (intensive care unit; ICU) มักมีปัญหาทางการแพทย์ที่ซับซ้อน รวมถึงมีอัตราการเสียชีวิตสูง การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้ทรัพยาการทางการแพทย์มาก การเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตในหอผู้ป่วยวิกฤติจึงมีความสำคัญ เพื่อให้ทีมสหสาขาวิชาชีพสามารถปรับปรุงแนวทางการดูแลรักษาและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤตทางอายุรกรรม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาแบบ retrospective cohort study ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตทางอายุรกรรม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ นานกว่า 24 ชั่วโมง จำนวน 120 ราย ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568 รวบรวมจากข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐาน โรคประจำตัว คะแนนความรุนแรงของโรค (SOFA score) และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยปัวซอง เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเสียชีวิต</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>อัตราการเสียชีวิตใน ICU คิดเป็นร้อยละ 23.3 (28 ราย) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเดี่ยวพบว่า กลุ่มที่เสียชีวิตมีคะแนน SOFA score สูงกว่า ค่า S/F ratio ต่ำกว่า ระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจนานกว่า และมีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในโรงพยาบาลและปอดอักเสบสูงกว่า รวมถึงมีการใช้ยากระตุ้นความดันโลหิต ยาระงับประสาท และยาหย่อนกล้ามเนื้อมากกว่ากลุ่มที่รอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อวิเคราะห์พหุตัวแปร พบปัจจัยพยากรณ์อิสระที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2 ปัจจัย ได้แก่ ค่า S/F ratio ที่ต่ำ (aRR 0.99; 95% CI 0.99–1.00; p=0.029) และการได้รับยาหย่อนกล้ามเนื้อ (aRR 1.84; 95% CI 1.01–3.35; p=0.045)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ค่า S/F ratio ที่ต่ำและการใช้ยาหย่อนกล้ามเนื้อเป็นปัจจัยพยากรณ์อิสระที่สำคัญต่อการเสียชีวิตใน ICU การนำค่า S/F ratio มาใช้เพื่อเฝ้าระวังและติดตามอาการทางคลินิก และการทบทวนแนวทางการใช้ยาหย่อนกล้ามเนื้อให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น จะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้ในอนาคต</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/284739
ผลลัพธ์การฟื้นฟูสภาพระยะกลางผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง แบบเยี่ยมบ้านของกลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลลำปาง
2026-05-01T10:46:45+07:00
จาตุรนต์ บุญพิทักษ์
jaturehab4@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟูโรงพยาบาลลำปางได้เริ่มให้บริการการฟื้นฟูสภาพแบบเยี่ยมบ้านแก่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีข้อจำกัด ไม่สามารถเข้ารับบริการฟื้นฟูสภาพที่โรงพยาบาล แต่ยังขาดการศึกษาการประเมินผลลัพธ์และประสิทธิผลในการให้บริการหลังจากสิ้นสุดโปรแกรมการเยี่ยมบ้าน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาถึงผลลัพธ์และประสิทธิผลของโปรแกรมการฟื้นฟูสภาพแบบเยี่ยมบ้านต่อความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เมื่อเริ่มต้นและสิ้นสุดโปรแกรม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>ทำการเก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2566 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 59 ราย ที่ได้รับโปรแกรมการฟื้นฟูสภาพแบบเยี่ยมบ้านจนครบ 6 เดือน ทำการประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันโดยแบบประเมินคะแนนบาร์เธล ในวันที่เริ่มและสิ้นสุดโปรแกรม วิเคราะห์ผลลัพธ์ทางคลินิกของการฟื้นฟูสภาพ ด้วยสถิติ t-test และ one-way ANOVA test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มผู้ป่วย ร้อยละ 84.8 เป็นผู้สูงอายุซึ่งมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีอายุเฉลี่ย 68.8 ± 11.6 ปี ความบกพร่องที่พบร่วมมากที่สุดคือพูดไม่ชัดหรือสื่อสารไม่ได้ ร้อยละ 17 ภาวะแทรกซ้อนที่พบมากที่สุดคือข้อไหล่เคลื่อน ร้อยละ 35.6 ผลลัพธ์การฟื้นฟูสภาพ พบว่า ผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยคะแนนบาร์เธลเมื่อเริ่มต้นเทียบกับสิ้นสุดโปรแกรม เพิ่มขึ้นเท่ากับ 5.3 ± 4.2 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และเมื่อทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคะแนนบาร์เธล พบว่า กลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อนมีผลต่างของคะแนนบาร์เธลลดลง 2.61 คะแนน แตกต่างจากกลุ่มที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.017)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>โปรแกรมการฟื้นฟูสภาพแบบเยี่ยมบ้านของกลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟูช่วยให้ผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมองที่อยู่ในระยะกลาง มีความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตควรศึกษาโดยเก็บข้อมูล ได้แก่ ด้านคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนไป ด้านจิตใจและความเครียดของผู้ป่วยและผู้ดูแล การเปรียบเทียบต้นทุนของค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบเยี่ยมบ้านเทียบกับอัตราการจ่ายเงินคืนให้แก่โรงพยาบาล</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/285336
ผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อการเกิดความวิตกกังวลของครอบครัวในผู้ป่วยบาดเจ็บช่องท้องหลังจากพ้นภาวะวิกฤต หอผู้ป่วยหนักอุบัติเหตุ
2026-03-18T21:47:38+07:00
ทศพล มณีวรรณ
ball_ba09@hotmail.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยบาดเจ็บช่องท้องมักเผชิญภาวะวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวทั้งด้านอารมณ์และ<br />จิตสังคม แม้ผู้ป่วยจะพ้นภาวะวิกฤตแล้ว ครอบครัวยังคงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวและการดูแลต่อเนื่อง การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวจึงเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการดูแลแบบครอบครัวเป็นศูนย์กลางและช่วยลดความวิตกกังวลดังกล่าว</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อระดับความวิตกกังวลของครอบครัวผู้ป่วยบาดเจ็บช่องท้องหลังจากพ้นภาวะวิกฤต</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองในครอบครัวผู้ป่วยบาดเจ็บช่องท้อง <br />66 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 33 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัว ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ประเมินความวิตกกังวลด้วยแบบประเมิน The State Anxiety Inventory Form X-I ก่อนการทดลองและเมื่อผู้ป่วยมีแผนย้ายออกจากหอผู้ป่วยหนัก วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Wilcoxon signed-rank test และ Mann–Whitney U test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ก่อนการทดลอง ระดับความวิตกกังวลของครอบครัวระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ<br />ทางสถิติ (p=0.550) หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่า<br />มัธยฐาน 57 (IQR 4.5) เป็น 52 (IQR 5.5) (p<0.001) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลง (p=1.000) และ<br />เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีระดับความวิตกกังวลต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (mean rank 26.8 และ 40.2 ตามลำดับ, U=325, p<0.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>โปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัวช่วยลดความวิตกกังวลของครอบครัวผู้ป่วยบาดเจ็บช่องท้องได้อย่างมีประสิทธิผล ควรส่งเสริมการใช้ในหอผู้ป่วยอุบัติเหตุและหอวิกฤตอื่นเพื่อเสริมสร้าง<br />ความมั่นใจและลดความวิตกกังวลของครอบครัว</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/285297
การบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีภัยพิบัติอุทกภัย จังหวัดเชียงราย
2026-06-15T23:09:30+07:00
รัตนา รัชตพิสิฐกร
ratanam@yahoo.com
นวลรัตน์ โมทะนา
ratanam@yahoo.com
ฐิติมา สุขใส
ratanam@yahoo.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>อุทกภัยและดินโคลนถล่มปี พ.ศ. 2567 ในจังหวัดเชียงราย เป็นภัยพิบัติที่มีความรุนแรงระดับวิกฤต ส่งผลกระทบวงกว้างต่อประชาชนและระบบบริการสาธารณสุข จึงมีความจำเป็นต้องถอดบทเรียนเพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์และพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีอุทกภัยและดินโคลนถล่ม จังหวัดเชียงราย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการวิจัยและพัฒนา (research and development: R&D) แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และถอดบทเรียนข้อมูลย้อนหลังตามกรอบแนวคิด 2P2R (prevention, preparedness, response, recovery) และระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบและประเมินผลความรู้บุคลากร กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 90 ราย</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>การตอบโต้ภาวะฉุกเฉินดำเนินการผ่านศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (Public Health Emergency Operation Center; PHEOC) ร่วมกับระบบ Incident Command System (ICS) สามารถระดมทีมปฏิบัติการ 756 ทีม และให้บริการผู้ประสบภัย 38,180 ราย ครอบคลุมการรักษาพยาบาล การเฝ้าระวังโรค การดูแลสุขภาพจิต และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยดำเนินงานตาม 2P2R ครอบคลุมทุกระยะ ปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ โครงสร้างการสั่งการแบบ single command ความเข้มแข็งของเครือข่าย และความพร้อมของทีมปฏิบัติการ ขณะที่ข้อจำกัด ได้แก่ กำลังคนไม่เพียงพอ ข้อมูลกลุ่มเปราะบางไม่เป็นปัจจุบัน ปัญหาการสื่อสารในพื้นที่วิกฤต และข้อจำกัดด้านงบประมาณ ผลการพัฒนารูปแบบเน้นการจัดทำแผนเผชิญเหตุเฉพาะภัย (hazard-specific plans) แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (business continuity plans) ด้านกำลังคน และการใช้ระบบ Geographic Information System (GIS) ระบุกลุ่มเสี่ยง และการพัฒนาระบบสื่อสารสำรอง ภายหลังการถ่ายทอดรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เฉลี่ยร้อยละ 74.5 ± 12.7 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูงและปานกลาง สะท้อนถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>การบูรณาการกรอบแนวคิด 2P2R ร่วมกับระบบ ICS ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการภัยพิบัติ แต่จำเป็นต้องปรับปรุงแผนให้ยืดหยุ่นต่อสถานการณ์วิกฤต พัฒนาศักยภาพบุคลากร และพัฒนาระบบข้อมูลให้เป็นปัจจุบันเพื่อลดความสูญเสียในอนาคต</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/285533
ผลของโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองด้วยการยอมรับและพันธะสัญญาต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีน
2026-03-12T16:41:31+07:00
กัญญาณัฐ พันยาง
kanyanatpanyang2540@gmail.com
เพ็ญพักตร์ อุทิศ
penpaktr_uthis@yahoo.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การตีตราตนเองในผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีนเป็นปัญหาสำคัญทางสุขภาพจิต เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีน อาจนำไปสู่ผลกระทบด้านสุขภาพอื่น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองด้วยการยอมรับและพันธะสัญญาในผู้ต้องขัง<br />ติดเมทแอมเฟตามีนที่มีภาวะซึมเศร้า</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มศึกษาแบบสองกลุ่มวัดซ้ำ ในผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 60 ราย ดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม - 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา การเปรียบเทียบความต่างค่าเฉลี่ยและความแปรปรวนของคะแนนภาวะซึมเศร้าในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 2 สัปดาห์และระยะติดตามผล 1 เดือน วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (repeated measures ANOVA) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าภายหลังการทดสอบด้วยสถิติ Bonferroni test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>1) ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมฯ ในระยะหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ และ 1 เดือน ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001 ทั้งสองช่วง) และในกลุ่มควบคุมมีคะแนนภาวะซึมเศร้าต่ำกว่าก่อนการทดลอง ทั้งในช่วงหลังการทดลอง 2 สัปดาห์และ 1 เดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001 ทั้งสองช่วง) 2) ในระยะก่อนการทดลองค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.720) อย่างไรก็ตาม หลังการทดลอง 2 สัปดาห์และ <br />1 เดือน พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001 ทั้งสองช่วง) 3) มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและเวลาในการเปลี่ยนแปลงของคะแนนภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>โปรแกรมจัดการการตีตราตนเองด้วยการยอมรับและพันธะสัญญาช่วยลดภาวะซึมเศร้าในผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีน ดังนั้น ควรส่งเสริมให้นำโปรแกรมฯ ไปใช้เป็นแนวทางในการพยาบาลผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีน เพื่อให้การดูแลผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/279413
ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลต่อความรู้และความร่วมมือ ในการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยวัณโรคสูงอายุ ที่มารับบริการที่คลินิกวัณโรค โรงพยาบาลจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
2026-03-03T15:12:52+07:00
อัมภิกา น้อยทอง
ampika5998@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยวัณโรค ทำให้ผู้ป่วยวัณโรคสูงอายุได้รับการดูแลที่เหมาะสมกับสภาพปัญหา มีความรู้ในการดูแลตนเอง สามารถรับประทานยาได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยควบคุมอาการ มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความรู้เรื่องวัณโรค ระดับของความร่วมมือในการรักษาด้วยยา และแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพของผู้ป่วยวัณโรคสูงอายุ ก่อนและหลังการได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติการพยาบาลการส่งเสริม<br />ความร่วมมือในการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยวัณโรค ณ คลินิกวัณโรค โรงพยาบาลจอมทอง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบ 1 กลุ่ม ชนิดวัดแบบกลุ่มเดียว<br />ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ เปรียบเทียบคะแนนความรู้เรื่องวัณโรค และระดับคะแนนความร่วมมือในการรักษาด้วยยา<br />ของผู้ป่วยวัณโรคสูงอายุ ทั้งก่อนและหลังการทดลอง (pretest-posttest experimental design) ระหว่างวันที่<br />1 มกราคม - 30 กันยายน พ.ศ. 2567 กำหนดระดับนัยสำคัญที่ระดับ p<0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ด้านความรู้เรื่องวัณโรค พบว่าก่อนได้รับแนวปฏิบัติ ผู้ป่วยมีคะแนนเฉลี่ยความรู้อยู่ในระดับ<br />ปานกลาง (8.9 ± 2.2) และเพิ่มขึ้นเป็นระดับมากหลังได้รับแนวปฏิบัติ (12.1 ± 2.3) ด้านความร่วมมือในการรักษาด้วยยา พบว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังได้รับแนวปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางทั้งสองช่วง (6.1 ± 1.9 และ 7.0 ± 0.3 ตามลำดับ) แต่มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นหลังได้รับแนวปฏิบัติ เมื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติ พบว่าค่า<br />มัธยฐานคะแนนความรู้เรื่องวัณโรคเพิ่มขึ้นจาก 9 (IQR 4) เป็น 12 (IQR 1) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และค่ามัธยฐานคะแนนความร่วมมือในการรักษาด้วยยาเพิ่มขึ้นจาก 6 (IQR 3) เป็น 7 (IQR 0) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.048)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>ควรนำแนวปฏิบัติการพยาบาลการส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานยา<br />อย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยวัณโรคมาบูรณาการกับการให้การพยาบาลรูปแบบปกติในผู้ป่วยสูงอายุ เพื่อให้การจัดการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2569 เชียงรายเวชสาร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/crmjournal/article/view/286175
บทบาทพยาบาลเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายของผู้สูงอายุในชุมชน
2026-07-22T22:20:08+07:00
ธันยพร บัวเหลือง
thanyaporn@pnc.ac.th
รุ่งนภา เขียวชะอ่ำ
thanyaporn@pnc.ac.th
ทิพย์วิมล ตั้งชูทวีทรัพย์
thanyaporn@pnc.ac.th
พุทธิพร พงศ์นันทกุลกิจ
thanyaporn@pnc.ac.th
พิมพ์รัตน์ โทกุล
thanyaporn@pnc.ac.th
ชนิศา ศิริพานิช
thanyaporn@pnc.ac.th
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยกลุ่มผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในระดับชุมชน พยาบาลในระบบบริการสุขภาพ<br />ปฐมภูมิมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึง คัดกรอง เฝ้าระวัง และประสานความร่วมมือกับครอบครัวและชุมชนเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายในผู้สูงอายุ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์และระดับบทบาทของพยาบาลในการป้องกันการฆ่าตัวตายของผู้สูงอายุ<br />ในชุมชน และเพื่ออธิบายลักษณะ บริบท และประสบการณ์ของพยาบาลในการปฏิบัติบทบาทดังกล่าว</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยแบบผสมผสานวิธีชนิดขั้นตอนเชิงอธิบาย 1) การศึกษาเชิงปริมาณ ศึกษาข้อมูลสถานการณ์จากฐานข้อมูลสุขภาพจังหวัดจันทบุรี จากกลุ่มตัวอย่างพยาบาลที่มีประสบการณ์ จำนวน 34 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา 2) การศึกษาเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มพยาบาล จำนวน<br />15 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีบทบาทพยาบาลในการป้องกันการฆ่าตัวตายอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 52.9) การประเมิน คัดกรอง และเฝ้าระวังผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย เป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (3.93 ± 0.55) และการพัฒนาการปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับ<br />บริบทชุมชน เป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (3.12 ± 0.79) ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ พบ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่<br />1) การค้นหาและเฝ้าระวังความเสี่ยงของผู้สูงอายุในชุมชน 2) การสนับสนุนด้านจิตใจและการให้คำปรึกษารายบุคคล 3) การสร้างระบบสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน 4) การส่งเสริมความรู้และทักษะด้านสุขภาพจิตในชุมชน และ 5) ข้อจำกัดในการประยุกต์ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการปฏิบัติงาน โดยพบว่า พยาบาลใช้ประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงร่วมกับความเข้าใจบริบทของผู้สูงอายุในการดูแล แต่ยังมีข้อจำกัดด้านเวลา ภาระงาน และการเข้าถึงแนวทางวิชาการที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>พยาบาลมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการฆ่าตัวตายของผู้สูงอายุในชุมชนผ่านการคัดกรอง การให้คำปรึกษา และการสร้างเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม อย่างไรก็ตาม ควรพัฒนาแนวปฏิบัติหรือเครื่องมือที่กระชับและเหมาะสมกับบริบทงานปฐมภูมิ ส่งเสริมการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ร่วมกับประสบการณ์ภาคสนาม และสนับสนุนระบบการทำงานร่วมกับครอบครัวและชุมชนอย่างเป็นระบบ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เชียงรายเวชสาร