ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin <p><strong>ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์</strong></p> <p>ISSN 2985-2900 (Online)</p> <p>ISSN 1906-6813 (print) (ยกเลิก)</p> <p>ISSN 2730-2342 (online) (ยกเลิก)</p> <p><strong>กำหนดออก:</strong> 3 ฉบับต่อปี (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป)</p> <p> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน</p> <p> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์: </strong> วารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านการพยาบาล การสาธารณสุข และการศึกษา</p> <p><strong>ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2569</strong></p> <p> </p> th-TH <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ในราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ&nbsp;</p> <p>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ก่อนเท่านั้น</p> thidarat@bcnsurin.ac.th (ดร.ธิดารัตน์ คณึงเพียร l Dr.Thidarat Kanungpiarn) thawatchai@bcnsurin.ac.th (อาจารย์ธวัชชัย ยืนยาว l Mr.Thawatchai Yeunyow) Thu, 23 Apr 2026 20:39:23 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ภาวะสุขภาพจิตและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตของสมาชิกครัวเรือนยากจน ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278800 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพจิตและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตของสมาชิกครัวเรือนยากจนในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างคือ สมาชิกครัวเรือนยากจน ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด สุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ จำนวน 335 คน ศึกษาในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2567 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะสุขภาพจิต (Thai GHQ-28) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าไคสแควร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะสุขภาพจิตของกลุ่มตัวอย่างสมาชิกครัวเรือนยากจน ร้อย 53.43 ไม่มีปัญหาสุขภาพจิต และร้อยละ 46.57 มีปัญหาสุขภาพจิต พบปัจจัยด้านอายุและสถานภาพสมรสมีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตด้านอาการวิตกกังวลและการนอนไม่หลับ ปัจจัยรายได้ครอบครัว มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตด้านอาการวิตกกังวลและการนอนไม่หลับ ด้านความพร่องทางสังคม และด้านอาการซึมเศร้าที่รุนแรง ปัจจัยครอบครัวที่มีผู้มีภาวะพึ่งพิงสูงในครอบครัวมีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตด้านอาการวิตกกังวลและการนอนไม่หลับ และด้านอาการซึมเศร้าที่รุนแรง ปัจจัยภาระหนี้สินมีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตด้านอาการวิตกกังวลและการนอนไม่หลับ และด้านความพร่องทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งต่อไปควรวิจัยการพัฒนาโปรแกรมและประเมินผลโปรแกรมการสนับสนุนสุขภาพจิตและการดูแลผู้มีภาวะสุขภาพจิตเปลี่ยนแปลงสำหรับครัวเรือนยากจน </p> สุจิตตา ฤทธิ์มนตรี, ลลิตา วงศ์แก้วประจักษ์, วาสนา สุระภักดิ์, อรรถพล พันทอง, ทวี ศรีขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278800 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคติดต่อจากการปฏิบัติงาน ของพนักงานเก็บขนขยะมูลฝอยเทศบาลในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278986 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคติดต่อในการปฏิบัติงานของพนักงานเก็บขนขยะมูลฝอย กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์กำหนดคือ พนักงานเก็บขนขยะมูลฝอยในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 102 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการทำงาน ปัจจัยด้านการรับรู้ของบุคคลเกี่ยวกับโรคติดต่อ และพฤติกรรมการป้องกันตนเอง หาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบราค ได้ค่า 0.83 และ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติไคสแควร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พนักงานเก็บขนขยะมูลฝอยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 72.5 อายุเฉลี่ย 43.02 ปี (±8.97) ประสบการณ์การทำงานเฉลี่ย 7.14 ปี (±5.52) ส่วนใหญ่รับรู้โอกาสเสี่ยงในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 52.9 การรับรู้ความรุนแรงอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 42.2 การรับรู้ประโยชน์เกี่ยวกับการป้องกันโรคติดต่อจากการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 51.0 และการรับรู้อุปสรรคในการป้องกันโรคติดต่อจากการปฏิบัติงานอยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 39.2 พนักงานเก็บขนขยะมูลฝอยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมป้องกันตนเองจากโรคติดต่อในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 53.9 และพบว่าประสบการณ์การทำงาน การได้รับการอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และการรับรู้ประโยชน์จากการป้องกัน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อของพนักงานเก็บขนขยะมูลฝอยเทศบาลในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ข้อเสนอแนะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากโรคติดต่อให้แก่พนักงานเก็บขนขยะมูลฝอยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากการปฏิบัติงาน</p> จินต์จุฑา ขำทอง, สิรินันท์ สุวรรณาภรณ์, มนัสวี ทองศฤงคลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278986 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ ต่อการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โดยการใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278893 <p>การวิจัยพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติ และความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ ต่อการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โดยการใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงคือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามความรู้เรื่องโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง (ค่า KR20 = 0.80) แบบสอบถามทัศนคติต่อการป้องกันโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง แบบสอบถามการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงโดย มีค่าความเชื่อมั่น โดยคำนวณด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.81 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติ (<em>r</em>= .027) และไม่มีความสัมพันธ์กับการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง (<em>r</em>= .051) สำหรับทัศนคติของอสม. มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติต่อการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง (<em>r</em> = .377<em>, p-value</em> &lt;.001) โดยการใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี ข้อเสนอแนะ ควรมีการสร้างทัศนคติที่ดีในการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง โดยการใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สีให้กับอสม. จะนำไปสู่การสร้างความมั่นใจให้กับอสม. ในการปฏิบัติงานการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง</p> โศรตรีย์ แพน้อย, ชุลีพร หีตอักษร, รพีพรรณ กำลังวุธ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278893 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการเข้าถึงบริการโรคหลอดเลือดสมองในชุมชนถนนคนเดินเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278995 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเข้าถึงบริการโรคหลอดเลือดสมองในชุมชนถนนคนเดินเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย กลุ่มตัวอย่างสุ่มอย่างง่ายจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า คือ 1) ทีมสหวิชาชีพ จำนวน 9 คน 2) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดบริการ จำนวน 56 คน และ 3) ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 10 คน รวมทั้งหมดจำนวน 75 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล แบบสนทนากลุ่ม แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง แบบประเมินความพึงพอใจ บันทึกคุณภาพการรักษา ได้แก่ การเข้าถึง stroke fast track การส่งต่อภายใน 30 นาที ระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงโรงพยาบาล หาค่าความเชื่อมั่นขอแบบสอบถาม ได้ค่า 0.84 และ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการเข้าถึงบริการการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการเฝ้าระวังอาการ การแจ้งเหตุฉุกเฉิน การประสานการส่งต่อ และการเข้าสู่ระบบ stroke fast track อย่างเป็นระบบ ภายหลังใช้รูปแบบ ผู้ป่วยสามารถเข้าถึง stroke fast track ร้อยละ 45.65 มีการส่งต่อภายใน 30 นาที ร้อยละ 100 มีระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงโรงพยาบาล 2 ชั่วโมง 40 นาที ค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองก่อนและหลังการใช้รูปแบบการเข้าถึงบริการโรคหลอดเลือดสมอง แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.001) และความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบอยู่ในระดับมาก (mean = 8.45, <em>SD</em> =1.68) ผลการวิจัยสะท้อนว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการการรักษาโรคหลอดเลือดสมองในชุมชนท่องเที่ยวที่มีข้อจำกัดด้านบริบทพื้นที่ ข้อเสนอแนะคือ ควรมีการติดตามการใช้รูปแบบการเข้าถึงบริการโรคหลอดเลือดสมองในชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วย</p> กาณฑ์พิชชา โคตรบรรเทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278995 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพไตในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/279617 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงต่อความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง การรับรู้สัญญาณเตือนโรคไตเรื้อรัง พฤติกรรมสุขภาพ ระดับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง และค่าอัตราการกรองของไต วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสภาพปัญหา การพัฒนารูปแบบ การประเมินผล และการสรุปผลส่งต่อนวัตกรรม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 34 คน โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง การรับรู้สัญญาณเตือนโรคไตเรื้อรัง และพฤติกรรมสุขภาพ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.78, 0.85 และ 0.92 ตามลำดับ ร่วมกับแบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการดำเนินการวิจัยด้วยสถิติ paired sample t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพไตที่พัฒนาขึ้นภายใต้โมเดล “เติม เสริม เพิ่ม” ประกอบด้วย 1) การเติมความรู้ผ่านคู่มือการป้องกันโรคไตเรื้อรังและสื่อโปสเตอร์ครบสูตรดูแลไต 2) การเสริมทักษะการดูแลตัวเองด้วยกิจกรรมออกกำลังกายด้วยยางยืด และ 3) การเพิ่มความยั่งยืนด้วยการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขเชี่ยวชาญด้านสุขภาพไต ภายหลังการดำเนินงานพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง การรับรู้สัญญาณเตือนโรคไตเรื้อรัง และพฤติกรรมสุขภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.001) นอกจากนี้ระดับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังลดลง และค่าอัตราการกรองของไตมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.001) ข้อเสนอแนะ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมความรู้ การรับรู้สัญญาณเตือน และพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังในระยะยาว</p> ณัฐณิชา พรทิพย์, สาวิตรี ศรีโฉม, วิลาสินีพร โคตวัตร์, ศิริพร ศิริกัญญาภรณ์, ประเสริฐ ประสมรักษ์, นวลอนงค์ ปะตะสังค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/279617 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการตนเองในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ในเขตพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/279613 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการจัดการตนเองต่อความรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ การดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผล และการสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ จำนวน 36 คน คัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามความรู้ในการจัดการตนเอง และแบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ที่พัฒนาขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85, 0.88 และรูปแบบการจัดการตนเอง "ปฏิทิน 3 มิติ" วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon signed ranks test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 60.0-79.0 ปี มีระยะเวลาการเจ็บป่วย 10.0 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 55.6 และมีค่าระดับน้ำตาลเฉลี่ยก่อนการทดลองเท่ากับ 158.7 (<em>SD</em> = 34.7) รูปแบบการจัดการตนเองที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 1) การเสริมสร้างความรู้ผ่านคู่มือ "ปฏิทิน 3 มิติ" 2) การตั้งเป้าหมายและบันทึกพฤติกรรมสุขภาพ และ 3) การติดตามประเมินผลพฤติกรรมและระดับน้ำตาลในเลือด ภายหลังการทดลองพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้และพฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มขึ้น และมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) ข้อเสนอแนะ ควรนำรูปแบบนี้ไปปรับใช้ในคลินิกเบาหวานคุณภาพ เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานต่อไป</p> ขวัญชนก แสงแก้ว, คุนัญญา สอดสี, ภัทราพร รักธรรม, พรทวี บุตรี, สุมณี มาสุข, พรพรรณ ประพัฒน์พงษ์, ประเสริฐ ประสมรักษ์, ฐิติมา พลบุบผา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/279613 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม ในหญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/279741 <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมในหญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ในชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงวัยผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน จำนวน 52 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 26 คน โปรแกรมพัฒนาจากแนวคิดทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคของโรเจอร์ ประกอบด้วย แผนกิจกรรม คู่มือ ต้นแบบด้านลบ สื่อภาพนิ่ง สื่อวีดิทัศน์ แอปพลิเคชันไลน์ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม เครื่องมือผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .94 และค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) เท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Wilcoxon signed-rank test และ Mann–Whitney U test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมหลังได้รับโปรแกรมฯ (median = 76.0, IQR = 2) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ (median <strong>=</strong> 52.0, IQR = 8) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -4.461, <em>p</em>&lt; .001) และ 2) กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมหลังได้รับโปรแกรมฯ (median = 76.0, IQR = 2) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ (median = 49.00, IQR = 8) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -6.208, <em>p</em>&lt; .001) ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจสามารถส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมในหญิงที่มีน้ำหนักเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมในกลุ่มเสี่ยงได้</p> มะลิวัลย์ ศรีโท, สุมาลี เลิศมัลลิกาพร, วิลาวัณย์ เตือนราษฎร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/279741 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความพร้อมในการเป็นผู้มีพฤฒิพลังของผู้สูงอายุในชุมชนพื้นถิ่นอีสาน: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/282390 <p>การวิจัยแบบผสานวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมในการเป็นผู้มีพฤฒิพลังและอธิบายความหมายภาวะพฤฒิพลังตามมุมมองของผู้สูงอายุในชุมชนพื้นถิ่นอีสาน กลุ่มตัวอย่างการศึกษาเชิงปริมาณคือ ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ชุมชนพื้นถิ่นอีสาน จำนวน 78 คน และการศึกษาเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้สูงอายุที่มีบทบาททางวัฒนธรรมในชุมชน จำนวน 30 คน เลือกโดยวิธีเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติและวิธีการบอกต่อ เครื่องมือในการศึกษาเชิงปริมาณคือ แบบประเมินความพร้อมในการเป็นผู้มีพฤฒิพลังของผู้สูงอายุ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (CVI =1) และมีค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงของครอนบาร์ค (α = 0.91) การศึกษาเชิงคุณภาพใช้การสนทนากลุ่มโดยมีคำถามกึ่งโครงสร้างและการบันทึกภาคสนาม ได้ดัชนีความตรง เท่ากับ 0.89 ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความพร้อมของภาวะพฤฒิพลังในระดับมากครบทั้ง 3 ด้าน ร้อยละ 42.31 รองลงมาคือมีความพร้อมระดับมาก 2 ด้าน ร้อยละ 39.74 มีความพร้อมระดับมาก 1 ด้านร้อยละ 15.38 และผู้สูงอายุที่ไม่มีความพร้อมในระดับมากทั้ง 3 ด้าน คิดเป็น ร้อยละ 2.57 ความหมายของผู้สูงอายุที่มีพฤฒิพลังตามการรับรู้ของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบคือ ปรับตัวตามภาวะสุขภาพ พึ่งพาตนเอง มีกิจกรรมสม่ำเสมอ และรักษาวัฒนธรรมประเพณี ผลการศึกษาเสนอว่า การส่งเสริมภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุควรดำเนินการบนฐานวัฒนธรรมชุมชน โดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชนและบทบาททางวัฒนธรรมของผู้สูงอายุเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ</p> สาคร อินโท่โล่, กัลยารัตน์ เมธาอภินันท์, ภาสินี โทอินทร์, ณรงค์ คำอ่อน, พัฒนี ศรีโอษฐ์, วชิรศักดิ์ อภิพัฒฐ์กานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/282390 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/282493 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ความมั่นใจ พฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยติดเตียงของผู้ดูแล และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยติดเตียง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง จำนวน 70 คน สุ่มแบบง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 35 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการพยาบาลสนับสนุนและการให้ความรู้แก่ผู้ดูแล ระยะเวลา 8 สัปดาห์ และ 2) เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความรู้ ความมั่นใจ พฤติกรรมการดูแล และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82, 0.83, 0.84 และ 0.92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test หรือ Fisher’s exact test, paired t-test และ independent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ความมั่นใจ พฤติกรรมการดูแล และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยติดเตียงสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&lt; .001, <em>p</em> &lt; .05, <em>p</em> &lt; .001 และ <em>p</em> &lt; .001 ตามลำดับ) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ พฤติกรรมการดูแล และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05, <em>p</em> &lt; .05 และ <em>p</em> &lt; .001) อย่างไรก็ตามคะแนนความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่ม (<em>p </em>= .490) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมการพยาบาลสนับสนุนและการให้ความรู้สามารถพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลให้มีความรู้และพฤติกรรมการดูแลที่เหมาะสม ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยติดเตียงดีขึ้น จึงควรส่งเสริมการนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้ในบริบทการดูแลระยะยาว</p> นฤมล เปรมาสวัสดิ์, อารีย์รัตน์ เปสูงเนิน, ฉัตรทอง จารุพิสิฐไพบูลย์, ณัฏฐินีภรณ์ จันทรโณทัย, ดุษฎี ไตรยวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/282493 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของนวัตกรรม “การประเมินความพึงพอใจด้วยปิงปองจราจรชีวิต 7 สี” ของผู้รับบริการ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/280386 <p>การวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดศึกษากลุ่มเดียว วัดหลายครั้งแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมการประเมินความพึงพอใจด้วยปิงปองจราจรชีวิต 7 สีของผู้รับบริการ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม จำนวน 42 คน ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินความพึงพอใจ 3 ครั้ง โดยมีค่าความเที่ยงของแบบประเมินความพึงพอใจ 4 ระดับ ความพึงพอใจ 5 ระดับ และความพึงพอใจ 7 ระดับ เท่ากับ 0.72, 0.84 และ 0.94 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Friedman test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองส่วนมากเป็นเพศหญิง ร้อยละ 54.8 อายุเฉลี่ย 57.74±14.00 ปี มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 71.4 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 57.2 ประกอบอาชีพข้าราชการบำนาญ ร้อยละ 45.2 และรายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 27,542.62±13,770.40 บาท เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนความพึงพอใจ 4 ระดับ ความพึงพอใจ 5 ระดับ และความพึงพอใจ 7 ระดับ ระหว่างครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 พบว่า ครั้งที่ 1-3 กลุ่มทดลองมีความพึงพอใจ 4 ระดับ ความพึงพอใจ 5 ระดับ และความพึงพอใจ 7 ระดับไม่แตกต่างกัน ส่วนการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนความพึงพอใจ 4 ระดับ ความพึงพอใจ 5 ระดับ และความพึงพอใจ 7 ระดับ ระหว่างครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 กรณีปรับมาตรฐานของคะแนนให้เท่ากัน พบว่า กลุ่มทดลองมีความพึงพอใจ 7 ระดับสูงกว่าความพึงพอใจ 5 ระดับ และความพึงพอใจ 4 ระดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้นควรส่งเสริมการใช้การประเมินความพึงพอใจแบบ 7 ระดับ ร่วมกับนวัตกรรมปิงปองจราจรชีวิตในหน่วยบริการสุขภาพ เพื่อเพิ่มความละเอียดในการจำแนกระดับความพึงพอใจ และควรมีการศึกษาขยายผลในบริบทอื่นต่อไป</p> กัญญาภัค นวนหนักแน่น, เพ็ญพิทักษ์ คิดสม, ยุทธนา แยบคาย, วิชัย เทียนถาวร, ภิญญาพัชญ์ พุฒจ้อย, นภา ทองกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/280386 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมวัณโรค ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/282492 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมวัณโรค โดยเปรียบเทียบคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ทั้งก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 76 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 38 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบไม่ได้รับโปรแกรม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมวัณโรค มีค่าความเชื่อมั่น 0.71 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ independent t-test และ paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (mean diff. = 18.14, 95%CI = 14.97–21.40, <em>p</em>-value = 0.001) หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (mean diff. = 20.29, 95%CI = 18.00–22.58, <em>p</em>-value = 0.001) สรุปได้ว่า โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิผลในการพัฒนาความรู้และทักษะของอาสาสมัครสาธารณสุขในการป้องกันและควบคุมวัณโรค สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมบทบาทในการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกและการกำกับการกินยาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนได้จริง</p> วรวัฒน์ เครือคำ, พัชรี ศรีกุตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/282492 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการคุณภาพการพยาบาลโดยใช้ ADDIE Model เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ โรงพยาบาลสุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/285139 <p>โรงพยาบาลสุรินทร์เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิและมีศูนย์ความเป็นเลิศทั้ง 7 ด้าน ได้มีการพัฒนาศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องในด้านการพยาบาล พัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพบริการพยาบาลอย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งสู่การเป็นโรงพยาบาลมาตรฐานการพยาบาลระดับสากล การประเมินคุณภาพในโรงพยาบาลถือเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานและคงไว้ซึ่งผลลัพธ์เชิงประจักษ์</p> <p>วัตถุประสงค์ของการดำเนินงานนี้เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ ถอดบทเรียน และอธิบายรูปแบบการบริหารจัดการคุณภาพการพยาบาลและการประกันคุณภาพบริการพยาบาลของกลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลสุรินทร์ โดยประยุกต์ใช้ ADDIE Model เป็นกรอบการดำเนินงาน ประกอบด้วย การวิเคราะห์บริบทองค์กรทั้งภายในและภายนอก การออกแบบระบบงานโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ การพัฒนาเครื่องมือและแนวปฏิบัติการพยาบาล การนำแผนไปใช้ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร และการประเมินผลเพื่อถอดบทเรียนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานพบว่าปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญคือ การที่องค์กรนำ ADDIE Model มาใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการคุณภาพการพยาบาล ส่งผลให้ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลสุรินทร์ ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายในร้อยละ 100 จากเดิมที่อยู่ระดับร้อยละ 60-70 และได้รับรางวัลการประกันคุณภาพโรงพยาบาลในระดับ NQA Class ประจำปีพ.ศ. 2567 ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานคุณภาพบริการพยาบาลที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ และเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อมุ่งสู่รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award) ในอนาคต</p> จันทนา แพงบุดดี, สุธิดา วนแสงสกุล, ปาริชาต หาญมานพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/285139 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700