ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin <p><strong>ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์</strong></p> <p>ISSN 2985-2900 (Online)</p> <p>ISSN 1906-6813 (print) (ยกเลิก)</p> <p>ISSN 2730-2342 (online) (ยกเลิก)</p> <p><strong>กำหนดออก:</strong> 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์: </strong> วารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านการพยาบาล การสาธารณสุข และการศึกษา</p> <p><strong>ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2566</strong></p> <p> </p> วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ th-TH ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ 2985-2900 <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ในราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ&nbsp;</p> <p>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ก่อนเท่านั้น</p> ความสัมพันธ์และอำนาจการทำนายระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นหญิง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278936 <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจการทำนายระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นหญิง กลุ่มตัวอย่างคือ วัยรุ่นหญิงในชุมชนเขตนอกเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 98 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรสำหรับวัยรุ่นหญิง ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพ การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเองการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง และพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร หาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ ได้ค่า 0.89, 0.95, 0.96, 0.85, 0.92, 0.96 และ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติความสัมพันธ์ และสถิติสมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพ การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ และการจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเอง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>p</em>&lt; .001 ส่วนการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>p</em>&lt; .01 โดยความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพ และการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรได้ร้อยละ 36.1 (R<sup>2</sup>=0.361, F=26.820, <em>p</em>=.000) จากผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะว่า บุคลากรสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องควรจัดกิจกรรมหรือโปรแกรมโดยเน้นส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพและการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร</p> <p> </p> ชัชฎาพร จันทรสุข กุสุมล แสนบุญมา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-07 2025-12-07 15 2 1 17 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของประชากรเพศหญิง อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278869 <p>โรคมะเร็งเต้านมพบบ่อยในเพศหญิง รักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น การศึกษาวิจัยแบบเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ประชากรคือประชาชนเพศหญิงที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม อาศัยอยู่ในอำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ อย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป จำนวน 5,392 คน กลุ่มตัวอย่างคือหญิงอายุ 30–70 ปี สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 836 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคมะเร็งเต้านม และแบบสอบถามพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ด้วยวิธีการคลำเต้านมตนเองย้อนหลัง 6 เดือน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 ตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ หาค่าสัมประสิทธิแอลฟาของครอนบาค ได้ค่า 0.96 เก็บข้อมูลเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยลอจิสติกพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม โดยรวมอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 75.72 พฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ร้อยละ 84.45 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.05) ได้แก่ อายุ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพประจำปี การเคยได้รับการตรวจเต้านมจากบุคลากรทางการแพทย์ การได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม และระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะในด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ และความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันโรค ข้อเสนอแนะ หน่วยงานสาธารณสุขควรส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สนับสนุนการออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพ เพื่อกระตุ้นให้สตรีมีพฤติกรรมตรวจเต้านมด้วยตนเองมากขึ้น</p> อรุณี ขุมทอง กฤติยาณี ธรรมสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-07 2025-12-07 15 2 18 36 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความสุขสบายต่อความปวด และภาวะท้องอืด ในมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278677 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่ม วัดผลหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความสุขสบายต่อ ความปวด และภาวะท้องอืด ในมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยเป็นมารดาผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง จำนวน 118 ราย แบ่งออกเป็น กลุ่มควบคุม 59 คน และกลุ่มทดลอง 59 คน เครื่องมือในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมความสุขสบายมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ประกอบด้วย แผนการส่งเสริมความสุขสบายด้านร่างกาย ด้านจิตวิญญาณ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และคู่มือส่งเสริมความสุขสบายหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกความปวด 3) แบบประเมินภาวะท้องอืด ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่า 0.84, 0.80, 0.92 ตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของแบบประเมินภาวะท้องอืด ได้ค่า .87 ทดสอบการวัดซ้ำของแบบบันทึกคะแนนความปวดได้ .80 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียความปวดระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติทีอิสระ</p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความปวด คะแนนเฉลี่ยภาวะท้องอืด 24 และ 48 ชั่วโมงต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .001) ข้อเสนอแนะ พยาบาลในหอผู้ป่วยหลังคลอดควรนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ในการดูแลมารดาหลังผ่าตัดคลอด เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด และเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> อนุตร์ธิดา ศรีศักดิ์นอก อุมาภรณ์ กั้วสิทธิ์ กชพร สิงหะหล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-07 2025-12-07 15 2 37 52 ประสิทธิผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพร่วมกับการดูแลสุขภาพช่องปาก ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลแนงมุด อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278400 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพร่วมกับการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลแนงมุด อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือวิจัย แบ่งออกเป็น 1) เครื่องมือในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพและทันตสุขภาพ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของโปรแกรม และแบบสอบถาม ได้ค่า 0.92, 0.86 ตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ค่า 0.76 เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2567 ถึง 31 มีนาคม 2568 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คะแนนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพและทันตสุขภาพ สูงกว่าก่อนการทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) ค่าดัชนีคราบจุลินทรีย์และดัชนีสภาวะเหงือกค่าน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยสะสม (HbA1C) ต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) ค่าน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยสะสม (HbA1C) กลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.05) การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพร่วมกับการดูแลสุขภาพช่องปากมีประสิทธิผลในการส่งเสริมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและพัฒนาสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จึงควรบูรณาการโปรแกรมดังกล่าวในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ พร้อมติดตามผลในระยะยาวเพื่อประเมินความยั่งยืนของพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย</p> ชูชัย ชื่นบาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-08 2025-12-08 15 2 53 69 ผลของชุดการเรียนรู้เพื่อช่วยเลิกบุหรี่และการพัฒนาสมรรถนะแห่งตน ต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่และครอบครัวปลอดบุหรี่ของนักศึกษาพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278605 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของชุดการเรียนรู้เพื่อช่วยเลิกบุหรี่ และการพัฒนาสมรรถนะแห่งตน ต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่และครอบครัวปลอดบุหรี่ของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกโดยการสุ่มแบบง่ายด้วยการจับฉลาก เป็นนักศึกษาพยาบาล 52 คน และผู้สูบบุหรี่ในครอบครัว 52 คน เครื่องมือวิจัย แบ่งออกเป็น 1) เครื่องมือในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ ชุดการเรียนรู้เพื่อช่วยเลิกบุหรี่ โดยใช้หลัก 5A, 5R, และ 5D ในการช่วยเลิกบุหรี่ และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรมการสูบบุหรี่ แบบประเมินติดตามครอบ ครัวปลอดบุหรี่ และแบบสอบถามความเชื่อในสมรรถนะแห่งตนฯ ตรวจสอบความตรงเนื้อหา ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง .67-1.00 หาความเชื่อมั่นแบบสอบถามความเชื่อในสมรรถนะแห่งตนฯ ได้ .94 แบบประเมินพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยใช้แบบประเมินระดับความรุนแรงการติดนิโคตินของ Fagerstrom test for Nicotine Dependence ฉบับมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทีคู่</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าหลังทดลอง ทุกครอบครัวมีการออกกฎงดสูบบุหรี่ มีการติดสัญลักษณ์ครอบครัวปลอดบุหรี่ คิดเป็นร้อยละ 100 มีผู้เลิกสูบบุหรี่สำเร็จ ร้อยละ 9.6 ผู้สูบบุหรี่ในครอบครัวมีคะแนนเฉลี่ยระดับการติดนิโคติน ต่ำกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>p</em>&lt; .05 และนักศึกษาพยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตนฯ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>p</em>&lt; .05 สรุปได้ว่า ชุดการเรียนรู้เพื่อช่วยเลิกบุหรี่ โดยใช้หลักการ 5A, 5R, และ 5D ในการช่วยเลิกบุหรี่ และการพัฒนาความเชื่อในสมรรถนะแห่งตนของนักศึกษาพยาบาล ส่งผลให้พฤติกรรมการสูบบุหรี่ลดลงและมีครอบครัวปลอดบุหรี่เพิ่มขึ้น</p> <p> </p> อรทัย รุ่งวชิรา พีรยา สุธีรางกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-08 2025-12-08 15 2 70 87 ความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศทางจริยธรรมในที่ทำงาน ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของ หัวหน้าหอผู้ป่วยกับพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลตติยภูมิภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278017 <p>การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศทางจริยธรรมในที่ทำงาน และภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของหัวหน้าหอผู้ป่วยกับพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลตติยภูมิภาคใต้ กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลตติยภูมิภาคใต้ จำนวน 120 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดพฤติกรรมเชิงจริยธรรม แบบวัดบรรยากาศทางจริยธรรม และแบบวัดภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหา ได้ค่า 0.91, 1.00 และ 0.98 ตามลำดับ และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ได้ค่า 0.95, 0.96 และ 0.98 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมเชิงจริยธรรมของพยาบาลวิชาชีพอยู่ในระดับดี (<em>M</em> = 4.13, <em>SD</em> = 0.25) โดยด้านที่มีคะแนนสูงสุดคือการซื่อสัตย์ (<em>M</em> = 4.20, <em>SD </em>= 0.43) ขณะที่บรรยากาศทางจริยธรรมในที่ทำงานอยู่ในระดับสูง (<em>M</em> = 4.07, <em>SD</em> = 0.28) และภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของหัวหน้าหอผู้ป่วยอยู่ในระดับสูง (<em>M </em>= 4.11, <em>SD</em> = 0.23) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า บรรยากาศทางจริยธรรมในที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมเชิงจริยธรรมในระดับต่ำมากอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.10, <em>p</em>=.23) ขณะที่ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของหัวหน้าหอผู้ป่วยมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมเชิงจริยธรรมในระดับต่ำมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.18, <em>p</em>=.04) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้กำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมให้หัวหน้าหอผู้ป่วยควรเป็นแบบอย่างด้านจริยธรรมในการบริหารและการทำงานร่วมกับทีม สนับสนุนการอบรมด้านจริยธรรมเพื่อเสริมสร้างทักษะและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน</p> สุวิดา โชติสุวรรณ ศศิธร ลายเมฆ ปรัชญานันท์ เที่ยงจรรยา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-13 2025-12-13 15 2 88 103 ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ อายุ ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกเป็นตราบาป และสัมพันธภาพในครอบครัว กับความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในผู้ป่วยจิตเวช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278431 <p>การวิจัยเชิงบรรยายแบบหาความสัมพันธ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ อายุ ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกเป็นตราบาป และสัมพันธภาพในครอบครัวกับความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในผู้ป่วยจิตเวช กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่มารับบริการที่แผนกูผู้ป่วยนอก โรงพยาบาวลจิตเวชแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า จำนวน 212 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ประกอบด้วย 5 แบบประเมิน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยไทย แบบสอบถามการรับรู้ตราบาป หาค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าเท่ากับ .95, .94 และ .73 ตามลำดับ และแบบสัมภาษณ์ทางคลินิกชนิดมีโครงสร้างอย่างย่อ ชุดภาวะฆ่าตัวตาย หาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีแบ่งครึ่งแบบทดสอบ เท่ากับ .70 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบพอยท์ไบซีเรียล และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เพศหญิงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r<sub>pb</sub> = .14, <em>p</em> &lt; .05) ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกเป็นตราบาป มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r<sub>s</sub> = .57, <em>p </em>&lt; .05; r<sub>s </sub>= .34, <em>p</em> &lt; .05 ตามลำดับ) อายุและสัมพันธภาพในครอบครัว มีความสัมพันธ์ทางลบกับความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r<sub>s</sub> = -.34, <em>p</em> &lt; .05; r<sub>s </sub>= -.40, <em>p</em> &lt; .05 ตามลำดับ) ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตายในผู้ป่วยจิตเวชต่อไป</p> อำไพ โพธิ์คำ มาลาตี รุ่งเรืองศิริพันธ์ โสภิณ แสงอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-12 2025-12-12 15 2 104 121 สมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารทางการพยาบาลในโรงพยาบาลตติยภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278491 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางโดยใช้วิธีการสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลด้านดิจิทัล ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การเข้าใจดิจิทัล การใช้ดิจิทัล การแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัล และการปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารทางการพยาบาล ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล หัวหน้างานการพยาบาล และหัวหน้าหอผู้ป่วย ที่มีอายุงานด้านบริหารตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ จำนวน 66 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลด้านดิจิทัล มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลด้านดิจิทัลในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 3.71, <em>SD</em> = 0.78) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการเข้าใจดิจิทัลทางการพยาบาลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<em>M</em> = 3.93, <em>SD</em> = 0.79) รองลงมาคือ ด้านการปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล (<em>M</em> = 3.69, <em>SD</em> = 0.69) ด้านการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัล (<em>M</em> = 3.61, <em>SD</em> = 0.84) และด้านการใช้ดิจิทัลทางการพยาบาล (<em>M</em> = 3.59, <em>SD</em> = 0.79) ตามลำดับ โดยพบว่ากลุ่มที่มีสมรรถนะด้านดิจิทัลสูงกว่ากลุ่มอื่นคือ กลุ่มอายุ 40-45 ปี (<em>M </em>= 3.80, <em>SD</em> = 0.71) กลุ่มผู้บริหารทางการพยาบาลที่เป็นหัวหน้างานการพยาบาล (<em>M </em>= 3.80, <em>SD</em> = 0.67) และกลุ่มที่มีประสบการณ์ 1-2 ปี (<em>M</em> = 3.74, <em>SD</em> = 0.63) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลด้านดิจิทัลและส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong> </strong></p> อังสนา ศิริวัฒนเมธานนท์ ระวีวัฒน์ นุมานิต จิราภรณ์ ชวนรัมย์ โสภา บุตรดา สายพิณ ยอดกุล อมรรัตน์ ศรีเหมือน สมจิตร์ จำปาแดง ปรางทิพย์ ทาเสนาะ เอลเทอร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-16 2025-12-16 15 2 122 136 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการบริโภคอาหารโซเดียมต่ำโดยใช้แรงสนับสนุนทางสังคมต่อความรู้ พฤติกรรมการบริโภคโซเดียม และระดับความดันโลหิต ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในระดับที่ควบคุมไม่ได้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/280634 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการบริโภคอาหารโซเดียมต่ำโดยใช้แรงสนับสนุนทางสังคมต่อความรู้ พฤติกรรมการบริโภคโซเดียม และระดับความดันโลหิต ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในระดับที่ควบคุมไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 25 คน เครื่องมือวิจัย แบ่งออกเป็น 1) เครื่องมือทดลอง ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมการบริโภคอาหารโซเดียมต่ำโดยใช้แรงสนับสนุนทางสังคม 2) เครื่องมือเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการบริโภคโซเดียม แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคโซเดียม และการประเมินระดับความดันโลหิต ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาแบบสอบถามความรู้ได้ค่า IOC ของแต่ละข้อมีค่ามากกว่า 0.50 แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคโซเดียม ได้ค่า CVI 0.80 หาค่าความเชื่อมั่น ได้ค่า 0.87 และ 0.70 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon signed rank test และ paired t-test</p> <p>ผลวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง คะแนนเฉลี่ยความรู้ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = 0.01) พฤติกรรมการบริโภคโซเดียมส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 68 และหลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่า ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้มีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว t = -4.43, <em>p </em>&lt; 0.01; ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว t = -2.15, <em>p</em> = 0.04) สรุปได้ว่า โปรแกรมส่งเสริมการบริโภคอาหารโซเดียมต่ำที่ใช้การสนับสนุนทางสังคมมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความรู้เกี่ยวกับการบริโภคโซเดียมต่ำ และการควบคุมระดับความดันโลหิตในกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ </p> วรรณพร บุญเปล่ง ดาริณ โพธิ์แก้ว ชรินรัตน์ ศิริทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-16 2025-12-16 15 2 137 151 การพัฒนารูปแบบเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278763 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทในชุมชน 2) ศึกษาผลลัพธ์ของรูปแบบเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทในชุมชนต่ออาการทางจิต ทักษะการดำรงชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท และความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในชุมชน การดำเนินการวิจัย แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 พัฒนารูปแบบเครือข่ายการดูแลฯ โดยการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภท 16 คน และภาคีเครือข่ายในชุมชน 17 คน ระยะที่ 2 ศึกษาผลลัพธ์ของการใช้รูปแบบฯ การวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยและครอบครัว 10 คน และภาคีเครือข่ายในชุมชน 45 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินอาการทางจิต ทักษะการดำรงชีวิต และแบบสอบถามการมีส่วนร่วม หาค่าความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่า .90-1.00 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่า .94–.99 วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เนื้อหา และสถิติทดสอบ paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทในชุมชน มี 2 ระยะ (1) ระยะฉุกเฉิน (2) ระยะทำให้คงสภาพหรือคงที่ ภาคีเครือข่าย ได้แก่ ครอบครัว ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วย ตำรวจ พระสงฆ์ บุคลากรสาธารณสุข ปลัดอำเภอ องค์การบริหารส่วนตำบล และหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ระยะฉุกเฉิน ทำหน้าที่ประเมินปัญหาและส่งต่อรักษา ระยะทำให้คงสภาพหรือคงที่ ทำหน้าที่ตามรูปแบบกิจกรรมที่พัฒนาขึ้น 2) ภายหลังใช้รูปแบบเครือข่ายการดูแลฯ พบว่า ผู้ป่วยโรคจิตเภทมีอาการทางจิตลดลงน้อยกว่าก่อนการใช้รูปแบบ ทักษะการดำรงชีวิตและภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมดีกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=3.32, <em>p</em>=0.009, t=-2.84, <em>p</em>=0.01, t=-27.69, <em>p</em>=0.00) ดังนั้นรูปแบบเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทในชุมชนสามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นได้</p> ประภัสรา เข็มเงิน สุทธีพร มูลศาสตร์ รังสิมันต์ สุนทรไชยา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 15 2 152 167 ประสิทธิผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความฉลาดทางอารมณ์ และพลังละมุนของเด็กปฐมวัย จังหวัดยโสธร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278761 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความฉลาดทางอารมณ์และพลังละมุนของเด็กปฐมวัยต่อทักษะการสร้างเสริมความฉลาดทางอารมณ์ และทักษะการสร้างเสริมพลังละมุนของผู้ปกครอง ความฉลาดทางอารมณ์และพลังละมุนของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยเป็นเด็กปฐมวัยอายุ 3-5 ปี และผู้ปกครองในจังหวัดยโสธร จำนวน 70 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน เครื่องมือวิจัย แบ่งเป็น 1. เครื่องมือทดลอง ได้แก่ 1) โปรแกรมการสร้างเสริมความฉลาดทางอารมณ์และพลังละมุนของเด็กปฐมวัย พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ของกรมสุขภาพจิตบูรณาการกับพลังละมุน ผ่านบทเพลง “เด็กเอ๋ยเด็กดี” ระยะเวลา 8 สัปดาห์ 2. เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามทักษะของผู้ปกครองในการสร้างเสริมความฉลาดทางอารมณ์และพลังละมุนเด็กปฐมวัย 2) แบบสอบถามความฉลาดทาง อารมณ์และพลังละมุนของเด็กปฐมวัยสำหรับผู้ปกครอง ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่า 1.00 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่า 0.91-0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ปกครองกลุ่มทดลองมีทักษะการสร้างเสริม<br />ความฉลาดทางอารมณ์และพลังละมุนในเด็กปฐมวัยสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เด็กปฐมวัยมีความฉลาดทางอารมณ์และพลังละมุนสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้นสามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยได้</p> วัชรินทร์ จากผา สุทธีพร มูลศาสตร์ พนิดา ศิริอำพันธ์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 15 2 168 186 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดของมารดาหลังคลอด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/279612 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศคติและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดของมารดาหลังคลอด ในเขตตำบลโพธิ์ ตำบลหนองแก้ว และตำบลโพนเขวา อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยเป็นมารดาหลังคลอด จำนวน 103 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิดของมารดาหลังคลอด แบบสอบถามทัศนคติเกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิดของมารดาหลังคลอด แบบสอบถามพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิดของมารดาหลังคลอด ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่า 0.84-1.00 และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความรู้ด้วยวิธีคูเดอร์ริชารดสัน ได้ค่า 0.82 แบบสอบถามหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.76, 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า มารดาหลังคลอด มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิดของมารดาหลังคลอดอยู่ในระดับดี (<em>M</em> = 12.35, <em>SD </em>= 1.79) ทัศนคติในการใช้ยาคุมกำเนิดของมารดาหลังคลอดอยู่ในระดับดี (<em>M </em>= 2.43, <em>SD </em>= 0.59) และพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิด อยู่ในระดับดี (<em>M </em>= 2.37, <em>SD </em>= 0.64) โดยปัจจัยความรู้ในการใช้ยาคุมกำเนิดมีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดของมารดาหลังคลอดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = - 0.070, <em>p</em> &lt; 0.05) และทัศนคติการใช้ยาคุมกำเนิดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดของมารดาหลังคลอด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = 0.126, <em>p</em> &lt; 0.05) ข้อเสนอแนะ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมทัศนคติเพื่อให้เกิดพฤติกรรมการคุมกำเนิดที่เหมาะสม</p> น่ารัก จุดาบุตร เยาวพา วรรณแก้ว อุษณีย์ สุขนิตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 15 2 187 198 ความต้องการการศึกษาต่อเนื่องหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ในเขตกรุงเทพมหานคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278396 <p>การวิจัยเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาความต้องการการศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาพยาบาลศาสตร์ หลักสูตรเฉพาะทางสาขาพยาบาลศาสตร์ และการเปิดหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตสำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น กลุ่มตัวอย่าง สุ่มแบบหลายขั้นตอน ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ 499 ราย ผู้ใช้บริการ 465 ราย กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ คัดเลือกแบบเจาะจงและบอกต่อ 22 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความต้องการศึกษาหลักสูตรการศึกษาวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 2) แบบสอบถามความคิดเห็นสำหรับผู้ใช้บริการ และ 3) แบบสัมภาษณ์ ความต้องการให้คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์เปิดหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต และหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตสำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาได้ 0.81, 1.0, และ 1.0 หาความเที่ยงใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ .91 และ .92 เก็บรวบรวมข้อมูล ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ถึงเดือนกันยายน 2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลวิจัยพบว่า 1) พยาบาลวิชาชีพสนใจศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา มากที่สุด ร้อยละ 12.63 2) พยาบาลวิชาชีพต้องการศึกษาต่อหลักสูตรเฉพาะทางการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤติ (ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ) ร้อยละ 18.83 3) พยาบาลวิชาชีพ และผู้ใช้บริการเห็นด้วยกับการเปิดหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาอื่น ร้อยละ 67.14 และ 93.11 4) เหตุผลที่ต้องการให้เปิดหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คือ สามารถบูรณาการความรู้ หลักฐานเชิงประจักษ์ เปิดหลักสูตรพยาบาลพยาบาลศาสตรบัณฑิตสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาอื่น ทำให้พยาบาลมีความหลากหลาย ผลการวิจัยใช้เป็นแนวทางเปิดหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรเฉพาะทางสาขาพยาบาลศาสตร์ และหลักสูตรพยาบาลพยาบาลศาสตรบัณฑิตสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาอื่น</p> <p><strong> </strong></p> ยุพา วงศ์รสไตร ขจี พงศธรวิบูลย์ สุภาพ ไทยแท้ ปาริชาติ ทาโน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 15 2 199 215 ประสิทธิผลของโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยการเดินสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีดัชนีมวลกายเกิน อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/278514 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยการเดินต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และพฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีดัชนีมวลกายเกิน กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีดัชนีมวลกายเกิน ในอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร จำนวน 64 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 32 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือดำเนินการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยการเดิน ประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีแบบจำลองการเปลี่ยนแปลง 2) นาฬิกาสมาร์ตวอทช์ที่ได้มาตรฐานสากล เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะการออกกำลังกาย 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการออกกำลังกาย 4) ข้อมูลเชิงคลินิก ได้แก่ ดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ระดับน้ำตาลในเลือด ใช้เครื่องมือมาตรฐานการแพทย์ ความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่า 0.96-1.00 ค่าความเชื่อมั่นด้วยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่า .85 และ .94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบที สถิติทดสอบแมนวิทนีย์ยู และสถิติทดสอบวิลล์คอกซันไซน์แรงค์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีการรับรู้สมรรถนะการออกกำลังกายด้วยการเดินและพฤติกรรมการออกกำลังกายดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มทดลองมีเส้นรอบเอวและระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มทดลองมีดัชนีมวลกายน้อยกว่าเข้าร่วมโปรแกรมแต่ไม่แตกต่างกลุ่มเปรียบเทียบ ข้อเสนอแนะ โปรแกรมการส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยการเดินสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเมตาบอลิก</p> จินัฐตา พงประเสริฐ สุทธีพร มูลศาสตร์ กฤษณาพร ทิพย์กาญจนเรขา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 15 2 216 233