https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/issue/feed
ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
2026-08-30T23:37:28+07:00
ดร.ธิดารัตน์ คณึงเพียร l Dr.Thidarat Kanungpiarn
thidarat@bcnsurin.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์</strong></p> <p>ISSN 2985-2900 (Online)</p> <p>ISSN 1906-6813 (print) (ยกเลิก)</p> <p>ISSN 2730-2342 (online) (ยกเลิก)</p> <p><strong>กำหนดออก:</strong> 3 ฉบับต่อปี (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป)</p> <p> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน</p> <p> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์: </strong> วารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านการพยาบาล การสาธารณสุข และการศึกษา</p> <p><strong>ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2569</strong></p> <p> </p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/282583
การประเมินผลระบบดูแลผู้ป่วยจิตเวชสารเสพติดกลุ่มเสี่ยง (SMI-V) ในชุมชน จังหวัดนครราชสีมา
2026-04-27T09:00:47+07:00
ภรณี ศรีกงพาน
open_room103@hotmail.com
พัชรี ศรีกุตา
phatcharee.s@nrru.ac.th
<p>การวิจัยประเมินผลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระบบดูแลผู้ป่วยจิตเวชสารเสพติดกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน จังหวัดนครราชสีมา ใช้กรอบแนวคิด แบบจำลองซิปป์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 143 คน ประกอบด้วย ผู้ดูแล 24 คน ผู้นำระดับตำบล 108 คน และผู้นำระดับอำเภอ 11 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้านผลผลิต และความพึงพอใจต่อระบบดูแลผู้ป่วยจิตเวชสารเสพติดกลุ่มเสี่ยงในชุมชนเท่ากับ 0.91, 0.85, 0.96, 0.88, 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิเคราะห์เนื้อหาและการตรวจสอบสามเส้า </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ด้านบริบท (<em>M</em> = 3.83, <em>SD</em> = 0.53) ด้านกระบวนการ (<em>M </em>= 3.67, <em>SD</em> = 1.03) และด้านผลผลิต (<em>M </em>= 3.71, <em>SD</em> = 0.97) อยู่ในระดับดี ส่วนด้านปัจจัยนำเข้าอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M </em>= 3.44, <em>SD </em>= 1.06) ระบบการดูแลผู้ป่วยในพื้นที่มีความจำเป็น ขาดบุคลากรเฉพาะทาง งบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์แม้ระบบการดูแลในโรงพยาบาลจะชัดเจนและมีเครื่องมือพร้อม แต่ระบบจัดการก่อนเกิดเหตุและการติดตามหลังจำหน่ายในชุมชน ยังขาดความต่อเนื่องและการมีส่วนร่วม ส่งผลให้อัตราการกำเริบและกลับเป็นซ้ำยังสูง ข้อเสนอแนะ การนำผลการวิจัยและแนวปฏิบัติที่ดี จากพื้นที่ต้นแบบ “บ้านใหม่โมเดล” ซึ่งเน้นการบูรณาการภาคีเครือข่ายชุมชนร่วมกับระบบสาธารณสุข มาขยายผลและบรรจุในแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาสุขภาพจิตและยาเสพติดระดับอำเภอ เพื่อจัดตั้งระบบเฝ้าระวังและการติดตามเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/284701
ปัญหา ความต้องการ และภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม
2026-07-07T16:57:15+07:00
ณรรจพร สิงห์สวัสดิ์
nrrcphrs@gmail.com
บังอร เผ่าน้อย
bangon@bcns.ac.th
ทัศนีย์ เกริกกุลธร
tassanee@bcns.ac.th
<p>ประเทศไทยมีแนวโน้มผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ดูแลต้องเผชิญภาระและผลกระทบหลายด้าน จึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลที่สะท้อนภาระ ปัญหา และความต้องการของผู้ดูแลอย่างแท้จริง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาระ ปัญหา และความต้องการของผู้ดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานแบบคู่ขนาน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 ผู้ให้ข้อมูลหลัก คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นผู้ดูแลหลักจำนวน 15 คน ที่ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมและเข้ารับบริการที่คลินิกผู้สูงอายุ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินภาระการดูแล ฉบับย่อ 12 ข้อ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกตามแนวคำถามกึ่งโครงสร้างในหัวข้อปัญหา/อุปสรรคและความต้องการในการดูแล หาค่าความตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และหาค่าความเชื่อมั่นเครื่องมือของแบบประเมิน หาค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคอัลฟา ได้ค่า 0.88 วิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์เนื้อหาข้อมูลเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาระการดูแลของผู้ดูแลส่วนใหญ่อยู่ในระดับน้อย (<em>M</em> = 0.78 , <em>SD</em> = 0.71) โดยเฉพาะในด้านผลกระทบต่อชีวิต อย่างไรก็ตามผู้ดูแลบางรายรายงานว่ามีความรู้สึกผิด ความวิตกกังวล และความเครียดจากการดูแลต่อเนื่องโดยไม่มีผู้ช่วยเหลือ ข้อมูลเชิงคุณภาพพบว่า ปัญหาสำคัญที่ผู้ดูแลเผชิญ ได้แก่ ปัญหาด้านอารมณ์ เวลา เศรษฐกิจ และการเข้าถึงบริการสุขภาพ ความต้องการของผู้ดูแลครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่ การสนับสนุนจากครอบครัว บริการสุขภาพ สุขภาพของผู้ดูแล เศรษฐกิจ และการประสานงานบริการ ข้อค้นพบสะท้อนถึงความสำคัญของการสนับสนุนผู้ดูแลในฐานะผู้ได้รับผลกระทบร่วมจากโรคสมองเสื่อม ข้อเสนอแนะ ควรมีแนวทางดูแลแบบองค์รวมต่อเนื่องเพื่อเสริมพลังและลดภาระของผู้ดูแลในระยะยาว</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/285442
การพัฒนาโปรแกรมให้ความรู้ผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งเต้านมด้วยวิธีถอนรากแบบดัดแปลง โรงพยาบาลสุรินทร์
2026-05-05T14:03:18+07:00
พุ่มพวง ทะเรรัมย์
oranute@bcnsurin.ac.th
อรนุช ประดับทอง
oranute@bcnsurin.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนาโปรแกรมให้ความรู้ผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งเต้านมด้วยวิธีถอนรากแบบดัดแปลง โรงพยาบาลสุรินทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของโปรแกรมต่อความรู้ ความพึงพอใจ ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ความวิตกกังวลของผู้ป่วย และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ปัญหาและความต้องการ โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งเต้านมด้วยวิธีถอนรากแบบดัดแปลง จำนวน 8 คน และพยาบาลวิชาชีพ 8 คน เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่มและวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 พัฒนาโปรแกรมและทดสอบคุณภาพกับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก จำนวน 8 คน จากนั้นนำผลมาปรับปรุงโปรแกรมให้เหมาะสม ระยะที่ 3 ศึกษาผลของโปรแกรม โดยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งเต้านมด้วยวิธีถอนรากแบบดัดแปลง 30 คน และพยาบาลวิชาชีพ 18 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยและพยาบาล แบบสอบถามความวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย แบบบันทึกภาวะแทรกซ้อน แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และโปรแกรมให้ความรู้ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมืออยู่ระหว่าง 0.83–0.93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และ paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมประกอบด้วย 9 ขั้น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนให้ความรู้ ระยะให้ความรู้ด้วยสื่อผสมหลายรูปแบบ ระยะฝึกทักษะ และประเมินผล ภายหลังการใช้โปรแกรม ผู้ป่วยมีคะแนนความรู้สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><.001) ความพึงพอใจของผู้ป่วยอยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจของพยาบาลอยู่ในระดับมากที่สุด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีความผิดปกติทางจิตเวช และพบภาวะแทรกซ้อนแขนบวม 2 ราย สรุปโปรแกรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/283992
พฤติกรรมสุขภาพและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวร ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2026-03-10T15:33:45+07:00
อรอุมา คำวิพัฒน์
Onuma.kha@kkumail.com
ปิยนันท์ ดอนแถลง
piyado@kku.ac.th
มัณฑนา สังคมกำแหง
smanth@kku.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้สูงอายุที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวร ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มาติดตามการรักษาที่งานการพยาบาลผู้ป่วยนอก จำนวน 97 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ นำไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน และหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพได้เท่ากับ 0.76 และแบบสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพได้เท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวรโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M </em>= 3.30, <em>SD </em>= 0.62) คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 3.63, <em>SD</em> = 0.29) และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพและคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการสอนและสื่อการเรียนรู้ที่เฉพาะเจาะจง โดยเน้นทักษะการตรวจนับชีพจรและการสังเกตอาการผิดปกติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวรได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/284097
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ในกลุ่มชาติพันธุ์กูย
2025-12-11T11:23:52+07:00
กฤษฎา รัตนมงคลกูร
kridratt.1987@gmail.com
กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียม
noinoi91@gmail.com
ปริศนา อัครธนพล
noinoi91@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ในกลุ่มชาติพันธุ์กูย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีค่า HbA1c ≥ 7% มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า จำนวน 120 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน แบบสอบถามปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า IOC เท่ากับ 0.60-1 ตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความรู้โดยใช้สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KR-20) เท่ากับ 0.67 แบบสอบถามปัจจัยและแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.94 และ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 1.76, <em>SD</em> = 0.31) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ในกลุ่มชาติพันธุ์กูย โดยรวมอยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ อายุ (r = .20, <em>p = .02</em>) เพศ (r = .28, <em>p < .001</em>) ระยะเวลาการเกิดโรค (r = .19, <em>p = .04</em>) การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ (r = .21, <em>p = .02</em>) การรับรู้ความรุนแรงของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ (r = .25, <em>p =<.001</em>) และการได้รับข่าวสารจากบุคคลอื่น ๆ (r = .33, <em>p = <.001</em>) ดังนั้นควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างการรับรู้โอกาสเสี่ยงและการรับรู้ความรุนแรงของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้โดยอาศัยกระบวนการสื่อสารและการสนับสนุนจากพยาบาล ครอบครัว และชุมชน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/285745
แนวทางการบริหารจัดการเพื่อพัฒนามาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
2026-05-05T11:24:31+07:00
พรฤดี นิธิรัตน์
maturada@pnc.ac.th
มธุรดา บรรจงการ
maturada@pnc.ac.th
ราตรี อร่ามศิลป์
maturada@pnc.ac.th
ขนิษฐา เมฆกมล
maturada@pnc.ac.th
เพ็ญนภา พิสัยพันธุ์
maturada@pnc.ac.th
ธัสมน นามวงษ์
maturada@pnc.ac.th
จันทร์เพ็ญ อามพัฒน์
maturada@pnc.ac.th
ปราณีต จงพันธนิมิตร
maturada@pnc.ac.th
ปรานอม โอสาร
maturada@pnc.ac.th
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาแนวทางการจัดการสำหรับผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในการพัฒนาบริการสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด ให้มีมาตรฐาน ศึกษาในพื้นที่ 8 จังหวัด ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ได้แก่ พิษณุโลก แพร่ นครราชสีมา มหาสารคาม สุราษฎร์ธานี ตรัง นนทบุรี และจันทบุรี เก็บข้อมูลช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2567 ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย 5 กลุ่ม คือ ผู้ปฏิบัติงานใน รพ.สต. ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้รับบริการ สาธารณสุขอำเภอ และสาธารณสุขจังหวัด รวม 352 คน เก็บข้อมูลจนถึงจุดอิ่มตัว และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาบริการสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) กำลังคนด้านสุขภาพ ควรจัดสรรอัตรากำลังตามภาระงาน การสนับสนุนวิชาการ และระบบที่ปรึกษาทางคลินิก เพื่อสร้างความมั่นใจในการให้บริการ 2) ด้านการคลังสุขภาพโดยจัดทำแผนงบประมาณที่ชัดเจนเพื่อลดความซ้ำซ้อนและกำหนดเป้าหมายด้านสุขภาพร่วมกัน 3) ด้านเวชภัณฑ์และโครงสร้างพื้นฐาน ควรมีการวางแผนและดำเนินการจัดหายา เวชภัณฑ์และอื่น ๆ โดยมีการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลอย่างเป็นระบบ 4) ด้านการนำและการกำกับดูแล เน้นการทำงานร่วมกันระหว่าง อบจ. สสจ. รพ.สต. ภาคีเครือข่าย และประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค เพื่อให้บริการตอบสนองปัญหาสุขภาพของพื้นที่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ผลการวิจัยนำไปสู่แนวทางต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการ รพ.สต. ภายใต้อบจ. ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และยั่งยืนในระยะยาว ข้อเสนอแนะ ได้แก่ การจัดทำความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย การจัดตั้งคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ และการบูรณาการระบบสารสนเทศข้ามกระทรวง </p> <p> </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/285433
ประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานในการทำหัตถการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก
2026-02-12T10:39:04+07:00
ศุภวรรณ ขิมทอง
phonekim55@gmail.com
วันเพ็ญ แก้วปาน
wonpen.kae@mahidol.ac.th
ปาหนัน พิชยภิญโญ
panan.pic@mahidol.ac.th
กุลวดี โรจน์ไพศาลกิจ
kunwadee85@hotmail.com
<p>วิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานในการทำหัตถการรักษาพยาบาลเบื้องต้นของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 4 สุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มแบบจับคู่ จำนวน 102 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานในหัวข้อการทำหัตถการรักษาพยาบาลเบื้องต้นและแบบสอบถามวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติ independent t-test และ paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการทำหัตถการรักษาพยาบาลเบื้องต้น การรับรู้ความสามารถของตนเองในการทำหัตถการรักษาพยาบาลเบื้องต้น และทักษะในการทำหัตถการรักษาพยาบาลเบื้องต้น หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>p</em><.001) และ 2) การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า หลังการทดลองในกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการทำหัตถการรักษาพยาบาลเบื้องต้น การรับรู้ความสามารถของตนเองในการทำหัตถการรักษาพยาบาลเบื้องต้น และทักษะในการทำหัตถการรักษาพยาบาลเบื้องต้น สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>p</em><.001) ข้อเสนอแนะ ในการเสริมสร้างทักษะในการทำหัตถการรักษาพยาบาลเบื้องต้นของนักศึกษาพยาบาลผ่านการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานในหัวข้อการทำหัตถการรักษาพยาบาล ผู้บริหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรมีนโยบายการนำไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานที่ช่วยส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองทั้งรายวิชาการรักษาพยาบาลขั้นต้น หรือในรายวิชาอื่น ๆ และมีการประเมินทักษะในระยะติดตาม เพื่อให้เกิดทักษะในการทำหัตถการรักษาพยาบาลเบื้องต้นนำไปสู่การปฏิบัติในสถานการณ์จริงได้ถูกต้องและเหมาะสม</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/285567
การรับรู้อุปสรรคและความต้องการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิดต่อเนื่องที่บ้าน
2026-05-05T14:14:35+07:00
สืบตระกูล ตันตลานุกุล
seubtrakul@unc.ac.th
สุพัตรา เมืองก้อน
suriya.f@pi.ac.th
สุริยา ฟองเกิด
suriya@bnc.ac.th
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการรับรู้อุปสรรคและความต้องการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิดต่อเนื่องที่บ้าน ตามมุมมองของผู้ป่วย ผู้ดูแล และบุคลากรทางการแพทย์ ในบริบทของโรงพยาบาลศูนย์แห่งหนึ่ง โดยใช้ทฤษฎีความเชื่อมั่นในตนเองของแบนดูร่าร่วมกับแนวคิดการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางเป็นกรอบแนวคิด คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิด 5 คน ญาติผู้ดูแล 3 คน และบุคลากรทางการแพทย์ 10 คน รวม 18 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม ระหว่างเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน และทดลองใช้ก่อนเก็บข้อมูลจริง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบสามเส้าและการตรวจสอบกับผู้ให้ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบ 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) อุปสรรคทางภูมิศาสตร์และภาระทางเศรษฐกิจ ผู้ป่วยอาศัยห่างโรงพยาบาล 40–80 กิโลเมตร ค่าเดินทาง 300–500 บาทต่อครั้ง (2) ความกลัวว่าจะเกิดอันตรายซ้ำจากการออกกำลังกาย (3) ช่องว่างด้านความรู้และทักษะการดูแลตนเอง (4) ความรู้สึกถูกทอดทิ้งหลังจำหน่ายและขาดการติดตามต่อเนื่อง (5) ความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ และ (6) ความต้องการช่องทางสื่อสารกับบุคลากรทางการแพทย์ สรุปได้ว่า โปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพที่บ้านแบบผสมผสานที่บูรณาการการติดตามทางไกลผ่านโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ร่วมกับการนัดติดตามที่โรงพยาบาลมีความจำเป็น ผู้บริหารโรงพยาบาลศูนย์ควรจัดตั้งระบบติดตามทางไกลร่วมกับเครือข่ายปฐมภูมิ ทีมสหวิชาชีพควรพัฒนาสื่อ ช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงง่าย เพื่อลดอุปสรรคการเข้าถึงบริการและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย</p> <p><strong> </strong></p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/284350
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังภาวะภูมิไวเกินในผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรงพยาบาลน่าน
2026-05-06T18:48:29+07:00
เยาวเรศรัศ เขื่อนจันธนลาภ
yowak28@gmail.com
วิภารัตน์ ผิวอ่อน
vpr.phewon@gmail.com
กาญจนา สาใจ
kanjana.s@bcnpy.ac.th
กฤตพัทธ์ ฝึกฝน
Krittapat.f@bcnpy.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติในการป้องกันและเฝ้าระวังภาวะภูมิไวเกินในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรงพยาบาลน่าน กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพ 6 ราย และผู้ป่วยมะเร็ง 200 ราย แบ่งเป็นกลุ่มก่อนและหลังใช้แนวปฏิบัติ กลุ่มละ 100 ราย ดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม 2567 - พฤษภาคม 2568 แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 พัฒนาแนวปฏิบัติ และระยะที่ 2 การนำแนวปฏิบัติไปใช้และการวัดผลลัพธ์ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น แบบประเมินความเป็นไปได้ แบบประเมินผลลัพธ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาล ตรวจสอบความตรงของเนื้อหา ได้ค่า ระหว่าง 0.92 ถึง 1 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.95, 0.92, 0.92 และ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ สถิติทีอิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาแนวปฏิบัติการพยาบาล ด้านความเป็นไปได้ของการใช้แนวปฏิบัติ พบว่ากลุ่มพยาบาลวิชาชีพหลังการใช้แนวปฏิบัติ มีความเห็นต่อความเป็นไปได้ของแนวปฏิบัติในระดับมากที่สุด (<em>M </em>= 4.69, <em>SD </em>= 0.48) และมีความพึงพอใจต่อการใช้งานในระดับมากที่สุด (<em>M </em>= 4.67, <em>SD </em>= 0.24) 2) ผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า การปฏิบัติงานของพยาบาลหลังการใช้แนวปฏิบัติสูงกว่าก่อนใช้แนวปฏิบัติ (<em>M </em>= 9.20, <em>SD </em>= 0.62; <em>M </em>= 6.95, <em>SD </em>= 1.05) ตามลำดับ อุบัติการณ์และความรุนแรงของภาวะภูมิไวเกินลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><.001) สรุปได้ว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิผลในการลดอุบัติการณ์และความรุนแรงของภาวะภูมิไวเกิน เสริมศักยภาพการปฏิบัติการพยาบาล ควรนำไปประยุกต์ใช้เป็นมาตรฐานการดูแลในหน่วยเคมีบำบัดของโรงพยาบาลระดับต่าง ๆ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/283179
ผลของโปรแกรมวิดีทัศน์ตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมต่อทักษะทางสังคม ในเด็กออทิสติกวัยเรียน
2026-02-05T09:57:41+07:00
ธีรนาฏ จันคง
majang.chan@gmail.com
สุดาพร สถิตยุทธการ
Sudaporn.st@chula.ac.th
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมวิดีทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมต่อทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียน กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากผู้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ เด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีความบกพร่องทักษะทางสังคม จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน เครื่องมือวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1. โปรแกรมวิดีทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1. แบบสังเกตทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียน 2. แบบประเมินแรงจูงใจทางสังคม โดยใช้แบบประเมิน SSDS 1.0 (Stanford Social Dimensions Scale) โดยแบบสังเกตทักษะทางสังคม และแบบประเมินแรงจูงใจทางสังคม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .89 และ .98 ตรวจสอบความเชื่อมั่น ได้เท่ากับ .92 และ .92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และสถิติทดสอบที</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เด็กออทิสติกวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมวิดีทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม มีคะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมหลังเข้าร่วมโปรแกรมเท่ากับ 13.81 (<em>SD</em> = 2.63) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมที่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10.24 (<em>SD</em> = 1.89) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = -8.82) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 13.81 (<em>SD</em> = 2.63) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.38 (<em>SD </em>= 1.46) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 6.60) ดังนั้นโปรแกรมวิดีทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/285068
การพัฒนารูปแบบการสร้างความสุขของผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
2026-08-01T14:49:23+07:00
ณรงค์กร ชัยวงศ์
narongkorn_chai54@hotmail.com
ณิชาภัทร มณีพันธ์
nichapat.mp@bru.ac.th
ศิริเพ็ญ อำไพพิศ
narongkorn.cha@bru.ac.th
สุมาลา สว่างจิต
sumala.sj@bru.ac.th
ฐาปนีณัฐ ศิรเฉลิมพงศ์
Thapaneenat@gmail.com
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ร่วมกับกระบวนการพัฒนารูปแบบกิจกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสร้างความสุขสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน ตำบลกลันทา อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่าย การดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ความสุข คุณภาพชีวิต และบริบทปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้สูงอายุ (2) การพัฒนารูปแบบการสร้างความสุขโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนตามกรอบแนวคิดความสุขเชิงบวก PERMA Model และ (3) การทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบ โดยการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้สูงอายุตำบลกลันทา กลุ่มภาคีเครือข่ายบริการสุขภาพ และผู้นำชุมชน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอายุฉบับสั้น แบบประเมินคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ความเชื่อมั่นเท่ากับ .93, .95 และ .86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา วิเคราะห์เปรียบเทียบโดยสถิติทีอิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความสุขในระดับเท่ากับคนทั่วไป (ร้อยละ 63.08) และมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 70.80) รูปแบบสร้างความสุขที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยชุดกิจกรรมความสุข 5 มิติ ได้แก่ สุขกาย สุขใจ สุขสังคม สุขปัญญา และสุขเศรษฐกิจ ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสุข สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(40) = 5.76, <em>p</em>< .001) และผลการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ พบอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.58, <em>SD</em> = 0.56) สรุปได้ว่ารูปแบบการสร้างความสุขที่พัฒนาขึ้น สามารถส่งเสริมความสุขของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิผล ควรนำไปส่งเสริมความสุขและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/284294
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อภาวะน้ำเกินในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
2026-02-15T12:17:06+07:00
จิราภรณ์ สุพลมาตย์
jiraporn2914@gmail.com
ธนัยรัตน์ ชัยศิริภูวดล
thanairat.chaisiriphuwadol@crc.ac.th
แสงดาว เสาปัน
sangdao2288@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อภาวะน้ำเกินในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือด โดยเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองต่อภาวะน้ำเกินก่อนและหลังได้รับโปรแกรมในกลุ่มทดลอง เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองต่อภาวะน้ำเกินระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบภาวะน้ำเกินจากค่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นระหว่างการฟอกเลือด ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 70 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จับคู่ตามคุณลักษณะพื้นฐาน สุ่มเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการจัดการตนเอง แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกภาวะน้ำเกิน และแบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่า CVI = 0.9, 0.89 ความเชื่อมั่นแบบสอบถาม ได้ค่า 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา โดยใช้ Paired t-test สำหรับการเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองก่อนและหลังในกลุ่มทดลอง และ Independent t-test สำหรับการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองต่อภาวะน้ำเกินสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 22.84, <em>p</em>< .001) และมีค่าภาวะน้ำเกินจากค่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในช่วงระหว่างการฟอกเลือดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 3.19, <em>p =</em> .002, 95% CI = -0.63, -0.15) พฤติกรรมการจัดการตนเองตามรายด้านพบว่า กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการรับประทานยา การจำกัดน้ำดื่ม และการบริโภคอาหารดีกว่ากลุ่มควบคุม สรุปได้ว่า โปรแกรมการจัดการตนเองมีประสิทธิภาพในการจัดการภาวะน้ำเกิน ควรนำไปใช้เพื่อส่งเสริมการดูแลตนเอง ลดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วย</p> <p> </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์