วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp <p> วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ เป็นวารสารวิชาการและการวิจัย ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการทางสุขภาพและที่เกี่ยวข้องของนักวิชาการ พยาบาล บุคลากรทางสุขภาพ และทางการศึกษา รวมทั้งนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา และองค์กรสุขภาพทั่วประเทศ</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์&nbsp; ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์&nbsp; และคณาจารย์ท่านอื่นๆ ในวิทยาลัยพยาบาลฯ&nbsp; ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเอง</p> journal@bcnsp.ac.th (ดร.เกษราภรณ์ เคนบุปผา) journal@bcnsp.ac.th (นางสาวสิรภัทร โจมสติ) Wed, 20 May 2026 09:31:54 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286932 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ภาวะขาดสารไอโอดีนยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีความต้องการไอโอดีนสูงกว่าประชากรทั่วไป แม้ประเทศไทยมีมาตรการเสริมและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แต่ในบางพื้นที่ยังพบระดับไอโอดีนในปัสสาวะต่ำกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด โดยเฉพาะ จังหวัดอุตรดิตถ์ จึงมีความจำเป็นในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนและปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ประชากร คือ หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ในจังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์อายุ 20 ปีขึ้นไป อายุครรภ์ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จำนวน 154 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามที่พัฒนาตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง .76-.90 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบลดตัวแปร</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในระดับสูง (<em>M</em> = 24.64, <em>SD</em> = 2.64) โดยความมุ่งมั่นในการปฏิบัติพฤติกรรม (β = .289, <em>p</em> &lt; .01) อิทธิพลระหว่างบุคคล (β = .202, <em>p</em> &lt; .05) และการรับรู้ความสามารถของตนเอง (β = .159, <em>p</em> &lt; .05) สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมได้ ร้อยละ 25.5 (R² = .255)</p> <p><strong>สรุป</strong>: ความมุ่งมั่นในการปฏิบัติพฤติกรรม อิทธิพลระหว่างบุคคล และการรับรู้ความสามารถของตนเอง เป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ ดังนั้น ควรนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง</p> ชุติมาส อินทา , ปัญญรัตน์ ลาภวงศ์วัฒนา , สุพิศ ศิริอรุณรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286932 Thu, 28 May 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้ LINE Official Account ต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความพึงพอใจของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287683 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้สุขภาพในรูปแบบเดิมยังมีข้อจำกัดด้านเวลาและการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะในบริบทของหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ในขณะที่ LINE official account เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ประชาชนไทยคุ้นเคยและสามารถใช้เป็นช่องทางสื่อสารสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาผลของการใช้ LINE official account “DM Care” ต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความพึงพอใจของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 34 คน ที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลศรีคูณ อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โปรแกรม “DM Care” พัฒนาบนแนวคิดการดูแลตนเอง ของโอเร็มร่วมกับแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพของนัทบีม และดำเนินการเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ๆ ละ 3 ครั้ง รวม 6 ครั้ง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าเฉลี่ย 9.56 เป็น 10.79 คะแนน (<em>t</em> (33) = –4.52, <em>p</em> &lt; .001, Cohen’s d<sub>z</sub> = 0.78) และมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 69.44 เป็น 78.91 คะแนน (<em>t</em> (33) = –5.49, <em>p</em> &lt; .001, Cohen’s d<sub>z</sub> = 0.94) ความพึงพอใจต่อการใช้ LINE official account โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em>= 4.58, <em>SD</em> = 0.49)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า LINE official account “DM Care” มีแนวโน้มช่วยส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และมีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้เป็นแนวทางเสริมในการดูแลผู้ป่วยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในระยะยาวและมีกลุ่มเปรียบเทียบเพื่อยืนยันผลลัพธ์ทางคลินิก</p> บัณฑิตา ภูอาษา, ปรัชญา แก้วลา , จิราพร พรมศร, กนกวรรณ ผิวผ่อง , จุฑาภักดิ์ โคกกลาง , ชนาพร วรรณโสภา , ธนัชญา แย้มยิ้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287683 Tue, 02 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการโค้ชต่อพฤติกรรรมการป้องกันอาการกำเริบ ของโรคหอบหืดและระดับการควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ควบคุมอาการไม่ได้ หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286751 <p><strong>ความเป็นมา:</strong><strong> </strong>โรคหอบหืดเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยผู้ป่วยหลายรายไม่สามารถควบคุมอาการได้ แม้ได้รับการรักษาและให้ความรู้ เนื่องจากขาดทักษะการดูแลตนเอง ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการโค้ชต่อพฤติกรรมการป้องกันการกำเริบและระดับการควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคหอบหืด</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong><strong> </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดซ้ำ มีผู้ป่วยโรคหอบหืด 30 คน จากคลินิกโรคหอบหืด หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี คัดเลือกตามเกณฑ์ คือ อายุ 40–60 ปี วินิจฉัย โรคหอบหืด ควบคุมโรคไม่ได้ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา และสมัครใจเข้าร่วม เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการโค้ช แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันอาการกำเริบ (IOC = .98, α = .71) และแบบประเมินระดับการควบคุมโรค (IOC = 1.00, α = .75) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Repeated measure ANOVA และ Friedman Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong><strong> </strong>ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมการโค้ชมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการกำเริบเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญจากระยะก่อนการทดลอง (<em>M</em> = 85.00, <em>SD</em> = 11.21) ไปเป็น (<em>M</em> = 102.76, <em>SD</em> = 11.53) หลังการทดลอง และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะติดตามผล 3 เดือน (<em>M</em> = 110.86, <em>SD</em> = 4.68) (<em>p</em> &lt; .001) ด้านการควบคุมโรค ก่อนการทดลองไม่พบผู้ป่วยที่ควบคุมโรคได้ แต่หลังการทดลองพบผู้ป่วยที่ควบคุมโรคได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.3 และในระยะติดตามผล 3 เดือน มีผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคได้จำนวน 20 คน (ร้อยละ 66.7) (<em>p</em> &lt; .001)</p> <p><strong>สรุป:</strong><strong> </strong>โปรแกรมการโค้ชมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการกำเริบของโรคและช่วยให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดมีระดับการควบคุมโรคดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น โปรแกรมการโค้ชเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ในการส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหอบหืดเพื่อป้องกันการกำเริบของโรค</p> ปัทมาภรณ์ เหลืองโพยมนิมิต , ทรัศชล สุดโต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286751 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องเพศตามหลัก PLISSIT ต่อความรู้ การปฏิบัติตัว และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย STEMI ในห้องผู้ป่วยหนักโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286324 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดชนิด ST-segment ยกสูง แม้รักษาด้วยการสวนหลอดเลือดหัวใจและทำบอลลูนและใส่ขดลวดหัวใจ (Percutaneous Coronary Intervention: PCI) จะช่วยเพิ่มอัตรารอดชีวิต แต่ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลและขาดความมั่นใจในการกลับไปมีกิจกรรมทางเพศ ขณะที่การให้คำแนะนำด้านเพศในโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมให้ความรู้ด้านสุขภาพทางเพศที่ใช้แบบจำลอง PLISSIT ต่อความรู้เรื่องเพศและพฤติกรรมปฏิบัติ และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วย STEMI (ST-Elevation Myocardial Infarction: STEMI)</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย: </strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วย STEMI ที่ได้รับการรักษาด้วย PCI และเตรียมจำหน่ายจากห้องผู้ป่วยหนักโรคหัวใจและหลอดเลือด 1 และ 2 โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี โดยการสุ่มแบบจับฉลากโดยไม่ใส่คืน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรู้และการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ แบบประเมินการทำหน้าที่ทางเพศ ด้านร่างกาย จิตใจ ความคิด และความพึงพอใจ ภายหลังให้โปรแกรมการให้คำปรึกษาตามหลัก PLISSIT รวมถึงแบบติดตามผลหลังจำหน่าย 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ภายหลังได้รับโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องเพศตามหลัก PLISSIT กลุ่มทดลองมีคะแนน ด้านความรู้ การปฏิบัติตัว และคุณภาพชีวิตสูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05) สะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมช่วยส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจ และการปรับตัวหลังจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>สรุป:</strong> โปรแกรมการให้ความรู้เรื่องเพศตามหลัก PLISSIT ในผู้ป่วย STEMI ที่ได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจหลังทำ PCI ช่วยเพิ่มความรู้และพฤติกรรมด้านเพศสัมพันธ์ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตและดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม</p> ปัตฑมา ภิรมย์เกษร , ลลิตา ช่อกลาง , นริษา บุญชิต, สุเพียร โภคทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286324 Wed, 17 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของเจลน้ำมันหอมระเหยมะกรูดร่วมกับการฝึกกิจกรรมสมาธิบำบัด SKT ต่อการลดความเครียดในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287396 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ทั่วโลกหนึ่งในสี่ของประชากรเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ในกลุ่มเยาวชนและคนวัยทำงานที่มีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต นักศึกษาพยาบาลประสบกับปัจจัยก่อความเครียดจากงานหลักสูตร การเรียนในห้องปฏิบัติการ และการฝึกปฏิบัติทางคลินิกในโรงพยาบาลซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิต งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความเครียดของนักศึกษาพยาบาลระหว่างเจลน้ำมันหอมระเหยมะกรูดร่วมกับกิจกรรมทำสมาธิแบบ SKT กับเจลหลอกร่วมกับกิจกรรมทำสมาธิแบบ SKT</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคามจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (<em>n</em> = 30) และกลุ่มควบคุม (<em>n</em> = 30) เครื่องมือวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) เครื่องมือทดลอง ประกอบด้วยเจลน้ำมันหอมระเหยมะกรูดและกิจกรรมทำสมาธิ SKT และ 2) เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน แบบประเมินความเครียด ST-5 และ ST-20 และ Visual Analogue Scale (VAS) โดยค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha เท่ากับ .79, .75 และ .70 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอ้างอิงใช้ independent samples t-test ระหว่างกลุ่ม และ paired samples t-test ภายในกลุ่มก่อนและหลังได้รับการแทรกแซง กำหนดระดับนัยสำคัญที่ <em>p </em>&lt; .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่ากลุ่มทดลอง มีคะแนนความเครียดหลังการทดลองลดลงเท่ากับ 8.67 คะแนน โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 (<em>t</em> = 7.925, <em>p</em> &lt; .001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความเครียดหลังการทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ทั้งจากแบบประเมิน ST-20 (<em>p</em> &lt; .001) และ VAS (<em>p</em> &lt; .001) โดยกลุ่มทดลองมีค่าผลต่างของคะแนนความเครียดก่อนและหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ </p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การใช้เจลน้ำมันหอมระเหยมะกรูดร่วมกับการทำกิจกรรมฝึกสมาธิบำบัด SKT สามารถช่วยลดความเครียดในนักศึกษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> จตุพล ฉ่ำมณี , เนาวรัตน์ สิงห์สนั่น, เกวลิน มะโนนึก, เกศรา โคตรธาดา , ขวัญชนก ซื่อสัตย์ , เขมชาติ นพคุณ , เขมิกา วิระสิงห์ , จตุพล สุระมณี , จันทกร มะลิรัมย์ , จิรดาภรณ์ พิมพ์บัว , จิระนันท์ คำบุญเกิด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287396 Thu, 02 Jul 2026 00:00:00 +0700