วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp <p> วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ เป็นวารสารวิชาการและการวิจัย ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการทางสุขภาพและที่เกี่ยวข้องของนักวิชาการ พยาบาล บุคลากรทางสุขภาพ และทางการศึกษา รวมทั้งนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา และองค์กรสุขภาพทั่วประเทศ</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์&nbsp; ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์&nbsp; และคณาจารย์ท่านอื่นๆ ในวิทยาลัยพยาบาลฯ&nbsp; ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเอง</p> journal@bcnsp.ac.th (ดร.เกษราภรณ์ เคนบุปผา) journal@bcnsp.ac.th (นางสาวสิรภัทร โจมสติ) Mon, 05 Jan 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาเครื่องวัดสัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดพกพา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/278511 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ Electrocardiogram (ECG/EKG) เป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ตรวจวัดด้วยเซ็นเซอร์ ซึ่งช่วยในการติดตามและวินิจฉัยความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจมาตรฐานยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุน ขนาด และความสะดวกในการเคลื่อนย้าย ส่งผลให้การเข้าถึงการตรวจในบริบทของการเฝ้าระวังต่อเนื่องหรือการใช้งานนอกสถานพยาบาลยังมีข้อจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างต้นแบบเครื่องวัดสัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วยโดยใช้การวัดลีดแขนขาทั้ง 6 (I, II, III, aVR, aVL, และ aVF) และแสดงอัตราการเต้นของหัวใจของผู้ป่วย 2) เพื่อประเมินสมรรถนะเชิงเทคนิค ในลักษณะ exploratory (proof-of-concept) ภายใต้สภาวะควบคุม</p> <p><strong>วิธีดำเนินการ</strong><strong>:</strong> พัฒนาต้นแบบเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา (Electrocardiograph Pocket Monitor) โดยใช้เซ็นเซอร์สำหรับวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นส่วนรับข้อมูล และใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ในการประมวลผล ก่อนส่งข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจไปแสดงผลผ่านหน้าจอแบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว ทดสอบสมรรถนะโดยใช้เครื่องจำลองสัญญาณชีพ Fluke ProSim8 ใน 4 การทดลอง ได้แก่ การวัดแอมพลิจูด การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การทดสอบระยะเวลาแบตเตอรี่ และการทดสอบการแสดงผล</p> <p><strong>ผลการศึกษาและสรุป</strong><strong>:</strong> เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาที่พัฒนาขึ้นสามารถวัดสัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจจากลีดแขนขาทั้ง 6 ได้อย่างสม่ำเสมอ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยของแอมพลิจูดไม่เกินร้อยละ 10 (ค่าเฉลี่ย 6 ลีด = 9.25%) และค่าความคลาดเคลื่อนของการวัดอัตราการเต้นของหัวใจเฉลี่ยร้อยละ 0.6 เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องจำลองสัญญาณชีพมาตรฐาน Fluke รุ่น ProSim8 โดยมีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 26 ชั่วโมง ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเฝ้าระวังและคัดกรองความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจในบริบทนอกสถานพยาบาล และสามารถเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ต้นทุนต่ำในอนาคต</p> รสจรินทร์ รัตนสุนทร , กชกร อยู่เล่ห์ , วีรลักษณ์ อ่อนแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/278511 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคลมชัก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/284277 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> โรคลมชักในเด็กเป็นปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักและศึกษาประสิทธิผลของระบบในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแลแบบเอื้ออาทรของ Swanson และแนวทางเวชปฏิบัติของสถาบันประสาทวิทยา เป็นกรอบแนวคิดเชิงเนื้อหา และใช้ทฤษฎีระบบเป็นกรอบในการดำเนินงาน กลุ่มตัวอย่างได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย เด็กโรคลมชัก 45 ราย ผู้ดูแลหลัก 45 ราย และพยาบาลที่ดูแล 55 ราย เก็บข้อมูลระหว่าง 1 กรกฎาคม 2567 – 20 มิถุนายน 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาล แผนการพยาบาลแบบเอื้ออาทร และระบบติดตามผ่านระบบการแพทย์ทางไกล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่าระบบการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลผู้จัดการรายกรณี การใช้แนวปฏิบัติการดูแลแบบ เอื้ออาทร 5 ขั้นตอน ระบบการส่งต่อข้อมูลแบบไร้รอยต่อ และการติดตามเยี่ยมบ้านผ่านระบบการแพทย์ทางไกล เมื่อประเมินผลลัพธ์ด้านประสิทธิผล พบว่าภายหลังการใช้ระบบ พยาบาลมีการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลางเป็นระดับมากที่สุด (<em>p</em> &lt; .001) คะแนนความรู้และพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .001) และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ที่สำคัญ พบว่าอัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วัน และอัตราการกลับเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต ลดลงจากร้อยละ 8.7 เป็นศูนย์</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ระบบการพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักช่วยเพิ่มคุณภาพการดูแลและสมรรถนะผู้ดูแลเด็กโรคลมชักอย่างมีประสิทธิภาพ อาจเป็นต้นแบบให้ผู้บริหารนำไปพัฒนาการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคเรื้อรัง และขยายผลสู่เครือข่ายบริการสุขภาพได้อย่างยั่งยืน</p> วีระนุช มยุเรศ , นันทวดี ใจหาญ, พัฒนพร ตรีสูนย์ , เกศรา ศรีสำอางค์ , พรทิภา ธิวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/284277 Mon, 19 Jan 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281859 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> สมาชิกครอบครัวผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกมักเผชิญความวิตกกังวลสูงเนื่องจากขาดความรู้และการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์คุกคาม แม้มีการให้ข้อมูลทั่วไปแต่อาจยังไม่สามารถสร้างภาพในจินตนาการและโครงสร้างความรู้เพื่อควบคุมการตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยกึ่งทดลองนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม–ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองรูปแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกครอบครัวผู้ป่วยจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลฯ และแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน และสถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ผลการวิจัยพบว่าสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ห้องฉุกเฉินในกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมมีคะแนนความวิตกกังวลตํ่ากว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05) และคะแนนความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมตํ่ากว่าในสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การใช้โปรแกรมการสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม – ปรนัยผ่านสื่อวิดีทัศน์ต่อความวิตกกังวล สามารถลดความวิตกกังวลของสมาชิกสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉินได้ ดังนั้น จึงควรนำโปรแกรมการตอบสนองความต้องการของครอบครัวไปใช้เพื่อลดความวิตกกังวลอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p> สุมาลี สีส่วน , ศกุนตลา อนุเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281859 Mon, 19 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการทางการพยาบาลกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281711 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะภาวะช็อก จากการติดเชื้อซึ่งเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อเชื้ออย่างผิดปกติ ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของอวัยวะล้มเหลว และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการทางการพยาบาลกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด และศึกษาผลของการใช้รูปแบบในโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย: </strong>การวิจัยและพัฒนานี้ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ 345 คน และแฟ้มประวัติผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด 884 แฟ้ม ดำเนินการวิจัยใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์และพัฒนารูปแบบฯ ระยะที่ 2 ทดลองใช้และปรับปรุงรูปแบบฯ และระยะที่ 3 ประเมินผลการใช้รูปแบบฯ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รูปแบบการจัดการทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าทีแบบจับคู่</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า สถานการณ์ก่อนการพัฒนาพบปัญหาระบบบริการพยาบาลไม่ชัดเจน การปฏิบัติขาดความต่อเนื่อง และระบบสื่อสารไม่ครอบคลุม ส่งผลให้การดูแลล่าช้า และมีรูปแบบการจัดการทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการกระบวนการพยาบาลและการนิเทศทางคลินิก มีความเหมาะสมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง นอกจากนี้ยังพบว่าภายหลังการใช้รูปแบบ พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการปฏิบัติตามมาตรฐานของพยาบาลสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05) อุบัติการณ์การเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ลดลงจากร้อยละ 27.48 เหลือร้อยละ 21.02 และพยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับสูง (<em>M</em> = 4.18, <em>SD</em> = 0.76)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> รูปแบบการจัดการทางการพยาบาลดังกล่าว สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริการพยาบาลของหน่วยงาน เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรฐานและความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยควรมีการขยายผลและประเมินความยั่งยืนของรูปแบบในบริบทอื่นต่อไป</p> กันยารัตน์ ม้าวิไล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281711 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพพยาบาลในการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้าสู่ระยะวิกฤติ ในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/284124 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>โรคปอดอักเสบจากชุมชนเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังจะมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนที่คุกคามชีวิต การเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้าสู่ระยะวิกฤติเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่ยังพบว่ายังมีช่องว่างด้านความรู้และการปฏิบัติของพยาบาล</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพพยาบาลในการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤติในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยชายและหญิง จำนวน 16 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมพัฒนาศักยภาพพยาบาลในการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลง ก่อนเข้าสู่ระยะวิกฤติในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ แบบวัดความรู้และทักษะพยาบาลวิชาชีพในการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้าสู่ระยะวิกฤติในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ และแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยโรคปอดอักเสบชุมชน การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามทั้งฉบับ เท่ากับ .92 และ .96 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 และ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Friedman Test และ Wilcoxon Signed-Rank Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> ระดับความรู้ของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.5 เป็นร้อยละ 100 โดยมีคะแนนความรู้ หลังการใช้โปรแกรมสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ ระดับการปฏิบัติทางการพยาบาลเพิ่มจากร้อยละ 6.25 เป็นร้อยละ 81.25 และคะแนนการปฏิบัติทางการพยาบาลหลังการใช้โปรแกรมสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เช่นเดียวกัน สำหรับผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่า หลังใช้โปรแกรม ไม่พบอุบัติการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ทางคลินิก</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> โปรแกรมพัฒนาศักยภาพพยาบาลในการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้าสู่ระยะวิกฤติในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยในโรงพยาบาลชุมชนได้</p> สง่าศรี เนาวฤทธิ์ , บัณฑิตา วงค์งาม , ศิริรัตน์ โหตรภวานนท์ , สุทธิชารัตน์ เจริญพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/284124 Thu, 02 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อการควบคุมตนเองและ พฤติกรรมการเลิกเสพยาของผู้ป่วยเสพติดแอมเฟตามีน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/284480 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ปัญหายาเสพติดโดยเฉพาะแอมเฟตามีนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ถึงแม้การเข้ารับการบำบัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังพบการเสพซ้ำในอัตราที่สูง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการควบคุมตนเองก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจ และเปรียบเทียบพฤติกรรมการควบคุมตนเองและการเลิกเสพยาระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจและกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มก่อนและหลังการทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วย เสพติดแอมเฟตามีน ที่เข้ารับการบำบัดรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่คลินิกบำบัดยาเสพติด โรงพยาบาลเถิน จำนวน 44 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจ ซึ่งประกอบด้วย 10 กิจกรรม ใช้เวลาดำเนินโปรแกรม 5 สัปดาห์ แบบสอบถามการควบคุมตนเอง และชุดทดสอบสารเสพติดเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะ เครื่องมือผ่านการหาความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และทดสอบความเชื่อมั่นของแบบประเมินการควบคุมตนเองได้ค่าเท่ากับ 0.906 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติที ไคสแควร์ และการทดสอบฟิชเชอร์ </p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการควบคุมตนเอง สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = 4.58, <em>p</em> &lt; .001, Cohen’s d = 0.98) ค่าเฉลี่ยคะแนนการควบคุมตนเองในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = 4.58, <em>p</em> &lt; .001, Cohen’s d = 1.43) และพฤติกรรมการเลิกเสพยาในสัปดาห์ที่ 12 พบว่ากลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจมีประสิทธิผลในการช่วยเพิ่มการควบคุมตนเองในผู้เสพแอมเฟตามีนที่เข้ารับการบำบัดฟื้นฟู ซึ่งจะนำไปสู่การเลิกเสพแอมเฟตามีนได้</p> ยุวลี ขาปาง, ศรีประไพ อินทร์ชัยเทพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/284480 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะสุขภาพจิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง ในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281175 <p><strong>ความเป็นมา: </strong>ปัจจุบันผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ดูแลประสบปัญหาสุขภาพจิต ทั้งภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และเครียด จากภาระดูแลผู้สูงอายุที่ยาวนาน จำเป็นต้องศึกษาปัจจัยที่ทำนายภาวะสุขภาพจิต เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ดูแลในระยะยาว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงในชุมชน</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย: </strong>การวิจัยเป็นพรรณนาเชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงในอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 114 ราย ได้จากการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบวัดที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดการรับรู้สมรรถนะแห่งตน แบบวัดการมองโลกในทางบวก แบบวัดความฉลาดทางสุขภาพและแบบวัดการสนับสนุนจากแหล่งทรัพยากร ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .89, .85, .90 และ .92 ตามลำดับ และ แบบสอบถามภาวะสุขภาพจิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง Depression Anxiety Stress Scales-21 (DASS-21) วัดระดับภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และเครียด ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .80, .76 และ .82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>รายได้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และการมองโลกในแง่บวก เป็นปัจจัยทำนายภาวะสุขภาพจิตของผู้ดูแล โดยรายได้ทำนายภาวะซึมเศร้า (Beta = -0.218) และวิตกกังวล (Beta = -0.227) ส่วนการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Beta = -0.241) และการมองโลกในแง่บวก (Beta = -0.222) ทำนายภาวะเครียดได้ ร้อยละ 12 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ อายุ ระยะเวลาดูแล ความฉลาดทางสุขภาพ และการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร ไม่สามารถทำนายภาวะสุขภาพจิตได้</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมการมีรายได้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และทัศนคติเชิงบวก ซึ่งเป็นแนวทางในการวางแผนสนับสนุนผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงให้มีสุขภาพจิตที่ดี</p> <p> </p> ก้องกฤษฎากรณ์ ชนแดง , กานต์ตริน ศรีสุวรรณ , เกษร ศาสตราธรรม , สงวน ธานี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281175 Thu, 09 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากระบวนการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ โดยใช้การสนทนาสร้างแรงจูงใจ โรงพยาบาลท่าลี่ จังหวัดเลย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281128 <p><strong>ความเป็นมา: </strong>การบูรณาการแนวคิดการสนทนาสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing: MI) ในการปฏิบัติการพยาบาลช่วยส่งเสริมการควบคุมระดับความดันโลหิตและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมโรคไม่ได้</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย: </strong>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการปฏิบัติการพยาบาลสำหรับดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้โดยใช้ MI โรงพยาบาลท่าลี่ จังหวัดเลย ดำเนินการตามกรอบแนวคิดทฤษฎีระบบร่วมกับกระบวนการพยาบาล 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ ระยะที่ 2 ออกแบบและพัฒนา ระยะที่ 3 ทดลองใช้ และระยะที่ 4 ประเมินผลและปรับปรุง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 10 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ 40 คน คัดเลือกแบบง่าย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบบันทึกการสนทนา MI แบบติดตามผลความดันโลหิต แนวทางสนทนากลุ่มพยาบาล และแบบประเมินความพึงพอใจและการยอมรับ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่า CVI 0.83-0.90 และค่าความเชื่อมั่น 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Chi-square test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่า 1) ได้กระบวนการปฏิบัติการพยาบาลประกอบด้วยคู่มือและกิจกรรมโดยใช้ MI 6 ระยะ ได้แก่ การให้ข้อมูลสะท้อนกลับ ความรับผิดชอบในการตัดสินใจ การให้คำแนะนำ การเสนอทางเลือกความเข้าอกเข้าใจ และการส่งเสริมศักยภาพ 2) กลุ่มผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลตนเองในระดับมาก (<em>M</em> = 4.14, <em>SD</em> = 0.35) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสามารถควบคุมความดันโลหิตได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80.00 กลุ่มพยาบาลมีความพึงพอใจและการยอมรับในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.62, <em>SD</em> = 0.25)</p> <p><strong>สรุป: </strong>กระบวนการปฏิบัติการพยาบาลที่บูรณาการ MI มีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในคลินิกโรคเรื้อรัง และควรส่งเสริมการใช้ต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยอย่างยั่งยืน</p> คำหล้า กันยายาว , จรรยา จันทะบับภาศรี , สมโชค กันยายาว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281128 Fri, 17 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางปฏิบัติทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยเลือดออก ทางเดินอาหารส่วนบน โรงพยาบาลตระการพืชผล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286626 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> ภาวะเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบนเป็นภาวะฉุกเฉินที่มีความรุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต โดยเฉพาะในโรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็กที่ทรัพยากรจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและศึกษาการพัฒนาแนวทางปฏิบัติทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบนโรงพยาบาลตระการพืชผล</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยใช้วงจรการวางแผน ปฏิบัติ สังเกตผลและสะท้อนผล 2 วงรอบ ร่วมกับแนวคิดการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และกรอบโดนาบีเดียน (โครงสร้าง–กระบวนการ–ผลลัพธ์) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยทีมสหวิชาชีพ 30 คนและผู้ป่วยเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบนในห้องฉุกเฉิน 60 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบตรวจสอบการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติทางคลินิก แบบบันทึกเวลาในกระบวนการดูแลและส่งต่อ แบบประเมินความพร้อมก่อนส่งต่อ แบบบันทึกเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบทีสําหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน วิเคราะข้อมูลด้วยสถิติไคสแควร์ (<em>p</em> &lt; .05) และวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> แนวทางปฏิบัติทางคลินิกพัฒนาขึ้นประกอบด้วยผังการดูแลผู้ป่วยในห้องฉุกเฉิน ชุดคำสั่ง ประเมินความเสี่ยงด้วยคะแนนกลาสโกว-แบลตช์ฟอร์ดและแบบประเมินความพร้อมก่อนส่งต่อ หลังนำไปใช้ พบว่าคะแนนการใช้แนวทางปฏิบัติทางคลินิกเพิ่มขึ้นจาก 10.4±2.3 คะแนนเป็น 17.6±1.5 คะแนนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .001) พบว่าการใช้ประเมินคะแนนกลาสโกว-แบลตช์ฟอร์ด การให้ยาลดกรดชนิดโปรตอนปั้มภายใน 60 นาที และแบบประเมินความพร้อมก่อนส่งต่อเพิ่มขึ้น และระยะเวลาจนถึงตัดสินใจส่งต่อลดลงอย่างมีนัยสำคัญและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระหว่างส่งต่อลดลง บุคลากรมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวทางในระดับสูง</p> <p><strong>สรุป: </strong>การพัฒนาแนวทางปฏิบัติทางคลินิก โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการสามารถเพิ่มความครบถ้วนของกระบวนการดูแล ลดความล่าช้าในการรักษาและลดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในการส่งต่อผู้ป่วยเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบนได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> ศุภลักษณ์พร พงษ์ศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286626 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาระยะเวลาการรอดชีวิตแบบปลอดการลุกลามเพิ่มขึ้นของมะเร็ง ด้วยยามุ่งเป้า เออร์โลทินิบ ในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก ระยะแพร่กระจายในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287170 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งปอดเป็นอันดับ 2 และเป็นระยะแพร่กระจายคิดเป็นร้อยละ 68.42 ปัจจุบันการรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กได้พัฒนาการรักษาด้วยยามุ่งเป้าจากการกลายพันธุ์ของ EGFR จึงเป็นที่มาของการศึกษาระยะเวลาการรอดชีวิตแบบปลอดการลุกลามของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก ระยะแพร่กระจาย ที่รักษาด้วยยามุ่งเป้าเออร์โลทินิบ ในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเป็นการศึกษาข้อมูลแบบย้อนหลัง โดยเป็นการเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่มารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โดยเป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลังระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2567</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะแพร่กระจายรักษาด้วยยามุ่งเป้าเออร์โลทินิบ 200 ราย อายุเฉลี่ย 66.1 ± 10.3 ปี ผู้หญิงร้อยละ 70.5 ผู้ชาย 29.5 พบว่ามีการกลายพันธุ์ที่ Exon 19 ร้อยละ 69.0 และ Exon 21 ร้อยละ 29.0 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการตอบสนองต่อการรักษาแบบบางส่วนที่ระยะเวลา 3 เดือน ร้อยละ 74.0 ระยะเวลาการรอดชีวิตแบบปลอดการลุกลามเพิ่มขึ้น 12.83 เดือน (95% CI: 11.10–14.57) และอัตราการรอดชีวิต 21.47 เดือน (95% CI: 19.60–23.34)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การรักษาด้วยยามุ่งเป้าเออร์โลทินิบ เพิ่มระยะเวลาการรอดชีวิตแบบปลอดการลุกลามและอัตราการ รอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะแพร่กระจาย</p> พงษ์พัฒน์ พิมพ์สะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287170 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่น อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281756 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การเพิ่มขึ้นของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมีสาเหตุมาจากความอยากรู้อยากลอง พวกเขามองว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่แบบดั้งเดิม และมักขาดทักษะในการปฏิเสธเนื่องจากแรงกดดันจากเพื่อน วัยรุ่นมักไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงและขาดความมั่นใจที่จะปฏิเสธ ซึ่งส่งผลต่อการปกป้องตนเอง ดังนั้น การทดสอบโปรแกรมเพื่อป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้าโดยการเสริมสร้างความตระหนักรู้และความมั่นใจในตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือวัยรุ่นอายุ 12-15 ปี จากโรงเรียนขยายโอกาสในอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 64 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มละ 32 คน กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มควบคุมได้รับการสอนสุขศึกษาตามหลักสูตรโรงเรียน เครื่องมือเก็บข้อมูลได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบวัดพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เครื่องมือทดลองคือโปรแกรมเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่น 6 กิจกรรม ดำเนินกิจกรรม 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 60 นาที ที่ผู้วิจัยสร้างและตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ แบบวัดพฤติกรรมการป้องกันการ สูบบุหรี่ไฟฟ้า ได้ค่าความตรง .79 ค่าความเชื่อมั่น .92 โปรแกรมเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่น ค่าความตรง .75 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างคู่และ การทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างอิสระ</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่า คะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่นกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05 ) และพบว่า คะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่นกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมสูงขึ้นกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05 )</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมมีความตระหนักและมีการรับรู้ความสามารถในพฤติกรรมของตนเองต่อการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> บุปผา ใจมั่น, ทัตภณ พละไชย , อัญชรี แสงสว่าง , สุทธิดา ยวนจิตร, อักษรศิลป์ จันทะ , อัญชิสา พิมพ์สาร, อารียา ใจงาม , วิชริญฏา พรมเย็น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281756 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700