วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp <p> วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ เป็นวารสารวิชาการและการวิจัย ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการทางสุขภาพและที่เกี่ยวข้องของนักวิชาการ พยาบาล บุคลากรทางสุขภาพ และทางการศึกษา รวมทั้งนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา และองค์กรสุขภาพทั่วประเทศ</p> วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ th-TH วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 3057-1421 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์&nbsp; ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์&nbsp; และคณาจารย์ท่านอื่นๆ ในวิทยาลัยพยาบาลฯ&nbsp; ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเอง</p> ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286932 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ภาวะขาดสารไอโอดีนยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีความต้องการไอโอดีนสูงกว่าประชากรทั่วไป แม้ประเทศไทยมีมาตรการเสริมและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แต่ในบางพื้นที่ยังพบระดับไอโอดีนในปัสสาวะต่ำกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด โดยเฉพาะ จังหวัดอุตรดิตถ์ จึงมีความจำเป็นในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนและปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ประชากร คือ หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ในจังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์อายุ 20 ปีขึ้นไป อายุครรภ์ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จำนวน 154 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามที่พัฒนาตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง .76-.90 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบลดตัวแปร</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในระดับสูง (<em>M</em> = 24.64, <em>SD</em> = 2.64) โดยความมุ่งมั่นในการปฏิบัติพฤติกรรม (β = .289, <em>p</em> &lt; .01) อิทธิพลระหว่างบุคคล (β = .202, <em>p</em> &lt; .05) และการรับรู้ความสามารถของตนเอง (β = .159, <em>p</em> &lt; .05) สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมได้ ร้อยละ 25.5 (R² = .255)</p> <p><strong>สรุป</strong>: ความมุ่งมั่นในการปฏิบัติพฤติกรรม อิทธิพลระหว่างบุคคล และการรับรู้ความสามารถของตนเอง เป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ ดังนั้น ควรนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง</p> ชุติมาส อินทา ปัญญรัตน์ ลาภวงศ์วัฒนา สุพิศ ศิริอรุณรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-28 2026-05-28 10 2 e286932 e286932 ผลของการใช้ LINE Official Account ต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความพึงพอใจของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287683 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้สุขภาพในรูปแบบเดิมยังมีข้อจำกัดด้านเวลาและการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะในบริบทของหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ในขณะที่ LINE official account เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ประชาชนไทยคุ้นเคยและสามารถใช้เป็นช่องทางสื่อสารสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาผลของการใช้ LINE official account “DM Care” ต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความพึงพอใจของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 34 คน ที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลศรีคูณ อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โปรแกรม “DM Care” พัฒนาบนแนวคิดการดูแลตนเอง ของโอเร็มร่วมกับแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพของนัทบีม และดำเนินการเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ๆ ละ 3 ครั้ง รวม 6 ครั้ง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าเฉลี่ย 9.56 เป็น 10.79 คะแนน (<em>t</em> (33) = –4.52, <em>p</em> &lt; .001, Cohen’s d<sub>z</sub> = 0.78) และมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 69.44 เป็น 78.91 คะแนน (<em>t</em> (33) = –5.49, <em>p</em> &lt; .001, Cohen’s d<sub>z</sub> = 0.94) ความพึงพอใจต่อการใช้ LINE official account โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em>= 4.58, <em>SD</em> = 0.49)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า LINE official account “DM Care” มีแนวโน้มช่วยส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และมีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้เป็นแนวทางเสริมในการดูแลผู้ป่วยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในระยะยาวและมีกลุ่มเปรียบเทียบเพื่อยืนยันผลลัพธ์ทางคลินิก</p> บัณฑิตา ภูอาษา ปรัชญา แก้วลา จิราพร พรมศร กนกวรรณ ผิวผ่อง จุฑาภักดิ์ โคกกลาง ชนาพร วรรณโสภา ธนัชญา แย้มยิ้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-02 2026-06-02 10 2 e287683 e287683 ประสิทธิผลของโปรแกรมการโค้ชต่อพฤติกรรรมการป้องกันอาการกำเริบ ของโรคหอบหืดและระดับการควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ควบคุมอาการไม่ได้ หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286751 <p><strong>ความเป็นมา:</strong><strong> </strong>โรคหอบหืดเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยผู้ป่วยหลายรายไม่สามารถควบคุมอาการได้ แม้ได้รับการรักษาและให้ความรู้ เนื่องจากขาดทักษะการดูแลตนเอง ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการโค้ชต่อพฤติกรรมการป้องกันการกำเริบและระดับการควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคหอบหืด</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong><strong> </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดซ้ำ มีผู้ป่วยโรคหอบหืด 30 คน จากคลินิกโรคหอบหืด หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี คัดเลือกตามเกณฑ์ คือ อายุ 40–60 ปี วินิจฉัย โรคหอบหืด ควบคุมโรคไม่ได้ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา และสมัครใจเข้าร่วม เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการโค้ช แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันอาการกำเริบ (IOC = .98, α = .71) และแบบประเมินระดับการควบคุมโรค (IOC = 1.00, α = .75) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Repeated measure ANOVA และ Friedman Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong><strong> </strong>ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมการโค้ชมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการกำเริบเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญจากระยะก่อนการทดลอง (<em>M</em> = 85.00, <em>SD</em> = 11.21) ไปเป็น (<em>M</em> = 102.76, <em>SD</em> = 11.53) หลังการทดลอง และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะติดตามผล 3 เดือน (<em>M</em> = 110.86, <em>SD</em> = 4.68) (<em>p</em> &lt; .001) ด้านการควบคุมโรค ก่อนการทดลองไม่พบผู้ป่วยที่ควบคุมโรคได้ แต่หลังการทดลองพบผู้ป่วยที่ควบคุมโรคได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.3 และในระยะติดตามผล 3 เดือน มีผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคได้จำนวน 20 คน (ร้อยละ 66.7) (<em>p</em> &lt; .001)</p> <p><strong>สรุป:</strong><strong> </strong>โปรแกรมการโค้ชมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการกำเริบของโรคและช่วยให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดมีระดับการควบคุมโรคดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น โปรแกรมการโค้ชเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ในการส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหอบหืดเพื่อป้องกันการกำเริบของโรค</p> ปัทมาภรณ์ เหลืองโพยมนิมิต ทรัศชล สุดโต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-09 2026-06-09 10 2 e286751 e286751 ผลของโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องเพศตามหลัก PLISSIT ต่อความรู้ การปฏิบัติตัว และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย STEMI ในห้องผู้ป่วยหนักโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286324 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดชนิด ST-segment ยกสูง แม้รักษาด้วยการสวนหลอดเลือดหัวใจและทำบอลลูนและใส่ขดลวดหัวใจ (Percutaneous Coronary Intervention: PCI) จะช่วยเพิ่มอัตรารอดชีวิต แต่ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลและขาดความมั่นใจในการกลับไปมีกิจกรรมทางเพศ ขณะที่การให้คำแนะนำด้านเพศในโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมให้ความรู้ด้านสุขภาพทางเพศที่ใช้แบบจำลอง PLISSIT ต่อความรู้เรื่องเพศและพฤติกรรมปฏิบัติ และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วย STEMI (ST-Elevation Myocardial Infarction: STEMI)</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย: </strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วย STEMI ที่ได้รับการรักษาด้วย PCI และเตรียมจำหน่ายจากห้องผู้ป่วยหนักโรคหัวใจและหลอดเลือด 1 และ 2 โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี โดยการสุ่มแบบจับฉลากโดยไม่ใส่คืน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรู้และการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ แบบประเมินการทำหน้าที่ทางเพศ ด้านร่างกาย จิตใจ ความคิด และความพึงพอใจ ภายหลังให้โปรแกรมการให้คำปรึกษาตามหลัก PLISSIT รวมถึงแบบติดตามผลหลังจำหน่าย 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ภายหลังได้รับโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องเพศตามหลัก PLISSIT กลุ่มทดลองมีคะแนน ด้านความรู้ การปฏิบัติตัว และคุณภาพชีวิตสูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05) สะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมช่วยส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจ และการปรับตัวหลังจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>สรุป:</strong> โปรแกรมการให้ความรู้เรื่องเพศตามหลัก PLISSIT ในผู้ป่วย STEMI ที่ได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจหลังทำ PCI ช่วยเพิ่มความรู้และพฤติกรรมด้านเพศสัมพันธ์ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตและดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม</p> ปัตฑมา ภิรมย์เกษร ลลิตา ช่อกลาง นริษา บุญชิต สุเพียร โภคทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 10 2 e286324 e286324 ผลของเจลน้ำมันหอมระเหยมะกรูดร่วมกับการฝึกกิจกรรมสมาธิบำบัด SKT ต่อการลดความเครียดในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287396 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ทั่วโลกหนึ่งในสี่ของประชากรเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ในกลุ่มเยาวชนและคนวัยทำงานที่มีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต นักศึกษาพยาบาลประสบกับปัจจัยก่อความเครียดจากงานหลักสูตร การเรียนในห้องปฏิบัติการ และการฝึกปฏิบัติทางคลินิกในโรงพยาบาลซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิต งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความเครียดของนักศึกษาพยาบาลระหว่างเจลน้ำมันหอมระเหยมะกรูดร่วมกับกิจกรรมทำสมาธิแบบ SKT กับเจลหลอกร่วมกับกิจกรรมทำสมาธิแบบ SKT</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคามจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (<em>n</em> = 30) และกลุ่มควบคุม (<em>n</em> = 30) เครื่องมือวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) เครื่องมือทดลอง ประกอบด้วยเจลน้ำมันหอมระเหยมะกรูดและกิจกรรมทำสมาธิ SKT และ 2) เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน แบบประเมินความเครียด ST-5 และ ST-20 และ Visual Analogue Scale (VAS) โดยค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha เท่ากับ .79, .75 และ .70 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอ้างอิงใช้ independent samples t-test ระหว่างกลุ่ม และ paired samples t-test ภายในกลุ่มก่อนและหลังได้รับการแทรกแซง กำหนดระดับนัยสำคัญที่ <em>p </em>&lt; .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่ากลุ่มทดลอง มีคะแนนความเครียดหลังการทดลองลดลงเท่ากับ 8.67 คะแนน โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 (<em>t</em> = 7.925, <em>p</em> &lt; .001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความเครียดหลังการทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ทั้งจากแบบประเมิน ST-20 (<em>p</em> &lt; .001) และ VAS (<em>p</em> &lt; .001) โดยกลุ่มทดลองมีค่าผลต่างของคะแนนความเครียดก่อนและหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ </p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การใช้เจลน้ำมันหอมระเหยมะกรูดร่วมกับการทำกิจกรรมฝึกสมาธิบำบัด SKT สามารถช่วยลดความเครียดในนักศึกษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> จตุพล ฉ่ำมณี เนาวรัตน์ สิงห์สนั่น เกวลิน มะโนนึก เกศรา โคตรธาดา ขวัญชนก ซื่อสัตย์ เขมชาติ นพคุณ เขมิกา วิระสิงห์ จตุพล สุระมณี จันทกร มะลิรัมย์ จิรดาภรณ์ พิมพ์บัว จิระนันท์ คำบุญเกิด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 10 2 e287396 e287396 ผลของการใช้ 2M1EF Application บนแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความเครียด ในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286876 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>การเรียนการสอนทางการพยาบาลอาจส่งผลให้นักศึกษาพยาบาลเกิดความเครียดได้ ปัจจุบัน มีการนำเทคโนโลยีแอปพลิเคชันมาใช้ส่งเสริมสุขภาพจิต แต่ยังมีข้อจำกัดในการประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษา การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นศึกษาผลการใช้ 2M1EF Application บนแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความเครียดในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน กลุ่มทดลองใช้ 2M1EF Application บนไลน์เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ๆ ละ 2 ครั้ง ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ Mindfulness Meditation (M1) Music Therapy (M2) Exercise (E) และ Feeling Reflection (F) เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียดด้วยตนเองสวนปรุง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ ที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความเครียดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 47.33 ± 2.40 เป็น 29.60 ± 6.87 (<em>t</em> = 13.34,<em> p </em>&lt; .001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ(<em>t</em> = 0.33, <em>p</em> = .744) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่าภายหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีความเครียดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (<em>t</em> = -13.15, <em>p</em> &lt; .001) ด้านความพึงพอใจพบว่าในภาพรวมกลุ่มทดลอง มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.44,<em> SD</em> = 0.27) โดยด้านการนำไปใช้ประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<em>M</em> = 4.47,<em> SD</em> = 0.70)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การใช้ 2M1EF Application บนแอปพลิเคชันไลน์ช่วยลดระดับความเครียดของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการความเครียดของนักศึกษาในสถาบันการศึกษาพยาบาลต่อไป</p> อติญาณ์ ศรเกษตริน สุทธานันท์ กัลกะ ชลธิดา ชื่นเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-15 2026-07-15 10 2 e286876 e286876 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสาเหตุการผิดนัดของผู้รับบริการทันตกรรม โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง จังหวัดพัทลุง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286817 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> การผิดนัดของผู้รับบริการทันตกรรมเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบบริการสุขภาพ ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรด้านบุคลากร เวลา และค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่อง ในการรักษาและผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้ป่วย การศึกษาลักษณะและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผิดนัด จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาแนวทางการจัดการระบบนัดหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะและสาเหตุของการผิดนัด รวมทั้งศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับสาเหตุการผิดนัดของผู้รับบริการทันตกรรม โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง จังหวัดพัทลุง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ของผู้รับบริการทันตกรรมที่มีประวัติผิดนัดการเข้ารับบริการ ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 229 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด และทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติ chi-square test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า ผู้รับบริการที่มีประวัติผิดนัดส่วนใหญ่อายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 33.2 และส่วนใหญ่ผิดนัด 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 87.3 โดยผู้รับบริการส่วนใหญ่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ในเขตบริการ) คิดเป็นร้อยละ 62.9 ประเภทบริการที่ผิดนัดมากที่สุด คือ การรักษาโรคเหงือก คิดเป็นร้อยละ 25.3 สาเหตุที่พบมากที่สุด คือ มีภารกิจส่วนตัว คิดเป็นร้อยละ 28.8 รองลงมา ได้แก่ ป่วยไม่สบาย ร้อยละ 22.7 มีอาการดีขึ้น ร้อยละ 16.2 และลืมวันนัด ร้อยละ 12.7 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าสิทธิการรักษา มีความสัมพันธ์กับสาเหตุการผิดนัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ² = 95.420, <em>p</em> &lt; .001) ขณะที่ตัวแปรอื่น ได้แก่ อายุ เพศ ประเภทการเข้ารับบริการ และจำนวนครั้งของการผิดนัด ไม่พบความสัมพันธ์กับสาเหตุ การผิดนัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า สิทธิการรักษามีความสัมพันธ์กับสาเหตุการผิดนัด ของผู้รับบริการ ทันตกรรม ส่วนตัวแปรอื่นที่ศึกษาไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลังจากข้อมูลเวชระเบียนและศึกษาเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีประวัติผิดนัด จึงควรตีความผลในขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่ โรงพยาบาลควรพัฒนาระบบแจ้งเตือนและติดตามนัด ที่เหมาะสมกับบริบทของผู้รับบริการ รวมทั้งทบทวนกระบวนการจัดการนัดหมายของหน่วยบริการ เพื่อลดปัญหาการไม่ได้รับบริการตามนัดและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริการทันตกรรม</p> ไกร แก้วทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-28 2026-07-28 10 2 e286817 e286817 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ในชุมชนจังหวัดยะลา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287498 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> การดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน และภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยจิตเวชได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ดังนั้นจึงศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนในตำบลท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา จำนวน 190 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 3 ส่วน คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการต่อการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน และแบบสอบถามการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยเชิงพหุแบบขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ เจตคติต่อผู้ป่วยจิตเวช (β = .298, <em>p</em> &lt; .001) สามารถทำนายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนได้มากที่สุด รองลงมา คือ ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต (β = .208 <em>p</em> &lt; .001) ความผูกพันต่อชุมชน (β = .189, <em>p</em> &lt; .001) การสนับสนุนทางสังคม (β = .167, <em>p</em> &lt; .01) และบทบาทในชุมชน (β = .125, <em>p</em> &lt; .001) โดยสามารถร่วมกันทำนายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน ได้ร้อยละ 66.7 (R<sup>2</sup> = 0.667, <em>p</em> &lt; .001)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> เจตคติต่อผู้ป่วยจิตเวช ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต บทบาทในชุมชน ความผูกพันต่อชุมชน และการสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ของประชาชนในชุมชน ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุขควรเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรมด้านสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนให้มีประสิทธิภาพ</p> <p> </p> <p> </p> ผุสนีย์ แก้วมณีย์ เรวัตร คงผาสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-28 2026-07-28 10 2 e287498 e287498 ผลของการใช้นวัตกรรมอะโรม่าฮักลดการปวด: กรณีศึกษาอาการปวดกล้ามเนื้อ วัยเรียนและวัยทำงาน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287758 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>อาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยเรียนและวัยทำงาน การประคบร้อนร่วมกับการใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดอาการปวด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการปวดกล้ามเนื้อหลังที่เกิดจากออฟฟิศซินโดรมของกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงานก่อนและหลังการใช้ถุงประคบร้อน Aroma Hug และศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้ถุงประคบร้อน Aroma Hug</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาและบุคลากรในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ได้รับเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า จำนวน 31 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย นวัตกรรมถุงประคบร้อน Aroma Hug แบบประเมินความปวดก่อนและหลังการใช้ แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบคะแนนความปวดระหว่างช่วงเวลาด้วยสถิติความแปรปรวนแบบวัดซ้ำทางเดียว (One-way Repeated Measures ANOVA) และเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong><strong> </strong>ก่อนการทดลอง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังระดับปานกลาง (ร้อยละ 70.97) ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำโดยใช้การแก้ไขของ Greenhouse-Geisser พบว่าคะแนนความปวดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างช่วงเวลาที่วัด (<em>F</em> = 114.52, <em>df</em> = 2.13, 63.90, <em>p</em> &lt; .001, partial η² = .79) การเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni พบว่าคะแนนความปวดหลังการใช้ 15, 30 และ 60 นาที ลดลงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .0083 ทุกคู่) โดยค่าเฉลี่ยความแตกต่าง (Mean Difference) มากที่สุดที่ 60 นาที เท่ากับ 3.19 คะแนน (95% CI: 2.30–4.08, Cohen's <em>d</em> = 2.93) รองลงมาคือ 30 นาที เท่ากับ 2.10 คะแนน (95% CI: 1.31–2.89, Cohen's <em>d</em> = 1.93) และ 15 นาที เท่ากับ 1.36 คะแนน (95% CI: 0.65–2.07, Cohen's <em>d</em> = 1.25) ตามลำดับ ความพึงพอใจโดยรวมต่อการใช้ถุงประคบร้อน Aroma Hug อยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.34, <em>SD</em> = 0.83)</p> <p><strong>สรุป:</strong><strong> </strong>ถุงประคบร้อน Aroma Hug เป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังที่เกิดจากออฟฟิศซินโดรม ใช้งานง่าย เหมาะสมสำหรับกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงานในการนำไปใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อหลังด้วยตนเอง</p> พิสมัย วงศ์สง่า จุฑาทิพย์ วิระศักดิ์ ธีริศรา มาลาอุตม์ นุชธิวา คำมั่น นุชนาฎ กองแก้ว ปณัดดา ยืนยั่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-06 2026-08-06 10 2 e287758 e287758 การจัดการความปวดเรื้อรังหลังผ่าตัด: บทบาทที่ท้าทายของพยาบาล ในการเปลี่ยนผ่านการดูแลความปวดจากความปวดเฉียบพลันสู่ความปวดเรื้อรัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287591 <p><strong>บทนำ:</strong> ความปวดเรื้อรังหลังผ่าตัด เป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยในระยะยาว หากไม่ได้รับการจัดการที่มีประสิทธิภาพ อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วย บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับกลไกพยาธิสรีรวิทยาและปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านจากความปวดเฉียบพลันสู่ความปวดเรื้อรังหลังผ่าตัดในทุกระยะของการดูแล และส่งเสริมบทบาทของพยาบาลในการคัดกรองความเสี่ยงและจัดการความปวดแบบบูรณาการ เพื่อลดอุบัติการณ์ความปวดเรื้อรังหลังผ่าตัด</p> <p><strong>วิธีดำเนินการ:</strong> จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า กลไกการเกิดความปวดเรื้อรังหลังผ่าตัด เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีลักษณะเป็นพหุปัจจัย มีปัจจัยเสี่ยงครอบคลุมตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัด (ด้านจิตสังคมและทัศนคติด้านลบต่อความปวด) ระยะระหว่างผ่าตัด (ประเภทการผ่าตัด การบาดเจ็บของเส้นประสาท และวิธีการให้ยาระงับปวด) และระยะหลังผ่าตัด (ความรุนแรงของความปวดใน 72 ชั่วโมงแรก) แนวทางการจัดการที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดความปวดเรื้อรังหลังผ่าตัด การจัดการความปวดแบบผสมผสาน และการดูแลแบบองค์รวมที่บูรณาการในทุกมิติ</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พยาบาลเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญและท้าทายในการคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ค้นหาสัญญาณเตือนของความปวดพยาธิสภาพประสาทในระยะเปลี่ยนผ่าน การจัดการความปวด การเป็นผู้ประสานงาน รวมถึงการให้ความรู้เพื่อการจัดการตนเองของผู้ป่วย และคงไว้ซึ่งการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดอุบัติการณ์ของความปวดเรื้อรังหลังผ่าตัด และส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยสู่คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>สรุป:</strong> การจัดการความปวดเรื้อรังหลังผ่าตัดต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพและการดูแลที่ต่อเนื่องตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัดจนถึงระยะฟื้นฟูที่บ้าน โดยพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการพยาบาลเชิงรุกอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยลดอุบัติการณ์ของความปวดเรื้อรังหลังผ่าตัด และส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยอย่างยั่งยืน</p> สิรลักษณ์ ทองหุ้ย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-03 2026-08-03 10 2 e287591 e287591