วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp
<p> วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ เป็นวารสารวิชาการและการวิจัย ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการทางสุขภาพและที่เกี่ยวข้องของนักวิชาการ พยาบาล บุคลากรทางสุขภาพ และทางการศึกษา รวมทั้งนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา และองค์กรสุขภาพทั่วประเทศ</p>
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์
th-TH
วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์
3057-1421
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ และคณาจารย์ท่านอื่นๆ ในวิทยาลัยพยาบาลฯ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเอง</p>
-
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286932
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ภาวะขาดสารไอโอดีนยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีความต้องการไอโอดีนสูงกว่าประชากรทั่วไป แม้ประเทศไทยมีมาตรการเสริมและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แต่ในบางพื้นที่ยังพบระดับไอโอดีนในปัสสาวะต่ำกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด โดยเฉพาะ จังหวัดอุตรดิตถ์ จึงมีความจำเป็นในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนและปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ประชากร คือ หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ในจังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์อายุ 20 ปีขึ้นไป อายุครรภ์ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จำนวน 154 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามที่พัฒนาตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง .76-.90 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบลดตัวแปร</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในระดับสูง (<em>M</em> = 24.64, <em>SD</em> = 2.64) โดยความมุ่งมั่นในการปฏิบัติพฤติกรรม (β = .289, <em>p</em> < .01) อิทธิพลระหว่างบุคคล (β = .202, <em>p</em> < .05) และการรับรู้ความสามารถของตนเอง (β = .159, <em>p</em> < .05) สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมได้ ร้อยละ 25.5 (R² = .255)</p> <p><strong>สรุป</strong>: ความมุ่งมั่นในการปฏิบัติพฤติกรรม อิทธิพลระหว่างบุคคล และการรับรู้ความสามารถของตนเอง เป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ ดังนั้น ควรนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันการขาดสารไอโอดีนอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง</p>
ชุติมาส อินทา
ปัญญรัตน์ ลาภวงศ์วัฒนา
สุพิศ ศิริอรุณรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 2
e286932
e286932
-
ผลของการใช้ LINE Official Account ต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความพึงพอใจของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/287683
<p><strong>ความเป็นมา:</strong> โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้สุขภาพในรูปแบบเดิมยังมีข้อจำกัดด้านเวลาและการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะในบริบทของหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ในขณะที่ LINE official account เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ประชาชนไทยคุ้นเคยและสามารถใช้เป็นช่องทางสื่อสารสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาผลของการใช้ LINE official account “DM Care” ต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความพึงพอใจของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 34 คน ที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลศรีคูณ อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โปรแกรม “DM Care” พัฒนาบนแนวคิดการดูแลตนเอง ของโอเร็มร่วมกับแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพของนัทบีม และดำเนินการเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ๆ ละ 3 ครั้ง รวม 6 ครั้ง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าเฉลี่ย 9.56 เป็น 10.79 คะแนน (<em>t</em> (33) = –4.52, <em>p</em> < .001, Cohen’s d<sub>z</sub> = 0.78) และมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 69.44 เป็น 78.91 คะแนน (<em>t</em> (33) = –5.49, <em>p</em> < .001, Cohen’s d<sub>z</sub> = 0.94) ความพึงพอใจต่อการใช้ LINE official account โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em>= 4.58, <em>SD</em> = 0.49)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า LINE official account “DM Care” มีแนวโน้มช่วยส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และมีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้เป็นแนวทางเสริมในการดูแลผู้ป่วยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในระยะยาวและมีกลุ่มเปรียบเทียบเพื่อยืนยันผลลัพธ์ทางคลินิก</p>
บัณฑิตา ภูอาษา
ปรัชญา แก้วลา
จิราพร พรมศร
กนกวรรณ ผิวผ่อง
จุฑาภักดิ์ โคกกลาง
ชนาพร วรรณโสภา
ธนัชญา แย้มยิ้ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
10 2
e287683
e287683
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมการโค้ชต่อพฤติกรรรมการป้องกันอาการกำเริบ ของโรคหอบหืดและระดับการควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ควบคุมอาการไม่ได้ หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/286751
<p><strong>ความเป็นมา:</strong><strong> </strong>โรคหอบหืดเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยผู้ป่วยหลายรายไม่สามารถควบคุมอาการได้ แม้ได้รับการรักษาและให้ความรู้ เนื่องจากขาดทักษะการดูแลตนเอง ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการโค้ชต่อพฤติกรรมการป้องกันการกำเริบและระดับการควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคหอบหืด</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong><strong> </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดซ้ำ มีผู้ป่วยโรคหอบหืด 30 คน จากคลินิกโรคหอบหืด หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี คัดเลือกตามเกณฑ์ คือ อายุ 40–60 ปี วินิจฉัย โรคหอบหืด ควบคุมโรคไม่ได้ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา และสมัครใจเข้าร่วม เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการโค้ช แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันอาการกำเริบ (IOC = .98, α = .71) และแบบประเมินระดับการควบคุมโรค (IOC = 1.00, α = .75) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Repeated measure ANOVA และ Friedman Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong><strong> </strong>ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมการโค้ชมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการกำเริบเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญจากระยะก่อนการทดลอง (<em>M</em> = 85.00, <em>SD</em> = 11.21) ไปเป็น (<em>M</em> = 102.76, <em>SD</em> = 11.53) หลังการทดลอง และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะติดตามผล 3 เดือน (<em>M</em> = 110.86, <em>SD</em> = 4.68) (<em>p</em> < .001) ด้านการควบคุมโรค ก่อนการทดลองไม่พบผู้ป่วยที่ควบคุมโรคได้ แต่หลังการทดลองพบผู้ป่วยที่ควบคุมโรคได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.3 และในระยะติดตามผล 3 เดือน มีผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคได้จำนวน 20 คน (ร้อยละ 66.7) (<em>p</em> < .001)</p> <p><strong>สรุป:</strong><strong> </strong>โปรแกรมการโค้ชมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการกำเริบของโรคและช่วยให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดมีระดับการควบคุมโรคดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น โปรแกรมการโค้ชเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ในการส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหอบหืดเพื่อป้องกันการกำเริบของโรค</p>
ปัทมาภรณ์ เหลืองโพยมนิมิต
ทรัศชล สุดโต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-09
2026-06-09
10 2
e286751
e286751