https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/issue/feed วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 2026-02-09T09:33:55+07:00 ดร.เกษราภรณ์ เคนบุปผา journal@bcnsp.ac.th Open Journal Systems <p> วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ เป็นวารสารวิชาการและการวิจัย ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการทางสุขภาพและที่เกี่ยวข้องของนักวิชาการ พยาบาล บุคลากรทางสุขภาพ และทางการศึกษา รวมทั้งนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา และองค์กรสุขภาพทั่วประเทศ</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/284277 การพัฒนาระบบการพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคลมชัก 2025-12-09T13:04:57+07:00 วีระนุช มยุเรศ arkidcare64@gmail.com นันทวดี ใจหาญ arkidcare64@gmail.com พัฒนพร ตรีสูนย์ Arkidcare64@gmail.com เกศรา ศรีสำอางค์ Arkidcare64@gmail.com พรทิภา ธิวงศ์ Arkidcare64@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> โรคลมชักในเด็กเป็นปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักและศึกษาประสิทธิผลของระบบในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแลแบบเอื้ออาทรของ Swanson และแนวทางเวชปฏิบัติของสถาบันประสาทวิทยา เป็นกรอบแนวคิดเชิงเนื้อหา และใช้ทฤษฎีระบบเป็นกรอบในการดำเนินงาน กลุ่มตัวอย่างได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย เด็กโรคลมชัก 45 ราย ผู้ดูแลหลัก 45 ราย และพยาบาลที่ดูแล 55 ราย เก็บข้อมูลระหว่าง 1 กรกฎาคม 2567 – 20 มิถุนายน 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาล แผนการพยาบาลแบบเอื้ออาทร และระบบติดตามผ่านระบบการแพทย์ทางไกล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่าระบบการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลผู้จัดการรายกรณี การใช้แนวปฏิบัติการดูแลแบบ เอื้ออาทร 5 ขั้นตอน ระบบการส่งต่อข้อมูลแบบไร้รอยต่อ และการติดตามเยี่ยมบ้านผ่านระบบการแพทย์ทางไกล เมื่อประเมินผลลัพธ์ด้านประสิทธิผล พบว่าภายหลังการใช้ระบบ พยาบาลมีการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลางเป็นระดับมากที่สุด (<em>p</em> &lt; .001) คะแนนความรู้และพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .001) และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ที่สำคัญ พบว่าอัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วัน และอัตราการกลับเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต ลดลงจากร้อยละ 8.7 เป็นศูนย์</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ระบบการพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักช่วยเพิ่มคุณภาพการดูแลและสมรรถนะผู้ดูแลเด็กโรคลมชักอย่างมีประสิทธิภาพ อาจเป็นต้นแบบให้ผู้บริหารนำไปพัฒนาการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคเรื้อรัง และขยายผลสู่เครือข่ายบริการสุขภาพได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-01-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281859 ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน 2025-10-10T14:42:51+07:00 สุมาลี สีส่วน 6570109036@student.chula.ac.th ศกุนตลา อนุเรือง Sakuntala.a@chula.ac.th <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> สมาชิกครอบครัวผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกมักเผชิญความวิตกกังวลสูงเนื่องจากขาดความรู้และการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์คุกคาม แม้มีการให้ข้อมูลทั่วไปแต่อาจยังไม่สามารถสร้างภาพในจินตนาการและโครงสร้างความรู้เพื่อควบคุมการตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยกึ่งทดลองนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม–ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองรูปแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกครอบครัวผู้ป่วยจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลฯ และแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน และสถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ผลการวิจัยพบว่าสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ห้องฉุกเฉินในกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมมีคะแนนความวิตกกังวลตํ่ากว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05) และคะแนนความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมตํ่ากว่าในสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การใช้โปรแกรมการสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม – ปรนัยผ่านสื่อวิดีทัศน์ต่อความวิตกกังวล สามารถลดความวิตกกังวลของสมาชิกสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉินได้ ดังนั้น จึงควรนำโปรแกรมการตอบสนองความต้องการของครอบครัวไปใช้เพื่อลดความวิตกกังวลอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p> 2026-01-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281711 การพัฒนารูปแบบการจัดการทางการพยาบาลกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี 2025-12-17T11:20:34+07:00 กันยารัตน์ ม้าวิไล anfield.wia@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะภาวะช็อก จากการติดเชื้อซึ่งเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อเชื้ออย่างผิดปกติ ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของอวัยวะล้มเหลว และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการทางการพยาบาลกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด และศึกษาผลของการใช้รูปแบบในโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย: </strong>การวิจัยและพัฒนานี้ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ 345 คน และแฟ้มประวัติผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด 884 แฟ้ม ดำเนินการวิจัยใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์และพัฒนารูปแบบฯ ระยะที่ 2 ทดลองใช้และปรับปรุงรูปแบบฯ และระยะที่ 3 ประเมินผลการใช้รูปแบบฯ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รูปแบบการจัดการทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าทีแบบจับคู่</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า สถานการณ์ก่อนการพัฒนาพบปัญหาระบบบริการพยาบาลไม่ชัดเจน การปฏิบัติขาดความต่อเนื่อง และระบบสื่อสารไม่ครอบคลุม ส่งผลให้การดูแลล่าช้า และมีรูปแบบการจัดการทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการกระบวนการพยาบาลและการนิเทศทางคลินิก มีความเหมาะสมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง นอกจากนี้ยังพบว่าภายหลังการใช้รูปแบบ พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการปฏิบัติตามมาตรฐานของพยาบาลสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05) อุบัติการณ์การเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ลดลงจากร้อยละ 27.48 เหลือร้อยละ 21.02 และพยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับสูง (<em>M</em> = 4.18, <em>SD</em> = 0.76)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> รูปแบบการจัดการทางการพยาบาลดังกล่าว สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริการพยาบาลของหน่วยงาน เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรฐานและความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยควรมีการขยายผลและประเมินความยั่งยืนของรูปแบบในบริบทอื่นต่อไป</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/284124 ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพพยาบาลในการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้าสู่ระยะวิกฤติ ในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ 2026-01-06T11:51:11+07:00 สง่าศรี เนาวฤทธิ์ sudthicharat@bcnc.ac.th บัณฑิตา วงค์งาม sudthicharat@bcnc.ac.th ศิริรัตน์ โหตรภวานนท์ sudthicharat@bcnc.ac.th สุทธิชารัตน์ เจริญพงศ์ sudthicharat@bcnc.ac.th <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>โรคปอดอักเสบจากชุมชนเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังจะมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนที่คุกคามชีวิต การเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้าสู่ระยะวิกฤติเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่ยังพบว่ายังมีช่องว่างด้านความรู้และการปฏิบัติของพยาบาล</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพพยาบาลในการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤติในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยชายและหญิง จำนวน 16 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมพัฒนาศักยภาพพยาบาลในการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลง ก่อนเข้าสู่ระยะวิกฤติในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ แบบวัดความรู้และทักษะพยาบาลวิชาชีพในการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้าสู่ระยะวิกฤติในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ และแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยโรคปอดอักเสบชุมชน การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามทั้งฉบับ เท่ากับ .92 และ .96 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 และ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Friedman Test และ Wilcoxon Signed-Rank Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> ระดับความรู้ของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.5 เป็นร้อยละ 100 โดยมีคะแนนความรู้ หลังการใช้โปรแกรมสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ ระดับการปฏิบัติทางการพยาบาลเพิ่มจากร้อยละ 6.25 เป็นร้อยละ 81.25 และคะแนนการปฏิบัติทางการพยาบาลหลังการใช้โปรแกรมสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เช่นเดียวกัน สำหรับผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่า หลังใช้โปรแกรม ไม่พบอุบัติการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ทางคลินิก</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> โปรแกรมพัฒนาศักยภาพพยาบาลในการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงก่อนเข้าสู่ระยะวิกฤติในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยในโรงพยาบาลชุมชนได้</p> 2026-04-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/284480 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อการควบคุมตนเองและ พฤติกรรมการเลิกเสพยาของผู้ป่วยเสพติดแอมเฟตามีน 2026-02-09T09:33:55+07:00 ยุวลี ขาปาง kapang.yu@gmail.com ศรีประไพ อินทร์ชัยเทพ inchaithep@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ปัญหายาเสพติดโดยเฉพาะแอมเฟตามีนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ถึงแม้การเข้ารับการบำบัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังพบการเสพซ้ำในอัตราที่สูง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการควบคุมตนเองก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจ และเปรียบเทียบพฤติกรรมการควบคุมตนเองและการเลิกเสพยาระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจและกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มก่อนและหลังการทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วย เสพติดแอมเฟตามีน ที่เข้ารับการบำบัดรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่คลินิกบำบัดยาเสพติด โรงพยาบาลเถิน จำนวน 44 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจ ซึ่งประกอบด้วย 10 กิจกรรม ใช้เวลาดำเนินโปรแกรม 5 สัปดาห์ แบบสอบถามการควบคุมตนเอง และชุดทดสอบสารเสพติดเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะ เครื่องมือผ่านการหาความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และทดสอบความเชื่อมั่นของแบบประเมินการควบคุมตนเองได้ค่าเท่ากับ 0.906 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติที ไคสแควร์ และการทดสอบฟิชเชอร์ </p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการควบคุมตนเอง สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = 4.58, <em>p</em> &lt; .001, Cohen’s d = 0.98) ค่าเฉลี่ยคะแนนการควบคุมตนเองในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = 4.58, <em>p</em> &lt; .001, Cohen’s d = 1.43) และพฤติกรรมการเลิกเสพยาในสัปดาห์ที่ 12 พบว่ากลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจมีประสิทธิผลในการช่วยเพิ่มการควบคุมตนเองในผู้เสพแอมเฟตามีนที่เข้ารับการบำบัดฟื้นฟู ซึ่งจะนำไปสู่การเลิกเสพแอมเฟตามีนได้</p> 2026-04-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281175 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะสุขภาพจิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง ในชุมชน 2025-08-29T09:48:26+07:00 ก้องกฤษฎากรณ์ ชนแดง kantarin.s@ubu.ac.th กานต์ตริน ศรีสุวรรณ kantarin.s@ubu.ac.th เกษร ศาสตราธรรม kantarin.s@ubu.ac.th สงวน ธานี kantarin.s@ubu.ac.th <p><strong>ความเป็นมา: </strong>ปัจจุบันผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ดูแลประสบปัญหาสุขภาพจิต ทั้งภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และเครียด จากภาระดูแลผู้สูงอายุที่ยาวนาน จำเป็นต้องศึกษาปัจจัยที่ทำนายภาวะสุขภาพจิต เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ดูแลในระยะยาว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงในชุมชน</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย: </strong>การวิจัยเป็นพรรณนาเชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงในอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 114 ราย ได้จากการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบวัดที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดการรับรู้สมรรถนะแห่งตน แบบวัดการมองโลกในทางบวก แบบวัดความฉลาดทางสุขภาพและแบบวัดการสนับสนุนจากแหล่งทรัพยากร ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .89, .85, .90 และ .92 ตามลำดับ และ แบบสอบถามภาวะสุขภาพจิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง Depression Anxiety Stress Scales-21 (DASS-21) วัดระดับภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และเครียด ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .80, .76 และ .82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>รายได้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และการมองโลกในแง่บวก เป็นปัจจัยทำนายภาวะสุขภาพจิตของผู้ดูแล โดยรายได้ทำนายภาวะซึมเศร้า (Beta = -0.218) และวิตกกังวล (Beta = -0.227) ส่วนการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Beta = -0.241) และการมองโลกในแง่บวก (Beta = -0.222) ทำนายภาวะเครียดได้ ร้อยละ 12 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ อายุ ระยะเวลาดูแล ความฉลาดทางสุขภาพ และการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร ไม่สามารถทำนายภาวะสุขภาพจิตได้</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมการมีรายได้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และทัศนคติเชิงบวก ซึ่งเป็นแนวทางในการวางแผนสนับสนุนผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงให้มีสุขภาพจิตที่ดี</p> <p> </p> 2026-04-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/278511 การพัฒนาเครื่องวัดสัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดพกพา 2025-12-26T08:54:03+07:00 รสจรินทร์ รัตนสุนทร rodjarin.rattana@gmail.com กชกร อยู่เล่ห์ kotchakon.yo@gmail.com วีรลักษณ์ อ่อนแก้ว weerarag.onnn@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ Electrocardiogram (ECG/EKG) เป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ตรวจวัดด้วยเซ็นเซอร์ ซึ่งช่วยในการติดตามและวินิจฉัยความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจมาตรฐานยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุน ขนาด และความสะดวกในการเคลื่อนย้าย ส่งผลให้การเข้าถึงการตรวจในบริบทของการเฝ้าระวังต่อเนื่องหรือการใช้งานนอกสถานพยาบาลยังมีข้อจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างต้นแบบเครื่องวัดสัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วยโดยใช้การวัดลีดแขนขาทั้ง 6 (I, II, III, aVR, aVL, และ aVF) และแสดงอัตราการเต้นของหัวใจของผู้ป่วย 2) เพื่อประเมินสมรรถนะเชิงเทคนิค ในลักษณะ exploratory (proof-of-concept) ภายใต้สภาวะควบคุม</p> <p><strong>วิธีดำเนินการ</strong><strong>:</strong> พัฒนาต้นแบบเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา (Electrocardiograph Pocket Monitor) โดยใช้เซ็นเซอร์สำหรับวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นส่วนรับข้อมูล และใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ในการประมวลผล ก่อนส่งข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจไปแสดงผลผ่านหน้าจอแบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว ทดสอบสมรรถนะโดยใช้เครื่องจำลองสัญญาณชีพ Fluke ProSim8 ใน 4 การทดลอง ได้แก่ การวัดแอมพลิจูด การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การทดสอบระยะเวลาแบตเตอรี่ และการทดสอบการแสดงผล</p> <p><strong>ผลการศึกษาและสรุป</strong><strong>:</strong> เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาที่พัฒนาขึ้นสามารถวัดสัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจจากลีดแขนขาทั้ง 6 ได้อย่างสม่ำเสมอ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยของแอมพลิจูดไม่เกินร้อยละ 10 (ค่าเฉลี่ย 6 ลีด = 9.25%) และค่าความคลาดเคลื่อนของการวัดอัตราการเต้นของหัวใจเฉลี่ยร้อยละ 0.6 เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องจำลองสัญญาณชีพมาตรฐาน Fluke รุ่น ProSim8 โดยมีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 26 ชั่วโมง ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเฝ้าระวังและคัดกรองความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจในบริบทนอกสถานพยาบาล และสามารถเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ต้นทุนต่ำในอนาคต</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์