วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy <p>วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ (ISSN 2985-1343 (Online)) ดำเนินการโดยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พะเยา เป็นวารสารที่ได้รับการรับรองจากศูนย์ดัชนีวารสาร (TCI) เผยแพร่ทุก 4 เดือน (ปีละ 3 ฉบับ) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิชาการ ของนักวิชาการ และนักวิจัย ในรูปแบบบทความวิจัย และบทความปริทัศน์ ในสาขาการพยาบาล การศึกษาพยาบาล และสาขาสุขภาพอื่นๆ รวมทั้งการทบทวนวรรณกรรมอยางเป็นระบบ การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาล กรณีศึกษา และนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพผู้นิพนธ์ต้องยืนยันว่า นิพนธ์ต้นฉบับที่ส่งมาเพื่อรับการพิจารณาตีพิมพ์ ในวารสารฉบับนี้ ไม่เคยได้รับตีพิมพ์เผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น นิพนธ์ต้นฉบับแต่ละเรื่องจะได้รับการประเมิน โดยกองบรรณาธิการ และและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยจำนวน 3 ท่าน แบบปกปิด 2 ทาง</p> th-TH journal@bcnpy.ac.th (ผศ.ดร.อรัญญา นามวงศ์) journal@bcnpy.ac.th (นางสาวนันท์นภัส ทาลายา) Sun, 12 Oct 2025 16:51:44 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 Perceptions and self-protective behaviors against fine particulate matter among Myanmar migrant workers https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280454 <p>Long-term exposure to fine particulate matter with a diameter of less than 2.5 microns (PM2.5) poses significant health risks, including respiratory diseases, cardiovascular diseases, and premature mortality. This cross-sectional descriptive correlational study aimed to examine perceptions of PM2.5 exposure and self-protective behaviors among Myanmar migrant workers in Chiang Rai Province, Thailand, using the Health Belief Model as a framework. This study was conducted with 118 Myanmar migrant workers. The research tools consisted of a personal information questionnaire, perceptions of PM2.5 questionnaire comprising four domains-perceived susceptibility to PM2.5 exposure, perceived severity of PM2.5, perceived benefits of self-protective behaviors, and perceived barriers to self-protective behaviors, and self-protective behaviors against PM2.5 questionnaire. The reliability coefficients (Cronbach’s alpha) of the perceptions of PM2.5 and self-protective behaviors against PM2.5 questionnaire were .79 and .81, respectively. Data were analyzed using descriptive statistics and Spearman’s rank correlation coefficient. This study indicated high levels of perceived susceptibility (<em>x</em><em>̄</em> = 21.53, <em>SD</em> = 3.26), perceived severity (<em>x</em><em>̄ </em>= 21.14, <em>SD</em> = 3.71), perceived benefits (<em>x</em><em>̄ </em>= 21.54, <em>SD</em> = 2.99), and perceived barriers to self-protective behaviors (<em>x</em><em>̄ </em>= 17.18, <em>SD</em> = 2.99). However, self-protective behaviors were at a moderate level ( =3.46, <em>SD</em>=1.28) Additionally, perceived susceptibility was significantly positively correlated with self-protective behavior (<em>r<sub>s</sub></em> = 0.281, <em>p</em> &lt; 0.001). These findings suggest that enhancing perceived susceptibility to PM2.5 exposure may improve self-protective behaviors among Myanmar migrant workers.</p> ศิริวรรณ กันติสินธุ์*, อิซาเบล กิลเบิร์ตสัน, ฐาปกรณ์ เรือนใจ, ณิชารัศม์ ปัญจโพธิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280454 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพ การรับรู้ความเจ็บป่วย และความร่วมมือในการใช้ยาของผู้สูงอายุกะเหรี่ยงโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/278031 <p>โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญของผู้สูงอายุกะเหรี่ยง ความร่วมมือในการใช้ยาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้สูงอายุกะเหรี่ยงสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมการวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพ การรับรู้ความเจ็บป่วย และความร่วมมือในการใช้ยาของผู้สูงอายุกะเหรี่ยงโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในจังหวัดตาก จำนวน 84 ราย คัดเลือกโดยใช้การสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ 3) แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย และ 4) แบบสอบถามความร่วมมือในการใช้ยา ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 ท่าน และวิเคราะห์หาค่าความเที่ยงด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคมีค่า เท่ากับ .85 .83 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความร่วมมือในการใช้ยาในระดับที่เพียงพอร้อยละ 59.5 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับปานกลาง ร้อยละ 64.29 และมีการรับรู้ความเจ็บป่วยอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 91.67 ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการรับรู้ความเจ็บป่วยมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความร่วมมือในการใช้ยาของผู้สูงอายุกะเหรี่ยงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>p</em>&lt;.01 (<em>r</em><sub>s</sub>=.73 และ .52 ตามลำดับ) ดังนั้นการเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพและการรับรู้ความเจ็บป่วยสามารถส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ยาของผู้สูงอายุกะเหรี่ยงโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ผลการวิจัยสามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนานวัตกรรมการส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ยาในการดูแลผู้สูงอายุกะเหรี่ยงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้</p> ธีร์วรา เสนชุ่ม, กาญจนา ธานะ*, ณัฐธยาน์ สุวรรณคฤหาสน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/278031 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการจัดการรายกรณีต่อความพร้อมและความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280801 <p>เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาดเป็นอาการบาดเจ็บที่พบบ่อยในกลุ่มนักกีฬา การวิจัยกึ่งทดลองหนึ่งกลุ่มแบบวัดซ้ำ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการรายกรณีต่อความพร้อมและความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้บาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าที่ได้รับการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าที่ได้รับการผ่าตัดสร้างเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า จำนวน 33 ราย ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2568 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการจัดการรายกรณี ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัดจนถึง 6 สัปดาห์หลังจำหน่าย โดยมีการประเมินผลใน 3 ช่วงเวลา คือ ระยะก่อนผ่าตัด ระยะ 4 และระยะ 6 สัปดาห์หลังจำหน่าย 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบสอบถามความพร้อมในการทำกิจกรรม และ 4) แบบสอบถามความสามารถในการทำกิจกรรม โดยแบบสอบถามชุดที่ 3 และ 4 มีค่าความเชื่อมั่นจากค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .88 และ .91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยความพร้อมของผู้บาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าในระยะหลังการทดลอง 6 สัปดาห์สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>F</em>=4.295, <em>p</em>&lt;.05) นอกจากนี้ยังพบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการทำกิจกรรมหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 4 และ 6 สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>F</em>=8.830, <em>p</em>&lt;.001) โปรแกรมการจัดการรายกรณีที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมความพร้อมและความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้บาดเจ็บบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าที่ได้รับการผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำให้สถานพยาบาลนำไปปรับใช้เป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐาน</p> ศศิณา ศรีกองคำ, ติณณ์ญาดา ขันพล, อรรถวิทย์ จันทร์ศิริ* ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280801 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพลังอำนาจในการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคหืดที่มีโรคร่วมภูมิแพ้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/278555 <p>โรคหืดเป็นโรคเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคหืด เพื่อนำไปพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจในการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคหืดมีโรคร่วมภูมิแพ้ และศึกษาผลการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้แก่ ทีมสหสาขาวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยโรคหืด จำนวน 7 คน และผู้ป่วยโรคหืดที่มีโรคร่วมภูมิแพ้ จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างในการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป รวมทั้งแบบประเมินผลอาการและการรักษาโรคหืดมีค่าประเมินความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมินเท่ากับ .90 และแบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคหืด มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .802 ผลการวิจัย 1) ระยะศึกษาสถานการณ์การให้บริการผู้ป่วยโรคหืด พบว่า มีการสร้างพลังอำนาจในการดูแลไม่เป็นรูปธรรม ขาดกระบวนการดูแลแบบบูรณาการและไม่มีการดูแลต่อเนื่อง และขาดการประเมินผลลัพธ์ด้านพฤติกรรมสุขภาพการจัดการตนเอง 2) ระยะการพัฒนา พบว่า รูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจในการจัดการตนเอง ประกอบด้วย 2.1) มีแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ชัดเจนโดยใช้แนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจการจัดการตนเองของผู้ป่วยแบบต่อเนื่อง 3 ระยะ คือ ระยะก่อนเข้ารักษาในโรงพยาบาล ขณะอยู่โรงพยาบาล และหลังออกจากโรงพยาบาล 2.2) การมีกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วย ออกแบบและดำเนินการโดยทีมสหสาขาวิชาชีพและการมีส่วนร่วมของผู้ป่วย 2.3) มีการประเมินอาการและผลการรักษาโรคหืด และพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วย 3) ระยะศึกษาผลการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการได้ มีสมรรถภาพทางกาย และมีพฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.001) จากผลการศึกษาควรนำรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจและจัดการตนเองมาประยุกต์ใช้กับกลุ่มโรคเรื้อรังอื่น ๆ เพื่อเพิ่มพฤติกรรมจัดการตนเองและเพิ่มผลลัพธ์ในการดูแลรักษา</p> ศศิภาส์ อริสริยวงศ์, อรนุช พรวรธำรง, วัลภา กุลธียะ, ดวงกมล วัตราดุลย์* ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/278555 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการรู้เท่าทันสุขภาพจิตกับภาวะสุขภาพจิตของพระสงฆ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280979 <p>แม้พระสงฆ์จะมีบทบาทในการเป็นที่พึ่งและสนับสนุนสุขภาวะทางจิตใจของชุมชน แต่พระสงฆ์บางส่วนยังคงเผชิญปัญหาสุขภาพจิต การศึกษาเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพจิต ระดับการรู้เท่าทันสุขภาพจิต และความสัมพันธ์ระหว่างการรู้เท่าทันสุขภาพจิตกับภาวะสุขภาพจิตของพระสงฆ์ในจังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างคือพระสงฆ์จำนวน 405 รูป โดยเลือกตามความสะดวก เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป (2) แบบประเมินการรู้เท่าทันสุขภาพจิต ประกอบด้วย 3 ตอน ตอนที่ 1 มีค่าความเชื่อมั่นของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 เท่ากับ .71 ตอนที่ 2 และ 3 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .75 และ .80 ตามลำดับ และ (3) แบบประเมินภาวะสุขภาพจิต GHQ-28 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาวะสุขภาพจิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ร้อยละ 96 ระดับการรู้เท่าทันสุขภาพจิต พบว่า ด้านความสามารถในการรับรู้ปัญหา การป้องกันและจัดการปัญหาทางจิตส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี ร้อยละ 73.83 และมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับต่ำกับภาวะสุขภาพจิตโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r<sub>s</sub>=.114, p&lt;.</em>05) ขณะที่องค์ประกอบด้านความรู้และความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิตไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นบุคลากรสุขภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรคณะสงฆ์ควรส่งเสริมและพัฒนาการรู้เท่าทันสุขภาพจิตของพระสงฆ์อย่างเป็นระบบโดยเน้นการพัฒนาทักษะการรับรู้ปัญหา การจัดการความเครียด และการเผชิญปัญหาอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพจิตของพระสงฆ์อย่างยั่งยืน</p> พิมพ์รัตน์ บุณยะภักดิ์*, อรนลิน สิงขรณ์, ดำเนิน ปัญญาผ่องใส ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280979 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้สูงอายุเขตเทศบาลเมือง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/278726 <p>ปัญหาความเจ็บป่วยในระบบโครงร่างกล้ามเนื้อที่สูงขึ้นในผู้สูงอายุ ทำให้มีการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มมากขึ้น การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก พฤติกรรม และปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตเทศบาลเมืองเขลางค์นคร อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวน 320 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 4 ส่วน คือ 1) แบบสอบถามทั่วไปส่วนบุคคลและข้อมูลด้านสุขภาพ 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับยา NSAIDs 3) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม และ 4) แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้ยา NSAIDs และมีค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .82 และ .71 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ สถิติฟิชเชอร์ และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า มีความชุกของพฤติกรรมการใช้ยา NSAIDs ร้อยละ 33.12 คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ยา NSAIDs โดยรวมอยู่ในระดับดี (<em>𝑥̅=</em>3.67, <em>SD=</em>0.31) กลุ่มอายุ (<strong><em>𝑥<sup>2</sup></em></strong>=6.043, <em>p</em>&lt;.05) ระดับการศึกษาสูงสุด (<strong><em>𝑥<sup>2</sup></em></strong>=7.881, <em>p</em>&lt;.05) โรคกระดูกและกล้ามเนื้อ (<strong><em>𝑥<sup>2</sup></em></strong>=49.362, <em>p</em>&lt;.001) สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยา NSAIDs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p&lt;</em>.05) ส่วนโรคกระดูกและกล้ามเนื้อสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยา NSAIDs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p&lt;.01</em>) นอกจากนี้การสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสารมีความสัมพันธ์ทางบวก (<em>r</em>=.336, <em>p</em>&lt;.01) การสนับสนุนด้านสิ่งของมีความสัมพันธ์ทางลบ (r=-.195<em>, p&lt;.</em>05<em>)</em> กับพฤติกรรมการใช้ยา NSAIDs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ยา NSAIDs อย่างสมเหตุผลในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มที่ป่วยด้วยโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ ควรสนับสนุนข้อมูล ข่าวสารในการใช้ยา NSAIDs ที่ถูกต้อง รวมทั้งเนื้อหาและการใช้สื่อควรมีความเหมาะสมกับกลุ่มอายุและระดับการศึกษา</p> ณัฐกฤตา ปัญจขันธ์*, สินีนาฏ ชาวตระการ, วราภรณ์ บุญเชียง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/278726 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการใช้นวัตกรรมเจลสมุนไพรต่อคะแนนความปวดและความพึงพอใจในหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/281563 <p>ปัญหาการปวดประจำเดือนพบมากในหญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยพบความรุนแรงระดับปานกลางขึ้นไปทำให้ ส่งผลต่อการเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความปวดประจำเดือน และความพึงพอใจของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมเจลสมุนไพรระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดที่มีการสุ่มสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 84 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 42 คน กลุ่มควบคุม 42 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ นวัตกรรมเจลสมุนไพรสูตรลูกประคบตำรับบัญชียาหลักแห่งชาติและน้ำมันระกำ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ มาตรวัดความปวด และแบบประเมินความพึงพอใจหลังการใช้นวัตกรรมเจลสมุนไพร มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา .93 และทดสอบค่าความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบราคได้ .86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณา และการทดสอบค่าทีแบบจับคู่วัดซ้ำ ภายในกลุ่ม และที่เป็นอิสระต่อกัน ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการใช้นวัตกรรมเจลสมุนไพรสูตรลูกประคบ จากตำรับบัญชียาหลักแห่งชาติและน้ำมันระกำของกลุ่มทดลองมีคะแนนความปวดประจำเดือนน้อยกว่ากลุ่มควบคุม และมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.01) ดังนั้นนวัตกรรมเจลสมุนไพรที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถใช้เป็นทางเลือกในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนเนื่องจากช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิระดับปานกลางได้</p> พินิต ชินสร้อย, ปัฐยาวัชร ปรากฎผล*, รัตนาภรณ์ ตรงดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/281563 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการสนับสนุนต่อความรู้และพฤติกรรมของผู้ดูแลในการดูแลทารกที่ผลการตรวจคัดกรองการได้ยินผิดปกติ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/278846 <p style="font-weight: 400;">การสูญเสียการได้ยินในทารกแรกเกิดส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสาร การตรวจคัดกรองแต่กำเนิดเพื่อเข้ารับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสนับสนุนต่อความรู้และพฤติกรรมของผู้ดูแล ในการดูแลทารกที่ผลการตรวจคัดกรองการได้ยินผิดปกติ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจงจำนวน 20 ราย เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการสนับสนุน 2) แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลของผู้ดูแลและเด็ก 3) แบบประเมินความรู้ของผู้ดูแลเรื่องการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด หาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 เท่ากับ .75 และ 4) แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลทารกแรกเกิดที่ผลการตรวจคัดกรองการได้ยินผิดปกติ มีค่าสัมประสิทธ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .76 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าทีแบบจับคู่ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมในการดูแลทารกสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.001) และ (<em>p</em>&lt;.05) ตามลำดับ ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการสนับสนุนช่วยส่งเสริมให้ผู้ดูแลทารกที่มีความรู้และพฤติกรรมในการดูแลทารกที่ผลการตรวจคัดกรองการได้ยินผิดปกติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม</p> สมพิศ ชัยดรุณ, พรทิพย์ ปาอิน*, ภักดี ห่อเพชร, สุนารักษ์ คนต่ำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/278846 Wed, 03 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพสำหรับวัยรุ่นในการใช้กัญชาอย่างถูกต้องบนแอปพลิเคชั่นไลน์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282405 <p>การใช้กัญชาในวัยรุ่นส่งผลกระทบต่อหน้าที่การเรียนและสุขภาพ การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพสำหรับวัยรุ่นในการใช้กัญชาอย่างถูกต้องบนแอปพลิเคชันไลน์ กลุ่มตัวอย่างคือวัยรุ่นอายุ 10–16 ปี เขตอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาปัญหาและสำรวจความต้องการ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มและวิเคราะห์เนื้อหา 2) ออกแบบและตรวจสอบคุณภาพโปรแกรม และ (3) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรม โดยการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังทดลอง กลุ่มตัวอย่าง 76 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 38 คน และกลุ่มควบคุม 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพบนแอปพลิเคชันไลน์ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบความรอบรู้ทางสุขภาพในการใช้กัญชา มีค่าความเชื่อมั่นของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน เท่ากับ .92 และแบบประเมินพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเสพกัญชา มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .86 วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบที และการวัดความแปรปรวนซ้ำ ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหาคือ กัญชาหาง่าย ไม่เสพติด 2) แอปพลิเคชั่นไลน์เหมาะกับวัยรุ่น 3) หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ทางสุขภาพสูงกว่าก่อนทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p&lt;.</em>001) และคะแนนพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเสพกัญชาต่ำกว่าก่อนทดลอง (<em>p&lt;</em>.01) และกลุ่มควบคุม (<em>p</em>&lt;.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนระยะติดตามผล พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ทางสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุม (<em>F=</em>22.738, <em>p&lt;</em>.001) และมีพฤติกรรมการเสพเสี่ยงต่อการเสพกัญชาต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (<em>F=</em>5.099, <em>p</em>&lt;.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่า โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพบนแอปพลิเคชันไลน์มีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้และลดพฤติกรรมเสี่ยงการใช้กัญชาในวัยรุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> ธิดารัตน์ คณึงเพียร*, กรวรรณ ผมทอง, อรนุช ประดับทอง, ธิดา มุลาลินท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282405 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นละอองขนาดเล็กของสตรีตั้งครรภ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/279261 <p>ปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ (PM2.5) ได้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีผลกระทบทำให้สตรีตั้งครรภ์เกิดภาวะทารกน้ำหนักแรกคลอดต่ำ การคลอดก่อนกำหนด การเจริญเติบโตช้าในครรภ์ และความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ การวิจัยเชิงบรรยายหาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 และความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้อุปสรรค กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีตั้งครรภ์ มารับบริการที่คลินิกฝากครรภ์โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จำนวน 234 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 มีค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 เท่ากับ .90 และค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการวิจัย พบว่า การรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( =10.09, <em>SD</em>=0.47) ส่วนพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 ( =22.24, <em>SD</em>=0.79) อยู่ระดับดี การรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวม มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <strong>(</strong><strong><em>r<sub>s </sub></em></strong>=0.237, <em>p</em>&lt;.001) ฉะนั้นบุคลากรสุขภาพที่ดูแลสตรีตั้งครรภ์ควรส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์มีการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อแสดงพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง</p> เกศินี การสมพจน์, วรรณิภา เวียงคำ*, ฐปนัท ช่วยการ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/279261 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเขตภาคเหนือตอนบน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282407 <p>การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในประเทศ ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักศึกษาระดับอุดมศึกษาจึงมีความสำคัญ การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า พฤติกรรมการใช้บุหรี่ไฟฟ้า และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในเขตภาคเหนือตอนบน กลุ่มตัวอย่างเป็น นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 414 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแบบสอบถามพฤติกรรมการใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .78 เก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบพอยท์ไบซีเรียล ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 17.88 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 69.32 ( <em>=</em>78.56, <em>SD</em>=8.15) และความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลางกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r<sub>pb</sub></em>=-.437, <em>p</em>&lt;.001) ดังนั้นจึงควรมีการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในนักศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยการออกแบบกิจกรรมหรือสื่อการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นความรอบรู้ด้านทักษะการตัดสินใจเพื่อให้นักศึกษามีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจแก้ไขปัญหาเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษามีคุณภาพชีวิตที่ดีในมหาวิทยาลัย</p> ธัชชา ไชยพันธ์, ปรัชญาพร ธิสาระ*, ชาลินี ไฝคำ, กันยรัตน์ แสนจันทร์, สุกัญญา สุขติเวชพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282407 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาวะสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่อาศัยในชุมชนเมือง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/279854 <p>การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทยส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูงซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ การวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ภาวะสุขภาพ ระดับพฤติกรรมการดูแลตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาวะสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่อาศัยในชุมชนเมือง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 275 คน คือผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่อาศัยในชุมชนเมือง ของเขตบริการสุขภาพที่มารับบริการคลินิกอายุรศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบวัดการรับรู้ภาวะสุขภาพ และแบบวัดพฤติกรรมการดูแลตนเอง ทดสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .94 และ .91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุมีระดับการรับรู้ภาวะสุขภาพอยู่ในระดับสูง (=2.79, <em>SD</em>=0.27) และพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับดีมาก (=2.52, <em>SD</em>=0.27) โดยการรับรู้ภาวะสุขภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r</em>=.66, <em>p</em>&lt;.001) หน่วยงานสาธารณสุขจึงควรนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ โดยเน้นการสร้างการตระหนักรู้ถึงความรุนแรงและความเสี่ยงของโรค ลดอุปสรรคที่ขัดขวางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของผู้สูงอายุเพื่อสนับสนุนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง</p> รัตนาภรณ์ ทุมคำ, กัมพล อินทรทะกูล*, กรวิภา เตอะอำภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/279854 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมป้องกันการหกล้มต่อการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/277936 <p>ภาวะหกล้มเป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะ การบาดเจ็บ กระดูกหัก ภาวะทุพพลภาพ และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมป้องกันการหกล้มต่อการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุจำนวน 40 ราย สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมป้องกันการหกล้มเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตนเองตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมป้องกันการหกล้ม 2) แบบสอบถามการรับรู้การหกล้ม และ 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม แบบสอบถามการรับรู้การหกล้มและแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .78 และ .79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ การทดสอบทีแบบอิสระต่อกันและแบบจับคู่ ผลการศึกษา พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมป้องกันการหกล้มมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em>=4.36 <em>p</em>&lt;.001; <em>t</em>=5.58, <em>p</em>&lt;.001 ตามลำดับ) เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มทดลอง พบว่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em>=-10.42, <em>p</em>&lt;.001; <em>t</em>=-8.53, <em>p</em>&lt;.001 ตามลำดับ) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมป้องกันการหกล้มมีประสิทธิผลในการส่งเสริมการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน จึงสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชนได้ ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันหกล้มสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.001) และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันหกล้มของกลุ่มทดลองพบว่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.001) โปรแกรมป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชนสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมและป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถเพิ่มระดับการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันหกล้ม ดังนั้นผู้ให้บริการสุขภาพที่ปฏิบัติงานในชุมชนสามารถนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันหกล้มให้กับผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงในการหกล้มในชุมชนต่อไป</p> นงคราญ ใจเพียร*, สัณห์สิรี อินต๊ะสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/277936 Sun, 12 Oct 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้า และความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายกับการติดบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/283695 <p>สถานการณ์การเกิดภาวะซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายสำเร็จในกลุ่มวัยรุ่นไทย ยังคงมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพจิตสำหรับเยาวชนของชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและการเสพติดในที่สุด การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้า และความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย กับการติดบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่น กลุ่มตัวอย่าง คือ วัยรุ่นที่มีอายุ 18-21 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ในจังหวัดหนึ่ง เขตภาคเหนือของประเทศไทยจำนวน 360 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 คำถาม (9Q) แบบประเมินการฆ่าตัวตาย 8 คำถาม (8Q) ของกรมสุขภาพจิต และแบบสอบถามการติดบุหรี่ไฟฟ้า และวัดค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .84 .80 และ .82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยโดยรวมของภาวะซึมเศร้า ( =7.01, <em>SD</em>=4.75) ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ( =2.63, <em>SD</em>=7.99) และการติดบุหรี่ไฟฟ้า ( =1.86, <em>SD</em>=2.96) อยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 53.06 21.94 และ 32.50 ตามลำดับ และพบว่า ภาวะซึมเศร้า (<em>r<sub>s</sub></em>=.210) และความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย (<em>r<sub>s</sub></em>=.317) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการติดบุหรี่ไฟฟ้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.01) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปพัฒนารูปแบบการบำบัดทางจิตสังคมที่เหมาะสมเพื่อลดภาวะซึมเศร้า ลดความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่น</p> สุทธินี นันทฤทธิ์, เฉลิมพล ก๋าใจ* ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/283695 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700