วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy <p>วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ (ISSN 2985-1343 (Online)) ดำเนินการโดยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พะเยา เป็นวารสารที่ได้รับการรับรองจากศูนย์ดัชนีวารสาร (TCI) เผยแพร่ทุก 4 เดือน (ปีละ 3 ฉบับ) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิชาการ ของนักวิชาการ และนักวิจัย ในรูปแบบบทความวิจัย และบทความปริทัศน์ ในสาขาการพยาบาล การศึกษาพยาบาล และสาขาสุขภาพอื่นๆ รวมทั้งการทบทวนวรรณกรรมอยางเป็นระบบ การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาล กรณีศึกษา และนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพผู้นิพนธ์ต้องยืนยันว่า นิพนธ์ต้นฉบับที่ส่งมาเพื่อรับการพิจารณาตีพิมพ์ ในวารสารฉบับนี้ ไม่เคยได้รับตีพิมพ์เผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น นิพนธ์ต้นฉบับแต่ละเรื่องจะได้รับการประเมิน โดยกองบรรณาธิการ และและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยจำนวน 3 ท่าน แบบปกปิด 2 ทาง</p> th-TH journal@bcnpy.ac.th (ผศ.ดร.อรัญญา นามวงศ์) journal@bcnpy.ac.th (นางสาวนันท์นภัส ทาลายา) Thu, 16 Apr 2026 09:31:09 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพในการควบคุมความดันโลหิตของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงชาวไทใหญ่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/279366 <p>ความเชื่อด้านสุขภาพส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพในการควบคุมความดันโลหิต การศึกษาเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพในการควบคุมความดันโลหิตและศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพในการควบคุมความดันโลหิตของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงชาวไทใหญ่กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงชาวไทใหญ่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน 175 คน คัดเลือกจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพในการควบคุมความดันโลหิต มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .97 และ .99 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์แบบพอยท์ไบซีเรียล สถิติทดสอบหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อีต้า และสถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า พฤติกรรมสุขภาพในการควบคุมความดันโลหิตของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงชาวไทใหญ่โดยรวมอยู่ในระดับดี (\bar{x}=45.79, <em>SD</em>=7.36) และ ปัจจัยด้านเพศหญิงและการมีญาติสายตรงป่วยด้วยโรคความดันโลหิต มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพในการควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r<sub>pb</sub></em>=.417, <em>p</em>&lt;.01 และ <em>r<sub>pb</sub></em>=.514, <em>p</em>&lt;.01) ตามลำดับ และการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวม พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพในการควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r<sub>pb</sub></em>=.443, <em>p</em>&lt;.001) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับบุคลากรทางด้านสุขภาพเพื่อใช้ในการวางแผนส่งเสริมการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพในการควบคุมความดันโลหิตในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงชาวไทใหญ่</p> จันจิรา คณาวุฒิกร*, เดชา ทำดี, ศิวพร อึ้งวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/279366 Thu, 16 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมของผู้ดูแลในการป้องกันการบาดเจ็บของเด็กปฐมวัยในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/285689 <p>การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุเป็นปัญหาสาธารณสุขและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของเด็กปฐมวัย ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีในประเทศไทย โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยเกือบวันละ 6 คน สะท้อนความรุนแรงของปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ครอบครัว และสังคม แม้การบาดเจ็บส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ แต่ยังคงพบอุบัติการณ์สูง โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัยที่มีข้อจำกัดด้านพัฒนาการและการรับรู้ความเสี่ยง การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ดูแลในการป้องกันการบาดเจ็บของเด็กปฐมวัยในชุมชน และปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลหลักของเด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร จำนวน 138 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการบาดเจ็บ 2) แบบประเมินทัศนคติ 3) แบบประเมินการสนับสนุนจากชุมชน และ 4) แบบประเมินพฤติกรรมของผู้ดูแลในการป้องกันการบาดเจ็บของเด็กปฐมวัย มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67–1.00 และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบความรู้มีค่าคูเดอร์–ริชาร์ดสัน 21 เท่ากับ .76 ส่วนแบบประเมินทัศนคติ การสนับสนุนจากชุมชน และพฤติกรรม มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .87 .87 และ .94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมของผู้ดูแลในการป้องกันการบาดเจ็บของเด็กปฐมวัยอยู่ในระดับสูง (𝑥̅=72.14, <em>SD</em>=7.76) ความรู้ ทัศนคติ และการสนับสนุนจากชุมชนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมของผู้ดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<strong><em>r<sub>s</sub></em></strong>=.390, <em>p</em>&lt;.001, <strong><em>r<sub>s</sub></em></strong>=.550, <em>p</em>&lt;.001, <strong><em>r<sub>s</sub></em></strong>=.620, <em>p</em>&lt;.001) ตามลำดับ ดังนั้น ควรส่งเสริมบทบาทขององค์กรชุมชนในการจัดกิจกรรมให้ความรู้ รณรงค์ และสร้างเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่</p> สมหญิง โควศวนนท์*, ปราโมทย์ ถ่างกระโทก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/285689 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/281589 <p>โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปีโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลหาดกรวด อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจ ของกิ๊บสัน กลุ่มตัวอย่างคือประชากรกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในตำบลหาดกรวด อายุ 35 ปีขึ้นไป ทั้งหมด 70 คน แบ่งเป็น กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับการประยุกต์ใช้แนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจจำนวน 6 ครั้ง ระยะเวลา 8 สัปดาห์ กิจกรรมประกอบด้วย การให้ความรู้ การฝึกคำนวณพลังงานจากอาหาร การออกกำลังกาย ให้คำปรึกษารายบุคคล กำหนดเป้าหมายและแนวทางปรับพฤติกรรมตนเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการเยี่ยมบ้าน กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลสุขภาพตามปกติ และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานด้านการรับประทานอาหารและด้านการออกกำลังกาย ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากัน คือ .81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิตเชิงพรรณนา และสถิติการทดสอบค่าทีคู่และทีอิสระ ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านการออกกำลังกาย (<em>t= </em>2.94<em>, p&lt;</em>0.05) และด้านการรับประทานอาหาร (<em>t= </em>2.08<em>, p&lt;</em>0.05) สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพทั้งสองด้านไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&gt;.05) โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ ส่งผลทำให้พฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานด้านการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานดีขึ้น บุคลากรสุขภาพสามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานที่เหมาะสมต่อไป</p> วิมล อ่อนเส็ง, หทัยรัตน์ กระต่ายน้อย, กาญจนา กองเงิน, กัญญาณัฐ บุญไทย, วาสนา บุณยมณี* ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/281589 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติการพยาบาลและความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลก่อนการฝึกปฏิบัติการพยาบาลบนหอผู้ป่วย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/279866 <p>ความเชื่อมั่นในการปฏิบัติการพยาบาลเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม นักศึกษาพยาบาลก่อนการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วยมักขาดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตการวิจัยแบบผสมผสานแบบอธิบายเชิงลำดับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติการพยาบาลและความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลก่อนการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลจำนวน 54 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 27 คน และกลุ่มควบคุม 27 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบประเมินความเชื่อมั่นในการปฏิบัติการพยาบาล มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .96 2) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 และ 3) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติทดสอบทีแบบอิสระและแบบจับคู่ การวิเคราะห์เนื้อหา และการคำนวณขนาดอิทธิพล ผลการวิจัยภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความเชื่อมั่นในการปฏิบัติการพยาบาลสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.001, <em>d</em>=3.11) และมีคะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง (<em>p</em>&lt;.001) และความพึงพอใจต่อการเรียนรู้กลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em>=11.267, <em>d</em>=3.06,<em> p</em>&lt;.001) ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสะท้อน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การพัฒนาความเชื่อมั่นผ่านสภาพแวดล้อมการฝึกปฏิบัติที่ปลอดภัย การเพิ่มการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่เหมือนจริง และการเชื่อมโยงทฤษฎีสู่การปฏิบัติผ่านการบูรณาการความรู้ ผลการวิจัยนี้สนับสนุนการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการปฏิบัติการพยาบาลการเตรียมความพร้อมนักศึกษาพยาบาลก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติงาน</p> ศิริวรรณ ตุรงค์เรือง*, อัมพร เจียงวิริชัยกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/279866 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ภาวะสุขภาพทางตาของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280165 <p>ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญช่วยในการมองเห็นและการดำเนินชีวิตประจำวัน ปัจจุบันมีการใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในการทำงานและกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อระบบการมองเห็นและสุขภาพดวงตาได้ การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจปัญหาสุขภาพทางตา 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอายุ ความสามารถในการเบนตาเข้า กับระยะเวลาในการใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวน 83 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) การประเมินการทำงานของตา ได้แก่ การวัดความสามารถในการมองเห็น การตรวจการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อตา และการวัดความสามารถในการเบนตาเข้า 2) แบบสอบถามปัญหาสุขภาพทางตา 3) การตรวจตาส่วนหน้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับการมองเห็นปกติ ร้อยละ 57.83 และมีความผิดปกติของการมองเห็น ร้อยละ 42.17 โดยพบความสามารถในการเบนตาเข้ามากกว่า 7 เซนติเมตร ร้อยละ 21.68 ปัญหาสุขภาพตาที่พบมากที่สุดคือ ภาวะตาแห้ง ระยะเวลาในการใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน เฉลี่ย 7.46 ชั่วโมงต่อวัน (<em>SD</em>=3.64) อายุมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับระยะเวลาในการใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r</em>=-.275, <em>p</em>&lt;.05) ขณะที่ความสามารถในการเบนตาเข้ามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับระยะเวลาในการใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r</em>=.497,<em> p</em>&lt;.001) ดังนั้นบุคลากรสายสนับสนุนควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลการใช้สายตาที่เหมาะสม โดยพักสายตาจากการใช้งานคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนทุก 20 นาที ด้วยการมองไกลระยะ 20 ฟุต อย่างน้อย 20 วินาที ควบคู่กับการบริหารสายตาเป็นระยะ นอกจากนี้ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ เพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงรุกและป้องกันโรคทางตาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต</p> ศิริวรรณ วรรณศิริ, ปิยวดี ทองยศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280165 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการปลูกดอกไม้ที่บ้านต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282487 <p>ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองมักเผชิญกับการเสื่อมถอยของคุณภาพชีวิตในหลายมิติ การปลูกดอกไม้ที่บ้านเป็นกิจกรรมบำบัดเชิงธรรมชาติที่เข้าถึงได้ง่ายและอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต งานวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการปลูกดอกไม้ที่บ้านต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการวินิจฉัยและส่งต่อเข้าสู่ระบบการดูแลแบบประคับประคองระยะแรกหรือระยะคงที่ ซึ่งมีระดับความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง ตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป ในโรงพยาบาลงาว จังหวัดลำปาง จำนวน 34 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยโปรแกรมการปลูกดอกไม้ที่บ้าน และมีสื่อคู่มือการปลูกดอกไม้และการดูแลดอกไม้ ใช้ระยะเวลา 12 สัปดาห์ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .86 และ .87 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามคุณภาพชีวิต มีค่าความเชื่อมั่นของสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .92 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเพิ่มเติม ได้แก่ แบบประเมินระดับของผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองและแบบคัดกรองโรคซึมเศร้า 2 คำถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทีคู่ ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิต (𝑥̅=105.85, <em>SD</em>=6.07) สูงกว่าก่อนทดลอง (𝑥̅=95.12, <em>SD</em>=8.57) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em>=5.27<em>, p</em>&lt;.001) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการปลูกดอกไม้ที่บ้านเป็นหนึ่งวิธีการทางเลือกที่สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองได้</p> นิตยา ทานันท์, ศิริพร แสงศรีจันทร์, พิทักษ์พงศ์ ปันต๊ะ, ณัฐณรงค์ เจริญสุขศิริกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282487 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุด้วยการแพทย์แผนไทยตามหลักธรรมานามัย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/286090 <p>การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์อาจทำให้ปัญหาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมโดยใช้การแพทย์แผนไทยตามหลักธรรมานามัยในผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญ การวิจัยและพัฒนานี้ <br />มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนา และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุด้วยการแพทย์แผนไทยตามหลักธรรมานามัย จังหวัดพะเยา ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะศึกษาสถานการณ์ 2) ระยะพัฒนา รูปแบบ และ 3) ระยะประเมินผลลัพธ์รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 1 ได้แก่ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ 20 ราย ภาคีเครือข่าย 25 ราย และผู้สูงอายุ 122 ราย ส่วนระยะที่ 3 ผู้สูงอายุ 70 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุด้วยการแพทย์แผนไทยตามหลักธรรมานามัย แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. แบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกฉบับย่อภาษาไทย และแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .74, .84 และ .90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบของฟิสเชอร์ และการทดสอบทีคู่และทีอิสระ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) กายานามัย จิตตานามัย และชีวิตานามัย โดยเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง <br />2) การมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ และ 3) การสนับสนุนจากเครือข่ายชุมชน ภายหลังการทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ (<em>t</em>=10.26 <em>p</em>&lt;.001) และคุณภาพชีวิต (<em>t</em>=3.60 <em>p</em>&lt;.001) สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับดีมาก (𝑥̅=4.51,<em> SD</em>=0.5) รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุด้วยการแพทย์แผนไทยแบบธรรมานามัยที่พัฒนาขึ้น สามารถประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในระดับชุมชนและสามารถนำไปใช้ในพื้นที่อื่นได้</p> จุรีรัตน์ ทูลมณี, พัชรินทร์ คำนวล*, ลัดดาวัลย์ พนมพิบูล, สุชาวดี อุ่นเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/286090 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีผลคัดกรองบ่งชี้ความบกพร่องทางการรู้คิดในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง: การวิจัยผสานวิธี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/278071 <p>คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีผลคัดกรองบ่งชี้ความบกพร่องทางการรู้คิดส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การวิจัยแบบผสมผสานเชิงอธิบายตามลำดับครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีผลคัดกรองบ่งชี้ความบกพร่องทางการรู้คิด กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณคือผู้สูงอายุที่มีผลคัดกรองบ่งชี้ความบกพร่องทางการรู้คิดในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง จำนวน 38 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบง่าย การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุที่มีผลคัดกรองบ่งชี้ความบกพร่องทางการรู้คิด เก็บข้อมูลโดยใช้แบบวัดความเศร้าในผู้สูงอายุ ฉบับภาษาไทย แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน ดัชนีบาร์เทล ฉบับภาษาไทย แบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้น ฉบับภาษาไทย และแบบวัดคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุขององค์การอนามัยโลก ฉบับภาษาไทย มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .85 .87 .80 และ .75 ตามลำดับ และแนวสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สหสัมพันธ์อีต้า สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน และใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุที่มีผลคัดกรองบ่งชี้ความบกพร่องทางการรู้คิดมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการตายและความตายอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต พบว่า ภาวะซึมเศร้าเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับสูงมาก (<em>r</em><em>ₛ</em>=-.900, <em>p</em>&lt;.001) ส่วน ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีความสัมพันธ์ในระดับสูง (<em>r</em><em>ₛ</em>=.782, <em>p</em>&lt;.001) และความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน ซึ่งมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ (<em>r</em><em>ₛ</em>=.324, <em>p</em>=.047) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีผลคัดกรองบ่งชี้ความบกพร่องทางการรู้คิด คือ การลดภาวะซึมเศร้าโดยการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การบูรณาการกิจกรรมกระตุ้นสมองเข้ากับการฝึกกิจวัตรประจำวัน และการจัดบริบทการดูแลที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมและการดำรงคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ</p> สุขมาพร พึ่งผาสุก, สมเกียรติ สุทธรัตน์* ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/278071 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการคัดกรองผู้ป่วยอุบัติเหตุทางถนนโดยใช้การคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินของ กระทรวงสาธารณสุขในหน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282339 <p>อุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตสูง การมีกระบวนการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพจึงมีความจำเป็นต่อการลดความสูญเสียและเพิ่มคุณภาพการดูแลในห้องฉุกเฉิน การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระยะเวลารอคอยและความถูกต้องของการคัดกรองระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองที่ใช้โปรแกรมการคัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉินของกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับแนวทางการดูแลตามระดับความรุนแรงและ การใช้กระบวนการสื่อสารตามหลัก ISBAR และเปรียบเทียบความรู้และทักษะของพยาบาลวิชาชีพก่อนและหลังการอบรมร่วมกับทดลองใช้ระบบดังกล่าว ณ หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วย 102 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 51 คน และกลุ่มทดลอง 51 คน โดยใช้การคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินของกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับการดูแลตามระดับความรุนแรง และพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกระยะเวลารอคอย แบบประเมินความถูกต้องของการคัดกรอง และแบบประเมินความรู้และทักษะของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบระยะเวลารอคอยและคะแนนความรู้และทักษะของพยาบาลใช้สถิติทดสอบที และเปรียบเทียบความถูกต้องแม่นยำของการคัดกรองใช้สถิติไคสแควร์ ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระยะเวลารอคอยลดลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em>=8.10,<em> p</em>&lt;.001) และมีความถูกต้องแม่นยำของการคัดกรองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>χ²</em>=6.90,<em>p</em>&lt;.05) ส่วนคะแนนความรู้และทักษะของพยาบาลหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em>=3.85 และ <em>t</em>=5.41,<em> p</em>&lt;.001) ตามลำดับ ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางมาตรฐานในการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพผู้ป่วยอุบัติเหตุทางถนนของหน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาล</p> นิภาพร เมธา, วรัทยา กุลนิธิชัย*, ศรีสกุล องค์การ, สนธยา ยอดเมือง, พงศกร พจนาสุคนธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282339 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการเล่นบทบาทสมมติต่อพัฒนาการ ด้านการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280635 <p>เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่ควรได้รับการส่งเสริมพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร เนื่องจากพบว่าเด็กปฐมวัยในประเทศไทยมีพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหารต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ส่งผลให้เด็กปฐมวัยไม่สามารถกำกับตนเองให้ไปสู่ความสำเร็จได้ การวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการเล่นบทบาทสมมติต่อพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย โดยใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมของแบนดูรา กลุ่มตัวอย่างคือเด็กปฐมวัยอายุ 4–5 ปี ชั้นอนุบาล 2 จำนวน 30 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการเล่นบทบาทสมมติ มีระยะเวลา 5 สัปดาห์ ค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 และแบบประเมินพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร ในเด็กวัยก่อนเรียน มีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบทีอิสระ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร สถิติทดสอบไคสแควร์และสถิติการทดสอบฟิชเชอร์ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลทั่วไปของเด็กปฐมวัยและผู้ดูแลหลักของเด็กปฐมวัย ผลการวิจัย พบว่า หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร สูงกว่าก่อนทดลอง (<em>d</em>=1.41<em>, t</em>=10.67, <em>p</em>&lt;.001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>d</em>=1.46<em>, t</em>=3.86, <em>p</em>&lt;.001) ดังนั้น โปรแกรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการเล่นบทบาทสมมติสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัยได้</p> ชนนิกานต์ พัดชื่น*, ณัชนันท์ ชีวานนท์, นฤมล ธีระรังสิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280635 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดการรายกรณีต่อความสามารถโดยรวมของผู้ป่วยจิตเภทที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280835 <p>การจัดการรายกรณีเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เพื่อสร้างความต่อเนื่องและประสานการดูแลแบบองค์รวม การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการรายกรณีในผู้ป่วยจิตเภทที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ต่อระดับความสามารถโดยรวมและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถโดยรวมของผู้ป่วยก่อนและหลังได้รับการจัดการรายกรณี กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิตเภทที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงที่รับบริการ ณ คลินิกจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคเหนือ จำนวน 33 ราย คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่ายตามเกณฑ์การคัดเข้า เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินความสามารถโดยรวมวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้น เท่ากับ 0.88 และแบบติดตามผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังกลุ่มเสี่ยงในชุมชน 10 ด้าน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ระหว่าง 0.75-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังได้รับการจัดการรายกรณี กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em>=-19.80, <em>p</em>&lt;.001) จากผลการศึกษานี้จึงควรส่งเสริมการนำรูปแบบการจัดการรายกรณีไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> สุภารัตน์ ศิระศุภกร*, กัลยรัตน์ ขัติยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280835 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282759 <p>ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ กระบวนการรักษา และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็ง เครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีความตรงและความเที่ยงจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งทั้งในการปฏิบัติทางคลินิกและการวิจัย ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้ได้ดำเนินการขึ้นเพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพในผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกชนิด จำนวน 400 คน ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค 7 แห่ง ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย ระหว่างเดือนตุลาคม 2564–กันยายน 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่พัฒนาขึ้น วิข้อมูลส่วนบุคคลวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบคุณภาพของแบบวัดด้วยค่าความตรงเชิงเนื้อหา ค่าความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายใน อำนาจจำแนก และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัย พบว่า แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพที่พัฒนาขึ้นมีจำนวน 14 ข้อ แยกเป็น 3 ด้าน และใช้เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.87 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .92 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.30–0.72 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันแสดงให้เห็นว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในระดับยอมรับได้ (c<sup>2</sup>(74, 400)=300.732, <em>p</em>&lt;.05, RMSEA=0.08 (90% CI: 0.077-0.098), GFI=0.90, CFI=0.94) สรุปได้ว่า แบบวัดที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพตามหลักสถิติสามารถใช้ประเมินระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพื่อสนับสนุนการวางแผนการพยาบาลและการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> รังสันต์ ไชยคำ*, ลัดดาวัล ฟองค์, ธานี ขามชัย, จันทร์เพ็ญ อุงอำรุง, โชตินรินทร์ ไชยรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282759 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700