วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy <p>วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ (ISSN 2985-1343 (Online)) ดำเนินการโดยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พะเยา เป็นวารสารที่ได้รับการรับรองจากศูนย์ดัชนีวารสาร (TCI) เผยแพร่ทุก 4 เดือน (ปีละ 3 ฉบับ) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิชาการ ของนักวิชาการ และนักวิจัย ในรูปแบบบทความวิจัย และบทความปริทัศน์ ในสาขาการพยาบาล การศึกษาพยาบาล และสาขาสุขภาพอื่นๆ รวมทั้งการทบทวนวรรณกรรมอยางเป็นระบบ การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาล กรณีศึกษา และนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพผู้นิพนธ์ต้องยืนยันว่า นิพนธ์ต้นฉบับที่ส่งมาเพื่อรับการพิจารณาตีพิมพ์ ในวารสารฉบับนี้ ไม่เคยได้รับตีพิมพ์เผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น นิพนธ์ต้นฉบับแต่ละเรื่องจะได้รับการประเมิน โดยกองบรรณาธิการ และและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยจำนวน 3 ท่าน แบบปกปิด 2 ทาง</p> th-TH journal@bcnpy.ac.th (ผศ.ดร.อรัญญา นามวงศ์) journal@bcnpy.ac.th (นางสาวนันท์นภัส ทาลายา) Sat, 22 Aug 2026 17:07:11 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บทบาทพยาบาลเด็กในการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อภาวะหายใจล้มเหลว: จากการประเมินสู่การตัดสินใจทางคลินิก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280875 <p>ภาวะหายใจล้มเหลวในเด็กเป็นภาวะฉุกเฉินที่มีความรุนแรงและอาจนำไปสู่การเสียชีวิต หากไม่ได้รับการประเมินและการรักษาอย่างทันท่วงที การเฝ้าระวัง การประเมินอาการเตือนระยะแรก และการให้การพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะหายใจล้มเหลว บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับภาวะหายใจล้มเหลวในเด็ก วิเคราะห์บทบาทพยาบาลในการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อภาวะดังกล่าว และสังเคราะห์แนวทางการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยเด็ก เนื้อหาครอบคลุมพยาธิสรีรวิทยา สาเหตุและชนิดของภาวะหายใจล้มเหลวในเด็ก แนวทางการประเมินอาการเตือนทางระบบหายใจ และบทบาทพยาบาลในการเฝ้าระวังภาวะวิกฤต โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือประเมินอย่างเป็นระบบ ได้แก่ สามเหลี่ยมการประเมินเด็กเบื้องต้น แบบประเมินความเสี่ยงการเจ็บป่วยในเด็ก การประเมินตามหลัก ทางเดินหายใจ การหายใจและการไหลเวียน และการสื่อสารกับทีมสุขภาพ พยาบาลมีบทบาทในการประเมินอาการเตือนระยะแรก ติดตามอัตราการหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือด การใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ ระดับความรู้สึกตัว รวมทั้งการจัดท่า เปิดทางเดินหายใจเบื้องต้น ให้ออกซิเจนตามข้อบ่งชี้ เตรียมอุปกรณ์ช่วยหายใจ ประสานทีมสหวิชาชีพ และสนับสนุนครอบครัวให้มีส่วนร่วมในการสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงของเด็ก การเฝ้าระวังภาวะหายใจล้มเหลวอย่างเป็นระบบ ร่วมกับการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และการตัดสินใจทางคลินิกของพยาบาล ช่วยให้ประเมินภาวะวิกฤตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพิ่มความปลอดภัย ลดภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พัชราพร วัชรสินธุ*, บุษยมาศ กันเกตุ, ต่อเกียรติ สิงหะ, อังศุมาลิน พิเชษฐบุญเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280875 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจของสตรีสูงอายุในการเข้ารับการตรวจเต้านม โดยบุคลากรทางการแพทย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280989 <p style="font-weight: 400;">มะเร็งเต้านมถือเป็นมะเร็งที่มีอุบัติการณ์เกิดสูงเป็นอันดับหนึ่งในสตรีทั่วโลกและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มสตรีสูงอายุ การตรวจหามะเร็งเต้านมโดยการตรวจเต้านมโดยบุคลากรทางการแพทย์มีส่วนสำคัญในการเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์เชิงทำนายมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ความตั้งใจในการเข้ารับการตรวจเต้านมโดยบุคลากรทางการแพทย์ของสตรีสูงอายุ และ 2) ปัจจัยที่ทำนายความตั้งใจในการเข้ารับการตรวจเต้านมโดยบุคลากรทางการแพทย์ของสตรีสูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีสูงอายุตั้งแต่ 60–69 ปี ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่จำนวน 200 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามระหว่างเดือนมกราคม ถึง เดือนมีนาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติกส์ กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติ <em>(</em><em>p</em>&lt;.05<em>)</em> ผลการศึกษาพบว่า สตรีสูงอายุมีค่าคะแนนเฉลี่ยความตั้งใจเข้ารับการตรวจเต้านมโดยบุคลากรทางการแพทย์ เท่ากับ 74.48 คะแนน (<em>SD</em>=25.03) ตัวแปรที่มีอำนาจในการทำนายความตั้งใจในการเข้ารับการตรวจเต้านมโดยบุคลากรทางการแพทย์สูงสุดคือ การรับรู้อุปสรรคของการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม (<em>OR</em>=0.92; 95% <em>CI</em>, 0.88-0.96) รองลงมาคือการรับรู้ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม (<em>OR</em>=1.06; 95% <em>CI</em>, 1.00-1.13) โดยทั้งสองตัวแปรสามารถร่วมกันทำนายความตั้งใจของสตรีสูงอายุในการเข้ารับการตรวจเต้านมโดยบุคลากรทางการแพทย์ ได้ร้อยละ 15.4 (R<sup>2</sup>=0.154, <em>p</em>&lt;.001) การวิจัยในครั้งนี้สามารถนำข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบโปรแกรมการคัดกรองมะเร็งเต้านม ในสตรีสูงอายุโดยมุ่งเน้นการลดอุปสรรคด้านความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจเต้านม เพื่อส่งเสริมให้สตรีสูงอายุเข้ารับการตรวจเต้านมโดยบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ</p> ธีดารัตน์ สุทธิประภา, กาญจนา ธานะ*, พนิดา จันทโสภีพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280989 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตต่อความเครียด ความสุข และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282104 <p>การเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตของผู้สูงอายุทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ ฉันเป็น ฉันมี และฉันสามารถสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความแข็งแกร่งในชีวิต ความเครียด ความสุข และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุระหว่างก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง คือ ผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ<br />บ้านดอนโตนด และกลุ่มควบคุม คือ ผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุการะเกด กลุ่มละ 56 คน เครื่องมือดำเนินการวิจัย คือ โปรแกรมการสร้างเสริมความแข็งแกร่งในชีวิตของผู้สูงอายุ จำนวน 10 ครั้ง ๆ ละ 120 นาที ระยะเวลา 5 สัปดาห์ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบประเมินความแข็งแกร่งในชีวิต 2) แบบประเมินความเครียด 3) แบบประเมินดัชนีชี้วัดความสุขคนไทย และ 4) แบบวัดคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของแบบประเมิน เท่ากับ .83 .85 .83 และ .87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ การทดสอบค่าทีแบบจับคู่ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม ผลการศึกษา พบว่า คะแนนเฉลี่ยความแข็งแกร่งในชีวิต ความสุข และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) และคะแนนเฉลี่ยความเครียดของผู้สูงอายุของกลุ่มทดลองหลังการทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลอง และต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) ดังนั้นโปรแกรมการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตของผู้สูงอายุมีผลทำให้ผู้สูงอายุสามารถรับมือกับความเครียดได้ดี มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุอื่น ๆ ต่อไป </p> ภัทรพร ทองคำ, กรรณิกา เรืองเดช ชาวสวนศรีเจริญ*, จีราภรณ์ กรรมบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282104 Sat, 22 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจต่อการปฏิบัติการป้องกันมะเร็งปากมดลูกของสตรีวัยเจริญพันธุ์ในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282146 <p>มะเร็งปากมดลูกส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของสตรีวัยเจริญพันธุ์ การป้องกันมะเร็งปากมดลูกจึงมีความสำคัญต่อการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การวิจัยกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติการป้องกันมะเร็งปากมดลูกก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมและเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติการป้องกันมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มีอายุ 30-60 ปี จำนวน 52 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 26 คน กลุ่มทดลอง 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย แผนกิจกรรมในโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก สไลด์ วีดิทัศน์ และตัวแบบเชิงบวก เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามการปฏิบัติการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาได้เท่ากับ 1.0 และหาความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยใช้สูตรค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่น .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการทดสอบความน่าจะเป็นของฟิชเชอร์ และสถิติการทดสอบไคสแควร์ ผลการวิจัย พบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจกลุ่มทดลองมีระดับการปฏิบัติการป้องกันมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าก่อนเข้ารับโปรแกรมและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกสามารถนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> รัญชิดา หวานเสียง*, ศิวพร อึ้งวัฒนา, นพมาศ ศรีเพชรวรรณดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282146 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/285174 <p>คุณภาพชีวิตการทำงานเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของคุณภาพชีวิต หากคุณภาพชีวิตการทำงานไม่ดีจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตด้านอื่นของบุคคลไปด้วยการวิจัยเชิงทำนายแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเขตสุขภาพที่ 2 และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตการทำงาน ศึกษาจากประชากรทั้งหมดของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเขตสุขภาพที่ 2 จำนวน 300 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตการทำงาน และระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เขตสุขภาพที่ 2 ที่ประยุกต์ใช้แนวคิดของเฮิร์ซเบิร์ก มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากันคือ 0.80 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค .97 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติถดถอยพหุคูณแบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้นตอน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของคุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับสูง (=3.66, <em>SD</em>=0.76) โมเดลการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>F</em>(7,292)=98.794, <em>p</em>&lt;.001) และสามารถอธิบายความแปรปรวนของของคุณภาพชีวิตการทำงานได้ ร้อยละ 69.60 (<em>R</em><sup>2</sup>=0.703, Adjusted <em>R</em><sup>2 </sup>=0.696) โดยพบว่า สภาพชีวิตส่วนตัว (<em>B</em>=0.202, <em>95% CI</em> [0.141, 0.263], <em>p</em>&lt;.001) นโยบายและการบริหาร (<em>B</em>=0.140, <em>95% CI</em> [0.073, 0.207], <em>p</em>&lt;.001) ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา (<em>B</em>=0.117, <em>95% CI</em> [0.052, 0.182], <em>p</em>&lt;.001) ความก้าวหน้า (<em>B</em>=0.114, <em>95% CI</em> [0.043, 0.185], <em>p</em>&lt;.01) ความรับผิดชอบ (<em>B</em>=0.099, <em>95% CI</em> [0.032, 0.166], <em>p</em>&lt;.01) ลักษณะของงานที่ปฏิบัติ (<em>B</em>=0.096, <em>95% CI</em> [0.025, 0.167], <em>p</em>&lt;.01) และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน (<em>B</em>=0.064, <em>95% CI</em> [0.007, 0.121], <em>p</em>&lt;.05) สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.05) สรุปได้ว่า ความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับงาน นโยบายและระบบการบริหารที่เหมาะสม การได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเขตสุขภาพที่ 2</p> วาสนา บุณยมณี*, กัญญารัตน์ ผึ่งบรรหาร, อรัญญา อินสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/285174 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพจิตและสุขภาพจิตวิญญาณสำหรับผู้สูงอายุ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/285688 <p>การส่งเสริมสุขภาพจิตและสุขภาพจิตวิญญาณของผู้สูงอายุ ช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสุขทางใจ เพิ่มความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความหมาย การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้ ปัญหา และความต้องการด้านสุขภาพจิตและสุขภาพจิตวิญญาณของผู้สูงอายุ 2) พัฒนาโปรแกรมการดูแลสุขภาพจิตและสุขภาพจิตวิญญาณสำหรับผู้สูงอายุ และ 3) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมต่อภาวะซึมเศร้าและความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสถานการณ์และพัฒนาโปรแกรม โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มควบคุมไม่เท่าเทียมกัน วัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 32 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมจำนวน 4 ครั้ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 120 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบวัดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทยและแบบวัดความผาสุกทางจิตวิญญาณ มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .91 และ .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับความสงบทางใจ การได้รับการสนับสนุนทางสังคม การมีสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ การค้นหาความหมายของชีวิต และการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาโปรแกรม ผลการวิจัยระยะที่ 2 พบว่า คะแนนความผาสุกทางจิตวิญญาณมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและระยะเวลาการวัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F(1,30)=19.484, p&lt;.001, η²p=.394) แสดงว่าโปรแกรมสามารถส่งเสริมความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีขนาดอิทธิพลในระดับสูง (η²p=.394) ขณะที่คะแนนภาวะซึมเศร้าไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและระยะเวลาการวัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F(1,30)=0.832, p=.369, η²p=.027) ดังนั้นโปรแกรม นี้ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับบุคลากรสุขภาพที่จะนำไปใช้ในการดูแลด้านจิตใจและจิตวิญญาณของผู้สูงอายุได้</p> พิสิษฐ์ สมงาม, นภาพร เอี่ยมละออ*, แสงเดือน พรมแก้วงาม, ณีรนุช วงค์เจริญ, เกียรติศักดิ์ อองกุลนะ, กัลยกร รับงาน, อรพิญ บัวงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/285688 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมสติบำบัดต่อภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/283852 <p>ภาวะซึมเศร้าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในหลายด้าน ทั้งความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน และชุมชน รวมถึงอาจก่อให้เกิดปัญหาในการเรียนและการทำงาน การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผล 3 ระยะนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสติบำบัดต่อภาวะซึมเศร้าของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย จำนวน 42 คน คัดเลือกโดยการสุ่มจากนักเรียนที่มีคะแนนมากกว่า 22 คะแนน จากแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 21 คน และกลุ่มทดลอง 21 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสติบำบัดเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ปี 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการสติบำบัด และ 2) แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าสำหรับวัยรุ่น ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .78 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไควสแควร์ สถิติฟิชเชอร์ สถิติทีอิสระ และสถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>F</em>(1.13, 1453.06)=14.12, <em>p</em>&lt;.001, partial <strong><em>η²</em></strong>=.26) เมื่อเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าหลังการทดลองและระยะ 1 เดือนหลังการทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.001) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าระหว่างช่วงเวลา (<em>p</em>&gt;.05) ผลของการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการดูแลและส่งเสริมสุขภาพจิตเพื่อลดภาวะซึมเศร้า และเพิ่มคุณภาพชีวิตของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีผลการประเมินว่าเข้าข่ายมีภาวะซึมเศร้าต่อไป</p> ณิชกานต์ คันธะวงศ์, กฤษฎา ค้าขึ้น*, วิภากรณ์ ปัญญาดี, ราตรี เครือวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/283852 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/290361 <p>โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคทางพันธุกรรม ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็ก การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเด็กอายุ 8–18 ปี จำนวน 90 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพชีวิต แบบสอบถามการรับรู้บทบาทผู้ป่วย และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .89, .76 และ .74 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ย 91.73 (<em>SD</em>=12.14) การรับรู้บทบาทผู้ป่วยด้านการรับผิดชอบในสถานการณ์เจ็บป่วย และพฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการสังเกตอาการและการดูแลตนเองเมื่อมีอาการผิดปกติ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r</em>=.230, <em>p</em>&lt;.05 และ <em>r</em>=.390, <em>p</em>&lt;.01) ตามลำดับ ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการสังเกตอาการและการดูแลตนเองเมื่อมีอาการผิดปกติ การรับรู้บทบาทผู้ป่วยด้านการรับผิดชอบ ในสถานการณ์เจ็บป่วย พฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการปฏิบัติตามแผนการรักษาและการมาตรวจตามนัด การรับรู้บทบาทผู้ป่วยด้านการพยายามปฏิบัติตนเพื่อให้มีสุขภาพดีขึ้นและด้านการแสวงหาความช่วยเหลือและให้ความร่วมมือกับบุคลากรสุขภาพ (<em>Beta</em>=.350, .329, -.258, -.356, .209, <em>p</em>&lt;.05) สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ 28.0 (<em>F<sub>(5,84) </sub></em>=7.915, <em>p</em>&lt;.001) ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย โดยมุ่งส่งเสริมการรับรู้บทบาทผู้ป่วยและพฤติกรรมการดูแลตนเองร่วมกับการมีส่วนร่วมของโรงพยาบาล ครอบครัว และโรงเรียน</p> สุวรรณี แสงอาทิตย์, ธานี กล่อมใจ*, ชุติมา เทียนชัยทัศน์, นิภาวรรณ เปรมเมือง, กัณฐิกา อ้อยแดง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/290361 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของการให้ความรู้ผ่านสื่อเว็บแอปพลิเคชันต่อความรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นตอนปลาย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/289032 <p>การให้ความรู้แก่วัยรุ่นผ่านสื่อออนไลน์มีความสำคัญในยุคปัจจุบัน การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการให้ความรู้ผ่านเว็บแอปพลิเคชันต่อความรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น กลุ่มตัวอย่างคือวัยรุ่นที่ศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งจังหวัดพะเยา จำนวน 134 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 67 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยเว็บแอปพลิเคชัน แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น มีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ เท่ากับ 0.67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยสูตรเคอเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 เท่ากับ .80 แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติไคสแควร์ การทดสอบวิลคอกซันแบบคู่สัมพันธ์ และการทดสอบแมนน์-วิทนีย์ยู ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานความรู้ก่อนและหลังการทดลอง เท่ากับ 16 คะแนน (IQR=2) และ 29 คะแนน (IQR=2) ตามลำดับ จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน และมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า กลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Median=29, IQR=2 และ Median= 17, IQR=3 ตามลำดับ, <em>p</em>&lt;.001) ส่วนพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบว่า กลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานคะแนนพฤติกรรมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Median=3, IQR=1 และMedian= 2, IQR=1 ตามลำดับ, <em>p</em>&lt;.05) ดังนั้น เว็บแอปพลิเคชันจึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสถานศึกษา ในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อร่วมส่งเสริมความรู้และเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายต่อไป</p> วิภารัตน์ ชายวิชัย, จรรยา แก้วใจบุญ, อรทัย แซ่ตั้ง* ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/289032 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมบูรณาการด้วยแนวคิดสถาบันพระบรมราชชนกโมเดล (สบช. โมเดล) และบุคลิกภาพของไมเยอร์ บริจส์ ต่อภาวะสุขภาพจิตของนักศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/284603 <p>ภาวะสุขภาพจิตมีความสัมพันธ์กับบุคลิกภาพและการปรับตัวของนักศึกษาในการเรียนและการใช้ชีวิต การส่งเสริมการตระหนักรู้บุคลิกภาพด้วยแนวคิดบุคลิกภาพของไมเยอร์ บริจส์ ร่วมกับ สบช.โมเดล อาจช่วยลดความเครียด และภาวะซึมเศร้าได้ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมบูรณาการด้วยแนวคิด สบช. โมเดล และบุคลิกภาพของไมเยอร์ บริจส์ ต่อภาวะสุขภาพจิตของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการจับคู่ตาม เพศ อายุ คะแนนเฉลี่ย รายได้ และการได้รับความรู้เกี่ยวกับภาวะสุขภาพจิต แล้วสุ่มเลขคี่-คู่ กลุ่มละ 21 คน กลุ่มทดลองเข้าโปรแกรมบูรณาการเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ จำนวน 5 ครั้งๆละ 120 นาทีและได้รับข้อมูลการดูแลสุขภาพจิตตามปกติ กลุ่มควบคุมได้รับข้อมูลการดูแลสุขภาพจิตตามปกติ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมบูรณาการ มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 0.67-1.00 แบบประเมินความเครียดและแบบประเมินภาวะซึมเศร้า มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .84 และ .85 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบทีแบบอิสระและแบบจับคู่ ผลการศึกษา พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em>=4.23,<em> p</em>&lt;.001) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลงของคะแนนภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em>=1.59, <em>p</em>&gt;.05) และเมื่อเปรียบเทียบหลังการทดลอง ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มหลังการทดลอง นอกจากนี้คะแนนเฉลี่ยความเครียดของกลุ่มทดลองไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมบูรณาการอาจช่วยลดภาวะซึมเศร้าในกลุ่มทดลองได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่แสดงประสิทธิผลในกลุ่มควบคุมที่ชัดเจน จึงควรเพิ่มกิจกรรมลดความเครียดที่เน้นทักษะการเผชิญปัญหาที่เน้นปัญหา และระยะเวลาในการทดลองในการศึกษาครั้งต่อไป</p> มัฏฐวรรณ ลี้ยุทธานนท์*, กรรวี สมบัติ, กนกพร ทิพย์ดี, กนกวรรณ สีแดง, กรภัทร์ ล้านเกตุบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/284603 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของการเตรียมความพร้อมก่อนฝึกปฏิบัติด้วยสถานการณ์จำลองโดยใช้ผู้ป่วยมาตรฐานต่อการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจทางคลินิกของนิสิตพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/287904 <p>การคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจทางคลินิกเป็นสมรรถนะสำคัญในการเตรียมนิสิตพยาบาลก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติ การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อน–หลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบคะแนนการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจทางคลินิกก่อนและหลังการสอนภายในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง (2) เปรียบเทียบคะแนนการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจทางคลินิกก่อนทดลอง หลังทดลอง และคะแนนการเปลี่ยนแปลงระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตพยาบาลชั้นปีที่ 2 ลงทะเบียนเรียนวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 53 คน จัดกลุ่มแบบจับคู่ตามผลการเรียน และมีการสูญหาย 3 คน เหลือ 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 25 คนและกลุ่มทดลอง 25 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการเรียนรู้โดยใช้ผู้ป่วยมาตรฐาน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนแบบบรรยายร่วมกับวิเคราะห์กรณีศึกษา เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยคู่มือผู้สอน สถานการณ์จำลอง และผู้ป่วยมาตรฐาน ส่วนเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบทดสอบการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจทางคลินิก ทดสอบความเชื่อมั่นด้วยสถิติ คูเดอร์ ริชาดสัน 20 มีค่าความเชื่อมั่น .73 และ .70 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติวิลคอกซันสำหรับการเปรียบเทียบภายในกลุ่ม สถิติแมน–วิทนีย์ ยู สำหรับการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มและคะแนนการเปลี่ยนแปลง พร้อมรายงานขนาดอิทธิพล (<em>r</em>) ผลการวิจัย พบว่า คะแนนการคิดวิเคราะห์หลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองทั้งกลุ่มควบคุม (<em>Z</em>=−2.50<em>, p</em><em>&lt;</em>.01) และกลุ่มทดลอง (<em>Z</em>=−3.45<em>, p</em>&lt;.001) โดยมีขนาดอิทธิพลระดับมาก (<em>r</em>=.50 และ .69 ตามลำดับ) ส่วนคะแนนการตัดสินใจทางคลินิกเพิ่มขึ้นเฉพาะกลุ่มทดลอง (<em>Z</em>=−2.05<em>, p</em><em>&lt;.</em>05) โดยมีขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง (<em>r</em>=.41) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนการเปลี่ยนแปลง กลุ่มทดลองพัฒนาด้านการตัดสินใจทางคลินิกมากกว่ากลุ่มควบคุม (<em>U</em>=207.50<em>, Z</em>=−2.05, <em>p</em><em>&lt;</em>.05) โดยมีขนาดอิทธิพลระดับเล็ก (<em>r</em>=.29) แต่การคิดวิเคราะห์ไม่แตกต่างกัน (<em>U</em>=221.00<em>, Z</em>=−1.84<em>, p</em><em>&gt;</em>.05; <em>r</em>=.26) ผลการศึกษาสนับสนุนการใช้ผู้ป่วยมาตรฐานเพื่อส่งเสริมการตัดสินใจทางคลินิกก่อนฝึกปฏิบัติ</p> สุภาภรณ์ อุดมลักษณ์, พูนทรัพย์ โสภารัตน์*, โสพรรณนา ฉัตรหลวง, วิไลพร หอมทอง, ภิชญาดา สิริยาวณิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/287904 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 สถานการณ์ด้านอาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมในแรงงานสูงวัยกลุ่มเกษตรกร ปลูกข้าว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282779 <p>การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยไทย ทำให้ต้องตระหนักต่อแรงงานสูงวัยในภาคเกษตรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพจากการทำงาน การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ด้านอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในแรงงานสูงวัยกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าว ภาวะสุขภาพตามความเสี่ยงและพฤติกรรมการทำงานกลุ่มตัวอย่าง คือ แรงงานสูงวัยจำนวน 330 คน ในตำบลแม่ข้าวต้ม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ ที่ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่นที่มีค่าในระดับที่ยอมรับได้ โดยมีค่า KR-20 เท่ากับ .94 และค่า Cronbach’s alpha เท่ากับ .75, .73, และ .83 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงานที่สำคัญ เช่น ด้านกายภาพ คือ ทำงานในอากาศที่ร้อนอบอ้าวและแสงจ้ามาก ร้อยละ 96.36-96.97 ด้านการยศาสตร์ คือ ท่าทางการทำงานไม่เหมาะสม ทำงานในลักษณะซ้ำๆ นั่งหรือยืนทำงานนาน ร้อยละ 86.97-94.55 ด้านชีวภาพ คือ ทำงานในบริเวณที่มีน้ำขัง/ดินโคลน ร้อยละ 87.88 ส่วนสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย คือ ทำงานกับอุปกรณ์ของมีคม ร้อยละ 95.76 และบริเวณที่ทำงานเปียกพื้นลื่น ร้อยละ 86.97 การเจ็บป่วยที่อาจเนื่องจากงาน คือ อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ร้อยละ 72.73 มองเห็นภาพไม่ชัดเจน ตาพร่ามัว ร้อยละ 33.94 ส่วนการบาดเจ็บจากงาน พบเพียงร้อยละ 13.03 เป็นการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง ด้านพฤติกรรมการทำงาน กลุ่มตัวอย่างมีการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ร้อยละ 93.33-95.45 และปฏิบัติตามหลักการทำงานที่ปลอดภัย ร้อยละ 80.00-97.58 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของพยาบาลอาชีวอนามัยในการสื่อสารความเสี่ยงจากงาน การปกป้องสุขภาพ และพัฒนากลยุทธ์จัดการอาการปวดเมื่อยของระบบโครงร่าง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานสูงวัยภาคเกษตรกรรม อย่างยั่งยืน</p> กฤตธีรา เพียรรักษ์การ*, โสภาพรรณ อินต๊ะเผือก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/282779 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาสถานการณ์การบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิของผู้อำนวยการกองสาธารณสุขในการรับถ่ายโอนภารกิจจากกระทรวงสาธารณสุข: มุมมองระดับนโยบาย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/279112 <p>การถ่ายโอนภารกิจด้านสาธารณสุขสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่งผลให้ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการบริหารจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิระดับพื้นที่ การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิของผู้อำนวยการกองสาธารณสุขในองค์การบริหารส่วนจังหวัด ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจจากกระทรวงสาธารณสุข พื้นที่ศึกษาครอบคลุม 8 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาค ผู้ให้ข้อมูลรวม 256 คน ประกอบด้วย ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน บุคลากรหน่วยบริการปฐมภูมิที่ถ่ายโอน และผู้แทนภาคประชาชน โดยมีผู้อำนวยการกองสาธารณสุขเป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย ผู้วิจัย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แนวทางสนทนากลุ่มและแบบบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการทบทวนเอกสาร วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้า การสะท้อนกลับข้อมูล และการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังการถ่ายโอน บทบาทของผู้อำนวยการกองสาธารณสุขเปลี่ยนจากผู้บริหารงานสาธารณสุขทั่วไปสู่ “ผู้จัดการระบบ” ที่ต้องเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยบริการ หน่วยงานกำกับ และภาคีในระบบสุขภาพ สรุปได้ 5 ประเด็น ได้แก่ (1) การปรับโครงสร้างและระบบบริหารให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ (2) การบริหารทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร (3) ความท้าทายด้านมาตรฐานบริการและระบบกำกับคุณภาพ (4) การประสานงานเครือข่ายและกลไกการอภิบาล และ (5) การจัดระบบสุขภาพปฐมภูมิในฐานะเครือข่ายภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ ข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ การพัฒนากลไกกำกับดูแลและระบบข้อมูลสุขภาพที่ชัดเจน การเสริมสร้างสมรรถนะด้านการอภิบาลระบบสุขภาพของผู้อำนวยการกองสาธารณสุข และการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้บริการสุขภาพปฐมภูมิมีคุณภาพ ต่อเนื่อง และประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเสมอภาค</p> รัถยานภิศ รัชตะวรรณ, ศิริวรรณ ชูกำเนิด*, มาริสา สุวรรณราช, จารุณี วาระหัส, นัยนันต์ เตชะวณิช, อภิสิทธิ์ เชื้อคำเพ็ง, เกษศิรินทร์ ภู่เพชร, ทิพย์ศิริ สหวรพันธุ์, สุกันยา บำรุงวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/279112 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังสัญญาณเตือนภาวะวิกฤต ต่ออาการทรุดลงทางคลินิกของผู้ป่วย ในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280900 <p>ภาวะวิกฤตเป็นความเจ็บป่วยที่รุนแรงและคุกคามต่อชีวิต การเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงก่อนการทรุดลงทางคลินิกสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้รวดเร็ว ลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงก่อนผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะวิกฤต การวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังสัญญาณเตือนภาวะวิกฤตในหอผู้ป่วย โรงพยาบาลเวียงเชียงรุ้ง โดยใช้กรอบแนวคิดของซูคัพ เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 4 ระยะ คือ 1) ระยะค้นหาปัญหา 2) ระยะค้นหาหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้อง 3) ระยะพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลและการทดสอบความเป็นไปได้ของแนวปฏิบัติ และ 4) ระยะนำแนวปฏิบัติที่ปรับปรุงแล้วไปใช้ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 8 คน และกลุ่มผู้ป่วย จำนวน 90 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 45 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังสัญญาณเตือนภาวะวิกฤต แบบบันทึกอุบัติการณ์การทรุดลงทางคลินิกอย่างไม่คาดคิด ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.90 และ 0.80 ตามลำดับ และแบบสอบถาม<br />ความพึงพอใจของพยาบาลที่ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังสัญญาณเตือนภาวะวิกฤต ทดสอบความเชื่อมั่นค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบไคสแคว์ และสถิติฟิชเชอร์ ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองเกิดอุบัติการณ์อาการทรุดลงน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ<sup>2</sup>=5.40, <em>p</em>&lt;.05) พยาบาลผู้ใช้แนวทางการพยาบาลมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังสัญญาณเตือนภาวะวิกฤต ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<em>x</em><em>̄</em>=4.19, <em>SD</em>=0.58) จึงควรใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเฝ้าระวังสัญญาณเตือนก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤตในหอผู้ป่วย เพื่อลดอุบัติการณ์การทรุดลงทางคลินิกและป้องกันการเกิดภาวะวิกฤต</p> มรกต สิทธิขันแก้ว*, จิราณี ปัญญาปิน, พศิกา จันทร์สมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/280900 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700