วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal <h3 style="text-align: center; color: #3399ff;"><strong>"รับ</strong><strong>บทความภาษาอังกฤษ</strong><strong>ทั้งในและต่างประเทศ"</strong></h3> <div> </div> <div style="text-align: justify;"> วารสารสถาบันบำราศนราดรู มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานด้านสาธารณสุข ได้แก่ การป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพ ระบาดวิทยา การสอบสวนโรค อนามัยสิ่งแวดล้อม การแพทย์ การพยาบาล การพัฒนาคุณภาพงาน การตรวจพิเศษ และห้องปฏิบัติการยุทธศาสตร์และนโยบายทางสาธารณสุข การประเมินผลโครงการ การพัฒนาประเมินหลักสูตร เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และอื่นๆที่เกี่ยวข้องในรูปแบบบทความวิจัย บทความวิชาการ รายงานผู้ป่วย กรณีศึกษา รายงานผลการวิจัย ผลการปฏิบัติงาน นวัตกรรมใหม่ การทบทวนวรรณกรรม สาระน่ารู้หรือการแปลเอกสารวารสารที่สามารถนำมาเป็นแนวทางหรือความรู้แก่ผู้อ่าน เช่น ผลการวิจัยใหม่ ๆ ที่พบในวารสารต่างประเทศ โดยเรื่องที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรือกำลังรอพิมพ์ในวารสารอื่น ทั้งนี้ผลงานวิจัยและบทความทุกเรื่องจะต้องผ่านคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่านพิจารณาบทความโดยวิธี double blinded ก่อนการลงพิมพ์ และคณะบรรณาธิการตรวจทานแก้ไขเรื่องต้นฉบับและพิจารณาตีพิมพ์ตามลำดับ และมีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทย</div> <div> </div> <h3 style="text-align: center;">รายชื่อบรรณาธิการอดีต - ปัจจุบัน </h3> <div style="text-align: justify;"> 1. แพทย์หญิงศิริวรรณ สิริกวิน พ.ศ.2550 - 2550</div> <div style="text-align: justify;"> 2. นายแพทย์สุทัศน์ โชตนะพันธ์ พ.ศ.2551- 2560</div> <div style="text-align: justify;"> 3. แพทย์หญิงวรรณรัตน์ พงศ์พิรุฬห์ พ.ศ.2561- ปัจจุบัน</div> th-TH bidijournal@gmail.com (แพทย์หญิงวรรณรัตน์ พงศ์พิรุฬห์) bidijournal@gmaill.com (น.ส.มณทิรา ท้าวเขื่อน) Fri, 26 Dec 2025 10:43:41 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรมบริการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคฝีดาษวานร แบบผู้ป่วยนอกและแยกกักกันตนเอง สถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/276719 <p> ผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรส่วนใหญ่มีระดับความรุนแรงของโรคเล็กน้อยถึงปานกลาง จึงสามารถให้บริการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักกันตนเองในที่พักอาศัยได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนกิจกรรมบริการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคฝีดาษวารแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักกันตนเอง สถาบันบำราศนราดูร ใช้รูปแบบการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2566 ถึง มิถุนายน 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ต้นทุนทางตรงทางการแพทย์ในมุมมองของผู้ให้บริการ (provider perspective) ด้วยวิธีจากล่างขึ้นบน (bottom-up approach)<br /> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักกันตัวเอง มีจำนวน 45 ราย ทั้งหมดเป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 36.9 ปี (SD = 9.9, Min-Max = 19-58) สัญชาติไทย ร้อยละ 82.2 สิทธิการรักษาส่วนใหญ่จ่ายเงินเอง ร้อยละ 28.9 ผู้ป่วยมีอาการแต่ไม่มีภาวะเสี่ยงร้อยละ 64.4 มีโรคประจำตัวได้แก่ ติดเชื้อเอชไอวี ร้อยละ 33.3 อาการวันแรกที่พบมากที่สุดคือ มีผื่น ตุ่มหนอง ร้อยละ 57.1 รองลงมาคือ ไข้ ร้อยละ 23.4 เมื่อเข้ารับการรักษา การติดตามอาการวันที่ 3 พบต่อมน้ำเหลืองโตทั่วร่างกายมากที่สุดร้อยละ 52 การติดตามอาการวันที่ 7 พบส่วนใหญ่ตุ่มเริ่มแห้งและตกสะเก็ดร้อยละ 91.1 และการติดตามอาการวันที่ 14 ตุ่มเริ่มแห้งและตกสะเก็ดมากถึงร้อยละ 95.6 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาแยกกักกันตนเอง &lt; 14 วัน ร้อยละ 66.7 (IQR = 1 วัน) ซึ่งผู้ป่วยทั้งหมดรักษาหายจากอาการของโรค การประมาณการดูแลรักษา ผลการวิเคราะห์ต้นทุนรวม 204,256.50 บาท ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนค่าวัสดุ 135,693.75 บาท (ร้อยละ 66.43) เฉลี่ยต่อราย 3,012.82 บาท ส่วนใหญ่ร้อยละ 95.33 เป็นค่าวัสดุจากการวินิจฉัยและตรวจรักษา 2,872.08 บาทและต้นทุนค่าแรง 68,562.75 บาท (ร้อยละ 33.57) ต้นทุนค่าแรงเฉลี่ยต่อราย 1,523.62 บาท ส่วนใหญ่ร้อยละ 79.18 เกิดจากกิจกรรมการวินิจฉัยและตรวจรักษา 1,206.36 บาทต่อราย <br /> การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายในภาพรวมของการบริการในการดูแลผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักกันตนเอง หากผู้ป่วยโรคฝีดาษมีอาการเล็กน้อย ความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคน้อย ร่วมกับมีความพร้อมในการดูแลตนเอง โรงพยาบาลสามารถที่จะให้บริการแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักกันตนเองในที่พักอาศัย ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งต่อตัวผู้ป่วยและภาครัฐได้</p> ชาญชัย อาจสอน , ชุมแพ สมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/276719 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การรับรู้วัฒนธรรมความปลอดภัยผู้ป่วยของบุคลากรในหน่วยไตเทียม ในเขตกรุงเทพมหานคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/278342 <p> ความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นปัญหาสำคัญและส่งผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพ การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้วัฒนธรรมความปลอดภัยผู้ป่วยของบุคลากรในหน่วยไตเทียมในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรที่ปฏิบัติงานในหน่วยไตเทียมจำนวน 366 คน เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนมีนาคม - กรกฎาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวน ไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี <br /> ผลการวิจัยพบว่า ระดับการรับรู้วัฒนธรรมความปลอดภัยผู้ป่วยของบุคลากรในหน่วยไตเทียมโดยรวมมีระดับการรับรู้สูง มีค่าคะแนนเฉลี่ย 4.18 คะแนน เมื่อจำแนกตามประเภทของหน่วยไตเทียม ทั้ง 4 ประเภท คือ 1) ดำเนินการโดยสถานพยาบาลภาครัฐ 2) ดำเนินการโดยหน่วยงานภายนอก 3) ดำเนินการภายนอกโรงพยาบาลหรือคลินิกเวชกรรมเฉพาะทางไตเทียม และ 4) ดำเนินการโดยสถานพยาบาลภาคเอกชน มีระดับคะแนนการรับรู้สูง (ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.23, 4.18, 4.17 และ 4.11 ตามลำดับ) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการรับรู้วัฒนธรรมความปลอดภัยผู้ป่วยทั้งสี่ประเภท มีการรับรู้วัฒนธรรมความปลอดภัยผู้ป่วยในภาพรวมไม่แตกต่างกัน (F (3,360) = 1.954, <em>p-value = 1.21</em>) ผลการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปร พบว่า หน่วยไตเทียมที่มีการจัดหาแหล่งข้อมูลเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย มีโอกาสรับรู้วัฒนธรรมความปลอดภัยผู้ป่วยในภาพรวมสูงเป็น 5.7 เท่า (95% CI =1.79 - 18.28) เปรียบเทียบกับหน่วยไตเทียมที่ไม่มีการจัดหาแหล่งข้อมูล <br /> แม้จะพบว่ามิติระดับการรับรู้วัฒนธรรมความปลอดภัยผู้ป่วยในภาพรวมอยู่ในระดับสูง ทั้ง 10 ด้าน แต่มี 2 ด้าน ได้แก่ มิติด้านการจัดคนทำงานและความเร่งรีบในการทำงาน และมิติด้านการตอบสนองต่อความผิดพลั้งที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำ ดังนั้นผู้บริหารหน่วยไตเทียมควรส่งเสริมนโยบายด้านความปลอดภัยเชิงรุกกระตุ้นให้บุคลากรตระหนักและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จัดหาแหล่งข้อมูลเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย เพื่อส่งเสริมและธำรงมาตรฐานด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยผู้ป่วยของหน่วยไตเทียม</p> อิสราภรณ์ รัตนวัน, จารุวรรณ ธาดาเดช, ปรารถนา สถิตย์วิภาวี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/278342 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการดูแลระดับปฐมภูมิสำหรับผู้ป่วยหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิส : การทบทวนวรรณกรรมแบบบูรณาการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/282544 <p> โรคซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีแนวโน้มของอัตราการติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับโลกรวมถึงประเทศไทย การทบทวนวรรณกรรมแบบบูรณาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับแนวทางการดูแลระดับปฐมภูมิสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิส มีการค้นคว้างานวิจัยที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2558 ถึง พ.ศ. 2568 อย่างเป็นระบบใน MEDLINE, CINAHL, Springer Nature Journals, BASE และ Google Scholar มีงานวิจัยทั้งหมด 15 เรื่อง ตรงตามเกณฑ์การคัดเลือก ประกอบด้วย งานวิจัยเชิงปริมาณ 7 เรื่อง งานวิจัยเชิงคุณภาพ 7 เรื่อง และงานวิจัยแบบผสมผสาน 1 เรื่อง การประเมินคุณภาพของการศึกษาใช้ Mixed Methods Appraisal Tool (MMAT) โดยใช้การวิเคราะห์เชิงประเด็น ผลการวิจัยพบ 5 ประเด็นสำคัญที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิสในระดับปฐมภูมิ ประกอบด้วย 1) การเข้าถึงการฝากครรภ์และการคัดกรองเชิงรุกแบบบูรณาการ 2) นโยบายและระบบบริการสุขภาพ 3) การถูกตีตรา 4) การจัดการคู่เพศสัมพันธ์ และ 5) บทบาทและศักยภาพของพยาบาลระดับปฐมภูมิ ผลการศึกษานี้ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำประเด็นดังกล่าวไปพัฒนาแนวทางการบูรณาการการพยาบาลกับนโยบายระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเพื่อให้เกิดการค้นหากลุ่มเสี่ยงระยะเริ่มตัน และการติดตามคู่เพศสัมพันธ์ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของพยาบาลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันการถูกตีตราและเกิดผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิสและทารกต่อไป</p> กนกอร ศรีสมพันธุ์; เมทณี ระดาบุตร ; สุทัศน์ โชตนะพันธ์ , จุฬารัตน์ ห้าวหาญ, ปิยะวดี สุมาลัย , รัชนก พลพิทักษ์ ; รุจิพร จิตตวิสุทธิวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/282544 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบ Whole Genome Sequencing และ PCR-based methods ในการระบุกลุ่มก้อนการระบาดของวัณโรคดื้อยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/283715 <div> การระบุกลุ่มก้อนการระบาด (Outbreak Clusters) ของวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB) เป็นความท้าทายสำคัญในการควบคุมโรค เนื่องจากวิธีการตรวจแบบ PCR-based ซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางยังมีข้อจำกัดด้านความละเอียดในการจำแนกสายพันธุ์ ทำให้ยากต่อการยืนยันการแพร่กระจายเชื้อแบบสายพันธุ์เดียว (clonal spread) และการระบุพื้นที่ระบาดหนาแน่น (hotspots) ได้อย่างแม่นยำ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเทคนิค Whole Genome Sequencing (WGS) มาใช้เปรียบเทียบกับวิธี PCR-based ในการวิเคราะห์เชื้อจากผู้ป่วย MDR-TB จำนวน 188 รายในอำเภอท่ามะกา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง เพื่อทำความเข้าใจพลวัตการแพร่เชื้อทั้งในระดับพันธุกรรมและระดับระบาดวิทยา</div> <div> ผลการศึกษาพบว่า วิธี PCR-based สามารถจัดกลุ่มผู้ป่วยได้ตามนิยามองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แก่ MDR-TB จำนวน 167 ราย (88.8%), pre-XDR-TB จำนวน 8 ราย (4.3%) และ XDR-TB จำนวน 13 ราย (6.9%) ขณะที่การวิเคราะห์ด้วย WGS สามารถจำแนกเชื้อได้ละเอียดกว่าเป็น 10 กลุ่มสายพันธุ์ย่อย แสดงให้เห็นว่า WGS มีความแม่นยำและความละเอียดเชิงพันธุกรรมสูงกว่าวิธีแบบเดิมอย่างชัดเจน เชื้อวัณโรคสายพันธุ์ L2.2.M3 (Beijing lineage) พบมากที่สุด (77.7%) และมีความสัมพันธ์กับระดับการดื้อยาที่รุนแรง โดยตรวจพบในผู้ป่วย pre-XDR-TB ทุกตัวอย่าง (100%) สะท้อนบทบาทสำคัญของสายพันธุ์นี้ในความรุนแรงและการแพร่กระจายของวัณโรคดื้อยา นอกจากนี้ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ยังพบการกระจุกตัวอย่างชัดเจนของสายพันธุ์ L2.2.M3 ในเขตอำเภอท่ามะกา ซึ่งบ่งชี้ถึงการแพร่กระจายแบบสายพันธุ์เดียว (clonal spread) การบูรณาการข้อมูลจาก WGS และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ช่วยระบุพื้นที่ระบาดหนาแน่นและสายพันธุ์เสี่ยงสูงได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถอธิบายรูปแบบการแพร่เชื้อ MDR-TB ในระดับท้องถิ่นได้อย่างถูกต้องและเชื่อถือได้ </div> <div> โดยสรุป การประยุกต์ใช้เทคนิค WGS ควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการระบุสายพันธุ์และพื้นที่ระบาดหนาแน่นของ MDR-TB ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการติดตามสถานการณ์โรค การควบคุมการแพร่เชื้อ และการกำหนดมาตรการเชิงรุกในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดวัณโรคดื้อยา</div> ณัฏฐกัญจน์ ทิพย์เครือ; สรียา ยังพึ่ง; วรรณรัตน์ อุฬารวิริยากุล; ผกาพร พุ่มพวง , ธันญธรณ์ วีระเมธาพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/283715 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการสุขภาพโรคเรื้อรัง: กรณีศึกษาการพัฒนารูปแบบการดูแลโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และมะเร็งในชุมชนตำบลหัวป่า https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/281147 <p> โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และมะเร็ง (เต้านม ปากมดลูก และลำไส้ใหญ่) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ การจัดการสุขภาพโรคเรื้อรังอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัย “การมีส่วนร่วมของชุมชน” ตามแนวคิด Chronic Care Model (CCM) ที่เน้นความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และมะเร็งในตำบลหัวป่า จังหวัดสิงห์บุรี โดยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี (mixed-methods) ภายใต้กรอบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมตามวงจร PAOR: Planning–Action–Observation–Reflection กลุ่มเป้าหมายคือประชาชน 700 รายในตำบลหัวป่า เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพและผลคัดกรองโรคเรื้อรัง และข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บจากการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 4 หมู่บ้าน จำนวน 15 ราย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบไคสแควร์ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา <br /> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนามีองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ (1) การประสานงานของภาคีสุขภาพในระดับตำบล ผ่านเวทีร่วมวางแผนและทบทวนผล (2) การเสริมพลังประชาชน โดยเน้นความรู้ ทักษะการดูแลตนเอง และกิจกรรมสุขภาพตามหลัก 3 อ. 2 ส. และ (3) ระบบติดตามสุขภาพด้วยเทคโนโลยี Smart อสม. เพื่อสนับสนุนข้อมูลและการติดตามกลุ่มเสี่ยง ภายหลังดำเนินการอัตราการคัดกรองความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 70.3% เป็น 77.2% และเบาหวานเพิ่มจาก 70.1% เป็น 80.9% (p&lt;0.05) ผู้ที่มีพฤติกรรมสุขภาพเหมาะสมมีโอกาสพบผลคัดกรองปกติสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลเชิงคุณภาพชี้ว่า การมีส่วนร่วมของภาคีในพื้นที่ช่วยเสริม “ความรับผิดชอบร่วมของชุมชน” และทำให้ระบบบริการเชิงรุกมีประสิทธิภาพมากขึ้น<br /> ผลการศึกษาสรุปว่า รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการคัดกรอง ลดพฤติกรรมเสี่ยง และเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ ข้อเสนอแนะคือควรพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขต่อเนื่อง ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนข้อมูล และบูรณาการรูปแบบนี้สู่แผนนโยบายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างความยั่งยืนและขยายผลสู่พื้นที่อื่น</p> สุนันทา เอมน้อย, จุฑามาศ กันนุช, มนพร ชาติชำนิ, ดวงนภา บุญส่ง, วนิดา โคตะคาม, ระวินันธ์ ธัชศิรินิรัชกุล, อนันตศักดิ์ วงศ์กำแหง; สุภางค์พิมพ์ รัตตสัมพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/281147 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบบริการด่านหน้าทางห้องปฏิบัติการ สถาบันบำราศนราดูร ด้วยหลักการ Smart Hospital https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/284174 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคของระบบบริการงานเจาะเลือดและรับสิ่งส่งตรวจ 2) เพื่อลดระยะเวลาการรอคอยในการรับสิ่งส่งตรวจ และเจาะเลือดผู้ป่วย 3) เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู้รับบริการ ของห้องปฏิบัติการสถาบันบำราศนราดูร พัฒนาระบบบริการด้วยกระบวนการ Smart Hospital และประเมินผลของระบบใหม่ต่อประสิทธิภาพการให้บริการและอุบัติการณ์ความเสี่ยง การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนา ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงพฤศจิกายน 2568 โดยเก็บข้อมูลจำนวนผู้รับบริการ อุบัติการณ์ความเสี่ยง ระยะเวลารอคอย และกระบวนการปฏิบัติงาน ก่อนและหลังการปรับปรุงระบบ ทั้งนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีสนับสนุนการบริการ ได้แก่ ระบบ KIOSK สำหรับจัดการคิวอัตโนมัติ เครื่องติดสติกเกอร์หลอดเลือดอัตโนมัติ และระบบ Laboratory Information System (LIS) เพื่อยืนยันตัวตนผู้ป่วยและเพิ่มความถูกต้องในขั้นตอนก่อนวิเคราะห์ ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับแนวคิด Smart Hospital ที่เน้นความรวดเร็ว ลดความผิดพลาด และเพิ่มความปลอดภัยของผู้รับบริการ<br /> ผลการศึกษาพบว่า ก่อนดำเนินการพัฒนาระบบมีข้อผิดพลาดหลายประการในกระบวนการบริการงานเจาะเลือดและรับสิ่งส่งตรวจ ได้แก่ การระบุคิวผิดพลาด 230 ครั้ง การติดสติกเกอร์ผิดประเภท 245 ครั้ง การเก็บตัวอย่างเลือดผิดชนิดหลอด 45 ครั้ง การเจาะเลือดไม่ครบจำนวน 95 ครั้ง และการเจาะเลือดผิดคน 5 ครั้ง นอกจากนี้กระบวนการให้บริการเดิมมี 6 ขั้นตอน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและความซ้ำซ้อนในการทำงาน หลังการพัฒนาระบบโดยปรับลดเหลือเพียง 3 ขั้นตอน พบว่าอุบัติการณ์ความเสี่ยงลดลงอย่างมาก โดยความผิดพลาดส่วนใหญ่ลดลงเป็นศูนย์ ยกเว้นเหตุการณ์เจาะเลือดไม่ครบจำนวนซึ่งลดลงเหลือเพียง 2 ครั้ง ขณะเดียวกัน ระยะเวลารอคอยรวมของผู้รับบริการลดลงจาก 70.9 นาที เหลือ 34.86 นาที คิดเป็นการลดลงร้อยละ 50.8 สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริการทั้งในด้านความถูกต้อง ความรวดเร็ว และความปลอดภัย<br /> สรุปได้ว่าการนำหลักการ Smart Hospital และเทคโนโลยีอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในงานเจาะเลือดและรับสิ่งส่งตรวจ สามารถลดข้อผิดพลาด เพิ่มความถูกต้องของข้อมูล ลดความแออัดและระยะเวลารอคอย ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับโรงพยาบาลสู่ Smart Hospital ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิผล</p> นฤมล ทันประโยชน์ ; ภาวิตา สุวรรณวัฒนะ, ธนิตา ฤกษ์เฉลิม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/284174 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700