วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal <h3 style="text-align: center; color: #3399ff;"><strong>"รับ</strong><strong>บทความภาษาอังกฤษ</strong><strong>ทั้งในและต่างประเทศ"</strong></h3> <div> </div> <div style="text-align: justify;"> วารสารสถาบันบำราศนราดรู มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานด้านสาธารณสุข ได้แก่ การป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพ ระบาดวิทยา การสอบสวนโรค อนามัยสิ่งแวดล้อม การแพทย์ การพยาบาล การพัฒนาคุณภาพงาน การตรวจพิเศษ และห้องปฏิบัติการยุทธศาสตร์และนโยบายทางสาธารณสุข การประเมินผลโครงการ การพัฒนาประเมินหลักสูตร เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และอื่นๆที่เกี่ยวข้องในรูปแบบบทความวิจัย บทความวิชาการ รายงานผู้ป่วย กรณีศึกษา รายงานผลการวิจัย ผลการปฏิบัติงาน นวัตกรรมใหม่ การทบทวนวรรณกรรม สาระน่ารู้หรือการแปลเอกสารวารสารที่สามารถนำมาเป็นแนวทางหรือความรู้แก่ผู้อ่าน เช่น ผลการวิจัยใหม่ ๆ ที่พบในวารสารต่างประเทศ โดยเรื่องที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรือกำลังรอพิมพ์ในวารสารอื่น ทั้งนี้ผลงานวิจัยและบทความทุกเรื่องจะต้องผ่านคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่านพิจารณาบทความโดยวิธี double blinded ก่อนการลงพิมพ์ และคณะบรรณาธิการตรวจทานแก้ไขเรื่องต้นฉบับและพิจารณาตีพิมพ์ตามลำดับ และมีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทย</div> <div> </div> <h3 style="text-align: center;">รายชื่อบรรณาธิการอดีต - ปัจจุบัน </h3> <div style="text-align: justify;"> 1. แพทย์หญิงศิริวรรณ สิริกวิน พ.ศ.2550 - 2550</div> <div style="text-align: justify;"> 2. นายแพทย์สุทัศน์ โชตนะพันธ์ พ.ศ.2551- 2560</div> <div style="text-align: justify;"> 3. แพทย์หญิงวรรณรัตน์ พงศ์พิรุฬห์ พ.ศ.2561- ปัจจุบัน</div> th-TH bidijournal@gmail.com (แพทย์หญิงวรรณรัตน์ พงศ์พิรุฬห์) bidijournal@gmaill.com (น.ส.มณทิรา ท้าวเขื่อน) Thu, 30 Apr 2026 16:04:54 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความสัมพันธ์ระหว่างสถานะการได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่กับการป่วยยืนยัน โรคไข้หวัดใหญ่ในบุคลากรสถาบันบำราศนราดูร: การศึกษาแบบย้อนหลัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/284370 <div> การได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นมาตรการสำคัญสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ยังพบการเจ็บป่วยอย่างต่อเนื่องในกลุ่มนี้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเน้นสถานะการได้รับวัคซีนในบุคลากรสถาบันบำราศนราดูร โดยใช้การศึกษาทางระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์ย้อนหลัง (retrospective case-control study) เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่จำนวน 274 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยยืนยัน 44 คน และกลุ่มควบคุมที่มีผลตรวจเป็นลบ 230 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ multiple logistic regression</div> <div> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 86.4) อายุเฉลี่ย 41.59 ปี มีโรคประจำตัวร้อยละ 63.6 ลักษณะงานส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ (ร้อยละ 40.9) และร้อยละ 65.9 เคยได้รับวัคซีนใน 12 เดือนก่อนป่วย พบเชื้อไวรัสชนิด A เป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 79.5) ผลการวิเคราะห์ Multiple logistic regression พบปัจจัยเสี่ยงอิสระที่สัมพันธ์กับการป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การไม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (aOR = 2.13; 95% CI: 1.01-4.51, <em>p = 0.047</em>) การมีโรคประจำตัว (aOR = 2.52; 95% CI: 1.15-5.51, <em>p = 0.021</em>) และการปฏิบัติงานระดับเสี่ยงกลาง (aOR = 24.39; 95% CI: 4.21-141.35, <em>p &lt; 0.001</em>) </div> <div> การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การไม่ได้รับวัคซีน การมีโรคประจำตัว และลักษณะงานที่มีความเสี่ยงเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ในบุคลากรทางการแพทย์ ข้อค้นพบนี้สนับสนุนความสำคัญของการส่งเสริมการได้รับวัคซีนประจำปีอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดอุบัติการณ์การติดเชื้อและเสริมสร้างความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน</div> ชาญชัย อาจสอน , กิตติรัตน์ ไพจิตโรจนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/284370 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และองค์ประกอบของกลุ่มอาการเมตาบอลิก ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัส https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/287192 <div> การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และองค์ประกอบของกลุ่มอาการเมตาบอลิกในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัส โดยใช้ทฤษฎีการพยาบาลความพร่องในการดูแลตนเอง (Self-care Deficit Nursing Theory) ของโอเร็ม (Orem et al., 2001) เป็นกรอบแนวคิดการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัสที่มีกลุ่มอาการเมตาบอลิก รับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกคลินิกอายุรกรรม สถาบันบำราศนราดูร จำนวน 116 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 58 คน ได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลอง 58 คน ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเอง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลด้านสุขภาพ แบบบันทึกองค์ประกอบของกลุ่มอาการเมตาบอลิก และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย, Chi-Square, Mann-Whitney U test, Independent t-test, Wilcoxon Signed-Rank test และ Paired t-test </div> <div> ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p &lt; .001</em>) ส่วนองค์ประกอบของกลุ่มอาการเมตาบอลิก ได้แก่ ขนาดเส้นรอบเอว ความดันโลหิตชนิดซิสโตลิกและไดแอสโตลิก ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร และระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของกลุ่มทดลองลดลงกว่าก่อนการทดลอง (<em>p &lt; .01</em>) และต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p &lt; .05</em>) ขณะที่ระดับเอชดีแอลในเลือดหลังการทดลองเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p &lt; .001</em>) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเอง และส่งผลให้องค์ประกอบของกลุ่มอาการเมตาบอลิกเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัส </div> สุภิญญา โพธิ์เส็ง , รัชนี นามจันทรา; ขนิตฐา หาญประสิทธิ์คำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/287192 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำจากการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/284039 <p> ภาวะความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) เป็นภาวะแทรกซ้อนทางสรีรวิทยาที่พบบ่อยที่สุดจากการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง หากไม่ได้รับการเฝ้าระวังและจัดการอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่ภาวะอวัยวะสำคัญขาดเลือดและเสียชีวิตได้ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (Retrospective Cohort Study) เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำหลังฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดและได้รับยาชาเข้าช่องไขสันหลัง ในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 211 คน ซึ่งได้จากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Cochran วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (Multivariate Logistic Regression) แบบ Forward Stepwise <br /> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยในกลุ่มตัวอย่างเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ 116 คน ร้อยละ 54.98 โดยนิยามของภาวะความดันโลหิตต่ำในครั้งนี้อิงจากเกณฑ์ทางคลินิกที่นิยมใช้ทั่วไป คือ ค่าความดัน Systolic (SBP) ต่ำกว่า 90 mmHg. หรือมีค่าลดลงมากกว่าร้อยละ 20 จากค่าก่อนฉีดยาชา ภายในช่วงเวลา 1 ถึง 5 นาทีหลังได้รับยา จากการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก พบปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติในสมการขั้นสุดท้าย ได้แก่ เพศหญิง (Adjusted OR = 2.368, 95% CI: 1.254–4.472, <em>p = 0.008</em>), ผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงของโรคทางสรีรวิทยาสูงหรือ ASA class 3 ขึ้นไป (Adjusted OR = 0.247, 95% CI: 0.103–0.592, <em>p = 0.002</em>), ระดับการกระจายของยาชาช่วง T11–T4 (Adjusted OR = 2.185, 95% CI: 1.366–3.494, p = 0.001) และ ความดันโลหิตซิสโตลิก (SBP) ก่อนการฉีดยาชาต่ำกว่า 140 mmHg (Adjusted OR = 4.278, 95% CI: 2.188–8.366, <em>p &lt; 0.001</em>)<br /> โดยสรุปปัจจัยพยากรณ์สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ เพศหญิง, ASA class 3 ขึ้นไป, ระดับการกระจายของยาชาช่วง T11–T4 และ ความดันโลหิตซิสโตลิก (SBP) ก่อนการฉีดยาชาต่ำกว่า 140 mmHg เป็นปัจจัยที่พยาบาลวิสัญญีควรนำไปพัฒนาเป็นแนวทางเตรียมผู้ป่วยก่อนรับการระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง เพื่อวางแผนการให้สารน้ำและเตรียมยากระตุ้นความดันโลหิตล่วงหน้าช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำในกลุ่มเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ณรงค์ศักดิ์ อุดมวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/284039 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ต่อการเข้ารักษาในโรงพยาบาลของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในจังหวัดสกลนคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/284507 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงต่อการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและเปรียบเทียบระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากผู้ป่วย 10,187 ราย ในจังหวัดสกลนคร ระหว่างปี พ.ศ. 2565–2567 ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยแบบปัวซง ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 6–14 ปี (ร้อยละ 45.3) และมีอัตราการได้รับวัคซีนต่ำเพียง ร้อยละ 15.8 การได้รับวัคซีนไม่มีความสัมพันธ์กับโอกาสการเข้ารักษาในโรงพยาบาล (<em>p=0.610</em>) อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์การถดถอยแบบปัวซงพบว่า ผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนมีระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลนานกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนถึง 2.07 เท่า (Adj. IRR = 2.07, 95% CI: 1.89–2.26,<em> p&lt;0.001</em>) สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อการเข้ารักษาในโรงพยาบาล ได้แก่ การเป็นโรคเบาหวาน (AdjOR=1.35, 95%CI: 1.00–1.82, <em>p=0.050</em>) โรคไต (AdjOR=1.88, 95%CI: 1.05–3.36, <em>p=0.033</em>) และการมีโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรคขึ้นไป (AdjOR=1.48, 95%CI: 1.28–1.71, <em>p=0.001</em>) ส่วนปัจจัยที่สัมพันธ์กับการนอนโรงพยาบาลที่นานขึ้น ได้แก่ โรคเบาหวาน (AdjIRR=1.30,<em> p&lt;0.001</em>) โรคไต (AdjIRR=1.34, <em>p=0.007</em>) โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (AdjIRR=1.41,<em> p=0.017</em>) และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AdjIRR=1.76,<em> p=0.002</em>) สรุปได้ว่า การไม่ได้รับวัคซีนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลนานขึ้น ในขณะที่การมีโรคประจำตัวเพิ่มความเสี่ยงทั้งต่อการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและระยะเวลาการนอน ผลการศึกษานี้สนับสนุนการส่งเสริมการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว เพื่อลดความรุนแรงของโรคและภาระต่อระบบบริการสุขภาพ</p> ศิรินทรา อินโกสุม, วุธิพงศ์ ภักดีกุล, วรินท์มาศ เกษทองมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/284507 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัดของพยาบาลห้องผ่าตัด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/244809 <p> พยาบาลห้องผ่าตัด มีส่วนสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัด การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ ประสบการณ์การทำงาน และการสื่อสารในทีมผ่าตัดกับการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัดของพยาบาลห้องผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลห้องผ่าตัดโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ 86 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือน มกราคม ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2563 โดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล การปฏิบัติ ความรู้ ทัศนคติ และการสื่อสารในทีมผ่าตัดในการป้องกันการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัด มีค่าความตรงตามเนื้อหา 0.97-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.71-0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน <br />ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 98.80 อายุเฉลี่ย 38.94 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 90.70 และมีประสบการณ์การทำงานเฉลี่ย 16.35 ปี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคะแนนความรู้ ทัศนคติ การสื่อสารในทีมผ่าตัด และการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัดอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 66.30, 97.70, 93.00 และ 100.00 ตามลำดับ และพบว่าการสื่อสารในทีมผ่าตัดมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r<sub>s</sub> = 0.453, <em>p &lt; 0.001</em>) แต่ความรู้ ทัศนคติ และประสบการณ์การทำงานไม่สัมพันธ์กับการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัด<br /> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการสื่อสารในทีมผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัด ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้วางแผนเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดได้ต่อไป</p> จิรสุดา จิตตปัญญา, นงเยาว์ เกษตร์ภิบาล, นงค์คราญ วิเศษกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/244809 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเอง ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในจังหวัดจันทบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/286657 <p> การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในจังหวัดจันทบุรี กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอกโรคทางเดินหายใจของโรงพยาบาลในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 360 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บข้อมูลระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2568 ถึง มีนาคม พ.ศ. 2569 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพ ระดับพื้นฐาน ระดับปฏิสัมพันธ์ และระดับวิจารณญาณ และแบบวัดพฤติกรรมการจัดการตนเอง ประกอบด้วย ด้านการรักษา ด้านบทบาทการดำเนินชีวิต และด้านอารมณ์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้เท่ากับ 1 และ 0.93 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์ของครอนบาคได้เท่ากับ 0.81 และ 0.75 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน <br /> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 63.10 ช่วงอายุมากที่สุด 65-74 ปี ร้อยละ 31.95 การศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 79.73 ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 31.54, SD = 11.37) การจัดการตนเองโดยรวมอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.98, SD = 0.72) ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการตนเองในระดับปานกลาง (r = 0.314, <em>p &lt; 0.01</em>) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าความรอบรู้ด้านระดับพื้นฐานและระดับวิจารณญาณมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการตนเองในระดับสูง (r = 0.800 และ r = 0.801, <em>p &lt; 0.01</em>) ส่วนความรู้รอบด้านระดับปฏิสัมพันธ์มีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (r = 0.667, <em>p &lt; 0.01</em>)<br /> จากผลการวิจัยบุคลากรด้านสุขภาพควรพัฒนาโปรแกรมการเสริมสร้างความรู้พื้นฐาน ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะการสื่อสาร เพื่อให้ผู้ป่วยตัดสินใจนำมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยควบคุมการกำเริบของโรค ลดความรุนแรงของอาการ และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน</p> ณัฏฐา ดวงตา, เกศสุดา ขาวสร้อย, ญานิศา ตุ้ยพนม, กษมา มาตรศรี, จริยา ทรัพย์เรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/286657 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700