วารสารสถาบันบำราศนราดูร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal
<h3 style="text-align: center; color: #3399ff;"><strong>"รับ</strong><strong>บทความภาษาอังกฤษ</strong><strong>ทั้งในและต่างประเทศ"</strong></h3> <div> </div> <div style="text-align: justify;"> วารสารสถาบันบำราศนราดรู มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานด้านสาธารณสุข ได้แก่ การป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพ ระบาดวิทยา การสอบสวนโรค อนามัยสิ่งแวดล้อม การแพทย์ การพยาบาล การพัฒนาคุณภาพงาน การตรวจพิเศษ และห้องปฏิบัติการยุทธศาสตร์และนโยบายทางสาธารณสุข การประเมินผลโครงการ การพัฒนาประเมินหลักสูตร เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และอื่นๆที่เกี่ยวข้องในรูปแบบบทความวิจัย บทความวิชาการ รายงานผู้ป่วย กรณีศึกษา รายงานผลการวิจัย ผลการปฏิบัติงาน นวัตกรรมใหม่ การทบทวนวรรณกรรม สาระน่ารู้หรือการแปลเอกสารวารสารที่สามารถนำมาเป็นแนวทางหรือความรู้แก่ผู้อ่าน เช่น ผลการวิจัยใหม่ ๆ ที่พบในวารสารต่างประเทศ โดยเรื่องที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรือกำลังรอพิมพ์ในวารสารอื่น ทั้งนี้ผลงานวิจัยและบทความทุกเรื่องจะต้องผ่านคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่านพิจารณาบทความโดยวิธี double blinded ก่อนการลงพิมพ์ และคณะบรรณาธิการตรวจทานแก้ไขเรื่องต้นฉบับและพิจารณาตีพิมพ์ตามลำดับ และมีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทย</div> <div> </div> <h3 style="text-align: center;">รายชื่อบรรณาธิการอดีต - ปัจจุบัน </h3> <div style="text-align: justify;"> 1. แพทย์หญิงศิริวรรณ สิริกวิน พ.ศ.2550 - 2550</div> <div style="text-align: justify;"> 2. นายแพทย์สุทัศน์ โชตนะพันธ์ พ.ศ.2551- 2560</div> <div style="text-align: justify;"> 3. แพทย์หญิงวรรณรัตน์ พงศ์พิรุฬห์ พ.ศ.2561- ปัจจุบัน</div>
สถาบันบำราศนราดูร
th-TH
วารสารสถาบันบำราศนราดูร
2673-0375
-
แนวโน้มผลการตรวจ Treponemal Test เป็นบวกในผู้รับบริการ สถาบันบำราศนราดูร: การศึกษาย้อนหลัง 5 ปี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/286549
<p> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (retrospective analytical study) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มผลการตรวจ Treponemal test เป็นบวกย้อนหลัง 5 ปี ใช้ข้อมูลผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและฐานข้อมูลผู้ป่วย สถาบันบำราศนราดูร ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2564 – 30 กันยายน 2568 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา จำนวน ร้อยละ การเปลี่ยนแปลงรายปี และการวิเคราะห์แนวโน้มสมการอย่างง่าย (simple linear regression)<br /> ผลการศึกษาพบว่า ผู้รับบริการตรวจ Treponemal test จำนวน 7,278 ราย พบผลบวก 608 ราย (ร้อยละ 8.35) จำนวนผลบวกเพิ่มจาก 98 รายในปี 2564 เป็น 190 รายในปี 2568 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นสะสมร้อยละ 93.9 แม้ปี 2565 ลดลงร้อยละ 27.6 แต่ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา พบแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.8 จากปีก่อนหน้า การวิเคราะห์แนวโน้มเชิงเส้นพบสมการ Y = 72.2 + 24.7X (R<sup>²</sup> = 0.76) แสดงแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลต่อระบบบริการโดยเฉพาะในด้านการให้คำปรึกษา การประสานการรักษา และการติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มผล Treponema test เป็นบวกที่เพิ่มขึ้นสะท้อนภาระโรคและภาระงานที่สูงขึ้น ข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนกำลังคนและพัฒนาสมรรถนะพยาบาลด้านการประเมินความเสี่ยง การตัดสินใจเชิงคลินิก การให้คำปรึกษา และการติดตามผู้ป่วย เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและสนับสนุนการควบคุมโรคซิฟิลิสอย่างยั่งยืน</p>
ศุภิดา ทองเย็น
กษมา มาตรศรี
ภณศา วงศาศิริภัทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร
2026-08-31
2026-08-31
20 2
69
76
-
ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคปลาน้ำจืดดิบ ในประชากรพื้นที่เสี่ยงต่อโรคพยาธิใบไม้ตับ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/285811
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความชุกและศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคปลาน้ำจืดดิบของประชากรในพื้นที่เสี่ยงต่อโรคพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งส่วนใหญ่อพยพย้ายถิ่นมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ประชากรเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลโคกปรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,868 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Multiple logistic regression เพื่อนำเสนอค่า Adjusted odds ratio (AOR) ช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95 (95%CI) และค่า p-value โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05<br /> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความชุกของการบริโภคปลาน้ำจืดดิบโดยรวม ร้อยละ 89.03 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคปลาน้ำจืดดิบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ กลุ่มอายุ 31-45 ปี (AOR= 2.63, 95%CI: 1.53-4.58) การศึกษาระดับประถมศึกษา (AOR= 4.77, 95%CI: 2.79-8.11) มัธยมศึกษาตอนต้น (AOR= 4.89, 95%CI: 2.64-9.23) และมัธยมศึกษาตอนปลาย (AOR= 2.82, 95%CI: 1.51-5.07) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (AOR= 1.73, 95%CI: 1.16-2.64) ระยะทางจากที่พักถึงแหล่งน้ำไม่เกิน 1 กิโลเมตร (AOR= 1.43, 95%CI: 1.01-2.00) ขณะที่การได้รับข่าวสารเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับประจำ (AOR=0.64, 95%CI: 0.41-0.98) และความเชื่อเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับในระดับสูง (AOR=0.55, 95%CI: 0.33-0.87) เป็นปัจจัยเชิงป้องกัน<br /> การศึกษานี้พบว่าการบริโภคปลาน้ำจืดดิบมีความชุกสูงในพื้นที่เสี่ยง และมีความสัมพันธ์กับอายุ ระดับการศึกษา การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และความใกล้ชิดกับแหล่งน้ำ ขณะที่การได้รับข้อมูลข่าวสารและความเชื่อ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับเป็นปัจจัยเชิงป้องกัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความจำเป็นในการบูรณาการมาตรการป้องกันโรคเข้ากับการตรวจสุขภาพประจำปี ควบคู่กับการพัฒนามาตรการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเสี่ยง โดยใช้การแทรกแซงในบริบทจริงของชุมชนและการสื่อสารเชิงโต้ตอบเพื่อแก้ไขความเชื่อที่คลาดเคลื่อน</p>
ไพฑูรย์ สอนทน
นฤมล จันทร์มา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร
2026-08-31
2026-08-31
20 2
77
88
-
การศึกษาผลของการประเมินคุณภาพแนวทางการซ้อมแผนการดูแล ผู้ป่วยโรคติดต่ออันตราย โรคอุบัติใหม่ และโรคอุบัติซ้ำ สถาบันบำราศนราดูร โดยใช้แนวคิด AGREE II
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/288084
<div> การซ้อมแผนการดูแลผู้ป่วยโรคติดต่ออันตราย โรคอุบัติใหม่ และโรคอุบัติซ้ำเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาล อย่างไรก็ตาม การประเมินคุณภาพของแนวทางปฏิบัติที่ใช้ในการซ้อมแผนด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากลยังมีการศึกษาจำกัด วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการประเมินคุณภาพแนวทางการซ้อมแผน การดูแลผู้ป่วยโรคติดต่ออันตราย โรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ สถาบันบำราศนราดูร และพัฒนาแนวทางปฏิบัติสำหรับการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของสถาบันบำราศนราดูร วิธีการศึกษา การวิจัยเชิงพรรณนาในกลุ่มตัวอย่างบุคลากรทางการแพทย์สถาบันบำราศนราดูร จำนวน 90 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจงจากผู้เข้าร่วมซ้อมแผนปี 2568 ครบทุกขั้นตอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบประเมิน AGREE II (6 ด้าน 20 ข้อ) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสหสัมพันธ์เพียร์สัน</div> <div> ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพของแนวทางปฏิบัติในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 12.89, จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน) ด้านที่มีคะแนนสูงสุดคือ ขอบเขตและวัตถุประสงค์ ส่วนด้านที่ได้ค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ความเป็นอิสระของคณะทำงาน ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์พบว่า การประเมินคุณภาพตามแนวคิด AGREE II มีความสอดคล้องภายในสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และระยะเวลาการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ </div> <div> การศึกษานี้แสดงให้เห็นแนวทางการซ้อมแผนดูแลผู้ป่วยโรคติดต่ออันตราย โรคอุบัติใหม่ และโรคอุบัติซ้ำ ควรให้ความสำคัญกับ ความเป็นอิสระของคณะทำงานเนื่องจากด้านนี้ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำสุด หน่วยงานหรือผู้จัดทำแนวทางปฏิบัติควรเพิ่มความโปร่งใสของคณะทำงานอย่างชัดเจน และตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุคคลจากภายนอกไม่มีอิทธิพลต่อเนื้อหาในแนวทางปฏิบัติ และพบว่าระยะเวลาการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย ควรพิจารณาคัดเลือกบุคลากรที่มีระยะเวลาการทำงานและประสบการณ์สูงเข้ามาเป็นแกนหลักในทีมพัฒนาแนวทางปฏิบัติ หรือจัดระบบพี่เลี้ยงเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้มีประสบการณ์สูงไปยังบุคลากรรุ่นใหม่</div>
ปิยะวดี สุมาลัย
ชาญชัย อาจสอน
กษมา มาตรศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร
2026-08-31
2026-08-31
20 2
89
98
-
การพัฒนาหลักสูตรภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสำหรับผู้บริหารการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/285368
<p> รูปแบบการวิจัยเป็น Research and Development มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ (1) ศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน (2) พัฒนาหลักสูตรภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และ (3) ทดลองใช้และประเมินผลหลักสูตร มี 3 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ประชากรคือ ผู้บริหารการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ได้กลุ่มตัวอย่าง 550 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ส่งผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและหาค่าดัชนีความสอดคล้อง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ จำนวน ร้อยละ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ 2) พัฒนาหลักสูตรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ จัดสนทนากลุ่มผู้บริหารการพยาบาล ยืนยันหลักสูตร และ 3) ทดลองใช้หลักสูตรกับผู้บริหารการพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดนนทบุรี จำนวน 32 คน ประเมินผลตามกรอบ CIPP Model ทดสอบความรู้ก่อนและหลังอบรม รวมทั้งติดตามผลหลังอบรม 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเกต แบบทดสอบความรู้ สถิติใช้ความถี่ ร้อยละ และ paired sample t test <br /> ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน ได้แก่ (1) การเอื้ออำนวยสร้างบรรยากาศการพัฒนานวัตกรรม (2) การคิดสร้างสรรค์และมีวิสัยทัศน์นำการเปลี่ยนแปลง (3) การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ (4) การคิดเชิงระบบและตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ และ (5) การมีกรอบความคิดแบบเติบโต <br /> 2. การพัฒนาหลักสูตร ใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบและการเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ ตรวจสอบโครงสร้างหลักสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีความสอดคล้องและมีความเหมาะสมระดับมากที่สุด ผลการสนทนากลุ่มมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ <br /> 3. การทดลองใช้หลักสูตร (1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้หลังทดลองใช้หลักสูตรสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (2) ประสิทธิผลของหลักสูตร มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.66)</p>
จิดาภา รอดโพธิ์ทอง
วรรธนศม เมฆสุวรรณ
นิธิเดช คูหาทองสัมฤทธิ์
เอกสิทธิ์ สนามทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร
2026-08-31
2026-08-31
20 2
99
109
-
การพัฒนาระบบการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างแบบบูรณาการในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/285759
<p> การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอ เนื่องจากภาวะกลืนลำบากและเสี่ยงสำลักร่วมกับภูมิคุ้มกันลดลง ส่งผลให้เกิดการรักษาล่าช้า ระยะเวลานอนโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น และเกิดผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนา “ระบบการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างแบบบูรณาการ” ที่เชื่อมโยงการเฝ้าระวังเชิงรุก การปฏิบัติการพยาบาลแบบ bundle และการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย โดยดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการระหว่างเดือนมกราคม–ธันวาคม 2566 แบ่ง 4 ระยะ ได้แก่ (1) วิเคราะห์สถานการณ์และความต้องการของผู้ปฏิบัติงาน โดยประชุมกลุ่ม/สัมภาษณ์ ICN, ICWN และหัวหน้าหอผู้ป่วยรวม 11 ราย และทบทวนวรรณกรรม (2) พัฒนารูปแบบเฝ้าระวังการติดเชื้อแบบออนไลน์ร่วมกันระหว่าง ICN และ ICWN (3) พัฒนาระบบป้องกันการติดเชื้อฯ และนำไปใช้ ประกอบด้วยการประเมินความเสี่ยงต่อการสำลัก/ความสามารถในการกลืน/สุขภาพช่องปาก/ความเสี่ยงปอดอักเสบ ร่วมกับคู่มือการพยาบาล การฝึกการกลืน การดูแลช่องปาก และ bundle of care (4) ประเมินผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอเสี่ยงสูง 60 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 30 ราย การวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่างด้วยการทดสอบทีกลุ่มอิสระ และไคสแควร์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ระบบเฝ้าระวังแบบออนไลน์มีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p = .044</em>) และพบการติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นปอดอักเสบ (50%) และการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง (20%) (2) กลุ่มทดลองมีอัตราการติดเชื้อต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (3.3% vs 23.3%, <em>p = .023</em>) และมีจำนวนวันนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยน้อยกว่า (11.70 ± 2.10 vs 14.36 ± 3.16 วัน, <em>p = .001</em>) (3) คะแนนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (177.91 ± 7.25 vs 142.39 ± 10.91, <em>p < .001</em>) โดยแตกต่างในหลายมิติ ยกเว้นด้านโภชนาการที่ไม่แตกต่าง (<em>p = .290</em>)</p> <p> ผลการศึกษาสรุปว่า ระบบการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างแบบบูรณาการในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอมีประสิทธิผลในการเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ลดอัตราการติดเชื้อ และลดระยะเวลานอนโรงพยาบาล พร้อมทั้งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย เหมาะสำหรับประยุกต์ใช้เป็นแนวปฏิบัติในงานพยาบาลเพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน</p>
มนพร ชาติชำนิ
ทรงเดช ประเสริฐศรี
ศิริญญา พิมพ์วิชัย
นภัสกรณ์ วิทูรเมธา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร
2026-08-31
2026-08-31
20 2
110
121
-
การพัฒนาระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) : กรณีศึกษาระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียน สถาบันบำราศนราดูร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bamrasjournal/article/view/290831
<p> ระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียน (Oxidation Ditch) เป็นระบบบำบัดน้ำเสียทางชีวภาพที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งของสถานพยาบาล แต่การติดตามคุณภาพน้ำด้วยการเก็บตัวอย่างและตรวจวิเคราะห์เป็นระยะมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องและการตรวจพบความผิดปกติอย่างทันท่วงที การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) พัฒนาระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) สำหรับระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียนของสถาบันบำราศนราดูร 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบที่พัฒนาขึ้น และ 3) ประเมินศักยภาพของระบบในการสนับสนุนการบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย</p> <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบระบบ การพัฒนาและติดตั้งอุปกรณ์ การทดสอบและสอบเทียบระบบ และการประเมินผลการใช้งานภาคสนาม ระบบที่พัฒนาประกอบด้วยสถาปัตยกรรม 4 ชั้น ได้แก่ ชั้นตรวจวัด ชั้นสื่อสารข้อมูลผ่าน Modbus RS485 ชั้นประมวลผลด้วย Programmable Logic Controller (PLC) และชั้นแสดงผลและจัดเก็บข้อมูลบน Cloud ผ่าน HMI และ Dashboard โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 และเปรียบเทียบค่าจากระบบ IoT กับผลการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ผลการศึกษาพบว่า ระบบสามารถรับส่งและแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยมีความครบถ้วนของข้อมูลร้อยละ 98.26 และความพร้อมใช้งานของระบบร้อยละ 99.89</p> <p> การเปรียบเทียบกับผลห้องปฏิบัติการพบว่า ค่า pH มีค่า MAE 0.10 หน่วย pH และ MAPE ร้อยละ 1.35 แต่ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.478,<em> p = 0.231</em>) ขณะที่ค่า TDS มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (r = 0.968, <em>p < 0.001</em>) และมีค่า MAPE ร้อยละ 2.88 ผลการใช้งานภาคสนามพบว่าระบบสามารถติดตามแนวโน้มคุณภาพน้ำและสถานะการทำงานของระบบได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนการแจ้งเตือนและการใช้ข้อมูลเพื่อการควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย</p> <p> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าระบบ IoT ที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแบบต่อเนื่อง สนับสนุนการบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสียของสถานพยาบาลและสนับสนุนการพัฒนาระบบสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะต่อไป</p>
ธฐมน ตาทอง
จณิสตา พิชัยรณภัค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันบำราศนราดูร
2026-08-31
2026-08-31
20 2
122
133