วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM <p>ด้วยคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำวารสารการแพทย์แผนจีน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาวิชาการทางการแพทย์แผนจีน ให้แพทย์แผนจีนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพิ่มพูนความรู้ เผยแพร่บทความวิชาการ เพื่อจะได้พัฒนายกระดับวารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทยให้ได้มาตรฐานสากล ได้รับความร่วมมือกับเครือข่ายหน่วยงานในประเทศไทยและประเทศจีนสนับสนุนให้เกิดการจัดทำวารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทยนี้ขึ้น</p> th-TH hctcm.journal@gmail.com (นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร) hctcm.journal@gmail.com (แพทย์จีนสมชาย จิรพินิจวงศ์) Tue, 30 Dec 2025 16:18:31 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การเปรียบเทียบเจตคติระหว่างการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนตะวันตกต่อการรักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังในกลุ่มชาวไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/274028 <p>กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อในบริเวณของจุดกดเจ็บที่ซ่อนอยู่ภายในกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ซึ่งสามารถบำบัดรักษาตามแนวทางการแพทย์แผนต่างๆ ได้หลากหลายวิธี การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและเปรียบเทียบทัศนคติต่อการรักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังด้วยการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนตะวันตกในชาวไทย เพื่อใช้พัฒนาแนวทางการแพทย์แผนจีนให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในสังคมไทย การวิจัยนี้เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสโนว์บอล ได้กลุ่มตัวอย่างชาวไทยจำนวน 188 คน นำมาประมวลผลด้วยสถิติพรรณนา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเลือกใช้แนวทางการรักษาแบบการแพทย์แผนจีนสำหรับการบำบัดอาการปวดกล้ามเนื้อ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการป้องกันมากที่สุดตามลำดับ ในขณะที่เลือกใช้แนวทางการรักษาแบบการแพทย์แผนตะวันตกในการป้องกัน การรักษาอาการโรคทั่วไป เช่น ไข้หวัด และการบำบัดอาการปวดกล้ามเนื้อมากที่สุดตามลำดับ เมื่อทำการเปรียบเทียบเจตคติด้วย t-test พบว่า เจตคติต่อการรักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังด้วยวิธีแบบการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนตะวันตกไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาวิเคราะห์รายข้อของแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีเจตคติเชิงบวกต่อการแพทย์แผนตะวันตกมากกว่าการแพทย์แผนจีนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาในการรักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในขณะที่มีเจตคติเชิงบวกต่อการแพทย์แผนจีนมากกว่าการแพทย์แผนตะวันตกเมื่อพิจารณาถึงประเด็นด้านความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01</p> นันทกันต์ เมืองสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/274028 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์บรรณมิติแบบเชิงภาพของสถานภาพปัจจุบันและแนวโน้มการพัฒนาของงานวิจัยจุดไป่หุ้ยด้วย CiteSpace และ VOSviewer https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/282482 <p>จุดไป่หุ้ย หรือ Baihui (百会, DU20) เป็นจุดสำคัญของเส้นลมปราณตูม่าย (督脉) ซึ่งมีบทบาทเด่นชัดในการ “ปรับสมดุลเสิน (调神)” แม้ว่างานวิจัยที่เกี่ยวข้องจะมีจำนวนมาก แต่ยังไม่มีการจัดระบบระเบียบขององค์ความรู้อย่างเพียงพอ ดังนั้น งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาข้อมูลจากฐานข้อมูล CNKI ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 โดยใช้ซอฟต์แวร์ CiteSpace และ VOSviewer ในการสร้างแผนภาพองค์ความรู้ (knowledge graph) เพื่อวิเคราะห์สถานภาพงานวิจัย ประเด็นร้อน และแนวโน้มการพัฒนาในอนาคตของการศึกษาจุดไป่หุ้ย ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการวิจัยเชิงลึกต่อไป ซึ่งภายหลังการคัดกรอง ได้รวบรวมเอกสารวิจัยพื้นฐานจำนวน 727 ชิ้นงาน และงานวิจัยทางคลินิกจำนวน 2,207 ชิ้นงาน ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า ในด้านการวิจัยพื้นฐานได้เกิดกลุ่มนักวิจัยสำคัญ 3 กลุ่ม นำโดย โจวเหว่ย เฉินลี่เตี้ยน และซุนกั๋วเจี๋ย รวมถึงการวิจัยทางคลินิกที่เกิดการรวมกลุ่ม 3 ทีมหลัก ได้แก่ หวงหย่ง จวงหลี่ซิง และหยางจวิ้น โดยหัวข้อการศึกษาปัจจุบันมักมุ่งเน้นไปที่ วิธีการกระตุ้นจุด (刺激方法) การจัดกลุ่มจุดร่วม (穴位配伍) และการประเมินประสิทธิผลทางคลินิก และผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตด้านการวิจัยพื้นฐานเกี่ยวกับจุดไป่หุ้ยควรมุ่งเน้นการขยายความเข้าใจกลไกระดับเซลล์และโมเลกุลของการ “ปรับสมดุลเสิน (调神)” การสร้างโมเดลตำรับจุดที่ใช้ร่วมกันในการรักษาแบบแม่นยำบนพื้นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การเสริมความสามารถด้านการพยากรณ์ผลลัพธ์ทางคลินิก การวางระบบกระบวนการแปลผลย้อนกลับและการพัฒนาแบบจำลองโรคที่ใกล้เคียงสรีรวิทยาของมนุษย์มากขึ้น เพื่อผลักดันการบูรณาการระหว่างงานวิจัยพื้นฐานและการวิจัยทางคลินิกให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป</p> เฉิน เจ๋อเฉฺวียน, หลิน จั๋วเผิง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/282482 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาประสิทธิผลของการกดจุดสะท้อนบนใบหูต่อคุณภาพการนอนหลับและระดับความเครียดในผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับจากความเครียด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/283471 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของวิธีการรักษาโดยการกดจุดสะท้อนบนใบหูต่อคุณภาพการนอนหลับและระดับความเครียดในผู้ป่วยนอนไม่หลับที่มีสาเหตุจากความเครียด โดยใช้การวิจัยเชิงกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง 30 คน ได้รับการรักษาโดยการกดจุดสะท้อนบริเวณใบหู จำนวน 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ประเมินผลด้วยแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ (PSQI) แบบประเมินความเครียด (ST-5) และแบบประเมินความเครียดสวนปรุง (SPST-20) วิเคราะห์ข้อมูลด้วย t-test และ paired t-test ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพการนอนหลับจากแบบประเมิน PSQI ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง ขณะเดียวกัน คะแนนเฉลี่ยระดับความเครียดจากแบบประเมิน ST-5 และ SPST-20 หลังการทดลองมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ผลลัพธ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นแนวโน้มเชิงบวกของการกดจุดสะท้อนบนใบหูต่อการปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับและการลดระดับความเครียดในผู้ป่วยนอนไม่หลับจากความเครียด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียว ผลการศึกษาจึงถือเป็นหลักฐานเบื้องต้น และยังไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงสาเหตุหรือยืนยันประสิทธิผลของการรักษาได้อย่างชัดเจน ควรมีการศึกษาที่มีกลุ่มควบคุมและขนาดตัวอย่างที่เหมาะสมในอนาคตเพื่อยืนยันผลการศึกษาเพิ่มเติม</p> มัทนพัชร แพรเจริญ, ศญาดา ด่านไทยวัฒนา, เฉา จั้วจวิน, ปวรุตม์ ศรีเหรา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/283471 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ระบบทางเดินอาหารที่ส่งผลต่อการเกิดสิวเรื้อรังในศาสตร์การแพทย์แผนจีน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/276493 จุฑามาศ ทัศนาวิวัฒน์, เนมิราช พาหะมาก, ดำรงค์ชัย บวชสันเทียะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/276493 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความก้าวหน้าทางการวิจัยด้านการรักษาโรคหอบหืดในเด็กด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/278391 <p>โรคหอบหืดเป็นโรคที่มีภาวะหลอดลมตอบสนองไวผิดปกติที่พบบ่อยในวัยเด็ก และจัดเป็นโรคที่ศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีแนวทางการรักษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว บทความนี้ได้รวบรวมวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและรายงานการวิจัยทางคลินิกที่เกี่ยวกับการรักษาโรคหอบหืดในเด็กด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสรุปได้ว่าแพทย์แต่ละท่านมีความเข้าใจและมีจุดเด่นในการรักษาโรคนี้ที่แตกต่างกันออกไป โดยให้ความสำคัญไปที่สาเหตุการเกิดโรค กลไกการเกิดโรค หรือลักษณะการเกิดโรค และมีวิธีการรักษาทั้งจากภายในโดยการใช้ยาสมุนไพรจีน และการรักษาจากภายนอก เช่น การพอกยาบริเวณจุดฝังเข็ม การฝังเข็ม การรมยา การนวดทุยหนาในเด็ก การใช้ยาจีนชนิดพ่น เป็นต้น นอกจากนี้ บทความนี้ยังได้ให้ข้อเสนอแนะสำหรับข้อบกพร่องในการวิจัยทางคลินิก เพื่อเสนอแนวคิดเพิ่มเติมสำหรับการวิจัยทางคลินิกเชิงลึกที่เกี่ยวกับการรักษาโรคหอบหืดในเด็กด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน และใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อปรับปรุงแผนการวินิจฉัยและรักษาทางคลินิกให้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้นต่อไป</p> จาง หงยวี่, เฉิน ซิ่วเฟิง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/278391 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หวงฉีในโรคข้อและรูมาติสซั่ม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/278493 <p>โรคข้อและรูมาติสซั่ม (ปี้เจิ้ง) เป็นกลุ่มโรคที่มีสาเหตุหลักจากเจิ้งชี่พร่อง หรือการรุกรานของปัจจัยก่อโรคภายนอก ส่งผลให้เกิดอาการปวด บวม และการเคลื่อนไหวของข้อและกล้ามเนื้อผิดปกติ ซึ่งหมายรวมถึง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง และโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน หวงฉี (黄芪) เป็นตัวยาสมุนไพรจีนที่สำคัญ อยู่ในกลุ่มยาบำรุงชี่ มีบทบาทสำคัญในการปรับสมดุลการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคข้อและรูมาติสซั่ม สารออกฤทธิ์สำคัญของหวงฉี (黄芪) เช่น astragalus polysaccharide, flavonoids และ saponins เป็นต้น ออกฤทธิ์ผ่านกลไกหลายเป้าหมาย ได้แก่ การส่งเสริมการรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ยับยั้งสารก่อการอักเสบ และเพิ่มประสิทธิผลของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ในทางคลินิกหวงฉี (黄芪) มักใช้ร่วมกับสมุนไพรจีนอื่นๆ เช่น กุ้ยจือ (桂枝) ฝางจี่ (防己) อูโถว (乌头) เหรินเซิน (人参) ตังกุย (当归) ไป๋จู๋ (白术) และฝางเฟิง (防风) เป็นต้น เพื่อประกอบเป็นตำรับยาที่สามารถบรรเทาอาการแสดงต่างๆ ของโรคข้อและรูมาติสซั่ม และช่วยปรับปรุงผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการดีขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผล แนวทางการใช้ตัวยาหวงฉี (黄芪) ของแพทย์จีนสมัยใหม่มุ่งเน้นหลักการตรวจวินิจฉัยจำแนกกลุ่มอาการเพื่อการรักษาตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยยึดหลักการเสริมเจิ้งชี่และพื้นฐานร่างกาย และให้ความสำคัญ ให้ความสำคัญกับการรักษาให้เหมาะสมตามระยะของโรค และเน้นย้ำการใช้หวงฉี (黄芪) อย่างระมัดระวังในช่วงโรคกำเริบ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นภูมิคุ้มกันมากเกินไป นอกจากนี้ หวงฉี (黄芪) ที่ผ่านการแปรรูปในรูปแบบที่ต่างกัน (เช่น หวงฉีสด และหวงฉีผัดน้ำผึ้ง) เนื่องจากมีองค์ประกอบทางเคมีและสรรพคุณแตกต่างกัน จึงเป็นประเด็นที่ควรได้รับการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติม ในอนาคตควรมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการศึกษาการใช้หวงฉี (黄芪) ที่ผ่านการแปรรูปในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการนำไปใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นอย่างแม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลและความปลอดภัยในการใช้หวงฉีในการรักษาโรคข้อและรูมาติสซั่ม</p> อู๋ จินเหลียน, เหมา เจี้ยนชุน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/278493 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ข้อมูลเชิงประจักษ์ของสมุนไพรจีนกับมะเร็ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/278854 <p>การแพทย์แผนจีนมีประวัติการใช้งานอย่างยาวนานทั้งในสารการรับรู้ของประชาชนจีนและชุมชนจีนทั่วโลก การใช้สมุนไพรจีนเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การแพทย์แผนจีนที่มีการใช้งานที่สุดในการรักษาโรคต่าง ๆ รวมถึงมะเร็ง บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลของสมุนไพรจีนในการป้องกันและรักษามะเร็งจากการใช้สมุนไพรจีน วิธีการใช้ร่วมกับการรักษามาตรฐานแผนตะวันตก การค้นหาข้อมูลครั้งนี้เป็นการสืบค้นจากเอกสารงานวิชาการที่เกี่ยวข้องและทำการสืบค้นในระยะเวลา 10 ย้อนหลัง ทั้งข้อมูลการศึกษาในคน สัตว์ทดลอง และหลอดทดลอง และสารสำคัญของสมุนไพรที่ใช้ในการรักษา ผลการศึกษาพบว่าสมุนไพรจีนที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนปรากฏว่า มีอย่างน้อย 10 ชนิด เช่น ปักคี้ (黄芪) เห็ดหลินจือ (灵芝) โสมจีน (人参) ตังกุย (当归) บัวบก (茯苓) หว่านชาน (半枝莲) และตำรับยาที่มีการศึกษาและรายงานการใช้งานในผู้ป่วยมะเร็ง ได้แก่ ตำรับยาหย่างเจียเจียวหนิง (养正消积胶囊) ตำรับยาหวงฉีทัง (黄芪汤) ตำรับยาซานจีเหลียง (桂枝茯苓丸) ตำรับยาฉีจื่อเหยียนจื่อ (金龙胶囊) แสดงให้เห็นว่าสมุนไพรและตำรับยาที่นำมาใช้ทางเลือกในการป้องกันและรักษามะเร็ง สามารถนำมาใช้ในรูปแบบเสริมการรักษา หรือการใช้ร่วมกับการแพทย์แผนตะวันตก โดยมีส่วนช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาแผนตะวันตก เสริมภูมิคุ้มกัน และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง</p> วรารัตน์ กุลธีรพงศ์ธร, นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, เย็นจิตร เตชะดำรงสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/278854 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความก้าวหน้าด้านการวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพรจีนประเภทบำรุงไตและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในการรักษาภาวะมีบุตรยาก เนื่องจากความผิดปกติของการตกไข่ในผู้ป่วยกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/281135 <p>กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบเป็นโรคทางระบบต่อมไร้ท่อที่พบได้บ่อยในผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ มีสาเหตุและกลไกการเกิดที่ซับซ้อน มีลักษณะสำคัญ คือ ภาวะฮอร์โมนเพศชายในเลือดสูง ความผิดปกติของการตกไข่ และมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติของรังไข่ทำให้รังไข่มีถุงน้ำหลายใบ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และเป็นสาเหตุหลักของภาวะมีบุตรยากจากความผิดปกติของการตกไข่ ตามแนวคิดของการแพทย์แผนจีน กลไกการเกิดโรคของกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบมีพยาธิสภาพหลักอยู่ที่ไตพร่องร่วมกับเลือดคั่ง ดังนั้นหลักการรักษาควรเน้นที่การบำรุงไตและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณบำรุงไตและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดมีฤทธิ์ในการปรับสมดุลหลายเป้าหมาย งานวิจัยได้อธิบายถึงพื้นฐานทางทฤษฎี การประยุกต์ใช้ทางคลินิก และกลไกทางเภสัชวิทยาสมัยใหม่ของยาสมุนไพรกลุ่มนี้ในการรักษาภาวะมีบุตรยากจากความผิดปกติของการตกไข่ที่สัมพันธ์กับกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ โดยพบว่ายาสมุนไพรสามารถออกฤทธิ์ผ่านการปรับสมดุลแกนไฮโปทาลามัส–ต่อมใต้สมอง–รังไข่ ช่วยฟื้นฟูการทำงานของรังไข่ ปรับระดับฮอร์โมน แก้ไขความผิดปกติของการเผาผลาญอินซูลิน กระตุ้นการเจริญของไข่และการตกไข่ รวมถึงมีบทบาทในหลายเส้นทางสัญญาณ เช่น PI3K/AKT/mTOR, MAPK, TGF-β1/SMAD เป็นต้น ส่งผลให้มีประสิทธิผลเด่นชัดในการเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์และปรับปรุงผลลัพธ์การตั้งครรภ์ นอกจากนี้ การใช้ร่วมกับยาสมัยใหม่ยังแสดงฤทธิ์เสริมฤทธิ์ร่วมกัน โดยสามารถเพิ่มความสามารถในการฝังตัวของตัวอ่อนและลดอัตราการแท้งได้อย่างมีนัยสำคัญ บทความฉบับนี้ รวบรวมผลงานวิจัยมุ่งเน้นการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพรจีนที่มีฤทธิ์บำรุงไตและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในการรักษาภาวะมีบุตรยากเนื่องจากความผิดปกติของการตกไข่ในผู้ป่วยกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ เพื่อเสริมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีความน่าเชื่อถือสำหรับการประยุกต์ใช้ในทางคลินิกต่อไป</p> สิรภัทร รัตนกระจ่าง, หวัง อิ๋งอิ๋ง, สวี จื่อเวย, หนิง จิ้ง, หลี่ อี้เฉิง, เฉิน เคอ, จาง ซิน, ซี นั่ว, เฉิน จิ้ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/281135 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความก้าวหน้าของงานวิจัยด้านการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนตะวันตกของโรคหอบหืดในผู้สูงอายุ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/281520 <p>โรคหอบหืดในผู้สูงอายุได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมาก เนื่องจากมีลักษณะทางคลินิกและพยาธิสรีรวิทยาที่จำเพาะเจาะจง ผู้สูงอายุมักประสบปัญหาภูมิคุ้มกันเสื่อมถอย (immunosenescence) การใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน (polypharmacy) และการมีโรคร่วมหลายอย่าง (comorbidities) ซึ่งล้วนทำให้การดูแลโรคหอบหืดมีความซับซ้อน ทั้งในด้านการวินิจฉัยที่ทำได้ยาก ผลการรักษาที่ตอบสนองไม่ดี และความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืดในผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมหลากหลายและมีภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อม การรักษาด้วยการแพทย์แผนตะวันตกเพียงอย่างเดียวมักมีข้อจำกัด การแพทย์แผนจีนมองโรคหอบหืดในผู้สูงอายุบนพื้นฐานแนวคิดองค์รวม โดยจัดกลไกการเกิดโรคให้อยู่ในลักษณะ “เปิ่นพร่อง เปียวแกร่ง” โดยมีแก่นสำคัญของกลไกการเกิดโรคคือความพร่องของปอด ม้าม และไต ร่วมกับภาวะเสมหะขุ่นและเลือดคั่ง โดยการวินิจฉัยและการรักษาตามกลุ่มอาการ มีบทบาทโดดเด่นในการปรับปรุงพื้นฐานร่างกายของผู้ป่วย เสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดการดื้อสเตียรอยด์ และลดอาการไม่พึงประสงค์จากยา บทความนี้ได้ทำการสรุปอย่างเป็นระบบถึงความท้าทายของการรักษาด้วยการแพทย์แผนตะวันตกและกลไกการเกิดโรคหอบหืดในผู้สูงอายุตามแนวคิดการแพทย์แผนจีน พร้อมทั้งมุ่งเน้นการอภิปราย การแพทย์ผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนตะวันตก สามารถเสริมข้อเด่นของแต่ละแนวทางเพื่อให้บรรลุผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอาการร่วมกัน ลดการกำเริบเฉียบพลัน ปรับปรุงการทำงานของปอด ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทั้งนี้เพื่อมอบแนวทางเชิงกลยุทธ์และหลักฐานเชิงประจักษ์ใหม่สำหรับการจัดการโรคหอบหืดในยุคสังคมผู้สูงอายุ</p> หลิน ซืออิ่ง, ชุย เจี๋ย, หวัง ยวี่, เฉิน หลินจิ่น, เจี่ยง อวี่เวย, หู จ้วนหนัน, ลู่ เทียนซุ่น, หม่า จื่อเฟิง, หวัง ลี่หง, ลู่ เจิ้นฮุย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/281520 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความก้าวหน้าในการรักษาโรคสมาธิสั้นในเด็กด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/282898 <p data-pm-slice="1 1 []">โรคสมาธิสั้นในเด็ก (attention deficit hyperactivity disorder, ADHD) เป็นความผิดปกติทางพัฒนาการของระบบประสาทที่พบได้บ่อย ส่งผลต่อพฤติกรรม สมาธิ อารมณ์ และการใช้ชีวิตในสังคม ซึ่งอัตราการเกิดโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการใช้ศาสตร์การแพทย์แผนจีนร่วมในการรักษา บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลการฝังเข็ม การใช้สมุนไพรจีน การนวดทุยหนา และการรักษาแบบบูรณาการ โดยสืบค้นจากฐานข้อมูล China National Knowledge Infrastructure (CNKI), PubMed และ ThaiJO ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยคัดเลือกงานวิจัยที่เป็นการทดลองทางคลินิก ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์และกลไกการรักษาทางการแพทย์แผนจีน ซึ่งเข้าเกณฑ์จำนวน 20 บทความ ผลการศึกษาพบว่า การฝังเข็มช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง ปรับสมดุลชี่ และลดอาการสมาธิสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ สมุนไพรจีนช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาท เช่น นอร์อีพิเนฟริน และเซโรโทนิน ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และพฤติกรรม การนวดทุยหนาช่วยเสริมการรักษา ปรับสมดุลระบบไหลเวียนเลือด ระบบประสาท ช่วยบรรเทาอาการสมาธิสั้น ทั้งยังไม่พบผลข้างเคียง ดังนั้นศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีประสิทธิผลเชิงประจักษ์ทางคลินิกในการรักษาโรค ADHD อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อกำหนดแนวทางการรักษาที่เป็นมาตรฐานและได้รับการยอมรับในวงกว้าง เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิผลและความปลอดภัยของการรักษาในระยะยาว</p> กานต์ธิดา ฤทธิจอม, วรมาตุ์ ไพศาลนันท์, สลิลทิพย์ นันทบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/282898 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทของการแพทย์แผนจีนในการปรับสมดุลการอักเสบผ่านแกนลำไส้–ตับภายใต้แนวคิด “ตับเป็นผู้ควบคุมการระบายและการกระจาย” https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/283636 <p data-pm-slice="1 1 []">แกนลำไส้–ตับมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเกิดและพัฒนาของโรคอักเสบเรื้อรัง ตามแนวคิดแพทย์แผนจีนที่ว่า “ตับเป็นผู้ควบคุมการระบายและการกระจาย” ซึ่งทำหน้าที่ปรับการไหลเวียนของชี่ให้สมดุล คลี่คลายอารมณ์ และส่งเสริมการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร ทั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการคงไว้ซึ่งภาวะสมดุลของลำไส้ จากพื้นฐานทฤษฎีดังกล่าวและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ จึงได้มีการเสนอแบบจำลองการแทรกแซงด้วยการแพทย์แผนจีนในลักษณะ “การปรับการไหลเวียนของชี่ตับ การปกป้องดูแลลำไส้ และการยับยั้งการอักเสบ” ซึ่งสะท้อนถึงกลไกการควบคุมแบบหลายเป้าหมายของยาสมุนไพรจีนที่มีต่อความผิดปกติของแกนลำไส้–ตับ และเปิดมุมมองใหม่ในการบูรณาการการแพทย์แผนจีนกับการแพทย์ตะวันตกเพื่อการป้องกันและรักษาโรคอักเสบเรื้อรังอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ดวงรัตน์ เอกตระกูลชล, เกา หย่งเสียง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/283636 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 รายงานผู้ป่วยที่มีภาวะออทิสติกสเปกตรัมที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการฝังเข็มศีรษะร่วมกับการฝังเข็มแบบมาตรฐาน จำนวน 1 ราย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/281084 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานกรณีศึกษาผู้ป่วยเด็กหญิงอายุ 12 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าอยู่ในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม (autism spectrum disorder, ASD) และมีภาวะพัฒนาการล่าช้าร่วมด้วย ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีการฝังเข็มบริเวณศีรษะร่วมกับการฝังเข็มแบบมาตรฐานเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการรักษา โดยได้ใช้แบบประเมินผลการรักษาออทิสซึมฉบับภาษาไทย (Thai-autism treatment evaluation checklist, Thai-ATEC) เป็นเครื่องมือในการประเมินระดับความรุนแรงของอาการก่อนและหลังการรักษา ผลการรักษาพบว่า คะแนนรวม Thai-ATEC ลดลงในทุกด้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของผู้ป่วยที่ดีขึ้นในภาพรวม โดยเฉพาะในด้านภาษาและการพูด การสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส การคิดและการรับรู้ สุขภาพร่างกาย และพฤติกรรม ผลลัพธ์จากกรณีศึกษานี้บ่งชี้ว่า การฝังเข็มอาจมีบทบาทในการส่งเสริมพัฒนาการของผู้ป่วย ASD และ อาจใช้เป็นแนวทางเสริม ร่วมกับการรักษามาตรฐานแต่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยภาวะออทิสติกสเปกตรัมร่วมกับการดูแลทางการแพทย์แบบองค์รวม แต่อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินอาศัยเครื่องมือ Thai-ATEC และเป็นการรายงานผู้ป่วยเพียงรายเดียว จึงไม่สามารถนำไปสรุปผลหรืออ้างอิงถึงประสิทธิผลของการฝังเข็มในผู้ป่วยภาวะออทิสติกสเปกตรัมในภาพรวมได้ จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของการรักษา</p> กันต์กนิษฐ์ ภู่จินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/281084 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 มุ่งสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพด้านการแพทย์แผนจีน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/284498 อรัญ เอี่ยมสุรีย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/284498 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700