https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/issue/feed
วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
2026-06-30T11:39:07+07:00
นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร
hctcm.journal@gmail.com
Open Journal Systems
<p>ด้วยคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำวารสารการแพทย์แผนจีน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาวิชาการทางการแพทย์แผนจีน ให้แพทย์แผนจีนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพิ่มพูนความรู้ เผยแพร่บทความวิชาการ เพื่อจะได้พัฒนายกระดับวารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทยให้ได้มาตรฐานสากล ได้รับความร่วมมือกับเครือข่ายหน่วยงานในประเทศไทยและประเทศจีนสนับสนุนให้เกิดการจัดทำวารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทยนี้ขึ้น</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/284754
ฤทธิ์ต้านเชื้อ Staphylococcus aureus และต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดสมุนไพรจีน: หวงฉินและหวงเหลียน
2026-03-16T15:34:56+07:00
วัชรินทร์ รังษีภาณุรัตน์
watcharin.rang@gmail.com
ณสภัทร ไกรเพชร
hctcm.journal@gmail.com
ศรมน สุทิน
hctcm.journal@gmail.com
พัชรี กัมมารเจษฎากุล
molecularmthcu@gmail.com
นนทยา ทางเรือ
hctcm.journal@gmail.com
มานพ สุทธิประภา
hctcm.journal@gmail.com
สุชา จุลสำลี
hctcm.journal@gmail.com
<p>สมุนไพรจีนหลายชนิดมีสารออกฤทธิ์ต้านเชื้อ <em>Staphylococcus aureus</em> (<em>S</em><em>. </em><em>aureus</em>) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ methicillin susceptible <em>S</em><em>. </em><em>aureus</em> (MSSA) และ methicillin resistant <em>S</em><em>. </em><em>aureus</em> (MRSA) ของสารสกัดหวงฉิน (黄芩) และหวงเหลียน (黄连) ด้วยวิธีทางจุลชีววิทยา ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH radical scavenging assay และปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมด้วยวิธี Folin-Ciocalteu ผลการทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อ <em>S</em><em>. </em><em>aureus</em> ด้วยวิธี colorimetric broth microdilution พบว่าสารสกัดหวงฉิน (黄芩) มีค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (MIC) และความเข้มข้นต่ำสุดที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (MBC) ต่อเชื้อ MSSA เท่ากับ 1.56 และ 1.56-12.50 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ และค่า MIC และ MBC ต่อเชื้อ MRSA เท่ากับ 1.56 และ 1.56-6.25 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ส่วนสารสกัดหวงเหลียน (黄连) มีค่า MIC และ MBC ต่อเชื้อ MSSA เท่ากับ 0.39 และ 0.78-1.56 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ และค่า MIC และ MBC ต่อเชื้อ MRSA เท่ากับ 0.39-0.78 และ 0.78-6.25 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ส่วนฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหวงฉิน (黄芩) และหวงเหลียน (黄连) มีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 0.067±0.017 และ 0.196±0.018 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมของสารสกัดหวงฉิน (黄芩) และหวงเหลียน (黄连) เท่ากับ 44.8 และ 36.11 มิลลิกรัมสมมูลของกรดแกลลิกต่อกรัม ตามลำดับ ผลการศึกษานี้สรุปได้ว่า สารสกัดหวงฉินและหวงเหลียนมีฤทธิ์ต้านเชื้อ MRSA และ MSSA ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่สารสกัดหวงเหลียน (黄连) มีฤทธิ์ดีกว่าหวงฉิน (黄芩) ส่วนสารสกัดหวงฉิน (黄芩) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีกว่าหวงเหลียน (黄连) ดังนั้นสมุนไพรทั้งสองชนิดสามารถนำมาพัฒนาเป็นยาทางเลือกในการรักษาการติดเชื้อ <em>S</em><em>. </em><em>aureus</em> หรือต้านอนุมูลอิสระ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/285329
การให้ลำดับความสำคัญของคุณภาพบริการด้านการแพทย์แผนจีนโดยใช้มิติตามทฤษฎีคุณภาพการบริการ SERVQUAL dimensions ร่วมกับการวิเคราะห์ลำดับชั้นแบบประยุกต์
2026-01-14T09:44:07+07:00
เนมิราช พาหะมาก
naymirach@gmail.com
กองกูณฑ์ โตชัยวัฒน์
hctcm.journal@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการให้ลำดับความสำคัญของคุณภาพบริการด้านการแพทย์แผนจีน และศึกษาอิทธิพลของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อการจัดลำดับดังกล่าว โดยประยุกต์ใช้มิติตามทฤษฎีคุณภาพการบริการ SERVQUAL dimensions ร่วมกับกระบวนการวิเคราะห์ลำดับชั้นแบบประยุกต์ (modified analytic hierarchy process) ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามเปรียบเทียบรายคู่จากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการ 414 คน ที่เคยเข้ารับบริการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ใช้การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยกระบวนการวิเคราะห์ลำดับชั้นแบบประยุกต์ เพื่อคำนวณค่าน้ำหนักความสำคัญ และตรวจสอบอัตราส่วนความสอดคล้อง จากผลการวิจัยพบว่าผู้รับบริการให้ความสำคัญคุณภาพด้านความเข้าใจและเอาใจใส่มากที่สุด รองลงมา คือ ด้านความมั่นใจ การตอบสนอง ความน่าเชื่อถือ และด้านภาพลักษณ์ทางกายภาพ ตามลำดับ ปัจจัยย่อยที่สำคัญ ได้แก่ ความรู้ความสามารถของแพทย์ การให้ข้อมูลที่ชัดเจนและทันท่วงที และการใส่ใจรับฟังปัญหา นอกจากนี้ผลการศึกษายังยอมรับสมมติฐานว่าระดับรายได้มีอิทธิพลต่อลำดับความสำคัญของคุณภาพบริการ โดยกลุ่มรายได้ระดับเริ่มต้นและระดับกลางค่อนสูงให้ความสำคัญสูงสุดกับด้านความเข้าใจและเอาใจใส่ ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงให้ความสำคัญสูงสุดกับด้านความมั่นใจ โดยมุ่งเน้นที่ความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ การศึกษานี้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพการให้บริการด้านการแพทย์แผนจีนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับบริการมากยิ่งขึ้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/285778
การศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของตำรับปั้นเซี่ยเซี่ยซินทังในการรักษาภาวะอาการไม่พึงประสงค์ทางระบบทางเดินอาหารจากยาปฏิชีวนะด้วยแนวทางเภสัชวิทยาเชิงเครือข่าย
2026-03-16T09:00:30+07:00
ต้นสกุล สังข์ทอง
songxiannian03@gmail.com
ธรรมธัช เชี่ยวพรหมคุณ
chiaopromkun@outlook.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายกลไกการออกฤทธิ์ของตำรับปั้นเซี่ยเซี่ยซินทัง (半夏泻心汤) ในการรักษาภาวะอาการไม่พึงประสงค์ทางระบบทางเดินอาหารจากยาปฏิชีวนะโดยใช้แนวทางเภสัชวิทยาเชิงเครือข่ายร่วมกับการจำลองการจับเชิงโมเลกุล สารออกฤทธิ์ถูกคัดเลือกจากฐานข้อมูล TCMSP ตามเกณฑ์ OB≥30 และ DL≥0.18 ส่วนเป้าหมายของโรคได้จากฐานข้อมูล GeneCards จากนั้นวิเคราะห์จุดตัดของเป้าหมาย สร้างเครือข่าย protein–protein interaction (PPI) และทำ GO/KEGG enrichment รวมถึง molecular docking ผลการศึกษาพบสารออกฤทธิ์ 115 ชนิด และเป้าหมายร่วม 61 ยีน โดยเครือข่าย PPI แสดงให้เห็นว่า PTGS2, TNF, IL6, IL1B และ AKT1 เป็นเป้าหมายสำคัญ ส่วนการวิเคราะห์ GO และ KEGG ชี้ว่ากลไกมักเกี่ยวข้องกับการอักเสบ การตอบสนองภูมิคุ้มกัน และการตายของเซลล์ โดย quercetin และ cavidine แสดงค่าการจับที่ดีต่อเป้าหมายสำคัญ จึงสรุปได้ว่า ตำรับปั้นเซี่ยเซี่ยซินทัง (半夏泻心汤) อาจออกฤทธิ์ผ่านกลไกหลายเป้าหมายและหลายเส้นทาง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของการแพทย์แผนจีน และเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/289063
การศึกษาประสิทธิผลของการฝังเข็มร่วมกับ naproxen ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม: การทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม
2026-05-29T22:43:50+07:00
ปวรุตม์ ศรีเหรา
hctcm.journal@gmail.com
มัทนพัชร แพรเจริญ
som-orangesz@hotmail.com
รติกร อุดมไพบูลย์วงศ์
dr.wenzhenhui@gmail.com
ทิพย์วรินทร ดุสิตาศิริสกุล
thipvarintorn.d@chandra.ac.th
กันต์กนิษฐ์ ภู่จินดา
hctcm.journal@gmail.com
เป๋าอู่ หลี่
hctcm.journal@gmail.com
บัณฑิต เกษตรสิงห์
hctcm.journal@gmail.com
มงคล อิงคะโลหะกุล
hctcm.journal@gmail.com
ภารดี แสงวัฒนกุล
paraditcm@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการฝังเข็มร่วมกับยา naproxen ซึ่งเป็นยากลุ่ม non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) ต่ออาการปวด สมรรถภาพข้อเข่า คุณภาพชีวิต และปริมาณการใช้ยาในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 50 คน ได้รับยา naproxen 250 มิลลิกรัม และกลุ่มทดลอง 50 คน ได้รับการฝังเข็มร่วมกับยา naproxen โดยทำการฝังเข็มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ ประเมินผลด้วยแบบประเมิน Western Ontario and McMaster Universities Osteoarthritis Index (WOMAC) แบบประเมิน Knee Injury and Osteoarthritis Outcome Score (KOOS) และแบบบันทึกการใช้ยาในช่วงสัปดาห์ที่ 0–5 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา independent t-test, Mann–Whitney U test, Chi-square test และ Fisher’s exact test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05 ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลพื้นฐานของทั้งสองกลุ่มส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นอายุที่กลุ่มทดลองมีอายุมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) หลังการรักษา กลุ่มทดลองมีคะแนน WOMAC รวมลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 ถึงสัปดาห์ที่ 4 โดยสัปดาห์ที่ 4 มีค่าเฉลี่ย 33.8±29.9 เทียบกับ 57.3±32.4 คะแนน (p<0.05) นอกจากนี้ คะแนน KOOS ด้านอาการปวด ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันและ ความสามารถในการเล่นกีฬาและนันทนาการของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญในหลายช่วงเวลา โดยเฉพาะสัปดาห์ที่ 4 (p<0.05) อีกทั้งกลุ่มทดลองมีการใช้ยา naproxen น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทุกสัปดาห์ (p<0.05) โดยในสัปดาห์ที่ 5 ใช้ยา 1 เม็ด (IQR 0.0-0.4) เทียบกับ 6 เม็ด (IQR 2.0-8.0) สรุปได้ว่า การฝังเข็มร่วมกับยา naproxen มีแนวโน้มช่วยลดอาการปวด ลดความรุนแรงของโรค เพิ่มสมรรถภาพข้อเข่า และลดการใช้ยา NSAIDs ได้ดีกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียวในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุม และติดตามผลระยะยาวเพิ่มเติม เพื่อยืนยันประสิทธิผลและความคงทนของผลการรักษา</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/289350
จากภูมิปัญญา 5,000 ปี สู่การแพทย์บูรณาการ
2026-06-09T10:50:41+07:00
อุทัย โสธนะพันธุ์
u.sotana@gmail.com
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/283517
การฝังเข็มใต้ผิวหนัง: หนึ่งในวิธีการรักษาทางการแพทย์ทางเลือกที่มีศักยภาพ
2025-10-26T11:54:14+07:00
ญาณีพร สุทธิพินทุ
yaneeporn.sut@gmail.com
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/283884
การประยุกต์ใช้ชี่กงบำรุงปอดและท่ายืนปัญจธาตุ: แนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในบริบทสังคมไทย
2026-01-08T16:05:30+07:00
ภารวี ขวัญแก้ว
netlianye@gmail.com
ซุน เหล่ย
hctcm.journal@gmail.com
เฝิง เหว่ย
hctcm.journal@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางฝึกปฏิบัติรวมถึงประโยชน์และกลไกของชี่กงทั้งในรูปแบบท่านิ่ง (ท่ายืนปัญจธาตุ) และท่าเคลื่อนไหว (ชี่กงบำรุงปอด) พร้อมทั้งวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างการฝึกจิตในชี่กงกับการฝึกสมาธิตามแนวพุทธแบบไทย ดำเนินการรวบรวมข้อมูลโดยผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีนและครูฝึกชี่กง ร่วมกับการค้นคว้าเอกสารวิชาการ เพื่อสังเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงทฤษฎีและการปฏิบัติจริง เพื่อชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของชี่กงในการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ชี่กงในบริบทวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและประชากรวัยทำงาน เพื่อป้องกันโรค ฟื้นฟูสมดุลชีวิต และส่งเสริมการดูแลสุขภาพตนเองอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/284098
ความก้าวหน้าทางงานวิจัยของการรักษาอาการปวดประจำเดือนด้วยการฝังเข็ม
2026-05-12T11:34:08+07:00
อรภา ศิลมัฐ
orapa19@gmail.com
สิริยากร โฉมศรี
Siriyakornn.ch@gmail.com
กัลยรักษ์ วินิจสุวรรณ์
kanwikyr@gmail.com
<p>อาการปวดประจำเดือน เป็นหนึ่งในอาการทางนรีเวชที่พบได้บ่อย โดยมีอาการปวดบริเวณท้องส่วนล่างที่เกิดขึ้นก่อน หรือหลัง หรือระหว่างมีประจำเดือน มีลักษณะอาการปวดแบบตึง หรือปวดแบบเมื่อยล้า รวมถึงอาจพบอาการปวดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว ร่วมกับอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ท้องเสีย อาเจียน คลื่นไส้ ท้องอืด มือเท้าเย็น อาการปวดประจำเดือนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) อาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ และ (2) อาการปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ โดยมีหลายเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการ ทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน ความผิดปกติของอวัยวะภายใน และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่น สภาพสังคมและเศรษฐกิจ เป็นต้น การแพทย์แผนตะวันตกมักใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs, NSAIDs) เป็นหลักในการรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวด สำหรับการรักษาทางการแพทย์แผนจีนสามารถทำได้หลายวิธี หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยม คือ การฝังเข็ม ซึ่งมีประสิทธิผลดีในการลดอาการปวดประจำเดือน มีผลข้างเคียงน้อย โดยคณะผู้จัดทำได้ทำการรวบรวมข้อมูลการรักษาอาการปวดประจำเดือนด้วยการฝังเข็มอย่างเดียว และการฝังเข็มร่วมกับวิธีการอื่นๆ จากฐานข้อมูล China National Knowledge Infrastructure (CNKI) ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาและการศึกษาวิจัยต่อไป</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/284650
การพัฒนาและการวิจัยเชิงปฏิบัติของหลักสูตรการเรียนรู้เชิงทัศนศึกษาด้านวัฒนธรรมการฝังเข็มตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนในโรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษา
2026-02-16T16:22:06+07:00
เจียง หยาง
694802081@qq.com
กวอ หย่งหมิง
hctcm.journal@gmail.com
หลี่ หมิงเยว่
hctcm.journal@gmail.com
เฉิน ปอ
tjutcmchenbo@163.com
<p>การฝังเข็มศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีรากฐานมาจากการแพทย์แผนโบราณของประเทศจีน อีกทั้งยังมีคุณค่าทางการแพทย์ที่เป็นเอกลักษณ์และมีความหมายด้านวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาพของประเทศจีนควบคู่กับการพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเป็นระบบ การบูรณาการทัศนศึกษาด้านวัฒนธรรมการฝังเข็มศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้าสู่รั้วโรงเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษา ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับความรู้ด้านสุขภาพและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมแล้ว ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ร่วมกับการศึกษาค้นคว้าด้านวิทยาศาสตร์อีกด้วย บทความนี้ใช้การเรียนรู้เชิงศึกษาด้านวัฒนธรรมการฝังเข็มของศาสตร์การแพทย์แผนจีนเป็นเป้าหมายในการวิจัย โดยผ่านการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและกรณีศึกษาตัวอย่าง การวิเคราะห์อุปสรรคที่เกิดขึ้นในด้านการนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ การบูรณาการทรัพยากร และแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เสนอและส่งเสริมเป็นแนวทางปฏิบัติให้แพร่หลายอย่างมีประสิทธิภาพในระบบการศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษา โดยพิจารณาผ่านแง่มุมของการออกแบบหลักสูตร การจัดตั้งแพลตฟอร์ม และการร่วมมือเชิงระบบนิเวศ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/287222
ความก้าวหน้าทางการวิจัยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรจีนในการควบคุมภาวะ ferroptosis เพื่อการรักษาโรคไตจากเบาหวาน
2026-04-21T16:56:46+07:00
ฮู จือหาน
huzhihan@126.com
ถัง หมิ่น
hctcm.journal@gmail.com
ฉง อี้เหล่ย
hctcm.journal@gmail.com
อู๋ เถิงเฟย
hctcm.journal@gmail.com
เจิ้ง เอินหง
hctcm.journal@gmail.com
หยาง หัว
yanghua@longhua.net
<p>โรคไตจากเบาหวาน (diabetic kidney disease) เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของโรคเบาหวาน โดยแนวทางการรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบันยังคงมีข้อจำกัดในการชะลอการดำเนินโรค ภาวะ ferroptosis ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการตายของเซลล์ ที่พึ่งพาธาตุเหล็กและขับเคลื่อนโดยกระบวนการ lipid peroxidation มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโรคไตจากเบาหวาน กลไกการเกิดโรคเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของเมแทบอลิซึมของธาตุเหล็ก ความผิดปกติของระบบต้านอนุมูลอิสระ และการสะสมของ lipid peroxide accumulation ภาวะน้ำตาลสูงยิ่งทำให้ความเสียหายจากออกซิเดชันในไตรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดการแสดงออกผิดปกติของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับ ferroptosis เช่น การลดลงของ glutathione peroxidase 4 (GPX4) และส่งเสริมให้การทำงานของไตเสื่อมลง ศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีข้อได้เปรียบจากคุณลักษณะขององค์ประกอบหลายชนิด และเป้าหมายการออกฤทธิ์หลายระดับ จึงอาจควบคุมภาวะ ferroptosis ผ่านกลไกต่างๆ ได้แก่ iron ion chelation การเสริมฤทธิ์ของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ และการยับยั้งกระบวนการ lipid peroxidation อันนำไปสู่การบรรเทาความเสียหายของไต ในอนาคตควรบูรณาการเทคโนโลยี multi-omics technologies เพื่อวิเคราะห์กลไกการออกฤทธิ์ให้ลึกซึ้งและเป็นระบบยิ่งขึ้น ควบคู่กับการยืนยันประสิทธิผลทางการรักษาผ่านการทดลองทางคลินิก ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาแนวทางการรักษารูปแบบใหม่ที่ผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับการแพทย์ตะวันตกอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/287307
การใช้ตำรับยาลิ่วเว่ยตี้หวงหวานและเจียวไท่หวานรักษาอาการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุ
2026-05-07T08:51:27+07:00
วิไรรัตน์ อนันตกลิ่น
wirairat_tcm@nmc.ac.th
ภัทรวดี ทองพัฒน์
hctcm.journal@gmail.com
<p>ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (complete aged society) มีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 14 ล้านคน และพบปัญหาการนอนไม่หลับจำนวน 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ ซึ่งภาวะดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อคุณภาพชีวิต แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้าย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด หัวใจวาย ไขมันในโลหิตสูง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ภาวะซึมเศร้า อาการนอนไม่หลับ มีกลไกการเกิดโรค คือ หยางไม่เข้าไม่อยู่ในอินเวลากลางคืน ส่งผลให้อินหยางไม่ปรองดองกัน พื้นฐานของอินหยางในร่างกายอยู่ที่ไต ไตเป็นที่อยู่ของน้ำและไฟ ไตจึงมีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลอินหยางเป็นอย่างมาก เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุการทำงานของอวัยวะภายในเสื่อมถอยลง ชี่ของไตพร่อง ชี่ เลือดและอินหยางเสียสมดุล กลุ่มอาการนอนไม่หลับในผู้อายุจึงเป็นอาการพร่องเป็นหลัก เมื่ออินของไตพร่อง น้ำจากไตไม่สามารถขึ้นไปหล่อเลี้ยงหัวใจ ทำให้หยางของหัวใจแกร่ง ความร้อนกระทบเสินของหัวใจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับจัดเป็นกลุ่มอาการหัวใจและไตไม่ประสานกัน การรักษาจึงใช้วิธีการบำรุงอิน ลดไฟ ประสานหัวใจและไต โดยตำรับยาที่ใช้ คือ ลิ่วเว่ยตี้หวงหวานและเจียวไท่หวาน (六味地黄丸合交泰丸) ซึ่งบทความฉบับนี้เป็นบทความปริทัศน์ที่ศึกษาการรักษาอาการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุโดยใช้ตำรับยาลิ่วเว่ยตี้หวงหวานและเจียวไท่หวาน (六味地黄丸合交泰丸) จากฐานข้อมูล China National Knowledge Infrastructure (CNKI) ของสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ถึงปี พ.ศ. 2569 และผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความฉบับนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการศึกษาวิธีการรักษาอาการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุทางคลินิก และเพื่อเป็นแนวทางในการต่อยอดผลงานวิจัยการรักษาอาการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/284438
กรณีศึกษาโรคนอนไม่หลับกลุ่มอาการชี่ตับติดขัดแปรสภาพเปลี่ยนเป็นไฟ 1 ราย และการสำรวจกลไกการรักษาด้วยการฝังเข็มจุดซวงเสินเหมินร่วมกับตำรับตันจือเซียวเหยาส่าน
2026-03-25T08:42:49+07:00
จู เจียอิ่ง
1952827743@qq.com
เฉิน เจ๋อฉวน
1652994322@qq.com
หลิน จั๋วเผิง
99owen_lin@sohu.com
<p>ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการแข่งขันทางสังคมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภายใต้ความตึงเครียดทางจิตใจเป็นเวลานาน จึงทำให้ผู้คนเกิดภาวะชี่ตับติดขัดแปรสภาพเป็นไฟส่งผลให้เกิดโรคนอนไม่หลับได้บ่อยขึ้น อาการแสดงหลัก คือ ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ และมักมีอาการร่วม เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย ปากแห้งและรู้สึกขมในปาก เป็นต้น สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความแปรปรวนทางอารมณ์เป็นตัวกระตุ้น กลไกการเกิดโรค คือ การระบายและกระจายชี่ของตับผิดปกติ (肝失疏泄) ทำให้ชี่ตับติดขัดแปรสภาพเป็นไฟ (气郁化火) ขึ้นไปรบกวนเสินหัวใจ (心神) ซึ่งจัดอยู่ในภาวะหยางมากอินน้อย (阳盛阴衰) และอินหยางไม่ประสานกัน (阴阳失交) ในทางคลินิกการรักษาโรคนอนไม่หลับในกลุ่มอาการชี่ตับติดขัดแปรสภาพเป็นไฟ (肝郁化火) มักใช้หลักการ “ระบายชี่ตับ ปรับเสิน (疏肝调神)” เป็นหลัก เลือกใช้ “จุดเสินเหมินบริเวณมือ (手神门, HT7)” และ “จุดเสินเหมินบริเวณหู (耳神门, TF4)” เป็นจุดสำคัญในการสงบเสิน บทความนี้ เป็นการสรุปประสบการณ์ทางคลินิกโดยยกกรณีศึกษาผู้ป่วย 1 ราย เพื่อสำรวจและวิเคราะห์กลไกการรักษา เพื่อใช้ข้อมูลอ้างอิงสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในการรักษาทางคลินิกต่อไป</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJTCM/article/view/285102
รายงานผู้ป่วยเลือดออกในจอประสาทตาที่เกิดจากการฝังเข็มบริเวณจุดจิงหมิง (BL1)
2026-03-04T08:29:00+07:00
ธันยนันท์ สว่างกมลพันธ์
spaceplace343@gmail.com
เฟิง หยูเว่ย
hctcm.journal@gmail.com
จาง หยู่ถง
hctcm.journal@gmail.com
เฉิน ลี่ฟาง
clfang@163.com
<p>Jingming (睛明, BL1) เป็นจุดฝังเข็มที่สำคัญในการรักษาโรคทางจักษุ แต่เนื่องจากอยู่ใกล้โครงสร้างภายในเบ้าตาการฝังเข็มอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการมีภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก ภาวะห้อเลือดบริเวณเบ้าตาพบได้ค่อนข้างบ่อย แต่ในกรณีรายนี้เป็นภาวะเลือดออกในจอประสาทตาซึ่งพบได้น้อยมาก รายงานนี้นำเสนอผู้ป่วย 1 ราย ซึ่งมีประวัติ สายตาสั้นระดับรุนแรงและเคยได้รับการรักษาด้วยเลเซอร์มาก่อน ได้รับการฝังเข็มที่ Jingming (睛明, BL1) เพื่อรักษาอาการทางตาภายหลังพบเลือดออกเฉพาะที่บริเวณจอประสาทตาข้างหนึ่ง ผู้ป่วยได้รับการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม คือ การหยุดการฝังเข็มและการติดตามอาการอย่างใกล้ ชิดระหว่างการติดตามพบว่ารอยโรคค่อยๆ หายไปและไม่พบความผิดปกติของการมองเห็นอย่างมีนัยสำคัญ กรณีนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการประเมินประวัติโรคตาและการผ่าตัดทางจักษุวิทยาอย่างละเอียด รวมถึงการควบคุมความลึกและทิศทางของการฝังเข็มอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยจากการฝังเข็มบริเวณรอบเบ้าตา</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย