https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TCJ/issue/feed
วารสารโรคมะเร็ง
2025-12-26T00:00:00+07:00
นายเเพทย์ธนะรัตน์ อิ่มสุวรรณศรี
thaicancerj@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารโรคมะเร็ง มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ ผลงานวิจัย ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับโรคมะเร็งและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TCJ/article/view/276002
การแพทย์แบบแม่นยำและโรคมะเร็ง
2024-12-17T15:56:43+07:00
จรัญญา งามขำ
jarunya43@hotmail.com
เทียนแสง พันธ์ศรี
thainsang_p59@hotmail.com
ฐิตาภรณ์ ภู่ขวัญ
thita1612@gmail.com
<p>การแพทย์แบบแม่นยำของโรคมะเร็งเป็นแนวทางการแพทย์แบบใหม่ ที่มุ่งการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยพิจารณาจากข้อมูลเฉพาะของแต่ละบุคคล ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้การตรวจหรือรักษา มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ป่วยจะได้รับยาในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมเฉพาะแต่ละบุคคล ข้อมูลในระดับโมเลกุล เช่น ยีน โปรตีน หรือกระบวนการเผาผลาญต่าง ๆ ของตัวอย่างจากมะเร็ง รวมทั้งข้อมูลทางด้านสุขภาพอื่น ๆ ของผู้ป่วยจะมีความสำคัญในการนำมาเป็นข้อมูลสำหรับการเลือกเป้าหมายของการรักษา เพื่อให้ผลการตรวจวินิจฉัยหรือรักษาตรงจุดและมีประสิทธิภาพการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การหาลำดับการแสดงออกของสารชีวภาพต่าง ๆ ในระดับโมเลกุล หรือการหาลำดับของอาร์เอนเอ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม สิ่งแวดล้อมและข้อมูลทางด้านสุขภาพต่าง ๆ ของผู้ป่วยจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการพิจารณาหรือตัดสินใจของแพทย์ในการวางแผน การรักษา นอกจากนี้การแพทย์แบบแม่นยำสามารถนำไปใช้ในการตรวจประเมินสุขภาพหรือการตรวจวินิจฉัยเพื่อพยากรณ์โรคในผู้ป่วยมะเร็ง อย่างไรก็ตามยังพบข้อจำกัดของการนำการแพทย์แบบแม่นยำไปใช้ในบางพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่ถึงแม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว การแพทย์แบบแม่นยำก็ยังคงเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการมุ่งพัฒนาการรักษาผู้ป่วยแบบเฉพาะเจาะจงแต่ละราย โดยใช้ข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละบุคคลในการวางแผน การรักษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาต่อไป</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TCJ/article/view/277938
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้าจากการได้รับยาเคมีบำบัดกลุ่ม Paclitaxel
2025-03-12T08:26:51+07:00
ณิภา แสงกิตติไพบูลย์
toy.yanun@gmail.com
ชญานันท์ ทิพย์ละมัย
toy.yanun@gmail.com
ลาวัลย์ เชยชม
toy.yanun@gmail.com
อมรรัตน์ ยุรยาท
toy.yanun@gmail.com
<p>การศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่ได้รับยาเคมีบำบัดกลุ่ม Paclitaxel นี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการดูแลตนเอง เมื่อผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้าจากการได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่ม Paclitaxel ในโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่ได้รับยาเคมีบำบัดกลุ่ม Paclitaxel ที่มีอาการชาปลายมือปลายเท้า ในโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยหญิงที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 81 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ซึ่งผู้วิจัยสร้างและพัฒนาจากแบบประเมินแนวคิด ความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 ขั้นตอน ของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เครื่องมือมีค่า IOC 0.98 และ Cronbach’s Coefficient Alpha 0.94 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการให้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 81 ราย ตอบแบบสอบถาม ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2567 ถึง สิงหาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมไม่มีความสัมพันธ์กับอาการชาปลายมือปลายเท้าจากการได้รับยาเคมีบำบัดกลุ่ม Paclitaxel ของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี (r=-0.089, <em>P</em>=0.429) การศึกษานี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนรูปแบบการช่วยเหลือให้คำแนะนำให้เกิดความเข้าใจ และจัดการอาการชาปลายมือปลายเท้าของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่ได้รับยาเคมีบำบัดกลุ่ม Paclitaxel ให้สามารถเผชิญกับอาการชาปลายมือปลายเท้า ป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ให้สามารถผ่านพ้นระยะอาการดังกล่าวต่อไป</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TCJ/article/view/277937
ผลการใช้วิธีปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกและท่อนำไข่ทั้งสองข้างเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี
2025-03-12T08:01:38+07:00
ณฐพร กุลยอด
baitong9876@gmail.com
ศรัณยา ทัดทอง
baitong_9876@hotmail.co.th
ลาวัลย์ เชยชม
baitong9876@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi experimental research)เพื่อเปรียบเทียบผลการใช้วิธีปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกและท่อนำไข่ทั้งสองข้าง ในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้ความรู้ก่อนผ่าตัดและการกระตุ้นการลุกเดินภายหลังผ่าตัดกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยหญิงที่เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดมดลูกและท่อนำไข่ทั้งสองข้าง ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิงทั้งหมด 32 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 16 คน คือ กลุ่มทดลองที่ใช้วิธีปฏิบัติปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกและท่อนำไข่ทั้งสองข้าง ในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดและกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 31 พฤษภาคม 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วย อายุ โรคประจำตัว ภาวะโภชนาการ การวินิจฉัยโรค ระยะของโรค ระยะเวลาผ่าตัด ปริมาณเลือดระหว่างผ่าตัด วิธีระงับความรู้สึก ประเภทแผลผ่าตัด ลักษณะแผลผ่าตัด จำนวนวันนอน และ ส่วนที่ 2 แบบบันทึกการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดมดลูกและท่อนำไข่ทั้งสองข้าง ได้แก่ ตกเลือด แผลผ่าตัดติดเชื้อ ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ อาการปวดแผลผ่าตัด และปอดอักเสบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์เปรียบเทียบภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดของผู้ป่วยกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมด้วยสถิติ independent sample t – test ผลการศึกษา พบว่าการใช้วิธีปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกและท่อนำไข่ทั้งสองข้างในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดในกลุ่มทดลองใช้วิธีปฏิบัติไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด และกลุ่มที่ไม่ได้ใช้วิธีปฏิบัติเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดได้แก่ แผลผ่าตัดติดเชื้อ ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ และปอดอักเสบ ดังนั้นการใช้วิธีปฏิบัติส่งผลให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ป่วยสามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้ตามมาตรฐาน นำไปสู่การพัฒนาวิธีปฏิบัติในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดมดลูกและ รังไข่ออกทั้งสองข้าง เพื่อให้การป้องกันรักษาและฟื้นฟูเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TCJ/article/view/280930
คุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามที่ได้รับยาเคมีบำบัด ณ โรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี
2025-07-09T23:17:34+07:00
ศิริพร ศรีแผ้ว
sripaew@gmail.com
<p>มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้ป่วยหญิงทั่วโลก จากการสำรวจสถิติผู้ป่วยมะเร็งโลกปี 2022 พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เกือบ 20 ล้านคน เป็นมะเร็งเต้านม ร้อยละ 11.6 สำหรับในประเทศไทยจากรายงานสถิติในระบบคลังข้อมูลสุขภาพ ปี พ.ศ. 2565 มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จำนวน 38,555 ราย ในระดับจังหวัดจากสถิติของโรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี ในช่วงระยะ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2567) มีผู้ป่วยรายใหม่ รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,653 ราย มะเร็งเต้านม เป็นโรคที่มีผลกระทบอย่างมากกับสุขภาพกายและใจของสตรี ผู้วิจัยจึงได้ทำการวิจัยครั้งนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามที่ได้รับยาเคมีบำบัด และเพื่อศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ และความคิดเห็นในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามที่ได้รับยาเคมีบำบัด ทำการวิจัยแบบผสมผสานวิธีเชิงปริมาณและวิธีเชิงคุณภาพ ใช้กลุ่มตัวอย่างเดียวกัน เลือกแบบเจาะจง จำนวน 110 ราย โดยใช้แบบวัดคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การวิจัยแบบผสมผสานวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ช่วยให้ได้ผลวิจัยที่สมบูรณ์มากกว่าการวิจัยวิธีเดียว กล่าวคือ ผลการวิจัยเชิงปริมาณ ตามแบบวัดคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 5 ด้าน พบว่า ระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง คะแนน 59.655 (ร้อยละ 41.43) สำหรับผลการวิจัยเชิงคุณภาพได้ข้อมูล 3 มิติ คือ สภาพปัญหา 5 ด้าน ความต้องการ 4 ประเด็น และความคิดเห็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต 3 ประเด็น ช่วยเสริมให้ผลการวิจัยมีความครอบคลุม สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น การวิจัยเชิงปริมาณ มีการวัดระดับคุณภาพชีวิตด้านเฉพาะโรคมะเร็ง ในขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้กล่าวถึงสภาพความเจ็บป่วยเป็นอาการที่เกิดกับร่างกายและความทุกข์ในจิตใจ การวิจัยเชิงปริมาณไม่มีองค์ประกอบด้านเศรษฐกิจ ในขณะที่ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบประเด็นสภาพปัญหาด้านเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่ส่งผลให้ผู้ป่วยหลายรายได้รับความลำบากมากขึ้น กระทบต่อคุณภาพชีวิตมากขึ้น</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TCJ/article/view/282800
ผลของโปรแกรม I (Love U)-131 ต่อสมรรถนะการดูแลตนเอง และพฤติกรรมของผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์
2025-09-27T14:06:19+07:00
พงษ์ศรี เขตจัตุรัส
phunnakornp@gmail.com
รุ่งรัศมี ศรีจันทร์ดี
phunnakornp@gmail.com
<p>การวิจัย เรื่องผลของโปรแกรม I (Love U)-131 ต่อสมรรถนะการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม I (Love U)-131 ด้วยการเปรียบเทียบความรู้การดูแลตนเองและเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคมะเร็งไทรอยด์ที่ได้รับการรักษาด้วยการกลืนแร่ไอโอดีน-131 ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรม I (Love U)-131 และกลุ่มให้การพยาบาลรูปแบบปกติ วิธีการ: รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Design) เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) เป็นผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ที่นอนโรงพยาบาล เพื่อกลืนแร่ไอโอดีน-131 โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี จำนวน 74 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มควบคุม จำนวน 37 ราย ให้การพยาบาลรูปแบบเดิม และกลุ่มทดลอง 37 ราย ให้การพยาบาลโดยใช้โปรแกรม I (Love U)-131 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรม I (Love U)-131 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น และเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ขณะอยู่ที่โรงพยาบาล และเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน 3) แบบสังเกตพฤติกรรมในการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ขณะอยู่ในโรงพยาบาล และ 4) แบบติดตามพฤติกรรมในการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี หลังกลับไปอยู่ที่บ้านวันที่ 7 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเอง โดยใช้สถิติ Mann-Whitney U วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em><0.001) และกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรม ในการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em><0.001)</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TCJ/article/view/281238
Adenoid Cystic Carcinoma of The Breast: A Case Report
2025-07-23T21:21:01+07:00
Aratta Tantichote
beerberley@gmail.com
<p>Adenoid cystic carcinoma (ACC) is an extremely rare tumor of the breast, accounting for approximately 0.1% of all cases of mammary malignancies. It is characterized by a slow-growing nature and an excellent prognosis, in contrast to most other forms of breast cancer. Diagnostic mammography and breast ultrasound play essential roles in the early detection and diagnosis of this uncommon tumor. Treatment options include lumpectomy with radiation therapy or mastectomy. Although late recurrence and distant metastasis have been reported in the literature, long-term surveillance remains crucial. This report describes the case of a 58-year-old woman with abnormal findings on screening mammography and ultrasonography, which were pathologically confirmed as adenoid cystic carcinoma of the breast, and includes a relevant literature review.</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ