มหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ <p>มหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร ISSN: 3027-608X (Online) มีนโยบายรับตีพิมพ์<wbr />บทความภาษไทยที่เกี่ยวข้องกั<wbr />บการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งในรูปแบบนิพนธ์ต้นฉบับ รายงานผู้ป่วย บทความฟื้นฟูวิชาการ บทความพิเศษหรือบทปกิณกะ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกรหรือบุคลากรทางสาธารณสุ<wbr />ขอื่นๆ ทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน โดยมีกำหนดออก 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 กรกฎาคม - ธันวาคม และ ฉบับที่ 2 มกราคม-มิถุนายน</p> Maharaj Nakhon Si Thammarat Hospital th-TH มหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร 3027-608X <p><em><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในมหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</span></em></p> <p><em><span style="font-weight: 400;">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในมหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร ถือเป็นลิขสิทธิ์ของมหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารมหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร ก่อนเท่านั้น</span></em></p> <p>&nbsp;</p> ผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับมารดาหลังผ่าตัดคลอด ที่มารับบริการในคลินิกนมแม่โรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/284988 <p><strong>บทนำ </strong>: มารดาหลังการผ่าตัดคลอดมักประสบอุปสรรคทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่งผลต่อความสำเร็จใน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่&nbsp;</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>: เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาหลังผ่าตัดคลอดที่มารับบริการในคลินิกนมแม่โรงพยาบาลทุ่งสง</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา </strong>: การวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาหลังผ่าตัดคลอดที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จำนวน 30 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือประกอบด้วย&nbsp; (1) โปรแกรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และ (2) แบบประเมิน 3 ฉบับ ได้แก่ แบบวัดความรู้ แบบประเมินประสิทธิภาพการให้นม (LATCH score) และแบบประเมิน SPEC.N Breastfeeding Assessment วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon Signed-Rank Test และ McNemar’s Test</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong>: พบว่าหลังการเข้าร่วมโปรแกรม มารดามีคะแนนความรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 18.90 เป็น 20.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) อัตราความสำเร็จในการให้นมแม่เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 0 เป็น ร้อยละ 100 ตามเกณฑ์ LATCH score (≥8) และ ร้อยละ 93.33 ตามเกณฑ์ SPEC.N โดย ร้อยละ 90 ของมารดาสามารถให้นมแม่ได้สำเร็จต่อเนื่องนาน 7 วัน</p> <p><strong>สรุป </strong>: โปรแกรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีประสิทธิภาพในการเพิ่มพูนความรู้และความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาสนับสนุนการใช้โปรแกรมนี้ในทางคลินิก เพื่อเสริมสร้างสุขภาพมารดาและทารก</p> ดารุณี รัตนพันธ์ ปิยรัตน์ รอดแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 1 17 การศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ เปรียบเทียบระหว่างการใช้ยา Propofol อย่างเดียว กับ การใช้ยา Midazolam ร่วมกับยา Fentanyl ในการระงับความรู้สึก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/284990 <p><strong>บทนำ : </strong>การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สบายหรือเจ็บปวดต่อผู้ป่วย จึงมักใช้การระงับความรู้สึกเพื่อเพิ่มความร่วมมือและความพึงพอใจ ยาที่นิยมใช้ได้แก่ Propofol และการใช้ยา Midazolam ร่วมกับยา Fentanyl ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจ ระดับความปวด และระยะเวลาในการทำหัตถการ ระหว่างการใช้ Propofol เพียงอย่างเดียวกับการใช้ยา Midazolam ร่วมกับยา Fentanyl ในการระงับความรู้สึกขณะส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ของผู้ป่วยที่รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ในโรงพยาบาลปากพนัง ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน 2567</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา : </strong>แบบ Prospective, randomized, unblinded clinical trial ผู้ป่วย 76 รายที่เข้ารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ในโรงพยาบาลปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แบ่งเป็น 2 กลุ่ม &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กลุ่ม Propofol sedation และกลุ่ม Midazolam/Fentanyl sedation ประเมินความพึงพอใจ ระดับความปวด ระยะเวลาในการทำหัตถการ เวลาฟื้นตัว และภาวะแทรกซ้อน วิเคราะห์สถิติใช้ โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS Version 16</p> <p><strong>ผลการศึกษา : </strong>ผู้ป่วยทั้งหมด 76 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับ Propofol และกลุ่ม Midazolam/Fentanyl &nbsp;&nbsp;กลุ่มละ 38 ราย โดยอายุ เพศ น้ำหนัก และ ASA classification ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กลุ่ม Propofol มีสัดส่วนผู้ป่วยนอกสูงกว่า โรคร่วมที่พบบ่อย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง พบได้ใกล้เคียงกันในทั้งสองกลุ่ม ประวัติการผ่าตัดช่องท้องมาก่อนพบเพียงบางส่วนและไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ ข้อบ่งชี้ในการส่องกล้องพบว่ากลุ่ม Midazolam/Fentanyl มี FIT test positive &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กลุ่ม Propofol มีอาการปวดท้องเป็นข้อบ่งชี้สูงกว่า อย่างมีนัยสำคัญ หัตถการส่วนใหญ่เป็นการส่องกล้องเพียงอย่างเดียว โดยมีบางรายที่ทำ polypectomy หรือ biopsy ซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่าคะแนนความพึงพอใจของทั้งสองกลุ่มอยู่ในระดับสูงและไม่แตกต่างกัน แต่ระดับความปวดของกลุ่ม Midazolam/Fentanyl สูงกว่ากลุ่ม Propofol อย่างมีนัยสำคัญ (เฉลี่ย 2.79 เทียบกับ 0, P&lt;0.01) ระยะเวลาในการระงับความรู้สึก ระยะเวลาทำหัตถการ และเวลาฟื้นตัวไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และไม่พบภาวะแทรกซ้อนในทั้งสองกลุ่ม</p> <p><strong>สรุป: </strong>การใช้ Propofol หรือ Midazolam/Fentanyl ให้ความพึงพอใจต่อผู้ป่วยใกล้เคียงกัน แต่ Propofol ลดความปวดได้ดีกว่า การเลือกใช้ควรพิจารณาจากความพร้อมของบุคลากร อุปกรณ์ และบริบทของสถานพยาบาล</p> ทิราภรณ์ แก้วกิ้ม เพ็ญประภา คงมีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 18 29 ผลของการพัฒนารูปแบบวิธีการจัดยาแบบ 7 วัน เพื่อสนับสนุนผู้ดูแลต่อความร่วมมือ ในการรับประทานยาของผู้ป่วยจิตเภทในโรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/284993 <p><strong>บทนำ:</strong> โรคจิตเภทเป็นความผิดปกติทางความคิดที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง การขาดศักยภาพของผู้ดูแลในการจัดการยาอาจส่งผลให้ผู้ป่วยไม่ร่วมมือในการใช้ยาและเกิดการกำเริบของอาการ การศึกษานี้จึงมุ่งพัฒนารูปแบบการจัดยาแบบ 7 วัน เพื่อสนับสนุนผู้ดูแลในการเพิ่มความร่วมมือของผู้ป่วยจิตเภท</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินรูปแบบการจัดยาแบบ 7 วันต่อความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเภท</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง (กุมภาพันธ์-เมษายน 2568) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิตเภทที่มีความร่วมมือในการใช้ยาน้อยกว่า ร้อยละ 80 และมีผู้ดูแลที่มีศักยภาพไม่เพียงพอ จำนวน 76 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ใช้รูปแบบการจัดยาแบบ 7 วัน ประเมินความร่วมมือในการใช้ยาด้วยการนับเม็ดยาคงเหลือและแบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยจิตเภท MAST วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบวิลคอกซัน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังจากการจัดยาแบบ 7 วันเพื่อสนับสนุนผู้ดูแลที่มีศักยภาพไม่พียงพอพบว่าผู้ป่วยมีความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้น 67 ราย (ร้อยละ 88.16) จากทั้งหมด 76 ราย ค่ามัธยฐาน (Median) ของร้อยละความร่วมมือในการใช้ยาจากการนับเม็ดยาเพิ่มจาก 35.0 เป็น 85.0 และจากแบบประเมิน MAST เพิ่มจาก 30.0 เป็น 38.0 เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ก่อนและหลังการทดลองด้วย Wilcoxon Signed-Rank Test ความร่วมมือในการใช้ยาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อวัดด้วยการนับเม็ดยาและใช้แบบประเมิน (W = 2926, p &lt;0 .001) (W = 0.00, p &lt; .001) ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการแทรกแซงมีผลต่อการเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผู้ดูแลมีทักษะการจัดยาเพิ่มขึ้น70 ราย (ร้อยละ 92.12) และมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย &nbsp;&nbsp;(p =0.4801, p&lt;0.001)</p> <p><strong>สรุป:</strong> รูปแบบการจัดยาแบบ 7 วันช่วยให้ผู้ดูแลที่มีศักยภาพไม่เพียงพอเพิ่มความร่วมมือการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเภทได้</p> ริฏา วัฒนศิริวณิชช์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 30 43 ผลของการผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องแบบไร้แผลเปรียบเทียบกับการผ่าตัดมดลูกผ่านกล้อง ทางหน้าท้องในสตรีที่มีโรคทางนรีเวชและมีข้อบ่งชี้ของการทำผ่าตัดที่ไม่ใช่มะเร็ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/284994 <p><strong>บทนำ : </strong>การผ่าตัดมดลูกเป็นหัตถการที่พบบ่อยทางนรีเวช การผ่าตัดผ่านกล้องทางช่องคลอดแบบไร้แผลหน้าท้อง (vNOTES) เป็นเทคนิคใหม่ที่เป็นอีกทางเลือกในการรักษา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์การผ่าตัดมดลูกระหว่างวิธีการผ่าตัดผ่านกล้องทางช่องคลอดแบบไร้แผลหน้าท้อง( vNOTES) และการผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง (TLH)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา : </strong>การศึกษาย้อนหลังในสตรี 252 ราย ที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกจากโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง ระหว่างเดือนตุลาคม 2566–มีนาคม 2568 หลังการคัดออก เหลือผู้ป่วย 56 รายในกลุ่ม vNOTES และ 161 รายในกลุ่ม TLH ตัวชี้วัดหลักคือความสำเร็จในการผ่าตัดโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธี ส่วนตัวชี้วัดรอง ได้แก่ เวลาในการผ่าตัด การเสียเลือด ภาวะแทรกซ้อน ความเจ็บปวดหลังผ่าตัด ระยะเวลานอนโรงพยาบาล และอัตราการกลับมารักษาซ้ำ</p> <p><strong>ผลการศึกษา : </strong>ไม่พบความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มในด้านอัตราการเปลี่ยนวิธีผ่าตัด เวลาในการผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อน ระยะเวลานอนโรงพยาบาล และอัตราการกลับมารักษาซ้ำ อย่างไรก็ตาม กลุ่ม vNOTES มีความเจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่ากลุ่ม TLH อย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ไม่พบผู้ป่วยที่มีคะแนนความเจ็บปวด &gt;4 ในกลุ่ม vNOTES และพบ ร้อยละ 2.5 ในกลุ่ม TLH (p &lt; 0.001) ขณะที่ปริมาณการเสียเลือดเฉลี่ยในกลุ่ม vNOTES สูงกว่ากลุ่ม TLH เฉลี่ย 150 (50-300) เทียบกับ 50 (20-100) มิลลิลิตร, p &lt; 0.001)</p> <p><strong>สรุป : </strong>การผ่าตัดผ่านกล้องทางช่องคลอดแบบไร้แผลหน้าท้อง สามารถทำได้ในโรงพยาบาลตติยภูมิและมีผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง โดยมีข้อดีคือการลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด แต่ควรมีการศึกษาวิจัยแบบไปข้างหน้าเพื่อยืนยันผล</p> สุภาพันธ์ วัฒนเจริญ มนตรี บุญยกิตานนท์ รติกร แซ่จ้อง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 44 55 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวหลังจากการนอน โรงพยาบาลท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/284996 <p><strong>บทนำ</strong> : โรคหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยเฉพาะช่วงหลังออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยจำนวนมากเผชิญความยากลำบากในการปรับตัวและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิต และปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวหลังการนอนโรงพยาบาล ของโรงพยาบาลท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา </strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวที่มาติดตามรักษาในคลินิกโรคหัวใจล้มเหลว โรงพยาบาลท่าศาลา จำนวน 145 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ข้อมูลทางคลินิก และแบบประเมินคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF-THAI วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบความสัมพันธ์ด้วย Chi-square test และ Independent t-test และวิเคราะห์พหุคูณด้วย Multiple Linear Regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตระดับปานกลาง (ร้อยละ 78.62) รองลงมาคือระดับดี (ร้อยละ 11.72) โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวม 74.54 ± 11.40 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การได้รับยา <strong>Atorvastatin</strong> (β = 1.55, p = 0.007) การใช้อินซูลิน (β = 1.05, &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;p = 0.023) การกลับไปทำงานหลังการรักษา (β = 0.90, p = 0.005) การเดินทางมาโรงพยาบาลได้ด้วยตนเอง (β= 0.85, p = 0.004) ระดับการศึกษาสูงกว่าประถมศึกษา (β = 0.70, p = 0.005) และส่วนสูง &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(β= 0.05, p = 0.009) ขณะที่อายุที่มากขึ้น (β = −0.04, p = 0.027) และประวัติโรคหลอดเลือดสมองเดิม &nbsp;&nbsp;(β = −1.25, p = 0.023) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิต แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ 42 (Adjusted R² = 0.42, p &lt; 0.001)</p> <p><strong>สรุป </strong><strong>: </strong>คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งด้านคลินิก สมรรถภาพทางกาย และเศรษฐสังคม การดูแลผู้ป่วยควรเน้นแนวทางแบบองค์รวม (Holistic care) ที่ผสมผสานการรักษาทางการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย และการสนับสนุนทางสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวอย่างยั่งยืน</p> อรอนงค์ เกษรสิทธิ์ เกศศิรินทร์ นุชเนื่อง รัตนพร มณีฉาย พรเทพ เดชผล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 56 76 ผลการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหูโดยการใช้กล้องส่องผ่านช่องหู ในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/284998 <p><strong>บทนำ</strong> : โรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังเป็นภาวะที่พบบ่อย ทำให้มีน้ำไหลจากหูและการได้ยินลดลง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไข้ การรักษาโดยการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหูโดยการใช้กล้องส่องผ่านช่องหูเป็นการผ่าตัดแผลเล็กที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาผลสำเร็จในการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหูโดยการใช้กล้องส่องผ่านช่องหู วัดจากการติดของเยื่อแก้วหู การได้ยิน และปัจจัยที่มีผลต่อการติดของเยื่อแก้วหู</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา </strong>: การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยที่มีเยื่อแก้วหูทะลุที่ได้รับการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหูโดยการใช้กล้องส่องผ่านช่องหู ในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2565 - 31 ตุลาคม 2567&nbsp;</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong>: ผู้ป่วยจำนวน 32 ราย ปะแก้วหูติดสำเร็จ 26 ราย (ร้อยละ 81.2) ค่าเฉลี่ย ABG ลดลงจาก 21.4±12.7 dB เป็น 10.3±9.3 dB (<em>p</em> &lt; 0.001) ปัจจัยเดียวที่สัมพันธ์กับการปะแก้วหูไม่ติดอย่างมีนัยสำคัญคือการติดเชื้อหรือมีน้ำไหลจากหูบ่อย 3 เดือนก่อนผ่าตัด (<em>p</em> <em>=</em> 0.034) ปัจจัยอื่นได้แก่ อายุ เพศ โรคประจำตัว การสูบบุหรี่ ข้างที่ทะลุ ตำแหน่งที่ทะลุ ขนาดรูทะลุ วิธีการระงับปวด วัสดุปะแก้วหู และเทคนิคการผ่าตัด ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>สรุป</strong> : การผ่าตัดปะแก้วหูโดยการใช้กล้องส่องผ่านช่องหูมีอัตราการติดสูงและการได้ยินดีขึ้น ปัจจัยเสี่ยงต่อการปะแก้วหูไม่ติดคือการติดเชื้อหรือมีน้ำไหลจากหูบ่อย 3 เดือนก่อนผ่าตัด</p> นิวดี เหล่าไพบูลย์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 77 91 การพัฒนาคุณภาพการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้ป่วยสูงอายุ หอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/284999 <p><strong>บทนำ :</strong> &nbsp;การพลัดตกหกล้มในโรงพยาบาลเป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บ ระยะเวลานอนโรงพยาบาลนานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานของ 3P Safety เพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาคุณภาพการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้ป่วยสูงอายุ หอผู้ป่วยพิเศษ อายุรกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา :</strong> การพัฒนาคุณภาพครั้งนี้ใช้กระบวนการที่เรียกว่า โฟกัส พีดีเอสเอ 9 ขั้นตอน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มตัวอย่างคือ 1) พยาบาลวิชาชีพ 25 คน และ 2) ผู้ป่วยสูงอายุที่รับไว้ในหอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม 171 คน เก็บรวบรวมข้อมูล ม.ค.-มิ.ย. 2568 เครื่องมือ ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของพยาบาล 2) แนวคำถามการสนทนากลุ่ม 3) แบบประเมินความเสี่ยงการพลัดตกหกล้ม I’M<sup>2</sup> SA<sup>2</sup>F<sup>2</sup>E 4) แนวทางการป้องกันการพลัดตกหกล้ม CARE-ME model 5) แบบสอบถามความคิดเห็นของพยาบาล และ6) แบบบันทึกอุบัติการณ์การพลัดตกหกล้ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp;</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> พบว่าการประเมินความเสี่ยงการพลัดตกหกล้ม I’M2-SA2F2E (ฉันปลอดภัย) และแนวทางการป้องกันการพลัดตกหกล้มพัฒนาขึ้นคือ CARE-ME (ดูแลฉัน) ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี 1) ด้านกระบวนการ พบว่า คะแนนเฉลี่ยความเป็นไปได้ในการนำแนวทางไปใช้อยู่ในระดับมาก (M= 4.60, S.D.=0.40) 2) ด้านผลลัพธ์พบว่าอัตราการพลัดตกหกล้มลดลงเป็นศูนย์ (zero event) และความพึงพอใจโดยรวมของพยาบาล อยู่ในระดับมาก (M= 4.38, S.D.=0.32)</p> <p><strong>สรุป :</strong> การพัฒนาคุณภาพในครั้งนี้ ทำให้มีแบบประเมินความเสี่ยงและแนวทางการป้องกันการพลัดตกหกล้มที่ชัดเจน พยาบาลนำไปปฏิบัติได้สะดวก ผู้ป่วยได้รับบริการที่มีมาตรฐานส่งผลต่อมิติคุณภาพคือความปลอดภัย (safety) จึงควรนำแนวทางดังกล่าวไปใช้ในหอผู้ป่วยอื่น ๆ</p> ศิริมา มณีโรจน์ รักชนก ชูเขียน วิชรา เสวกพรหม พรพนา อินทรสุวรรณ สุชานรี กิ่งรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 92 104 การเตรียมเลือดก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดนรีเวช กรณีไม่เร่งด่วนโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/285000 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การผ่าตัดใหญ่ทางนรีเวชมีหลากหลายชนิด ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับเลือดระหว่างผ่าตัด การเตรียมเลือดและการใช้เลือดจึงแตกต่างกันตามหัตถการ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษา Crossmatch-to-transfusion ratio (C: T ratio) ในผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดทางนรีเวชกรรมกรณีไม่เร่งด่วนโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตและศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการได้รับเลือดระหว่างผ่าตัด</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนาเก็บข้อมูลย้อนหลังผู้ป่วยผ่าตัดนรีเวชกรณีไม่เร่งด่วนตั้งแต่วันที่ 1 เดือนตุลาคม 2565 จนถึง 30 กันยายน 2567 จากใบบันทึกการให้ยาระงับความรู้สึก (Anesthetic records) และจากฐานข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยในระบบคอมพิวเตอร์ ที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต วิเคราะห์ผลโดยใช้การคำนวณหาดัชนีความเหมาะสมของการใช้เลือด คือ Crossmatch-to-transfusion ratio (C: T ratio) Transfusion probability (%T) Transfusion index (Ti) วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับเลือดระหว่างผ่าตัดโดยใช้การทดสอบ Chi-square, t-test, Odds ratio, 95%CI และ multivariate logistic regression analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: การเตรียมเลือดก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดนรีเวชในผู้ป่วยทั้งหมด 400 รายมีการจองเลือดทั้งหมด 900 ยูนิต ได้รับเลือดระหว่างผ่าตัด 105 คน ปริมาณการใช้เลือดจริง 215 ยูนิต ค่า C:Tratio, Transfusion probability (%T) และ Transfusion index (Ti) เท่ากับ 4.2, 26.3 และ 0.5 ตามลำดับ เมื่อศึกษาแยกตามชนิดการผ่าตัด Total Laparoscopic Hysterectomy , Laparoscopic staging และ Laparoscopic Surgery พบค่า C: T ratio เท่ากับ 12.5, 11 และ 9.5 ตามลำดับ เมื่อทำการวิเคราะห์โดยวิธี multivariate logistic regression analysis พบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับเลือดระหว่างผ่าตัดในผู้ป่วย ได้แก่ &nbsp;ASA classification (Adjusted OR = 0.21, 95% CI = 0.07-0.65), Intraoperative hypotension (Adjusted OR = 0.34, 95% CI=0.17-0.70) และ Type of operation (Adjusted OR = 0.25, 95% CI= 0.14-0.44)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การผ่าตัดนรีเวชกรณีไม่เร่งด่วนในโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตพบค่า CT ratio สูง ค่าอัตราการใช้เลือดต่ำ ดัชนีการใช้เลือดต่ำ โดยเฉพาะการผ่าตัดชนิดส่องกล้องทางนรีเวช พบค่า CT ratio สูงสุดและดัชนีการใช้เลือดต่ำสุด จึงไม่มีความจำเป็นต้องจองเลือดชนิด cross match เพื่อเตรียมผ่าตัดชนิดส่องกล้องทางนรีเวช</p> ยุวรีย์ งานทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 105 119 การประเมินความสัมพันธ์ของการวัดขนาดความกว้างของโพรงกระดูกฝ่ามือด้วยการใช้ภาพถ่ายรังสีธรรมดา กับการใช้ภาพจากการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/285001 <p><strong>บทนำ</strong>: การผ่าตัดใส่สกรูยึดตรึงในโพรงกระดูกถือเป็นอีกวิธีในการรักษาการหักของกระดูกฝ่ามือ จึงจำเป็นต้องทราบขนาดของโพรงกระดูกเพื่อเลือกขนาดของสกรูให้เหมาะสม การวัดขนาดโดยใช้ภาพรังสีจึงมีบทบาทมากทั้งจากภาพถ่ายรังสีธรรมดาหรือจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และเปรียบเทียบขนาดความกว้างในส่วนที่แคบที่สุดของโพรงกระดูกฝ่ามือในแต่ละนิ้วโดยใช้ภาพถ่ายรังสีธรรมดาเทียบกับการใช้ภาพจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong>: เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2565 &nbsp;ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยวัดความกว้างของโพรงกระดูกฝ่ามือตั้งแต่นิ้วโป้งจนถึงนิ้วก้อยจากภาพถ่ายรังสีธรรมดาและจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: การตรวจทางรังสีวิทยาในผู้ป่วยจำนวน 32 ราย ไม่พบความแตกต่างจากการวัดด้วยการใช้ภาพถ่ายรังสีธรรมดาเทียบกับวัดจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สำหรับกระดูกฝ่ามือทุกชิ้น และพบว่าการวัดโดยใช้ภาพถ่ายรังสีธรรมดามีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับการวัดจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในทุกนิ้ว</p> <p><strong>สรุป</strong>: ในการผ่าตัดใส่สกรูยึดตรึงในโพรงกระดูกฝ่ามือสามารถวัดขนาดความกว้างของโพรงกระดูกฝ่ามือจากภาพถ่ายรังสีธรรมดาของมือเพียงอย่างเดียวได้เลย</p> <p>&nbsp;</p> เดชรัตน์ อิ่มใจ วาทิต วุฒิมานพ อรรณพ ศรีคงแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 120 130 การพัฒนาระบบรายงานผลอัตโนมัติ ในการตรวจวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดของผู้ใช้บริการในโรงพยาบาลถลาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/285003 <p><strong>บทนำ :</strong> การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count; CBC) เป็นการตรวจพื้นฐานที่สำคัญต่อการวินิจฉัยและติดตามผลการรักษา โรงพยาบาลถลาง จังหวัดภูเก็ต มีการสั่งตรวจ CBC เฉลี่ยมากกว่า 3,000 รายต่อเดือน ส่งผลให้ภาระงานสูงและอาจเกิดความล่าช้าในการรายงานผล ระบบรายงานผลอัตโนมัติ (Autoverification) จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการรายงานผล</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อพัฒนาระบบ Autoverification สำหรับการตรวจ CBC และประเมินประสิทธิภาพด้านความถูกต้อง ระยะเวลาการรายงานผล (Turnaround Time; TAT) อัตราการรายงานผลภายในเวลาที่กำหนด และต้นทุนการดำเนินงาน</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา :</strong> ใช้ผลตรวจ CBC ของผู้ป่วยที่ส่งตรวจด้วยเครื่อง Mindray BC-6000 กำหนดเกณฑ์ Autoverification อ้างอิงจาก Consensus Guidelines (ISLH), CLIA 2025 และคู่มือการใช้งานเครื่อง จากนั้นสุ่มตรวจสอบความถูกต้องด้วยการย้อมสไลด์เลือดโดยนักเทคนิคการแพทย์ 3 ท่าน และเปรียบเทียบผลก่อน–หลังใช้งานระบบ</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> ระบบ Autoverification สามารถอนุมัติผล CBC ได้อัตโนมัติ 29.83% พบผลลบปลอมใน RBC Morphology 2.00% แต่ไม่พบข้อผิดพลาดใน WBC และ Platelet ระยะเวลา TAT ของผู้ป่วยเร่งด่วนที่ผลปกติลดลงจาก 21.95 นาที เหลือ 7.60 นาที อัตราการรายงานผลภายในเวลาที่กำหนดเพิ่มจาก 95.94% เป็น 99.61% และต้นทุนการย้อมสไลด์ลดลง 32.68% ภายใน 3 เดือนแรก</p> <p><strong>สรุป </strong>: ระบบ Autoverification มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาและต้นทุน รวมทั้งลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ โดยควรมีการปรับปรุงเกณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสัดส่วนผลที่สามารถรายงานได้ โดยไม่กระทบต่อความถูกต้องของผลตรวจ</p> พรรณ์ภิญา ลีนานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 131 145 อัตราความสำเร็จของการใช้ยา Mifepristone ร่วมกับยา Misoprostol ในการยุติการตั้งครรภ์ สำหรับสตรีที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมในโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/285004 <p><strong>บทนำ :</strong> การตั้งครรภ์ไม่พร้อมเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพกาย จิตใจ และสังคม การยุติการตั้งครรภ์ด้วยยา Mifepristone ร่วมกับ Misoprostol เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับและมีประสิทธิภาพสูง แต่ยังมีข้อมูลจำกัดในบริบทของประเทศไทยหลังการแก้กฎหมายอาญามาตรา 305</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้ยา Mifepristone ร่วมกับ Misoprostol ในการยุติการตั้งครรภ์สำหรับสตรีที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการแท้งไม่สมบูรณ์และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา :</strong> การวิจัยแบบย้อนหลังเชิงพรรณนา (retrospective cohort) โดยทบทวนเวชระเบียนสตรีอายุ 15–50 ปี ที่อายุครรภ์ ≤12 สัปดาห์ และได้รับการยุติการตั้งครรภ์ด้วย Mifepristone 200 มก. รับประทาน ตามด้วย Misoprostol 800 ไมโครกรัม อมใต้ลิ้น ณ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต รวมทั้งหมด 126 ราย ตั้งแต่เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568</p> <p><strong>ผลการศึกษา :</strong> อัตราความสำเร็จของการแท้งครบอยู่ที่ร้อยละ 78.6 โดยการวิเคราะห์หลายตัวแปร (Multivariate analysis) พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแท้งไม่ครบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระดับการศึกษาระดับมัธยมต้น (Adjusted OR 4.4, 95%CI 1.19–16.29) และอายุของฝ่ายชายตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป (Adjusted OR 5.52, 95%CI 1.04–29.12) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.2) พบผลข้างเคียงเพียง 1 อาการ โดยอาการปวดหน่วงท้องน้อยพบมากที่สุดร้อยละ 65 และไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล</p> <p><strong>สรุป :</strong> สูตร Mifepristone 200 มก. ร่วมกับ Misoprostol 800 ไมโครกรัม เพียงครั้งเดียวในกลุ่มคนไข้อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ มีอัตราความสำเร็จในการแท้งครบอยู่ที่ร้อยละ 78.6 โดยมีปัจจัยด้านระดับการศึกษาและอายุของฝ่ายชายสัมพันธ์กับการแท้งไม่ครบอย่างมีนัยสำคัญ การรักษามีความปลอดภัยและไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง</p> วิรุฬห์ ทองชุมนุม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 146 158 ปัจจัยทางรังสีวิทยาที่สามารถพยากรณ์ความล้มเหลวของการยึดตรึงกระดูกด้วยวัสดุที่ใช้ ดามโลหะชนิดใส่ในโพรงกระดูกในการรักษากระดูกต้นขาส่วนบนหักบริเวณระหว่างปุ่มใหญ่ ในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/285005 <p><strong>บทนำ</strong>: การเกิดปลายเบรดทะลุกระดูกเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบในผู้ป่วยที่ผ่าตัดโดยใช้วัสดุดามโลหะชนิดใส่ในโพรงกระดูก การศึกษาปัจจัยทางรังสีวิทยาที่พยากรณ์ความล้มเหลวของการยึดตรึงกระดูกจึงมีความสำคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อระบุปัจจัยทางรังสีวิทยาที่พยากรณ์ความล้มเหลวของการรักษากระดูกสะโพกหักชนิดกระดูกต้นขาส่วนบนหักบริเวณระหว่างปุ่มใหญ่ ด้วยวัสดุดามโลหะชนิดใส่ในโพรงกระดูก</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong>: การศึกษาแบบย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2566 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยเก็บข้อมูลปัจจัยด้านผู้ป่วย ปัจจัยด้านกระดูกหัก และ ปัจจัยทางรังสีวิทยา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: ผู้ป่วยจำนวน 206 ราย พบปลายเบรดทะลุกระดูกจำนวน 15 ราย (ร้อยละ 7.4) ปัจจัยที่ส่งผลได้แก่ ตำแหน่งของเบรดในแนวหน้าหลังโดยใช้ดัชนีของปาร์กเกอร์ (P = 0.004) และ มุมที่วัดระหว่างแกนกลางของกระดูกต้นขาและแกนกลางของคอกระดูกต้นขา (P = 0.014)</p> <p><strong>สรุป</strong>: ดัชนีของปาร์กเกอร์เพื่อดูตำแหน่งของเบรดในแนวหน้าหลังที่เพิ่มขึ้น และมุมที่ลดลงระหว่างแกนกลางของกระดูกต้นขาและแกนกลางของคอกระดูกต้นขา เป็นปัจจัยทางรังสีที่มีความสัมพันธ์ต่อความล้มเหลวของการยึดตรึงกระดูกโดยใช้วัสดุดามโลหะชนิดใส่ในโพรงกระดูก</p> ฐิติพงศ์ เกรียงทวีกิจ กฤตนันท์ เพ็งสุวรรณ กันตภณ ขอพลอยกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 159 170 อัตราความสำเร็จของการรักษาการตั้งครรภ์นอกมดลูกด้วยยา Methotrexate ในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/285006 <p><strong>บทนำ : </strong>การตั้งครรภ์นอกมดลูกเป็นภาวะกึ่งฉุกเฉินที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีอัตราการรอดชีวิตสูง และภาวะแทรกซ้อนต่ำ หากได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ยา Methotrexate เป็นอีกแนวทางในการรักษาในผู้ป่วยตั้งครรภ์นอกมดลูกที่ไม่มีข้อห้ามในการใช้ยา การศึกษาอัตราความสำเร็จและปัจจัยที่มีผลต่ออัตราความสำเร็จของการรักษาการตั้งครรภ์นอกมดลูกด้วยยา Methotrexate จึงมีความสำคัญในการพัฒนาระบบการรักษาให้มีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาอัตราความสำเร็จและปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาการตั้งครรภ์นอกมดลูกด้วยยา Methotrexate ในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา : </strong>ศึกษาย้อนหลังโดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยตั้งครรภ์นอกมดลูกที่รักษาด้วยยา Methotrexate ในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 1 เดือนมกราคม พ.ศ.2561 ถึง วันที่ 31 เดือนธันวาคม พ.ศ.2566</p> <p><strong>ผลการศึกษา : </strong>ผู้ป่วยตั้งครรภ์นอกมดลูกที่ได้รับการรักษาด้วยยา Methotrexate จำนวน 82 ราย ประสบความสำเร็จร้อยละ 84.14 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการรักษาการตั้งครรภ์นอกมดลูกด้วยยา Methotrexate ได้แก่ ระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (Beta-hCG) (OR 9.48, 95% CI = 2.1-42.84, P = 0.001)</p> <p><strong>สรุป : </strong>การรักษาภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกด้วยยา Methotrexate มีอัตราความสำเร็จ 84.14 เปอร์เซ็นต์ และปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการรักษาการตั้งครรภ์นอกมดลูกด้วยยา Methotrexate ได้แก่ ระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (Beta-hCG)</p> กุลณดา สุดสาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 171 181 การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ผ่านหนังสืออิเล็กโทรนิกส์ (E-book) เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดในช่องท้องของผู้ป่วยศัลยกรรม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/285008 <p><strong>บทนำ: </strong>การผ่าตัดในช่องท้อง (Abdominal Surgery) เป็นการรักษาความผิดปกติของอวัยวะภายใน ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีความรู้เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่สามารถป้องกันได้ การให้ข้อมูลผ่านสื่อที่เข้าถึงง่ายและเหมาะสมกับยุคดิจิทัลจึงเป็นสิ่งสำคัญ หนังสืออิเล็กโทรนิกส์ (E-book) มีศักยภาพในการถ่ายทอดความรู้ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>1) เพื่อพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ผ่านหนังสืออิเล็กโทรนิกส์ (E-book) สำหรับผู้ป่วยศัลยกรรมที่ได้รับการผ่าตัดในช่องท้อง 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้ของผู้ป่วยก่อนและหลังได้รับความรู้ผ่านหนังสืออิเล็กโทรนิกส์ (E-book) 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้หนังสืออิเล็กโทรนิกส์ (E-book) ต่ออัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดในช่องท้อง และ 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยที่ได้รับความรู้ผ่านหนังสือ อิเล็กโทรนิกส์ (E-book)</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยใช้รูปแบบวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยไส้เลื่อนและมะเร็งลำไส้ที่เข้ารับการผ่าตัดแบบไม่ฉุกเฉิน ณ โรงพยาบาลทุ่งสง จำนวน 41 ราย ระหว่างวันที่ 15 มกราคม–31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินความรู้ก่อน–หลัง แบบประเมินภาวะแทรกซ้อน และแบบประเมินความพึงพอใจ</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 41 ราย เพศชาย 39 ราย เพศหญิง 2 ราย อายุเฉลี่ย 57.78 ปี ส่วนใหญ่การศึกษาระดับประถมศึกษา ไม่มีโรคประจำตัวร้อยละ 58.50 ผ่าตัดไส้เลื่อนแบบไม่ฉุกเฉินร้อยละ 76.61 ทั้งหมดมีความสามารถในการใช้สื่อ ภายหลังการใช้ E-book กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ไม่พบภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการให้ความรู้ผ่านหนังสือ อิเล็กโทรนิกส์ในระดับมากถึงมากที่สุด</p> <p><strong>สรุป: </strong>E-book เป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความรู้ผู้ป่วยผ่าตัดช่องท้อง ช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และตอบโจทย์การดูแลตนเองทั้งก่อนและหลังผ่าตัดได้อย่างเหมาะสม</p> นิรัชรา มณีฉาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 182 191 การบูรณะฟื้นฟูสภาพช่องปากในผู้ป่วยที่มีฟันสึกร่วมกับการสูญเสียมิติแนวดิ่ง : รายงานผู้ป่วย 1 ราย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/285009 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การบูรณะฟื้นฟูสภาพช่องปากเป็นการรักษาทางทันตกรรมที่มีความซับซ้อน โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขความผิดปกติของระบบบดเคี้ยวจากสภาวะที่มีพยาธิสภาพให้กลับสู่สภาพสมบูรณ์ ส่งผลให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างปกติ มีเสถียรภาพการสบฟัน ข้อต่อขากรรไกรสมดุล และเกิดความสวยงาม บทความนี้เป็นรายงานการรักษาผู้ป่วยชายไทยอายุ 65 ปี มีฟันสึกทั้งปาก ฟันหน้าบนสั้น และสูญเสียฟันหลังบางตำแหน่ง ได้รับการส่งต่อจากทันตแพทย์รักษารากฟันเพื่อทำการบูรณะฟัน จากการตรวจวินิจฉัยพบว่ามีฟันสึกร่วมกับการสูญเสียมิติแนวดิ่งขณะสบ ได้รับการรักษาโดยการบูรณะฟื้นฟูสภาพช่องปากด้วยฟันเทียมแบบติดแน่น ผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยมีประสิทธิภาพการบดเคี้ยวที่ดีขึ้น รอยยิ้มสวยงาม ส่งผลให้มีความมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จากการติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลา 2 ปี ผู้ป่วยเคี้ยวใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหา ให้ความร่วมมือในการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นอย่างดี และมีความพึงพอใจต่อผลการรักษา</p> วาศินี ศรีสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 192 207 มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Diffuse Large B-cell Lymphoma ของรังไข่: รายงานผู้ป่วย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/285010 <p>มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Diffuse large B-cell lymphoma (DLBCL) ของรังไข่ เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก อาการและอาการแสดงมักไม่จำเพาะ และภาพทางรังสีวิทยามักคล้ายกับ epithelial ovarian carcinoma หรือ germ cell tumors อื่น ๆ ทำให้การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจทางจุลพยาธิวิทยาร่วมกับการย้อมพิเศษอิมมูโนฮิสโตเคมีเป็นหลัก รายงานผู้ป่วยฉบับนี้นำเสนอ ลักษณะทางพยาธิวิทยาของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด DLBCL ของรังไข่ ในผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะแทรกซ้อนจากเนื้องอกรังไข่และได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินเพื่อเอาเนื้องอกออก</p> จิรวัฒน์ สงณรงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 208 220 การพัฒนาระบบช่องทางด่วนการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเครือข่ายจังหวัดยะลา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/285011 <p>โรคหลอดเลือดสมองตีบตันเฉียบพลันเป็นภาวะฉุกเฉินที่พบบ่อย และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความพิการและมีอัตราตายสูง&nbsp;การรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบตันเน้นการเข้าถึงบริการที่รวดเร็วเพื่อให้ได้รับยาละลายลิ่มเลือดให้ทันเวลาได้มากที่สุด ซึ่งการได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายในเวลา 45 นาที (door to needle time) ยิ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะพิการและลดอัตราตาย โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้เนื้อเยื่อสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก&nbsp; ผู้ป่วยที่ได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบตันเฉียบพลันกรณีไม่มีข้อห้าม จำเป็นต้องได้รับยาละลายลิ่มเลือดให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาเนื้อสมองบริเวณรอบ ๆ ให้กลับมาทำงานได้ตามปกติเร็วที่สุด</p> ศุภารัตน์ ชัยสุรจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 221 226