https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/issue/feed
มหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร
2026-06-30T11:00:01+07:00
พีระพัชร ไทยสยาม
NSTMJ@hotmail.com
Open Journal Systems
<p>มหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร ISSN: 3027-608X (Online) มีนโยบายรับตีพิมพ์<wbr />บทความภาษไทยที่เกี่ยวข้องกั<wbr />บการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งในรูปแบบนิพนธ์ต้นฉบับ รายงานผู้ป่วย บทความฟื้นฟูวิชาการ บทความพิเศษหรือบทปกิณกะ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกรหรือบุคลากรทางสาธารณสุ<wbr />ขอื่นๆ ทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน โดยมีกำหนดออก 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 กรกฎาคม - ธันวาคม และ ฉบับที่ 2 มกราคม-มิถุนายน</p> <p> </p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289917
นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อการส่งเสริมสุขภาวะชุมชนระดับปฐมภูมิ
2026-06-30T09:45:54+07:00
กมลวรรณ สุวรรณ
witoon.k@rmutsv.ac.th
วิทูรย์ คงผล
witoon.k@rmutsv.ac.th
<p>ในทศวรรษที่ผ่านมาระบบสาธารณสุขทั่วโลกเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนและทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) โดยเฉพาะประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2566 จะมีประชากรสูงอายุสูงถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด<sup>(</sup><sup>1)</sup> ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อภาระโรคที่เปลี่ยนผ่านจากโรคติดเชื้อเฉียบพลัน มาเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases: NCDs) เช่น โรคเบาหวานที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โรคความดันโลหิตสูงที่เสี่ยงต่อภาวะอัมพฤกษ์อัมพาต และโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะเหล่านี้ไม่เพียงแต่คุกคามคุณภาพชีวิตของปัจเจกบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อความมั่นคงทางงบประมาณในระดับปฐมภูมิ (Primary Care) ซึ่งเป็นปราการด่านหน้า และหัวใจสำคัญของระบบสุขภาพไทย</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289918
ความก้าวหน้าในการแยกและการแปรรูปส่วนประกอบโลหิต: จากเลือดทั้งถุงสู่ผลิตภัณฑ์โลหิตที่เหมาะสมเพื่อการรักษา
2026-06-30T09:55:29+07:00
วาสิตา นวจิตไพบูลย์
wasita.n@redcross.or.th
นภาพร โมสิกานนท์
wasita.n@redcross.or.th
<p>การให้เลือดและส่วนประกอบโลหิตเป็นองค์ประกอบสำคัญของเวชปฏิบัติสมัยใหม่ โดยมีบทบาทในการรักษาผู้ป่วยหลากหลายกลุ่ม อย่างไรก็ตาม แนวทางการให้เลือดได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากการใช้เลือดทั้งถุง (whole blood) ไปสู่การใช้ส่วนประกอบโลหิตเฉพาะชนิด (component therapy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการแยกและแปรรูปส่วนประกอบโลหิต ตั้งแต่หลักการพื้นฐานของการแยกตามความหนาแน่น การปั่นแยกแบบดั้งเดิม ระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงเทคโนโลยี apheresis ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพและความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์โลหิต</p> <p>นอกจากนี้ บทความยังครอบคลุมกระบวนการแปรรูปเพื่อปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เช่น leukoreduction การฉายรังสี การล้างส่วนประกอบโลหิต และเทคโนโลยีลดเชื้อก่อโรค (pathogen reduction technologies) รวมถึงบทบาทของ additive solutions ในการยืดอายุการเก็บรักษา ทั้งนี้ การเก็บรักษาส่วนประกอบโลหิตก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า storage lesions ซึ่งส่งผลต่อคุณสมบัติทางชีวภาพของเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และพลาสมา และอาจมีผลต่อผลลัพธ์ทางคลินิกในบางบริบท</p> <p>การควบคุมคุณภาพและการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เช่น WHO, AABB และ EDQM มีความสำคัญในการรับประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์โลหิตตลอดกระบวนการตั้งแต่ผู้บริจาคจนถึงผู้รับเลือด ในอนาคต แนวโน้มของเวชศาสตร์การให้เลือดจะมุ่งสู่การบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงและแนวคิดการแพทย์แม่นยำ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์โลหิตที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และเหมาะสมกับผู้ป่วยเฉพาะราย อันจะนำไปสู่แนวทางการให้เลือดที่เหมาะสมและยั่งยืนในระดับสากล</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289920
คุณภาพ การเปลี่ยนแปลงระหว่างการเก็บรักษา และผลกระทบทางคลินิกของ ส่วนประกอบโลหิต : นัยสำคัญต่อเวชปฏิบัติการให้เลือด
2026-06-30T10:00:28+07:00
นภาพร โมสิกานนท์
napaporn.m@redcross.or.th
วาสิตา นวจิตไพบูลย์
napaporn.m@redcross.or.th
<p>การให้เลือดและส่วนประกอบโลหิตเป็นหัตถการสำคัญในเวชปฏิบัติสมัยใหม่ โดยมีบทบาทในการรักษาผู้ป่วยหลากหลายกลุ่ม อย่างไรก็ตาม คุณภาพของส่วนประกอบโลหิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ระหว่างการเก็บรักษา ซึ่งเรียกว่า (storage lesions) โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวครอบคลุมทั้งระดับชีวเคมี โครงสร้าง และหน้าที่ของเซลล์ และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการให้เลือด</p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับคุณภาพของส่วนประกอบโลหิต กลไกการเกิด การเปลี่ยนแปลงระหว่างการเก็บรักษา (storage lesions) ในเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และพลาสมา รวมถึงผลกระทบทางคลินิกและแนวทางในการลดผลกระทบดังกล่าว จากการทบทวนพบว่า การเปลี่ยนแปลงระหว่างการเก็บรักษา (storage lesions) ในเม็ดเลือดแดงเกี่ยวข้องกับการลดลงของ ATP และ 2,3-bisphosphoglycerate การเกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของเยื่อหุ้มเซลล์ ขณะที่เกล็ดเลือดมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) และการเพิ่มขึ้นของตัวบ่งชี้การกระตุ้น (activation markers) ส่วนพลาสมามีการลดลงของปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (coagulation factors) บางชนิดระหว่างการเก็บรักษา</p> <p>แม้ว่าหลักฐานเชิงกลไกจะสนับสนุนว่า การเปลี่ยนแปลงระหว่างการเก็บรักษา (storage lesions) อาจมีผลต่อสมรรถนะของส่วนประกอบโลหิต แต่หลักฐานทางคลินิกยังคงมีความไม่สอดคล้อง งานวิจัยส่วนใหญ่รายงานว่ามีผลกระทบน้อยในผู้ป่วยทั่วไป อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจมีความสำคัญในผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยวิกฤต ทารกแรกเกิด และผู้ป่วยที่ได้รับเลือดปริมาณมาก</p> <p>แนวทางในการปรับปรุงคุณภาพของส่วนประกอบโลหิต ได้แก่ การพัฒนา additive solutions การลดเม็ดเลือดขาว การใช้ platelet additive solutions และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโอมิกส์ (omics approaches) เพื่อประเมินคุณภาพเชิงลึก แนวโน้มในอนาคตมุ่งสู่แนวคิดเวชศาสตร์การให้เลือดแบบแม่นยำ (precision transfusion medicine) ซึ่งเน้นการเลือกใช้ส่วนประกอบโลหิตให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วย</p> <p>โดยสรุป ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระหว่างการเก็บรักษา (storage lesions) และผลกระทบทางคลินิกมีความสำคัญต่อการพัฒนาแนวทางการให้เลือดที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น และเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเวชศาสตร์การให้เลือดในอนาคต</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289912
มะเร็งเยื่อบุผิวปฐมภูมิชนิด Adenocarcinoma ของ Epididymis: รายงานผู้ป่วย
2026-06-30T09:17:06+07:00
สิทธิพงษ์ วังสะวิบูลย์
sittipong_w@outlook.com
<p>มะเร็งเยื่อบุผิวปฐมภูมิชนิด Adenocarcinoma ของ Epididymis เป็นโรคที่พบได้น้อยมาก เนื้องอกของ Epididymis ส่วนใหญ่มักเป็นเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งหรือเป็นมะเร็งที่มีการแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น รายงานผู้ป่วยฉบับนี้นำเสนอลักษณะทางพยาธิวิทยาของมะเร็งชนิดนี้ ในผู้ป่วยที่มาด้วยก้อนที่บริเวณถุงอัณฑะร่วมกับถุงน้ำอัณฑะและได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดอัณฑะ ภายหลังการรักษาไม่พบก้อนกลับเป็นซ้ำในบริเวณผ่าตัดหรือการกระจายตัวของเนื้องอกไปยังอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289913
การศัลยกรรมปุ่มกระดูกขนาดใหญ่กลางเพดานปากในผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านเกล็ดเลือด : รายงานผู้ป่วย
2026-06-30T09:22:59+07:00
สุจิรา เคารพพันธุ์
sujira7207@gmail.com
<p>ปุ่มกระดูกกลางเพดานปาก (Torus Palatinus) คือ ก้อนกระดูกนูนที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ อยู่บริเวณกลางเพดานแข็ง โดยทั่วไปไม่ต้องผ่าตัดออก แต่หากมีข้อบ่งชี้ เช่น ปุ่มกระดูกขัดขวางต่อการใส่ฟันเทียม หรือเกิดแผลบริเวณปุ่มกระดูกอยู่บ่อยครั้ง ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษา บทความนี้ได้นำเสนอการรักษาผู้ป่วย 1 ราย ตรวจพบปุ่มกระดูกขนาดใหญ่กลางเพดานปาก โดยผู้ป่วยมีโรคประจำตัวคือ ความดันโลหิตสูง ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ และรับประทานยาต้านเกล็ดเลือด มีความจำเป็นต้องใส่ฟันเทียมทั้งปากชนิดถอดได้ แผนการรักษาคือผ่าตัดปุ่มกระดูกกลางเพดานปากภายใต้ยาชาเฉพาะที่ โดยไม่ได้หยุดยาต้านเกล็ดเลือด ร่วมกับการทำแผ่นปิดเพดานปากภายหลังการผ่าตัด เพื่อช่วยห้ามเลือด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่น ติดตามผลการรักษา 3 เดือน พบว่าแผลผ่าตัดหายดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงทั้งขณะรักษา รวมถึงหลังการรักษา</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289914
การดึงฟันตัดกลางซี่บนฝังด้วยวิธีการทางทันตกรรมจัดฟัน : รายงานผู้ป่วย
2026-06-30T09:29:51+07:00
ปิยพงศ์ นิ่มปลอด
n.piyaphong@gmail.com
<p>การฝังตัวของฟันตัดกลางซี่บนเป็นสภาวะที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสวยงามของใบหน้า การออกเสียง และความเชื่อมั่นในตนเองของผู้ป่วย การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางในการรักษามีตั้งแต่การติดตามอาการ การกำจัดสิ่งกีดขวางการขึ้นของฟัน การถอนฟันฝังออกร่วมกับการใส่ฟันเทียม ไปจนถึงการทำศัลยกรรมเปิดเหงือกร่วมกับการดึงฟันฝังด้วยแรงทางทันตกรรมจัดฟัน รายงานผู้ป่วยฉบับนี้เสนอการรักษาผู้ป่วยชายไทยอายุ 14 ปี ที่มีสภาวะฟันตัดกลางบนซี่ขวาฝัง โดยได้รับการรักษาด้วยเครื่องมือทันตกรรมจัดฟันแบบติดแน่น ร่วมกับการผ่าตัดเปิดเหงือกเพื่อดึงฟันฝังเข้าสู่ส่วนโค้งแนวฟัน ผลการรักษาพบว่าฟันที่ฝังสามารถเคลื่อนเข้าสู่ตำแหน่งที่เหมาะสมได้ สภาวะปริทันต์อยู่ในเกณฑ์ที่ดี การเรียงตัวและการสบฟันดีและมีเสถียรภาพ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289915
การประยุกต์ใช้แบบพิมพ์โมเดลสามมิติในการผ่าตัดรักษากระดูกใบหน้าหักหลายตำแหน่ง : รายงานผู้ป่วย
2026-06-30T09:34:55+07:00
กิ่งเกศ อักษรวงศ์
mae.num.oey@gmail.com
<p> กระดูกใบหน้าหักหลายตำแหน่ง (Panfacial fracture) เป็นลักษณะหนึ่งของการบาดเจ็บทางใบหน้าและขากรรไกร (Maxillofacial trauma) ที่รุนแรงและซับซ้อน โดยจะพบลักษณะของกระดูกที่แตกหักหลายชิ้นทั้งใบหน้าส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่าง การรักษามีความยุ่งยากเมื่อเทียบกับการรักษากระดูกแตกหักของบริเวณเดียวกันในรูปแบบอื่น จุดมุ่งหมายของการรักษากระดูกใบหน้าหักลักษณะดังกล่าวคือเพื่อฟื้นฟูรูปร่างทางกายวิภาคและโครงสร้างใบหน้าทั้งสามมิติ รวมถึงการทำงานของกระดูกใบหน้าและขากรรไกรให้กลับไปใกล้เคียงกับก่อนอุบัติเหตุ ในปัจจุบันการใช้แบบพิมพ์โมเดลสามมิติมีประโยชน์มากต่อการรักษาผู้ป่วยดังกล่าว ได้แก่ ช่วยวินิจฉัยการแตกหักของกระดูกใบหน้าได้ชัดเจน รวมถึงการวางแผนและเตรียมอุปกรณ์ก่อนการผ่าตัด ช่วยลดเวลาผ่าตัด ทำให้ได้ผลการรักษาที่ดี และลดข้อแทรกซ้อนภายหลังผ่าตัดได้ บทความนี้เป็นการรายงานผู้ป่วย 1 รายที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นกระดูกใบหน้าหักหลายตำแหน่งจากอุบัติเหตุจราจร ได้ประยุกต์แบบพิมพ์โมเดลสามมิติมาช่วยวินิจฉัย วางแผนและเตรียมอุปกรณ์ก่อนการผ่าตัด ช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความแม่นยำขณะผ่าตัด การติดตามหลังการรักษาเป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่าผู้ป่วยหายดี มีรูปร่างใบหน้าที่เหมาะสม การทำหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ เป็นปกติเช่นเดียวกับก่อนอุบัติเหตุ ผู้ป่วยและญาติพึงพอใจต่อผลการรักษา การป้องกันการบาดเจ็บลักษณะเช่นนี้สามารถทำได้ด้วยการขับขี่โดยรักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289916
การรักษาความวิการในสันกระดูกเบ้าฟันด้วยการปลูกถ่ายกระดูกตนเอง: รายงานผู้ป่วยติดตามผล 1 ปี
2026-06-30T09:38:07+07:00
มนัสนันท์ ชูสิริ
amine4555@gmail.com
<p>ความวิการในสันกระดูกเบ้าฟันโดยเฉพาะชนิดที่มีผนังกระดูกเหลืออยู่ 2–3 ด้าน มีศักยภาพในการทำศัลยกรรมปริทันต์คืนสภาพ ผู้ป่วยหญิงอายุ 44 ปีจากการตรวจทางคลินิกและภาพรังสีพบความวิการในสันกระดูกเบ้าฟันที่มีผนังกระดูกเหลือ 2-3 ด้านบริเวณด้านไกลกลางและด้านลิ้นของฟันกรามน้อยล่างขวาซี่ที่ 1 ภายหลังการรักษาภาวะปริทันต์อักเสบขั้นต้นยังคงพบร่องลึกปริทันต์ 7-8 มิลลิเมตร ได้รับการทำศัลยกรรมปริทันต์ด้วยการปลูกถ่ายกระดูกในตนเองจากบริเวณสันเหงือกว่างของฟันกรามล่างขวาซี่ที่ 1 โดยไม่ใช้แผ่นกั้น ติดตามผลการรักษา 1 ปี สามารถลดร่องลึกปริทันต์เหลือ 3 มิลลิเมตร พบเหงือกร่นเพิ่มขึ้น 1 มิลลิเมตร ภาพรังสีแสดงการเพิ่มขึ้นของความสูงและความหนาแน่นของกระดูกเบ้าฟัน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289867
การเปรียบเทียบการประเมินคุณภาพชีวิตระหว่างการอบไอน้ำสมุนไพรและการสุมยา สมุนไพร ในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลอ่าวลึก จังหวัดกระบี่
2026-06-29T12:36:57+07:00
รอดีย๊ะ ชาติไทย
fada.fai2@hotmail.com
ไฟศอล มาหะมะ
fada.fai2@hotmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ สถานการณ์ผู้ป่วย “โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง” เพิ่มสูงขึ้นทุกปี เป็นสาเหตุสำคัญของอัตราการเจ็บป่วย และอัตราการตายของประชากรทั่วโลก สามารถเลือกวิธีการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันเช่นการใช้ยาชนิดรับประทาน หรือในทางการแพทย์แผนไทยโดยใช้วิธีการอบสมุนไพรและวิธีการสุมยาสมุนไพร</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาการประเมินคุณภาพชีวิตระหว่างการอบไอน้ำสมุนไพรและการสุมยาสมุนไพร เปรียบเทียบการประเมินคุณภาพชีวิตก่อนและหลังการอบไอน้ำสมุนไพรและการสุมยาสมุนไพร และศึกษาอาการไม่พึงประสงค์</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างรวม 38 คน จาก ผู้ป่วยทั้งชายและหญิง ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบัน แผนกผู้ป่วยนอก แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ การอบไอน้ำสมุนไพรและการสุมยาสมุนไพร กลุ่มละ 19 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และแบบประเมิน CAT Score วิเคราะห์ข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สถิติ Paired Samples t-test และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Independent Samples t – test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> การประเมินคุณภาพชีวิตของในการอบไอน้ำสมุนไพรและการสุมยาสมุนไพร สามารถบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้ โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองภายในกลุ่ม มีคะแนนรวม CAT score แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) และเมื่อเปรียบเทียบการประเมินคุณภาพชีวิตระหว่างสองกลุ่ม พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน ทั้งนี้พบอาการไม่พึงประสงค์ในกลุ่มหลังอบไอน้ำสมุนไพรครั้งแรก คือ มีอาการหายใจไม่อิ่ม และอาการวิงเวียนศีรษะ ส่วนกลุ่มการสุมยาสมุนไพรไม่พบอาการไม่พึงประสงค์</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การอบไอน้ำสมุนไพรและการสุมยาสมุนไพรมีประสิทธิผลไม่ต่างกัน แต่การสุมยาสมุนไพรไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่นำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วย COPD ได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้มีอาการทางคลินิกและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอาการ การอบไอน้ำสมุนไพร การสุมยาสมุนไพร</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289868
ลักษณะของผู้ป่วย การรักษา และผลลัพธ์ของภาวะหืดกำเริบเฉียบพลันรุนแรง ในหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-06-29T12:44:06+07:00
ธนัชญา ชุมศรี
chumsri.th@gmail.com
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> ภาวะหืดกำเริบเฉียบพลันรุนแรง (acute life-threatening asthma exacerbations; ALTA) ในผู้ป่วยเด็ก เป็นปัญหาสำคัญในหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต (PICU) การใส่ท่อช่วยหายใจสัมพันธ์กับความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน และการนอนโรงพยาบาลที่ยาวนานขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อระบุลักษณะของผู้ป่วยที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการใส่ท่อช่วยหายใจ รูปแบบการรักษาใน PICU และผลลัพธ์ของการรักษาในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะ ALTA</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา </strong><strong>:</strong> เป็นศึกษาแบบย้อนหลัง โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยเด็กอายุ 1-15 ปี ทุกคน ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ ALTA และได้เข้ารับการรักษาใน PICU โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยทั้งหมด 92 ราย โดย 69 ราย (ร้อยละ75) ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ และ 23 ราย (ร้อยละ 25) ไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ากลุ่มใส่ท่อช่วยหายใจมีสัดส่วนการถูกส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่นมากกว่า (p < 0.01) มีประวัติเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดและมียาคุมอาการน้อยกว่า (p < 0.01) และได้รับการรักษาด้วย corticosteroid ก่อนเข้ารับการรักษาใน PICU น้อยกว่ากลุ่มไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ (p = 0.04) การรักษาใน PICU กลุ่มใส่ท่อช่วยหายใจ ได้รับยา 50% MgSO<sub>4</sub> น้อยกว่า (p = 0.02) แต่ได้รับยา β<sub>2</sub>-agonist ทางหลอดเลือดดำต่อเนื่องมากกว่า (p = 0.02) ด้านผลลัพธ์การรักษา ไม่มีผู้ป่วยที่เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจมีระยะเวลาการรักษาใน PICU และในโรงพยาบาลยาวนานกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ใส่ท่อช่วยหายใจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉลี่ย 4.7±2.3 วัน เทียบกับ 2.2±1.0 วัน ใน PICU (p < 0.01) และ 8.7±4.0 วัน เทียบกับ 5.4±1.3 วันในการรักษาในโรงพยาบาล (p < 0.01)</p> <p><strong>สรุป </strong><strong>: </strong>ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะ ALTA ได้แก่ ผู้ป่วยที่ถูกส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่น ไม่มีประวัติการวินิจฉัยโรคหืด ไม่มียาคุมอาการ และการรักษาก่อนเข้ารับการดูแลใน PICU ไม่เพียงพอ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่ระยะเวลาการรักษาใน PICU และการรักษาในโรงพยาบาลที่ยาวนานขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>ภาวะหืดกำเริบเฉียบพลันรุนแรง การใส่ท่อช่วยหายใจ หออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289870
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงของผู้ป่วยภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อที่มารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช
2026-06-29T12:47:50+07:00
เกวลิน หลีทศรัตน์
kewalinleetodsarat@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong>: ภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อเป็นภาวะฉุกเฉินที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะใน 24 ชั่วโมงแรก ซึ่งสะท้อนทั้งความรุนแรงของโรคและประสิทธิภาพการดูแลรักษาในระยะแรก ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตระยะแรกในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงของผู้ป่วยภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong>: เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยอายุ ≥15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ (ICD-10: R57.2) หรืออยู่ในระบบช่องทางด่วนภาวะพิษเหตุติดเชื้อและได้รับการรักษาในห้องฉุกเฉิน ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์-31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 เก็บข้อมูลจากฐานข้อมูลโรงพยาบาลและเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา Mann-Whitney U test, Chi-square test และการถดถอยโลจิสติกหลายตัวแปร</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: ผู้ป่วยทั้งหมด 615 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุมัธยฐาน 67 ปี (IQR 54-77) อัตราการเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงร้อยละ 16.7 และอัตราการเสียชีวิตทั้งหมดร้อยละ 45 ผู้ป่วยร้อยละ 35.6 ได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต ภาวะร่วมที่พบบ่อย ได้แก่ ระบบหายใจล้มเหลว การได้รับยากระตุ้นหัวใจและหลอดเลือด และระดับแลคเตทแรกรับสูง แหล่งติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือระบบทางเดินหายใจ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง ได้แก่ ระดับแลคเตทแรกรับที่สูง (adjusted OR 1.23, 95% CI 1.15–1.32) และภาวะระบบหายใจล้มเหลว (adjusted OR 2.77, 95% CI 1.22–7.15)</p> <p><strong>สรุป</strong>: ระดับแลคเตทแรกรับสูงและภาวะหายใจล้มเหลวสัมพันธ์กับการเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงของผู้ป่วยภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289871
การศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบวิธีการผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นต่อคะแนนการเข้าเต้าของทารก ที่มีภาวะลิ้นติดในโรงพยาบาลพังงา
2026-06-29T12:50:57+07:00
วราลักษณ์ ยั่งสกุล
waralak.yan@hotmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ภาวะลิ้นติด มีผลต่อการดูดนมของทารก การผ่าตัดรักษาพังผืดใต้ลิ้นทำได้หลายวิธีที่นิยมใช้คือ การผ่าตัดด้วยกรรไกรและจี้ไฟฟ้า ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับผลของการผ่าตัดทั้งสองวิธีต่อการเข้าเต้าของมารดา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบวิธีการผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นด้วยกรรไกรและจี้ไฟฟ้าต่อคะแนนการเข้าเต้า การหายของแผล และการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> งานวิจัยแบบ Randomized controlled trial ศึกษาทารกแรกเกิดในโรงพยาบาลพังงาที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะลิ้นติดร่วมกับมีปัญหาในการดูดนมแม่ และเข้ารับการผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นในเดือนมิถุนายน 2567 ถึง มกราคม 2568</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ทารกแรกเกิดที่ได้รับการผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นด้วยกรรไกร 30 คน และผ่าตัดด้วยจี้ไฟฟ้า 30 คน พบว่า LATCH score ก่อนผ่าตัดและในวันที่ 1 และ 7 หลังการผ่าตัด ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การประเมินการหายของแผลในวันที่ 7 หลังการผ่าตัด พบว่า Healing index ในกลุ่มผ่าตัดด้วยกรรไกร มีค่าสูงกว่ากลุ่มผ่าตัดด้วยจี้ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และไม่พบภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นของทั้งสองกลุ่ม</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นทั้งสองวิธีช่วยรักษาทารกแรกเกิดที่มีภาวะลิ้นติดร่วมกับมีปัญหาการดูดนมมารดา โดย LATCH score ไม่มีความแตกต่างกันของทั้งสองวิธี กลุ่มผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นด้วยกรรไกรมีการหายของแผลดีกว่า และไม่พบภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดของทั้งสองวิธี</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289872
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่าย จิตอาสาภาคประชาชน
2026-06-29T12:54:16+07:00
วรัญญา รัชกุล
kamonwan@bcnyala.ac.th
กมลวรรณ สุวรรณ
kamonwan@bcnyala.ac.th
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> การดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงโดยเครือข่ายจิตอาสาภาคประชาชน เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถอาสาสมัครเพื่อการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดภาวะแทรกซ้อนของผู้สูงอายุผ่านความร่วมมือที่ยั่งยืนในระดับชุมชน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนา และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายจิตอาสาภาคประชาชนในพื้นที่เขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบาโงยบาแด อำเภอเมือง จังหวัดยะลา</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา </strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 64 คน และ 2) ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่รับผิดชอบจำนวน 30 คน เครื่องมือประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้ แบบสอบถามการมีส่วนร่วม แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงาน และแบบบันทึกผลลัพธ์ทางสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าที (paired t-test)</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุ BB Volunteer Care Model ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ ทักษะปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยด้านทักษะมีพัฒนาการสูงสุด (Mean = 4.65, S.D. = 0.32) สำหรับผลลัพธ์สุขภาพผู้สูงอายุพบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้นจาก 7.20 เป็น 8.50 ภาวะเสี่ยงโรคซึมเศร้าลดลงจากร้อยละ 12.40 เหลือร้อยละ 3.20 ความสม่ำเสมอในการทำกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40.0 เป็นร้อยละ 92.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .005 และไม่พบการเกิดแผลกดทับรายใหม่ภายหลังได้รับรูปแบบการดูแลดังกล่าว</p> <p><strong>สรุป:</strong> รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชน ช่วยเพิ่มทักษะให้จิตอาสาปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย และส่งผลดีต่อสุขภาพผู้สูงอายุทั้งร่างกายและจิตใจอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289873
ผลของโปรแกรมสนับสนุนบทบาทพ่อแม่ต่อการลดความวิตกกังวลในเด็กวัยเรียน ที่เข้ารับการระงับความรู้สึกเพื่อผ่าตัดต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์
2026-06-29T12:58:54+07:00
นัฏกานต์ ยุติธรรม
snuttakan82@gmail.com
<p><strong>บทนำ: </strong>เด็กวัยเรียนที่เข้ารับการระงับความรู้สึกเพื่อผ่าตัดต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์มักมีความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในการรักษาและผลลัพธ์ทางสุขภาพ แนวคิดการสนับสนุนทางสังคม โดยเฉพาะการเสริมบทบาทพ่อแม่ในการดูแลเด็ก อาจช่วยลดความวิตกกังวลและเสริมความรู้สึกปลอดภัยของเด็ก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนบทบาทพ่อแม่ต่อการลดความวิตกกังวลในเด็กวัยเรียนที่เข้ารับการระงับความรู้สึกเพื่อผ่าตัดต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กวัยเรียนและผู้ปกครอง จำนวน 54 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 27 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสนับสนุนบทบาทพ่อแม่ร่วมกับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ แบบประเมินความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัด โดยใช้แบบประเมิน Modified Yale Preoperative Anxiety Scale (mYPAS) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบสมมติฐาน</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>กลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลลดลงจาก 68.7 ± 7.6 เป็น 49.3 ± 10.2 (p < .001) และต่ำกว่ากลุ่มควบคุมหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (61.9 ± 9.4, p < .001) หลังการทดลอง เด็กวัยเรียนในกลุ่มทดลองมีระดับความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีระดับความวิตกกังวลต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โปรแกรมสนับสนุนบทบาทพ่อแม่ที่พัฒนาตามแนวคิดทฤษฎีการสนับสนุนทางสังคม ช่วยเสริมการสนับสนุนด้านอารมณ์ ด้านข้อมูล และด้านการประเมินคุณค่า ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกปลอดภัย ลดความกลัวและความวิตกกังวลก่อนและหลังการผ่าตัด</p> <p><strong>สรุป: </strong>โปรแกรมสนับสนุนบทบาทพ่อแม่มีประสิทธิผลในการลดความวิตกกังวลของเด็กวัยเรียนที่เข้ารับการผ่าตัด สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการพยาบาลเด็กโดยยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งเสริมผลลัพธ์ด้านจิตใจและยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยเด็กอย่างเหมาะสม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289874
รูปแบบคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีผลต่อการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ในกลุ่มเสี่ยง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชี่ยวหลาน-ไกรสร ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
2026-06-29T13:02:42+07:00
สุจิตรา สังข์เพชร
seecat.meaw.sujitra@gmail.com
<p><strong>บทนำ : </strong>โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพที่เพิ่มภาระต่อระบบบริการปฐมภูมิ การป้องกันในกลุ่มเสี่ยงโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเป็นระบบก่อนเกิดผู้ป่วยรายใหม่จึงมีความจำเป็น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินประสิทธิผลรูปแบบคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ 2) ลดการเกิดผู้ป่วยรายใหม่และส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา : </strong>ดำเนินการ 3 ระยะ 1) ศึกษาและสังเคราะห์สถานการณ์และความต้องการ 2) พัฒนารูปแบบคลินิก และ 3) ประเมินผลด้วยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง เป็นเวลา 24 สัปดาห์ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 47 คน ที่มีความเสี่ยงต่อเบาหวานและความดันโลหิตสูง เก็บข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพ การจัดการตนเอง และค่าชี้วัดทางคลินิก ด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ แบบประเมินการจัดการตนเอง และแบบบันทึกค่าชี้วัดทางคลินิก ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือด (FPG) และความดันโลหิต วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired samples t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : รูปแบบคลินิกประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การประเมินรายบุคคล การตั้งเป้าหมายสุขภาพ การวางแผนร่วมกัน การปฏิบัติตามแผน และการติดตามประเมินผล โดยบูรณาการทีมสหวิชาชีพ ครอบครัว และชุมชน ภายหลังดำเนินงานไม่พบผู้เข้าร่วมเป็นผู้ป่วยรายใหม่ พฤติกรรมสุขภาพดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (โดยสัดส่วนผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 36.2 เป็นร้อยละ 78.7 และผู้ที่มีระดับความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.1 เป็นร้อยละ 70.2 p < 0.05) ระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตลดลง โดยค่าเฉลี่ย FPG ลดลงจาก 116.2 เป็น 104.7 mg/dL (Mean diff = 11.5 ± 16.0, (FPG ลดลง 11.5 mg/dL, p = 0.001; Systolic ลดลง 8.8 mmHg, p = 0.003; Diastolic ลดลง 5.1 mmHg, p = 0.005) และความสามารถในการจัดการตนเองเพิ่มขึ้น</p> <p><strong> สรุป</strong> : รูปแบบคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถลดปัจจัยเสี่ยง การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ และการป้องกันการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289875
การพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม
2026-06-29T13:08:49+07:00
อนงค์นาฏ บุญรัตน์
Aanongnat31@gmail.com
ประณีต ส่งวัฒนา
Aanongnat31@gmail.com
กิติวัฒน์ เกียรติจรูญเลิศ
Aanongnat31@gmail.com
สัสรีนา วรรณประภักดิ์
Aanongnat31@gmail.com
ณิชกานต์ นาขวัญ
Aanongnat31@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong> :</strong> โรคปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator-Associated Pneumonia: VAP) เป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญในผู้ป่วยวิกฤตที่ส่งผลต่อระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจ ระยะเวลานอนโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยของผู้ป่วย การพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกการพยาบาล (Clinical Nursing Practice Guideline: CNPG) ที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ และสอดคล้องกับบริบทของหอผู้ป่วยวิกฤต จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับคุณภาพการพยาบาลและลดความเสี่ยงของ VAP อย่างเป็นระบบ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> 1) เพื่อปรับปรุงแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยวิกฤตที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ 2) เพื่อประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก โดยเฉพาะอุบัติการณ์ของ VAP, อัตราการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำภายใน 72 ชั่วโมง และระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาล</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong><strong> :</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Implementation Research) นี้ดำเนินการ 2 ระยะ ได้แก่ ระยะพัฒนาแนวปฏิบัติและระยะนำแนวปฏิบัติไปใช้จริงในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม โรงพยาบาลหาดใหญ่ แนวปฏิบัติพัฒนาตามกรอบ NHMRC และสังเคราะห์เป็นแนวทาง WHAPO ประกอบด้วย Weaning, Hand hygiene, Aspiration precaution, Prevention of contamination และ Oral care พยาบาลวิชาชีพ 24 คน ได้รับการเตรียมความพร้อมและนำแนวปฏิบัติไปใช้กับผู้ป่วยวิกฤตที่ใช้เครื่องช่วยหายใจจำนวน 200 ราย แบ่งเป็นช่วงก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติช่วงละ 100 ราย ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน 2565 แนวปฏิบัติผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (CVI = 0.85) และแบบประเมินการปฏิบัติมีความเที่ยงอยู่ในระดับดี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การเปรียบเทียบลักษณะพื้นฐาน และการทดสอบความแตกต่างของผลลัพธ์ตามชนิดของข้อมูล</p> <p><strong>ผลการศึกษา : </strong>ภายหลังการนำแนวปฏิบัติ WHAPO ไปใช้ พบว่าวินัยในการปฏิบัติตามแนวทางโดยรวมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 77 เป็นร้อยละ 86 ระยะเวลาเฉลี่ยในการใช้เครื่องช่วยหายใจลดลงจาก 9.18 วัน เป็น 8.80 วัน และอัตราอุบัติการณ์ VAP ลดลงจาก 16.51 เป็น 13.31 ครั้งต่อ 1,000 วันใช้เครื่องช่วยหายใจ แม้ผลลัพธ์ทางสถิติยังไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p > .05) แต่ทิศทางของผลลัพธ์สะท้อนแนวโน้มเชิงบวกด้านความปลอดภัยและคุณภาพการพยาบาลในผู้ป่วยวิกฤต</p> <p><strong>สรุป : </strong>แนวปฏิบัติ WHAPO ที่พัฒนาจากหลักฐานเชิงประจักษ์และขับเคลื่อนด้วยการอบรม การนิเทศติดตาม และการสะท้อนข้อมูลอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริงและมีแนวโน้มส่งเสริมผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้น การศึกษาระยะต่อไปควรใช้รูปแบบ controlled before-after study หรือ quasi-experimental design ที่มีกลุ่มเปรียบเทียบ พร้อมเก็บข้อมูลความรุนแรงของผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มความชัดเจนของผลเชิงสาเหตุและสนับสนุนการขยายผลอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289876
ผลลัพธ์และปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
2026-06-29T13:29:55+07:00
กนกวรรณ ง๊ะสมัน
Research.taksin@hotmail.com
ณัฐวดี เสียงใส
Research.taksin@hotmail.com
ปวริศา ประชารุง
Research.taksin@hotmail.com
อดินันท์ อุสมัน
Research.taksin@hotmail.com
อันวา เจะอาลี
Research.taksin@hotmail.com
ศิวาพา ศรีเกียรติ
Research.taksin@hotmail.com
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด เป็นภาวะความผิดปกติของระบบหายใจ พบได้ในทารกทุกช่วงอายุครรภ์ แต่จะพบมากในทารกใกล้ครบกำหนดคลอดและทารกผ่าตัดคลอดมากกว่าคลอดทางช่องคลอด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลลัพธ์และปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิดโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา </strong><strong>:</strong> ศึกษาแบบ case-control study เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 - 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหายใจเร็วชั่วคราว จำนวน 120 ราย และกลุ่มที่หายใจปกติ จำนวน 240 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน พิสัยควอไทล์ และสถิติอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก นำเสนอข้อมูลด้วย odds ratio และ 95%CI กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : วิธีการคลอดสัมพันธ์กับการเกิดภาวะหายใจเร็วชั่วคราวอย่างมีนัยสำคัญ โดยการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินเพิ่มโอกาสเกิด 3.40 เท่า (<em>p</em> < 0.001, 95% CI = 1.78–6.75) และการผ่าตัดคลอดแบบวางแผนเพิ่มโอกาสเกิด 3.91 เท่า (<em>p</em> < 0.001, 95% CI = 2.30–6.67) ทารกที่มีภาวะหายใจเร็วชั่วคราวมีระยะเวลานอนโรงพยาบาลนาน 4 วัน และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 5 เท่า</p> <p><strong>สรุป </strong><strong>: </strong>การผ่าตัดคลอดทั้งแบบฉุกเฉินและแบบวางแผนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหายใจเร็วชั่วคราว ส่งผลต่อระยะเวลาการนอนรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 5 เท่า เมื่อเทียบกับทารกแรกเกิดที่มีการหายใจปกติ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289877
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงในเด็กที่เข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาลท่าแซะ จังหวัดชุมพร
2026-06-29T13:51:52+07:00
วิเชียร เพ็ชรนาจักร
wichianp2821@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong> <strong>:</strong> การติดเชื้อทางเดินหายใจเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โรงพยาบาลท่าแซะจังหวัดชุมพรซึ่งมีบริบทด้านสังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างจึงได้จัดทำการวิจัยนี้ขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> : </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยด้านผู้ป่วย ผู้ปกครอง และระดับความรู้ของผู้ปกครองที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงในเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลท่าแซะ จังหวัดชุมพร</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong> : กลุ่มตัวอย่างคือผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เข้ารักษาในโรงพยาบาลท่าแซะ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 จำนวน 130 ราย เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Chi-square test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : เด็กที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงจำนวน 72 ราย ร้อยละ 55.0 และติดเชื้อไม่รุนแรง 58 ราย ร้อยละ 45.0 ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการติดเชื้อทางเดินหายใจอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 85.4) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงได้แก่ การมีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่ (P=0.022) และอายุของผู้ปกครองที่แตกต่างกัน (P=0.005)</p> <p><strong>สรุป</strong> : จากการศึกษาพบว่าการมีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่ และอายุของผู้ปกครองที่แตกต่างกัน มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงในเด็ก</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289878
การศึกษาการใช้สารเมทแอมเฟตามีนระหว่างตั้งครรภ์ต่อภาวะสุขภาพของมารดาและทารก: การศึกษาแบบย้อนหลังในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง
2026-06-29T13:55:08+07:00
เจริญตา อัศวผดุงสิทธิ์
uthoomporn@nmc.ac.th
อุทุมพร ดุลยเกษม
uthoomporn@nmc.ac.th
ผศ.ปิยรัตน์ รอดแก้ว
uthoomporn@nmc.ac.th
ณัณทณิษฎ์ จันทร์พร้อย
uthoomporn@nmc.ac.th
<p><strong>บทนำ:</strong> การใช้สารเมทแอมเฟตามีนระหว่างตั้งครรภ์เป็นปัญหาสาธารณสุขที่อาจส่งผลต่อภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรมและผลลัพธ์ทารกแรกเกิดที่ไม่พึงประสงค์</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบภาวะสุขภาพของมารดาและทารกแรกเกิดระหว่างหญิงตั้งครรภ์ที่มีและไม่มีประวัติการใช้สารเมทแอมเฟตามีน</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong>: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ย้อนหลังจากเวชระเบียนหญิงตั้งครรภ์เดี่ยวที่คลอดในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ระหว่าง ต.ค. 2566 - ก.ย. 2568 จำนวน 6,989 ราย แบ่งเป็นกลุ่มมีประวัติการใช้สารเมทแอมเฟตามีน 98 ราย และไม่มีประวัติ 6,891 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test และ Fisher’s exact test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ p < .05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: พบหญิงตั้งครรภ์ที่มาคลอดและมีประวัติการใช้สารเมทแอมเฟตามีนร้อยละ 1.40 โดยกลุ่มดังกล่าวมีการคลอดก่อนกำหนดสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีประวัติการใช้สารเมทแอมเฟตามีน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 32.65 และ 11.84 ตามลำดับ; p < .001) นอกจากนี้ ทารกแรกเกิดจากมารดาที่มีประวัติการใช้สารเมทแอมเฟตามีนมีน้ำหนักแรกเกิดน้อย สูงกว่าทารกแรกเกิดจากมารดาที่ไม่มีประวัติการใช้สารเมทแอมเฟตามีน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 19.40 และ 10.61 ตามลำดับ; p = .005) รวมทั้งมีภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิดและส่งต่อเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด สูงกว่าทารกแรกเกิดจากมารดาที่ไม่มีประวัติการใช้สารเมทแอมเฟตามีนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การใช้สารเมทแอมเฟตามีนระหว่างตั้งครรภ์สัมพันธ์กับผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ของมารดาและทารก แรกเกิด โดยเฉพาะการคลอดก่อนกำหนด ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย ภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิด และการเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289879
อุบัติการณ์ของภาวะเลือดออกในสมองภายหลังในผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ความเสี่ยงปานกลางที่มีผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองครั้งแรกปกติในห้องฉุกเฉิน
2026-06-29T14:00:56+07:00
กัษกร เขียวแก้ว
katsakron@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong> : ภาวะสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง เป็นภาวะที่พบบ่อยในห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางมักถูกรับไว้เป็นผู้ป่วยในเพื่อสังเกตอาการในโรงพยาบาล แม้ว่าผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองครั้งแรกจะปกติ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับการเกิดภาวะเลือดออกในสมองภายหลัง อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ของภาวะดังกล่าวในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังไม่ชัดเจน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ของภาวะเลือดออกในสมองภายหลังได้รับเป็นผู้ป่วยใน ในผู้ป่วยที่มีภาวะสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงความเสี่ยงปานกลางที่มีผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ครั้งแรกปกติที่ห้องฉุกเฉิน</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong> : การศึกษาเชิงสังเกตแบบย้อนหลัง โดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงความเสี่ยงปานกลาง ที่มีผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองครั้งแรกปกติและได้รับไว้สังเกตอาการในโรงพยาบาล ข้อมูลทางคลินิก กลไกการบาดเจ็บ และระยะเวลาตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุจนถึงการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองถูกนำมาวิเคราะห์ และติดตามผู้ป่วยระหว่างการนอนโรงพยาบาลเพื่อประเมินการเกิดภาวะเลือดออกในสมองภายหลัง</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : ผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงความเสี่ยงปานกลางที่มีผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปกติและได้รับเป็นผู้ป่วยใน จำนวน 419 ราย ถูกนำมาวิเคราะห์ โดยมีอายุมัธยฐานเท่ากับ 46 ปี (IQR 26.5 -61 ปี) เป็นเพศชายร้อยละ 55.9 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีค่า Glasgow coma scale เท่ากับ 15 (ร้อยละ 90.7) กลไกการบาดเจ็บที่พบบ่อยที่สุดคืออุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 61.8) ระยะเวลามัธยฐานตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุจนถึงการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเท่ากับ 143 นาที (IQR 91.5-248.5 นาที) โดยพบว่ามีผู้ป่วย 4 ราย (ร้อยละ 1) ที่มีอาการทางคลินิกเปลี่ยนแปลงและได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองซ้ำ พบว่าอุบัติการณ์ของภาวะเลือดออกในสมองภายหลังเท่ากับร้อยละ 0 (95%CI, 0.0%-0.88%)</p> <p><strong>สรุป</strong> : ภาวะเลือดออกในสมองภายหลังในผู้ป่วยสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงความเสี่ยงปานกลางที่มีผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองครั้งแรกปกติมีอุบัติการณ์ต่ำมาก ผู้ป่วยที่มีอาการคงที่ อาจสามารถพิจารณาจำหน่ายจากห้องฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย หากได้รับคำแนะนำในการสังเกตอาการและการติดตามที่เหมาะสม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289880
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการทำพิธีอาซานทารกแรกเกิดมุสลิม โรงพยาบาลยะลา
2026-06-29T14:04:07+07:00
อัสมะ จารู
asma_jaru@hotmail.com
อุบลวรรณ ยะมะลี
asma_jaru@hotmail.com
ยุซรอ เล๊าะแม
asma_jaru@hotmail.com
<p><strong>บทนำ</strong> <strong>:</strong> การทำพิธีอาซานทารกแรกเกิดมุสลิมเป็นวิถีปฏิบัติทางศาสนาที่สำคัญเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่ โดยการกล่าวอาซานหูขวาและอิกอมะฮ์หูซ้ายทันทีหลังคลอด เพื่อตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณ ผู้วิจัยจึงพัฒนารูปแบบการส่งเสริมที่เป็นรูปธรรมเพื่อบูรณาการความเชื่อทางศาสนากับความปลอดภัยทางคลินิก และส่งเสริมความผูกพันระหว่างบิดากับทารกในระยะแรกเริ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาสภาพการณ์และความต้องการ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบ และ 3) เพื่อประเมินผลรูปแบบการส่งเสริมการทำพิธีอาซานทารกแรกเกิดมุสลิม โรงพยาบาลยะลา</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong>: เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพการณ์และความต้องการผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกในบิดา พยาบาล และผู้รู้ศาสนา 2) พัฒนารูปแบบ และ 3) ศึกษาประสิทธิผลในกลุ่มตัวอย่างบิดามุสลิม 35 ราย และพยาบาลวิชาชีพ 18 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความผูกพันบิดา-บุตร แบบบันทึกอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อน และแบบสอบถามความคิดเห็นต่อรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ Azan Bonding Model ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) การประเมินความพร้อมและความปลอดภัยของทารก (Assessment & Safety Readiness) 2) การเตรียมบิดาเพื่อเสริมสร้างความผูกพัน (Zeal & Bonding Readiness) 3) การประกอบพิธีอาซานอย่างเหมาะสม (Azan Performance) และ 4) การสนับสนุนด้านวัฒนธรรมโดยพยาบาล (Nursing Facilitation& Cultural Support) พบว่าหลังใช้รูปแบบ บิดามีความผูกพันต่อทารกในระดับมากที่สุด ( = 4.79, SD = 0.20) โดยเฉพาะด้านความสนใจและความผูกพันมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และไม่พบภาวะแทรกซ้อนในทารก (ร้อยละ 100) สำหรับพยาบาลวิชาชีพมีความคิดเห็นต่อรูปแบบนี้ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด ( = 4.62, SD = 0.50)</p> <p><strong>สรุป</strong> : Azan Bonding Model ประสบความสำเร็จในการรวมวิถีศรัทธาเข้ากับมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างลงตัว ช่วยเปลี่ยนความกังวลของบิดาเป็นความภาคภูมิใจ และใช้พิธีนี้เป็นจุดเริ่มต้นสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นตั้งแต่นาทีแรกของชีวิต ถือเป็นต้นแบบการดูแลที่เข้าใจวิถีชีวิตพหุวัฒนธรรม ช่วยให้บุคลากรทำงานได้อย่างมั่นใจและสร้างความศรัทธาต่อระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289882
การประเมินภาวะสุขภาพ และการจัดการกลุ่มผู้ทำงานสัมผัสอาหารในผู้เข้ารับบริการ ในคลินิกอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลพังงา
2026-06-29T14:25:09+07:00
ฤทัยรัตน์ แก้วกุล
Ruethairat.k@kkumail.com
<p><strong>บทนำ:</strong> ผู้สัมผัสอาหารมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยด้านอาหารและสุขภาพของผู้บริโภค เนื่องจากการปฏิบัติงานที่ขาดสุขอนามัยหรือมีภาวะเจ็บป่วยอาจนำไปสู่การปนเปื้อนและการแพร่กระจายเชื้อโรคผ่านอาหารได้ การประเมินความพร้อมในการทำงานของผู้สัมผัสอาหารจึงมีความสำคัญในการคัดกรองภาวะสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของอาหาร เพื่อป้องกันโรคติดต่อจากอาหาร และเป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุขในการประกอบกิจการอาหาร</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาหาสัดส่วนผู้ที่มีความพร้อมทางสุขภาพในการทำงานสัมผัสอาหาร และลักษณะทางสุขภาพที่ส่งผลให้ไม่สามารถทำงานสัมผัสอาหารได้ หรือทำงานได้อย่างจำกัด จากข้อมูลในคลินิกอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลพังงา</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากผู้ทำงานสัมผัสอาหารที่เข้ารับการตรวจสุขภาพที่คลินิกอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลพังงา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2568 จำนวน 738 คน</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผลการศึกษา: ผู้รับการตรวจส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 55.69 อายุมัธยฐาน 31 ปี ผลการซักประวัติและตรวจร่างกายพบความผิดปกติร้อยละ 2.57 โดยพบแผลบริเวณมือร้อยละ 1.22 ถ่ายเหลวร้อยละ 0.68 และอาการทางระบบทางเดินหายใจร้อยละ 0.68 ผลตรวจ chest X-ray ปกติร้อยละ 98.78, rectal swab culture พบ asymptomatic <em>Salmonella</em> spp. ร้อยละ 5.01 และตรวจพบ hepatitis A IgM antibody reactive ร้อยละ 0.14 การประเมินความพร้อมในการทำงาน พบว่า สามารถทำงานสัมผัสอาหารได้ (fit to work) ร้อยละ 92.28 ผู้สัมผัสอาหารที่สามารถเข้าพื้นที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาหารได้แต่ห้ามทำงานสัมผัสอาหารหรือสัมผัสอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตภาชนะบรรจุ (work restriction) ร้อยละ 2.57 และให้ออกจากพื้นที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาหารชั่วคราว (work exclusion) ร้อยละ 5.15</p> <p><strong>สรุป:</strong> การประเมินความพร้อมก่อนเข้าทำงานของผู้สัมผัสอาหารมีความสำคัญต่อการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้บริโภค แม้ในผู้ที่ไม่มีอาการ และช่วยให้ดำเนินงานสอดคล้องกับมาตรฐานด้านสาธารณสุข ทั้งนี้การตรวจบางประการ เช่น ไวรัสตับอักเสบเอ อาจมีความคุ้มค่าน้อยเนื่องจากอัตราการพบเชื้อต่ำ แต่อย่างไรก็ตามการส่งเสริมอนามัยส่วนบุคคลและการรายงานอาการป่วยยังคงมีความสำคัญต่อการป้องกันโรคจากอาหาร</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289883
ประสิทธิผลทางไตและอาการไม่พึงประสงค์ของยากลุ่ม Sodium-Glucose Cotransporter-2 Inhibitors ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ของโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช: การศึกษาจากเวชปฏิบัติจริง
2026-06-29T14:28:57+07:00
วงศกร บุญกาญจน์
wonga_med@hotmail.com
<p><strong>บทนำ</strong> : การควบคุมระดับน้ำตาลมีความสำคัญต่อการลดภาวะแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (T2DM) ปัจจุบันยากลุ่ม SGLT2 inhibitors (SGLT2i) มีบทบาทสำคัญในการชะลอการเสื่อมของไต แต่หลักฐานจากเวชปฏิบัติจริงในบริบทของประเทศไทยยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>: เพื่อศึกษาประสิทธิผลต่อการทำงานของไต การควบคุมระดับน้ำตาล น้ำหนักตัว และอุบัติการณ์ของอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ SGLT2i ในสถานการณ์จริง</p> <p><strong>วัสดุและ</strong><strong>วิธีการ</strong><strong>ศึกษา</strong> : การศึกษาเชิงสังเกตแบบย้อนหลังในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง 100 ราย ที่ได้รับยา SGLT2i (Dapagliflozin 54%, Empagliflozin 46%) นานกว่า 3 เดือน ระหว่างปี พ.ศ. 2564 ถึง 2568 ณ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช โดยติดตามผลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 24 เดือน</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong>: กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 68.2±9.7 ปี ระยะเวลาเป็นเบาหวาน 10.7±5.2 ปี หลังติดตามผล 24 เดือน พบว่าระดับ HbA1C ลดลงเฉลี่ย 1.15±1.62% และน้ำหนักตัวลดลง 0.84±3.17 กิโลกรัม ด้านประสิทธิผลทางไต อัตราการลดลงของ UACR ในกลุ่มที่ได้รับยา SGLT2i ลดลง -463.18 ± 184.79 mg/g/ปี เปรียบเทียบกับกลุ่มไม่ได้ใช้ยา ที่ลดลงเพียง <strong>-</strong>187.20 ± 158.83 mg/g/ปี (P < 0.001) และอัตราการลดลงของ eGFR พบว่ากลุ่มที่ได้รับยา SGLT2i มีการลดลงที่ช้ากว่ากลุ่มที่ไม่ได้ยา SGLT2i (-2.12 vs -3.10 ml/min/1.73 m²/ปี) (P = 0.542) สำหรับความปลอดภัยพบอาการไม่พึงประสงค์ร้อยละ 23 โดยการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (12%) และ ภาวะไตวายเฉียบพลัน (7%) เป็นอาการที่พบมากที่สุด แต่ส่วนใหญ่มีความรุนแรงน้อย</p> <p><strong>สรุ</strong><strong>ป</strong> : การใช้ยา SGLT2i ในเวชปฏิบัติจริงช่วยลดภาวะโปรตีนรั่ว (UACR) ได้อย่างมีนัยสำคัญ และแสดงแนวโน้มที่ดีทางคลินิกในการชะลอการลดลงของ eGFR ในผู้ป่วยเบาหวานไทย โดยมีผลข้างเคียงอยู่ในระดับที่ปลอดภัยและจัดการได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289884
ผลของโปรแกรมส่งเสริมสายสัมพันธ์แม่-ลูก ต่อสายสัมพันธ์แม่ลูก ความรู้และทักษะ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาคลอดปกติ โรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-06-29T14:36:16+07:00
เบญจพิศ ชำนาญกิจ
piyarat@bcnnakhon.ac.th
ผศ.ปิยรัตน์ รอดแก้ว
piyarat@bcnnakhon.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong> <strong>:</strong> การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกยังมีอัตราต่ำกว่ามาตรฐาน แม้มีนโยบายส่งเสริมอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นหลังคลอดซึ่งเป็นช่วงสำคัญต่อความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> :</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสายสัมพันธ์แม่–ลูก ต่อสายสัมพันธ์แม่ลูก ความรู้ และทักษะในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong><strong> :</strong> การวิจัยกึ่งทดลองในมารดาคลอดปกติ 60 รายแบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 30 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมสายสัมพันธ์แม่–ลูก กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลมาตรฐานเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบประเมินสายสัมพันธ์แม่ลูก ความรู้และทักษะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ วิเคราะห์ด้วย Paired t-test และ Independent samples t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> <strong>:</strong> กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยสายสัมพันธ์แม่ลูก (19.97 ± 0.183) ความรู้ (7.37 ± 2.266) และทักษะ (9.00 ± 1.438) สูงกว่าก่อนทดลอง (18.13 ± 1.795, 6.10 ± 0.662 และ 6.10 ± 2.006) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสายสัมพันธ์แม่ลูก (19.80 ± 0.407) ความรู้ (9.63 ± 1.159) และทักษะ (9.63 ± 0.490) สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (19.33 ± 0.802, 6.67 ± 0.994 และ 7.90 ± 1.373) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)</p> <p><strong>สรุป</strong> <strong>:</strong> โปรแกรมส่งเสริมสายสัมพันธ์แม่–ลูก ช่วยเพิ่มสายสัมพันธ์แม่ลูก ความรู้และทักษะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างมีประสิทธิผล ควรนำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289886
ศึกษาระยะสแกนและปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับในการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ระบบทางเดินปัสสาวะที่โรงพยาบาลทุ่งสง
2026-06-29T14:41:56+07:00
สุขุมาลย์ สิงหพันธุ์
Sukhumarn89@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ระบบทางเดินปัสสาวะแบบไม่ฉีดสารทึบรังสี เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะแต่ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีสูง ระยะสแกนที่เหมาะสมจะสามารถลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาระยะสแกน ตำแหน่งขอบบนของการสแกนและตำแหน่งขอบบนของไตเพื่อระบุระดับกระดูกสันหลังที่เหมาะสมในการกำหนดจุดเริ่มต้นของการสแกนและประเมินการสแกนเกิน (over scan) รวมถึงปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective Descriptive Study) ในผู้ป่วย 268 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2567 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2568 ที่ได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ระบบทางเดินปัสสาวะโดยไม่ฉีดสารทึบรังสีที่โรงพยาบาลทุ่งสง</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong>ตำแหน่งขอบบนของไตส่วนใหญ่พบที่ T12 156 ราย (ร้อยละ 52.8) และพบที่ T10 3 ราย (ร้อยละ 1.1) ค่าเฉลี่ยปริมาณรังสีผู้ป่วยได้รับ 653.15 ± 202.80 มิลลิเกรย์เซนติเมตร พบผู้ป่วยเพียง 6 ราย (ร้อยละ 2.2) ที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งสองขอบเขต ผู้ป่วย 192 ราย (ร้อยละ 71.6) ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ทั้งสองขอบเขตและผู้ป่วย 70 ราย (ร้อยละ 26.1) ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดขอบเขตด้านในด้านหนึ่ง โดยค่าเฉลี่ยความยาวการสแกนเกิน (over scan length) ของขอบบนและขอบล่างเท่ากับ 4.38 เซนติเมตร และ 5.58 เซนติเมตร ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> พบการสแกนเกิน ร้อยละ 97.8 ทำให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น เสนอให้ใช้กระดูกสันหลังส่วนอกที่ 10 (T10) และกระดูกหัวหน่าว (pubic symphysis) เป็นจุดอ้างอิง ขอบบนและขอบล่างของการสแกน ซึ่งครอบคลุมระบบทางเดินปัสสาวะได้ครบถ้วน </p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289887
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นโรคสมาธิสั้น
2026-06-29T14:45:32+07:00
อารียา สมบูรณ์เกื้อ
aung_areeya@hotmail.com
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> โรคสมาธิสั้นเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทที่พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น ส่งผลให้ผู้ดูแลต้องเผชิญกับความท้าทายในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้า การทำความเข้าใจความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบสนับสนุนทางจิตสังคมที่เหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้าและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นโรคสมาธิสั้น ณ โรงพยาบาลชลบุรี</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong><strong>ศึกษา </strong><strong>:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวางในผู้ดูแลหลัก 152 ราย ของผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นโรคสมาธิสั้นที่มารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอกจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลชลบุรี ระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2567 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบประเมินภาวะซึมเศร้า PHQ-9 ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test และ Logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> ความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลเท่ากับร้อยละ 25.00 (95% CI: 18.1–31.9) โดยร้อยละ 7.89 มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางถึงรุนแรง การวิเคราะห์พหุตัวแปรพบว่าจำนวนเด็กที่ต้องดูแลเป็นปัจจัยเดียวที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผู้ดูแลที่ต้องรับผิดชอบเด็กตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าเป็น 2.36 เท่าของผู้ที่ดูแลเด็กเพียง 1 คน (Adjusted OR = 2.36, 95% CI: 1.02–5.46, p = 0.044) ส่วนปัจจัยอื่นๆ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป </strong><strong>:</strong> ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นโรคสมาธิสั้นมีความชุกของภาวะซึมเศร้าสูงกว่าประชากรทั่วไป โดยการต้องดูแลเด็กหลายคนพร้อมกันเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ จึงควรพัฒนาระบบคัดกรองและโปรแกรมสนับสนุนทางจิตสังคมสำหรับผู้ดูแลกลุ่มเสี่ยง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ดูแลและผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289888
ความเครียดและภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในคลินิกโรคหอบ โรงพยาบาลนาหม่อม
2026-06-29T14:48:55+07:00
พุทธิมา สุวรรณสุนทร
psuwan53@gmail.com
วริษา สุวรรณสุนทร
psuwan53@gmail.com
<p><strong>บทนำ </strong><strong>: </strong>โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อาการซึมเศร้าและวิตกกังวลสัมพันธ์กับอาการกำเริบของผู้ป่วย นอกจากนี้ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลสามารถทำนายความถี่ของการกำเริบของผู้ป่วยได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความเครียด ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสภาวะสุขภาพจิต ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ในคลินิกโรคหอบโรงพยาบาลนาหม่อม จังหวัดสงขลา</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา </strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่าง 166 คน เครื่องมือประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1)แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านสุขภาพ 2)แบบวัดความเครียด SPST-20 และ 3)แบบวัดภาวะซึมเศร้า PHQ-9 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้ไควร์สแควส์</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 50 เครียดระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 26.57 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 8.50) ร้อยละ 81.30 มีภาวะซึมเศร้า โดยภาพรวมร้อยละ 94.60 ซึมเศร้าระดับน้อย (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.78 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.79)</p> <p> ปัจจัยด้านเพศ การเดินทางมารับการรักษา มีความสัมพันธ์กับระดับความเครียด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) ด้านความเพียงพอของรายได้มีความสัมพันธ์กับระดับความเครียด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ปัจจัยด้านอายุ มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) และปัจจัยด้านระดับการศึกษา ความเพียงพอของรายได้ มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001)</p> <p> ปัจจัยด้านวิธีการรักษาและประวัติการสูบบุหรี่ มีความสัมพันธ์กับระดับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) ปัจจัยด้านอาการกำเริบจนต้องมาพ่นยาฉุกเฉินที่โรงพยาบาล มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างมีภาวะเครียดและภาวะซึมเศร้า การป้องกันการเกิดความเครียดและภาวะซึมเศร้าจำเป็นต้องมีนักจิตวิทยามาเกี่ยวข้องในการดูแลรักษาผู้ป่วยในคลินิก</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289889
ผลของการพัฒนาศักยภาพการใช้ยาต่อความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่ามะปราง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา
2026-06-29T14:54:59+07:00
รุจิรา วงศ์พรเพ็ญภาพ
nasrithong@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจะส่งผลเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ เภสัชกรมีบทบาทที่สำคัญในด้านการใช้ยาของผู้ป่วย โดยเฉพาะการตรวจสอบความร่วมมือในการใช้ยา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาศักยภาพการใช้ยาต่อความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่ามะปราง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong>: การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเบาหวาน จำนวน 34 ราย ดำเนินการตั้งแต่เมษายน พ.ศ. 2568 - กันยายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือ ได้แก่</p> <p>(1)แผนการพัฒนาศักยภาพการใช้ยาคลินิกเบาหวานโดยเภสัชกรจำนวน 8 กิจกรรม (2)แบบวัดความร่วมมือในการใช้ยา MAST© (3)แบบสอบถามการรับรู้แรงจูงใจในการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง (4)แบบบันทึกการตรวจระดับน้ำตาลสะสม</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong> : </strong>กลุ่มตัวอย่างมีระดับความร่วมมือในการใช้ยาก่อนและหลังการพัฒนาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) (34.85 ± 4.32 และ 38.17±1.49) มีระดับแรงจูงใจในการใช้ยาก่อนและหลังการพัฒนาศักยภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) (22.59 ± 3.16 และ 26.64 ± 0.60) และระดับน้ำตาลสะสมในเลือดก่อนและหลังการพัฒนา 6 เดือน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) (8.69 ±1.27 และ 7.81 ± 1.25)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การพัฒนาศักยภาพการใช้ยาส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีระดับน้ำตาลสะสมในเลือดลดลง ระดับความร่วมมือในการใช้ยาและแรงจูงใจในการใช้ยาเพิ่มขึ้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289910
การวิเคราะห์และประเมินปริมาณรังสีในการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกในผู้ใหญ่ของโรงพยาบาลทุ่งสงเปรียบเทียบกับค่าปริมาณรังสีอ้างอิงในการถ่ายภาพรังสีวินิจฉัยทางการแพทย์
2026-06-30T09:08:40+07:00
บัณฑิตา แกล้วทนงค์
Supisaramed@gmail.com
<p><strong>บทนำ: </strong>เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกเป็นการตรวจวินิจฉัยทางรังสีที่ให้ภาพรายละเอียดสูงและนิยมใช้อย่างแพร่หลายในการตรวจโรคของทรวงอก แต่มีการได้รับรังสีค่อนข้างสูงซึ่งอาจก่อผลกระทบต่อผู้ป่วย จึงจำเป็นต้องประเมินและควบคุมปริมาณรังสีเพื่อความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาปริมาณรังสีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกในผู้ใหญ่ ได้แก่ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกแบบมีสารทึบรังสี (CT chest with contrast media) และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความละเอียดสูง (High-resolution computed tomography; HRCT) และเพื่อประเมินปริมาณรังสีที่ได้รับเทียบกับค่าปริมาณรังสีอ้างอิง</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา: </strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง โดยศึกษาผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกในโรงพยาบาลทุ่งสง ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 รวมทั้งสิ้น 314 ราย แบ่งเป็น CT chest with contrast media จำนวน 308 ราย และ HRCT จำนวน 6 ราย</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผลการวิจัยพบว่าค่าเฉลี่ยของปริมาณรังสีในการตรวจ CT chest with contrast media ระยะ non-contrast phase, venous phase และ ผลรวมปริมาณรังสี มีค่าเท่ากับ 335.39, 323.26และ 658.66 mGy.cm ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าค่าปริมาณรังสีอ้างอิง ที่กำหนดไว้ที่ 581, 590 และ 1,166 mGy.cm ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value < 0.001) ในส่วนของค่าเฉลี่ยปริมาณรังสีในการตรวจ HRCT ระยะ inspiratory phase เท่ากับ 404.18 mGy.cm และ expiratory phase เท่ากับ 94.25 mGy.cm เมื่อพิจารณาผลรวมปริมาณรังสีพบว่ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 498.43 mGy.cm ซึ่งสูงกว่าค่าปริมาณรังสีอ้างอิงที่กำหนดไว้ที่ 300 mGy.cm (<em>p</em>-value = 0.997)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การตรวจ CT chest with contrast media มีการใช้ปริมาณรังสีอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ HRCT ยังต้องมีการปรับพารามิเตอร์เพื่อลดปริมาณรังสีให้เข้าใกล้มาตรฐาน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/MNSTMedJ/article/view/289911
ผลของการใช้ Dolutegravir ในสูตรยาต้านไวรัสต่อระดับ Serum Creatinine eGFR และ ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่มีผลต่อความผิดปกติของไต ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรงพยาบาลนาหม่อม : กรณีศึกษาย้อนหลัง โรงพยาบาลนาหม่อม อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา
2026-06-30T09:13:28+07:00
อัจฉรา เสนาทิพย์
rsenathip@hotmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong> : </strong>การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์ด้วยยาต้านเอชไอวีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการพัฒนานำยาต้านไวรัสที่มี DTG ในสูตรยา ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายของไตได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาผลของการใช้ยาต้านไวรัสที่มี DTG ในสูตรยาต่อ ระดับ Cr และ eGFR ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก่อนและหลังรับยาต้านไวรัสที่มียา DTG ในสูตรยา</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา </strong><strong>: </strong>เก็บข้อมูลย้อนหลังในผู้ติดเชื้อเอชไอวีใน โรงพยาบาลนาหม่อม ที่ได้รับยาที่มี DTG ในสูตรยา ครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 - 2567 จำนวน 53 คน เครื่องมือ คือ แบบบันทึกข้อมูลผู้ติดเชื้อเอชไอวี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Chi-square และสถิติทดสอบโลจิสติก</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> : ผู้ติดเชื้อมีระดับ eGFR < 60 mL/min/1.73 m² ก่อนการใช้ยาที่มียา DTG ในสูตรยาร้อยละ 3.8 และหลังการใช้ยา ร้อยละ 15.1 ลดลงเฉลี่ย ร้อยละ 17.81 /คน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และ ระดับ Cr ก่อนการใช้ยา ผิดปกติ ร้อยละ 5.7 ( = .82, S<em>.</em>D<em>.</em>= .20) และหลังการใช้ยา Cr ผิดปกติ ร้อยละ 17 ( = 1.02, S<em>.</em>D<em>.</em>= .25) แตกต่างกัน (p < .001) ปัจจัยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดระดับ eGFR ลดลงมากกว่ากลุ่มอื่นคือผู้ติดเชื้อที่อายุมากกว่า 60 ปี มีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอายุอื่นประมาณ 7 เท่า (95%CI: 1.46-39.61)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong> :</strong> การใช้ยาต้านไวรัสที่มี DTG ในสูตรยามีผลต่อการทำงานของไตโดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีอายุมากขึ้นควรมีการประเมินติดตามผู้ป่วยหลังการได้รับยาอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026