วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH
<p><strong>วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ</strong></p> <p>ISSN 3056-9540 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก</strong><span style="font-weight: 400;"> : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม)</span></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong><span style="font-weight: 400;">วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สาธารณสุขศาสตร์ และ อนามัยสิ่งแวดล้อม โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</span></p>
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
th-TH
วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
3056-9540
<p><em><span style="font-weight: 400;">Journal of Safety and Health is licensed under a Creative Commons </span></em><a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><em><span style="font-weight: 400;">Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)</span></em></a><em><span style="font-weight: 400;"> licence, unless otherwise stated. </span></em></p>
-
สถานการณ์การประสบอันตราย ประเภทอุบัติเหตุ และวัฒนธรรมความปลอดภัยในอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทย: การทบทวนวรรณกรรม
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/287124
<p>การทบทวนวรรณกรรมนี้เพื่อสังเคราะห์สถานการณ์อันตรายจากการทำงาน อุบัติเหตุที่พบบ่อย และวัฒนธรรมความปลอดภัยในอุตสาหกรรมการผลิต โดยรวบรวมจากกองทุนเงินทดแทน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กฎหมาย นโยบาย งานวิจัยเชิงประจักษ์ และกรณีศึกษาอุบัติภัยสำคัญ 6 กรณี ปี 2536–2567 ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงระบบด้วยแบบจำลองชีสสวิส การวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหา และวรรณกรรมร่วมสมัย ปี 2564–2568 ด้านความเสี่ยงจิตสังคม ปัจจัยมนุษย์ และ ESG พบว่า ปี 2566 มีผู้ประสบอันตราย 81,509 คน เสียชีวิต 610 คน ในปี 2567 อัคคีภัยพบมากที่สุด ร้อยละ 75 สูงสุดในรอบ 8 ปี รองลงมาคือ สารเคมีรั่วไหล อุบัติเหตุเครื่องจักร การระเบิด การลื่นล้มและตกจากที่สูง กรณีศึกษาทั้ง 6 ชี้การขาดวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกันใน 4 ระดับ ได้แก่ บุคคล องค์กร การกำกับดูแล และสังคม-วัฒนธรรม การเกิดซ้ำมิได้มาจากความผิดพลาดบุคคลเพียงลำพัง แต่เกิดจากเงื่อนไขแฝง ระดับองค์กรและการกำกับดูแลที่สะสมไม่ถูกแก้ไข Khawinpat et al. (2024) ยืนยันว่าวัฒนธรรมความปลอดภัยในอุตสาหกรรมการผลิตแบบไม่ต่อเนื่องมี 6 องค์ประกอบหลัก แม้ไทยพัฒนากฎหมายและนโยบายต่อเนื่อง แต่ผู้เสียชีวิตยังสูงเกิน 1 คนต่อวัน สะท้อนว่าการพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัยต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงในค่านิยมพฤติกรรมองค์กร, มาตรการทางกฎหมายและเทคโนโลยี พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่ระบุผู้รับผิดชอบและเครื่องมือ อาทิ ระบบรายงานเหตุเกือบเกิดการตรวจประเมินภาคบังคับ และระบบเฝ้าระวังดิจิทัล</p>
ธัญวรรณ เกิดดอนทราย
เสงี่ยม บุษบาบาน
ปารณีย์ วิสุทธิพันธุ
นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์
วศิน พิพัฒนฉัตร
พิรุฬห์ ศิริทองคำ
เจนฤทัย เจริญศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
19 1
138
155
-
ความเข้มแสงสว่างและค่าดัชนีความร้อนภายในห้องเรียนเขตร้อนชื้น: การประเมินตามมาตรฐานกฎหมาย ในโรงเรียนขยายโอกาส จังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/284633
<p>การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเข้มแสงสว่างแบบพื้นที่ ความสม่ำเสมอของแสงสว่าง และค่าดัชนีความร้อนภายในห้องเรียนของโรงเรียนขยายโอกาสในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเปรียบเทียบค่าความเข้มแสงสว่างกับเกณฑ์มาตรฐานตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 และประเมินความสม่ำเสมอของแสงสว่างโดยใช้ค่า Uo = Emin/Eavg โดยอ้างอิงเกณฑ์ Uo ≥0.40 จากมาตรฐาน EN 12464-1:2021 กลุ่มตัวอย่างเป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่เข้าร่วมโครงการสถานศึกษาปลอดภัย จำนวน 2 โรงเรียน ดำเนินการตรวจวัดความเข้มแสงสว่างด้วยเครื่องวัดความเข้มแสงสว่าง และตรวจวัดค่าดัชนีความร้อนภายในอาคารด้วยเครื่องวัด Wet Bulb Globe Temperature (WBGT) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า โรงเรียนกรณีศึกษาแห่งที่ 1 มีห้องที่ผ่านเกณฑ์ค่าเฉลี่ยความเข้มแสงสว่าง ≥300 ลักซ์ จำนวน 22 จาก 33 ห้อง คิดเป็นร้อยละ 66.7 ผ่านเกณฑ์ค่าความเข้มแสงสว่าง ต่ำสุด ≥150 ลักซ์ จำนวน 24 ห้อง คิดเป็นร้อยละ 72.7 และผ่านเกณฑ์ความสม่ำเสมอของแสงสว่าง Uo ≥0.40 จำนวน 30 ห้อง คิดเป็นร้อยละ 90.9 โดยห้องเรียนมัธยมศึกษา ห้องเรียนรวม และห้องประชุมผ่านเกณฑ์ทุกตัวชี้วัด ขณะที่ห้องเรียนประถมศึกษา ห้องปฏิบัติการ และห้องสมุดยังพบค่าความเข้มแสงสว่างเฉลี่ย ค่าความเข้มแสงสว่าง ต่ำสุด หรือค่าความสม่ำเสมอของแสงต่ำกว่าเกณฑ์ในบางพื้นที่ ส่วนโรงเรียนกรณีศึกษาแห่งที่ 2 มีห้องที่ผ่านเกณฑ์ค่าเฉลี่ยความเข้มแสงสว่าง จำนวน 11 จาก 15 ห้อง คิดเป็นร้อยละ 73.3 ผ่านเกณฑ์ค่าความเข้มแสงสว่างต่ำสุด จำนวน 10 ห้อง คิดเป็นร้อยละ 66.7 แต่ผ่านเกณฑ์ Uo ≥0.40 เพียง 7 ห้อง คิดเป็นร้อยละ 46.7 โดยห้องวิชาการผ่านเกณฑ์ทุกตัวชี้วัด ส่วนห้องเรียนประถมศึกษา ห้องเรียนมัธยมศึกษา ห้องประชุม ห้องสมุด และห้องพักครู พบค่าเฉลี่ยความเข้มแสงสว่าง ค่าความเข้มแสงสว่างต่ำสุด หรือค่าความสม่ำเสมอของแสงสว่างต่ำกว่าเกณฑ์ ส่วนผลการตรวจวัดค่าดัชนีความร้อนของทั้งสองโรงเรียน พบว่าอยู่ในช่วง 25.4–28.0°C และ 26.2–28.6°C ตามลำดับ ซึ่งค่าดัชนีความร้อน ณ ช่วงเวลาที่ตรวจวัดไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด </p> <p>จากผลการศึกษาครั้งนี้ทางโรงเรียนควรปรับปรุงสภาพแสงสว่างทั้งด้านระดับความเข้มและความสม่ำเสมอของแสงสว่าง เช่น การตรวจสอบตำแหน่งโคมไฟและบริเวณที่ค่าความเข้มแสงสว่างต่ำกว่าเกณฑ์ การทำความสะอาดหรือเปลี่ยนหลอดไฟเสื่อมสภาพ การเพิ่มโคมไฟเฉพาะบริเวณที่ค่าความเข้มแสงสว่างต่ำสุดต่ำกว่าเกณฑ์ และการจัดการความร้อนด้วยการเพิ่มการระบายอากาศ ลดรังสีความร้อน หรือแสงจ้าจากช่องเปิดหรือหลังคา และกำหนดรอบการตรวจวัดสภาพแวดล้อมซ้ำให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย</p>
นันทกา นาคประสิทธิ์
อรุณี ดอกบัวแก้ว
กัญธิมา หล่าดอนดู่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
19 1
7
23
-
การปนเปื้อน และแบบแผนความไวต่อยาต้านจุลชีพของเชื้อ Vibrio parahaemolyticus ที่แยกได้จากหอยนางรมดิบที่จำหน่ายในตลาดสด กรุงเทพมหานคร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/284329
<p>เชื้อ <em>Vibrio parahaemolyticus</em> เป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลันที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารทะเลดิบโดยเฉพาะหอยนางรม การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการปนเปื้อน ตรวจหายีนก่อโรค และศึกษาแบบแผนความไวต่อยาต้านจุลชีพของเชื้อ <em>V. parahaemolyticus</em> ที่แยกได้จากหอยนางรมดิบที่จำหน่ายในตลาดสด กรุงเทพมหานคร ดำเนินการศึกษาเชิงสำรวจโดยสุ่มเก็บตัวอย่างหอยนางรมดิบจำนวน 50 ตัวอย่าง จากตลาดสด 14 แห่ง ทำการแยกเชื้อ <em>V. parahaemolyticus</em> ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเชื้อมาตรฐานบนอาหารเลี้ยงเชื้อจำเพาะ TCBS agar และ CHROMagar™ Vibrio และตรวจยืนยันด้วยปฏิกิริยาทางชีวเคมี ร่วมกับการตรวจหายีน <em>toxR</em> ด้วยเทคนิค Polymerase Chain Reaction (PCR) ทำการตรวจหายีนก่อโรค 2 ชนิด คือ thermostable direct hemolysin (<em>tdh</em>) และ TDH-related hemolysin (<em>trh</em>) ด้วยวิธี Multiplex PCR และทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพ 10 ชนิด ด้วยวิธี Disk diffusion ผลการศึกษาพบการปนเปื้อนเชื้อ <em>V. parahaemolyticus</em> ในตัวอย่างหอยนางรมดิบ 22 ตัวอย่าง (ร้อยละ 44.0) โดยสามารถแยกเชื้อได้ทั้งหมด 75 ไอโซเลต ผลการตรวจหายีนก่อโรคพบว่าเชื้อ <em>V. parahaemolyticus</em> ทั้ง 75 ไอโซเลต (ร้อยละ 100) ไม่พบยีน <em>tdh</em> และ <em>trh</em> จากการทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพในเชื้อ 29 ไอโซเลต พบเชื้อที่ดื้อยาอย่างน้อย 1 ชนิด จำนวน 9 ไอโซเลต (ร้อยละ 31.03) โดยพบการดื้อต่อยา Ampicillin สูงที่สุด รองลงมาคือ Cefoxitin, Tetracycline, Meropenem และ Trimethoprim-sulfamethoxazole นอกจากนี้ ยังตรวจพบเชื้อดื้อต่อยาหลายชนิด (MDR) 1 ไอโซเลต (ร้อยละ 3.45) ซึ่งดื้อต่อยา 4 ชนิดร่วมกัน (Ampicillin, Meropenem, Tetracycline และ Trimethoprim-sulfamethoxazole) การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าหอยนางรมดิบที่จำหน่ายในตลาดสด กรุงเทพมหานคร มีอัตราการปนเปื้อนของเชื้อ <em>V. parahaemolyticus</em> ในระดับที่ค่อนข้างสูง แม้ว่าเชื้อที่แยกได้ทั้งหมดจะไม่ใช่สายพันธุ์ก่อโรครุนแรง แต่การปนเปื้อนในระดับสูงยังคงเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางอาหารต่อผู้บริโภค การตรวจพบเชื้อที่ดื้อต่อยาต้านจุลชีพ โดยเฉพาะเชื้อ MDR สะท้อนถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังการดื้อยาในห่วงโซ่อาหาร และการจัดการสุขาภิบาลอาหารต่อไป</p>
ปิยะรัตน์ จิตรภิรมย์
ปิยะ วงศ์ญาณิน
ชิตยาภรณ์ ก้อนสิน
อลงกรณ์ อมรกิจศาล
พัชราวลัย ศรีตะปัญญะ
ชนิกานต์ เวภาระ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
19 1
24
37
-
การเปรียบเทียบผลของการปรับเปลี่ยนชนิดอุปกรณ์ตัดแต่งกิ่งลำไยต่อการลดความเสี่ยงบริเวณมือของคนงานสวนเกษตรแห่งหนึ่ง อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/287607
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงที่มือก่อนและหลังปรับเปลี่ยนชนิดอุปกรณ์ในสวนเกษตรแห่งหนึ่ง อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี รูปแบบการศึกษาเป็นแบบกึ่งทดลอง 1 กลุ่ม จำนวน 16 คน เก็บข้อมูลโดยเปรียบเทียบอุปกรณ์ชนิดเดิมคือ มีด ขอ กับอุปกรณ์ใหม่คือ กรรไกรตัดกิ่งด้ามเล็ก เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินดัชนีความเสี่ยงของมือ Strain Index (SI) และเครื่องวัดแรงบีบมือ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 37.43 ปี น้ำหนักตัวเฉลี่ย 60.75 กิโลกรัม ประสบการณ์ทำงานเฉลี่ย 5.5 ปี ผลการประเมินดัชนีความเสี่ยงของมือด้วย Strain Index (SI) พบว่าก่อนการปรับเปลี่ยนชนิดอุปกรณ์คะแนนเฉลี่ยของมือขวามีค่า 71.25 คะแนน มือซ้าย 47.06 คะแนน และหลังการปรับเปลี่ยนชนิดอุปกรณ์พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยของดัชนีความเสี่ยงของมือขวา 46.13 คะแนนและมือซ้าย 27.56 คะแนน ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ก่อนการปรับเปลี่ยนชนิดอุปกรณ์ค่าเฉลี่ยของแรงบีบมือขวาเท่ากับ 33.50 กิโลกรัม มือซ้ายเท่ากับ 34.00 กิโลกรัม และหลังการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ค่าเฉลี่ยของมือขวาเพิ่มขึ้น 15.13 กิโลกรัม และมือซ้ายเพิ่มขึ้น 3.94 โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีการเปลี่ยนแปลงระดับสมรรถภาพแรงบีบมือทั้งสองข้างที่ดี ผลการศึกษาแสดงว่าการปรับปรุงอุปกรณ์ตัดแต่งกิ่ง สามารถลดความเสี่ยงบริเวณมือของคนงานตัดแต่งกิ่งไม้ได้</p>
จุติพร ตะน้อย
สงวน เนานิ่ม
ปวีณา มีประดิษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
19 1
38
53
-
การลดความเสี่ยงจากเครื่องจักรดัดแปลงโดยการบูรณาการ JSA และ ISO 12100 ในกระบวนการเย็บเอฟร่อนของอุตสาหกรรมชุดสายไฟรถยนต์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/286695
<p class="Default"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; color: windowtext; letter-spacing: -.2pt;">การดัดแปลงเครื่องจักรในกระบวนการผลิตอุตสาหกรรม แม้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; color: windowtext;"> <span style="letter-spacing: .35pt;">แต่หากขาดการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้ การศึกษานี้</span><span style="letter-spacing: -.2pt;">มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อันตราย ประเมินความเสี่ยง และประเมินประสิทธิผลของมาตรการควบคุมความเสี่ยงในกระบวนการเย็บเอฟร่อนของชุดสายไฟรถยนต์ โดยบูรณาการเทคนิคการวิเคราะห์ความปลอดภัยในการทำงาน</span> <span style="letter-spacing: .15pt;">(</span></span><span style="font-size: 16.0pt; color: windowtext; letter-spacing: .15pt;">Job Safety Analysis: JSA) <span lang="TH">ร่วมกับแนวทางการประเมินความเสี่ยงตามมาตรฐาน </span>ISO <span lang="TH">12100 การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงพัฒนาในสถานประกอบการแห่งหนึ่ง โดยทำการวิเคราะห์กระบวนการทำงาน ระบุอันตราย</span></span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; color: windowtext;"> และประเมินระดับความเสี่ยงก่อนและหลังการปรับปรุงด้วยเมทริกซ์ความเสี่ยง มาตรการควบคุมประกอบด้วย<span style="letter-spacing: .3pt;">การออกแบบและติดตั้งการ์ดป้องกันอันตรายแบบถาวรในจุดเสี่ยงสำคัญของเครื่องจักร รวมถึงมาตรการ</span><span style="letter-spacing: .15pt;">ด้านการฝึกอบรมและการสื่อสารความปลอดภัย ผลการศึกษาพบว่า ขั้นตอนการทำงานมีจำนวน </span></span><span style="font-size: 16.0pt; color: windowtext; letter-spacing: .15pt;">8 <span lang="TH">ขั้นตอน</span></span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; color: windowtext;"> ก่อนการปรับปรุงมีขั้นตอนการทำงานที่มีระดับความเสี่ยงสูงมาก จำนวน 2 ขั้นตอน (ร้อยละ 25.0) โดยเฉพาะ<span style="letter-spacing: -.15pt;">ขั้นตอนการวางชิ้นงานและการเย็บด้วยเครื่องจักร ซึ่งมีค่าความเสี่ยงเท่ากับ </span></span><span style="font-size: 16.0pt; color: windowtext; letter-spacing: -.15pt;">R = <span lang="TH">12 ภายหลังการติดตั้งมาตรการ</span></span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; color: windowtext; letter-spacing: .25pt;">ควบคุม ค่าความเสี่ยงในขั้นตอนดังกล่าวลดลงอยู่ในระดับปานกลาง (</span><span style="font-size: 16.0pt; color: windowtext; letter-spacing: .25pt;">R = <span lang="TH">6) คิดเป็นการลดลงของคะแนน</span></span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; color: windowtext; letter-spacing: -.3pt;">ความเสี่ยงร้อยละ 50.0 และไม่พบขั้นตอนที่มีระดับความเสี่ยงสูงหรือสูงมาก ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการ</span> <span style="font-size: 16.0pt; color: windowtext;">JSA <span lang="TH">ร่วมกับ </span>ISO <span lang="TH">12100 ช่วยเพิ่มความครอบคลุมของการประเมินความเสี่ยง และการใช้มาตรการควบคุมทาง<span style="letter-spacing: -.15pt;">วิศวกรรมร่วมกับมาตรการด้านการบริหารจัดการ สามารถลดความเสี่ยงจากการทำงานกับเครื่องจักรได้อย่างเป็น</span>รูปธรรรมในระดับปฏิบัติการ</span></span></p>
สุทธิกร สุวรรณไตรย์
วิทชย เพชรเลียบ
วรารัตน์ สังวะลี
อัญชลี เหมเงิน
นิพาวรรณ์ แสงพรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
19 1
54
66
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการได้รับรองระบบมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001)
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/286587
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัจจัยภายในและภายนอก และวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการได้รับรองระบบมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมาตรฐาน ISO 45001 กลุ่มตัวอย่าง คือ องค์กรที่ได้รับรองมาตรฐาน ISO 45001 จำนวน 94 แห่ง คัดเลือกโดยการสุ่มแบบเป็นระบบ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรง (IOC = 0.85) และความเชื่อมั่น (Cronbach's <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\alpha&space;" alt="equation" /> = 0.84) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยทุกด้านอยู่ในระดับมีการปฏิบัติมากที่สุดมี 7 ปัจจัยที่ร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&space;" alt="equation" /> = 0.358) การวางแผนและระบบติดตาม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&space;" alt="equation" /> = 0.325) ข้อกำหนดทางการค้า (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&space;" alt="equation" /> = 0.312) การสร้างแรงจูงใจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&space;" alt="equation" /> = 0.285) การจัดสรรทรัพยากร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&space;" alt="equation" /> = 0.258) บริษัทที่ปรึกษา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&space;" alt="equation" /> = 0.235) และความมุ่งมั่นของฝ่ายบริหาร (<strong><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&space;" alt="equation" /></strong> = 0.215) ตัวแปรทั้ง 7 ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนร้อยละ 64.0 (R² = 0.640, Adjusted R² = 0.611, F = 21.85, p < .001) หน่วยงานกำกับดูแลควรเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับการสนับสนุนให้องค์กรพัฒนาระบบการวางแผนติดตามผล และใช้มาตรฐาน ISO 45001 เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ยกระดับความปลอดภัยสู่วัฒนธรรมองค์กร</p>
ยงยุทธ อภิวรธนากร
สร้อยสุดา เกสรทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
19 1
67
82
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการบาดเจ็บและเจ็บป่วยจากความร้อนของแรงงานนอกระบบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/287822
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการบาดเจ็บและการเจ็บป่วยจากความร้อนและปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการบาดเจ็บและการเจ็บป่วยจากความร้อนของแรงงานนอกระบบในเขตอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 188 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ (IOC=0.91, Reliability=0.89) ครอบคลุมข้อมูลด้านลักษณะทางประชากร ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้ความสามารถตนเอง และพฤติกรรมการป้องกัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Chi-square test และ Fisher’s exact test ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการป้องกันอยู่ในระดับสูง (mean=4.59, SD=0.65) โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ รายได้ครัวเรือน การมีโรคประจำตัว ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการรับรู้ความสามารถตนเอง (p < 0.05)</p> <p>สรุปได้ว่า พฤติกรรมการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนของแรงงานนอกระบบมีความสัมพันธ์กันกับปัจจัยทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และปัจจัยทางจิตสังคม เช่น ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการรับรู้ความสามารถตนเอง ผลการศึกษานี้จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการส่งเสริมสุขภาพและมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงจากการทำงานกลางแจ้งและการเผชิญกับความร้อนสูง</p>
นนทวัฒน์ ลำพันธ์
พันธมิตร ชวดพงษ์
จินดา คำแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
19 1
83
96
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการแสดงจากการสัมผัสความร้อนของผู้ประกอบอาชีพค้าขายแผงลอย บริเวณชายหาด จังหวัดชลบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/286688
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของอาการแสดงทางร่างกายจากการสัมผัสความร้อน และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการแสดงจากการสัมผัสความร้อนของผู้ประกอบอาชีพค้าขายแผงลอยบริเวณชายหาดจังหวัดชลบุรี จำนวน 88 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบบันทึกข้อมูลทางสรีรวิทยาด้วยเครื่องมือตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา แบบบันทึกข้อมูลการตรวจวัดความร้อนสภาพแวดล้อมในการทำงานด้วยเครื่องตรวจวัดดัชนีความร้อน WBGT แบบบันทึกข้อมูลประเมินภาระงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบอาชีพค้าขายแผงลอยส่วนใหญ่มีอาการแสดงจากการสัมผัสความร้อนอยู่ในระดับไม่รุนแรง โดยอาการที่พบมากที่สุดคือ อาการผื่นคันจากความร้อน จำนวน 40 คน (ร้อยละ 45.5) ค่าดัชนีความร้อน WBGT แบบนอกตัวอาคาร (Outdoor) มีค่าอยู่ในช่วง 29.8-33.1 องศาเซลเซียส เฉลี่ยเท่ากับ 31.9 องศาเซลเซียส เมื่อพิจารณาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ พบว่า ระยะเวลาการทำงานมีความสัมพันธ์กับอาการแสดงจากการสัมผัสความร้อนของผู้ประกอบอาชีพค้าขายแผงลอย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P-value = 0.01)</p>
ขวัญแข หนุนภักดี
กรองทอง ปิ่นทองคำ
จินดามณี คนไว
อาทิตยา โกทัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
19 1
97
105
-
ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับอาการทางกายจากการรับสัมผัสก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ของพนักงานรักษาความปลอดภัยในอาคารจอดรถห้างสรรพสินค้า
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/286907
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง (Cross -Sectional Study) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับอาการทางกายจากการรับสัมผัสก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ของพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอาคารจอดรถห้างสรรพสินค้า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 88 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยคำนวณขนาดตัวอย่างตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) และเพิ่มจำนวนตัวอย่างร้อยละ 10 เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทั่วไป ข้อมูลด้านการทำงาน อาการทางกายระหว่างปฏิบัติงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พร้อมทั้งตรวจวัดระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ด้วยเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Q -Trak Model 7575) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการทดสอบ Chi-square</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ไม่มีอาการจากการได้รับสัมผัสก๊าซคาร์บอน มอนอกไซด์ ร้อยละ 69.3 มีอาการ ร้อยละ 30.7 อาการที่พบมากที่สุด ได้แก่ อ่อนเพลียหรืออ่อนแรง ร้อยละ 18.2 รองลงมาคือ ปวดศีรษะ และอาการหงุดหงิด สับสน หรือมึนงง ร้อยละ 12.5 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า อายุ (P-value = 0.005) การสูบบุหรี่ (P-value = 0.004) ประสบการณ์การทำงาน (P-value = 0.001) และระบบระบายอากาศภายในอาคาร (P-value = 0.029) มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการทางกายจากการได้รับสัมผัสก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
บุษยา จูงาม
วัชราภรณ์ วงศ์สกุลกาญจน์
สุกัญญา ชัยชาญ
ปองภพ พนจะโป๊ะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
19 1
106
119
-
การประเมินความเสี่ยงด้านระบบการจัดการสารเคมีของห้องปฏิบัติการเคมี กรณีศึกษาห้องจัดเก็บสารเคมี และห้องปฏิบัติการพื้นฐานพอลิเมอร์
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/287859
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้บ่งอันตราย ประเมินความเสี่ยง และจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงด้านระบบการจัดการสารเคมีของห้องจัดเก็บสารเคมีและห้องปฏิบัติการพื้นฐานพอลิเมอร์ โดยใช้แบบตรวจ ESPReL Checklist (Enhancement of Safety Practice of Research Laboratory in Thailand Checklist) (องค์ประกอบที่ 2 ระบบการจัดการสารเคมี จำนวน 50 ข้อ) ร่วมกับการชี้บ่งอันตรายด้วยเทคนิค What If Analysis การประเมินความเสี่ยงตามเกณฑ์กรมโรงงานอุตสาหกรรม และการวิเคราะห์หาสาเหตุรากเหง้า (Root Cause Analysis)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ระบบการจัดการสารเคมีเป็นไปตามข้อกำหนด ESPReL จำนวน 21 ข้อ (ร้อยละ 42) และไม่เป็นไปตามข้อกำหนด 29 ข้อ (ร้อยละ 58) ทั้งนี้ผลการประเมินความเสี่ยงพบกิจกรรมที่มีระดับความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ (มีค่าคะแนนเท่ากับ 12 หรือระดับความเสี่ยงเท่ากับ 4) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการจัดเก็บสารเคมีไม่เป็นระบบ ขาดการแยกเก็บตามสมบัติความเข้ากันไม่ได้และการแยกสถานะของแข็งและของเหลว รวมถึงการจัดเก็บสารไวไฟเกิน 38 ลิตรโดยไม่มีตู้เก็บเฉพาะ และไม่มีตู้เก็บขวดกรดพร้อมภาชนะรองรับ ผู้วิจัยจึงได้จัดทำแผนลดและควบคุมความเสี่ยง โดยมุ่งเน้นการจัดทำสารบบและปรับปรุงข้อมูลความปลอดภัย (Safety Data Sheets, SDS) ให้เป็นปัจจุบัน จัดเก็บสารเคมีตามระบบ GHS (Globally Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals) โดยแยกตามสมบัติความเข้ากันไม่ได้ การเคลื่อนย้ายสารเคมีอย่างปลอดภัย ตลอดจนการฝึกซ้อมแผนตอบโต้เหตุฉุกเฉินและการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยแก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ</p>
เพชรดาพัชญ์ บุญสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
19 1
120
137
-
บทบรรณาธิการ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/289541
ปธานิน แสงอรุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
19 1
2
2