https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/issue/feed
วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
2025-12-29T00:00:00+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปธานิน แสงอรุณ
journalofsafetyandhealth@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ</strong></p> <p>ISSN 3056-9540 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก</strong><span style="font-weight: 400;"> : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม)</span></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong><span style="font-weight: 400;">วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สาธารณสุขศาสตร์ และ อนามัยสิ่งแวดล้อม โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</span></p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/276120
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน กระบวนการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2025-02-13T16:33:39+07:00
เพ็ญนภา ภู่กันงาม
ppennapa@aru.ac.th
ปิยลักษณ์ เจริญชาติ
piyalak@aru.ac.th
<p>การศึกษาระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อบริหารจัดการภายในสถานประกอบการ ลดความเสี่ยงต่ออันตรายและความปลอดภัยของพนักงานให้เกิดความปลอดภัย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษารูปแบบเชิงปริมาณ วิธีการสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานในกระบวนการผลิต ประกอบด้วยแผนกออกแบบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผนกจัดหาวัตถุดิบแผนกผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผนกทดสอบผลิตภัณฑ์ และแผนกบรรจุและขนส่ง จำนวน 360 คน สุ่มตัวอย่างแบบยกกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็นแบบสอบถามข้อมูลลักษณะส่วนบุคคล ข้อมูลระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และข้อมูลพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า มีปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน ได้แก่ ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ด้านบริบทขององค์กร (X<sub>1</sub>) ด้านภาวะผู้นำและการมีส่วนร่วม (X<sub>2</sub>) ด้านการดำเนินงาน (X<sub>5</sub>) ด้านการประเมินการดำเนินงาน (X<sub>6</sub>) มีความสัมพันธ์ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยตัวแปรทั้ง 5 ตัวแปรนี้ สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานกระบวนการผลิต ได้ร้อยละ 25.00 </p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/276214
การศึกษาเชิงสำรวจ: การใช้การวิเคราะห์งานและกำหนดมาตรฐานวิธีปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยสำหรับงานตรวจวัดการระบายอนุภาคฝุ่น PM1.0, PM2.5 และ PM10 จากปล่องด้วยเครื่องวัดฝุ่นละอองโดยหลักการไฟฟ้าสถิต
2025-05-27T22:31:49+07:00
พรนิภา บริบูรณ์สุขศรี
phonniphab@sau.ac.th
ณัฐ จันท์ครบ
natthj@sau.ac.th
พานิช อินต๊ะ
panich.intra@rmutl.ac.th
วิสาข์นภัสด์ รัตนจันทร์
r.wisanapat@gmail.com
ปพณ สะอาดยวง
papolxyz@gmail.com
<p>บทความนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาอันตรายและวิเคราะห์งานเพื่อนำมากำหนดมาตรฐานวิธีการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับการติดตั้งเครื่องวัดการระบายอนุภาคฝุ่นPM1.0, PM2.5 และ PM10 จากปล่องด้วยเครื่องวัดอนุภาคฝุ่นด้วยประจุไฟฟ้าที่รายงานผลข้อมูลการวัดแบบต่อเนื่องออนไลน์ด้วยเวลาจริง การศึกษานี้ดำเนินการโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย หรือ Job Safety Analysis (JSA) และการกำหนดมาตรฐานวิธีปฏิบัติงานที่ปลอดภัย (Safety Standard Operation Procedure: SSOP) ซึ่งพิจารณาถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ปฏิบัติงาน และลักษณะเฉพาะของงาน เพื่อกำหนดเงื่อนไขการทำงานที่ปลอดภัยสูงสุด จากนั้นได้จัดทำการวิเคราะห์เบื้องต้น (Preliminary Analysis) เพื่อนำไปสู่วิธีการทำงานที่ปลอดภัย และนำระบบไปทดลองใช้จริงในสถานประกอบการแห่งหนึ่งโดยการติดตั้งระบบตรวจวัดการระบายอนุภาคฝุ่นละอองของปล่องระบายอากาศ เพื่อทดสอบและประเมินความเหมาะสมของแนวปฏิบัติงานจริง ผลการศึกษาพบว่า การกำหนดมาตรฐานวิธีปฏิบัติงานที่ปลอดภัยด้วย SSOP ที่มีความชัดเจน ครอบคลุม สำหรับการติดตั้งเครื่องวัดฝุ่นละอองจากปล่องระบายอากาศแบบต่อเนื่องออนไลน์ด้วยเวลาจริง ทำให้เกิดการทำงานที่ปลอดภัย สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในภาคสนาม นอกจากนี้ ยังสามารถประเมินย้อนกลับ เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานได้อย่างต่อนื่องและมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/276118
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของครัวเรือนในพื้นที่ชุมชนชายฝั่งปากแม่น้ำบ้านเกาะเคี่ยม ตำบลกันตังใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ประเทศไทย
2025-02-13T14:32:01+07:00
พุทธิพงศ์ บุญชู
puttipong@scphtrang.ac.th
ณรงค์ เบ็ญสอาด
narong29664@gmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อระดับพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของครัวเรือนในพื้นที่ชุมชนชายฝั่งปากแม่น้ำบ้านเกาะเคี่ยม ตำบลกันตังใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนครัวเรือน จำนวน 252 คน สุ่มตัวอย่างแบบมีระบบโดยเลือกตัวอย่างจากประชากรที่มีการเรียงลำดับอยู่แล้ว เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ประกอบด้วยปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม ที่มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.75-0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของครัวเรือน โดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ (Mean= 2.91, S.D.= 0.47) สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของครัวเรือน ประกอบด้วย จำนวนสมาชิกในครอบครัว (β=-0.109, p<0.05) สถานะหรือบทบาทในชุมชน (β =0.147, p<0.01) ความรู้เกี่ยวกับขยะมูลฝอย (β =0.346, p<0.01) เจตคติเกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอย (β =0.185, p<0.01) การได้รับการสนับสนุนระบบการจัดการขยะในชุมชน (β =-0.322, p<0.01) โดยปัจจัยดังกล่าวสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของครัวเรือน ได้ร้อยละ 44.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลจากการศึกษาครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องประเภทขยะ การจัดการขยะที่ถูกต้อง จึงควรมีการจัดโครงการอบรมให้ความรู้เพิ่มเติม และหาแนวทางหรือมาตรการที่เข้มงวดเพื่อให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะที่ถูกต้อง</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/282959
การชี้บ่งอันตราย ประเมินความเสี่ยง และแผนบริหารจัดการความเสี่ยงจากของเสียในห้องปฏิบัติการ ทางเคมีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี
2025-11-20T11:29:31+07:00
อรวรรณ ชำนาญพุดซา
orawan.ratch@gmail.com
ชลลดา พละราช
chonlada.pa@vru.ac.th
จินต์จุฑา ขำทอง
chinchuta@vru.ac.th
วัชรพล เดชกุล
Watcharaphon@gmail.com
<p>การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการวิจัยในประเทศไทย (Enhancement of Safety Practice of Research Laboratory in Thailand, ESPReL) งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้บ่งอันตราย ประเมินความเสี่ยง และจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงจากของเสียในห้องปฏิบัติการทางเคมีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี สุ่มกลุ่มตัวอย่างห้องปฏิบัติการทางเคมีแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 1 ห้อง โดยใช้แบบสำรวจความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการ ESPReL Checklist ด้านการจัดการของเสีย จำนวน 29 ข้อ ผลการชี้บ่งอันตราย พบว่า ห้องปฏิบัติการทางเคมีแห่งนี้ส่วนใหญ่มีการจัดเก็บของเสียไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ร้อยละ 46.67 ผลการประเมินความเสี่ยงพบว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับยอมรับไม่ได้ และระดับสูง ร้อยละ 40 และ 20 ตามลำดับ จึงได้ดำเนินการจัดทำแผนลดความเสี่ยง และแผนควบคุมความเสี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงจากการจัดการของเสียในห้องปฏิบัติการให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ อันนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยที่ยั่งยืนต่อไป</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/274095
การปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานระบบการจัดการ ด้านความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
2025-02-13T14:57:32+07:00
ธัญญาภรณ์ บุญเพ็ชร
thanyaporn.b@psu.ac.th
ปนัดดา ทองชู
panatda.t@psu.ac.th
<p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการและเพื่อศึกษาสาเหตุของการไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ประชากร คือ ห้องปฏิบัติการ 4 สาขา ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และสาขาวิทยาศาสตร์การคำนวณ รวมทั้งห้องปฏิบัติการภายใต้สังกัดของคณะ 116 ห้อง ใช้เครื่องมือวิจัย คือ ESPReL Checklist 162 ข้อ ดำเนินการสำรวจตั้งแต่ พ.ศ. 2562 - 2566 ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมของการปฏิบัติตามข้อกำหนด มีคะแนนอยู่ระหว่าง 59.7- 70.0 คะแนน คะแนนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และ พบ 4 องค์ประกอบที่มีคะแนนการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่ำกว่า 50 คะแนน ได้แก่ การบริหารระบบการจัดการ การจัดการข้อมูลและเอกสาร การบริหารความเสี่ยง และการให้ความรู้พื้นฐานความปลอดภัย ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการของสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพมีคะแนนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสาขาอื่น และมีองค์ประกอบที่มีคะแนนการปฏิบัติต่ำกว่า 50 คะแนน สอดคล้องกับองค์ประกอบในภาพรวม จากการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์หัวหน้าห้องปฏิบัติการ จำนวน 12 คน และนำเครื่องมือการวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา โดยใช้แผนผังก้างปลา พบว่า สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาที่ทำให้ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐาน ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและระบบการจัดการ ขาดระบบการตรวจสอบโครงสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นระบบ ผู้ปฏิบัติงานหลักไม่เข้าร่วมอบรมด้านความปลอดภัย รวมถึงหัวหน้าห้องปฏิบัติการไม่มีการจัดการข้อมูลและเอกสาร</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/276749
การประเมินความเสี่ยงทางห้องปฏิบัติการ โดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ และการสูญเสีย ศูนย์ห้องปฏิบัติการหน่วยวิจัยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์
2025-05-06T20:27:14+07:00
ศิริกาญจนา ศิรินนทร์
sirikanjana.sir@mahidol.ac.th
ณัชฐ์ธพงศ์ เพชรอำไพ
natth1977@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเสี่ยงทางห้องปฏิบัติการจากการทำงานตามปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติภัย และการสูญเสียในห้องปฏิบัติการ โดยเก็บข้อมูลความถี่ของการเกิดอุบัติเหตุจากปัจจัยที่มีโอกาสทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายในการทำงานจากอาจารย์ 10 คน นักศึกษา 50 คน ผู้ช่วยนักวิจัย 5 คน และนักวิทยาศาสตร์ 2 คน ตั้งแต่ ตุลาคม พ.ศ. 2566 - กันยายน พ.ศ. 2567 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยชี้บ่งอันตรายในระดับความรุนแรงที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บมีระดับความเสี่ยงต่ำ โดยไม่แตกต่าง โดยค่าระดับความเสี่ยงสูงสุดในระดับความรุนแรงที่ไม่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บจากปัจจัยชี้บ่งอันตรายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในห้องปฏิบัติการเกิดจากเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดโดยไม่สัมผัสถูกตัวผู้ปฏิบัติงานให้เกิดอันตราย มีค่าเฉลี่ยระดับความเสี่ยง ของนักศึกษา ผู้ช่วยนักวิจัย อาจารย์นักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์ เท่ากับ 3.15 (ปานกลาง) 2.58 (ปานกลาง) 2.13 (ต่ำ) และ 2.08 (ต่ำ) ตามลำดับ โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุปได้ว่าปัจจัยที่ส่งผลทำให้การปฏิบัติงานมีความเสี่ยงอันตรายที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในการทำงานคือปัจจัยชี้บ่งที่ระบุอันตรายในห้องปฏิบัติการจากเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดโดยไม่สัมผัสถูกตัวผู้ปฏิบัติงานให้เกิดอันตราย</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/278281
การศึกษาการยอมรับช่องว่างของคนเดินเท้าที่ทางข้าม บริเวณช่วงถนนที่มีลักษณะเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด: กรณีศึกษาแยกบางรัก จังหวัดกรุงเทพมหานคร
2025-05-01T16:16:48+07:00
ชนชนะ นะเสือ
chonchana35@gmail.com
เอกชัย ศิริกิจพาณิชย์กูล
fengacs@ku.ac.th
เหมือนมาศ วิเชียรสินธุ์
fengmms@ku.ac.th
<p>การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษาพฤติกรรมของคนเดินเท้าในการยอมรับช่องว่าง (Gap Acceptance) และปฏิเสธ (Gap Reject) ขณะข้ามถนนบริเวณที่มีช่องเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด และการประเมินโอกาสที่ผู้ข้ามสามารถข้ามถนนได้ปลอดภัย งานวิจัยนี้จึงใช้การสำรวจภาคสนามในการเก็บข้อมูล นำมาวิเคราะห์ทางสถิติด้วยการใช้สถิติทดสอบแบบไม่ใช้พารามิเตอร์ (Nonparametric Statistic) เพื่อประเมินปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้เดินเท้าในการยอมรับ-ปฏิเสธช่องว่างระหว่างเพศ และทิศทางของการข้ามถนนของผู้ข้าม จากนั้นวิเคราะห์หาค่าช่องว่างวิกฤติ (Critical Gap) เพื่อดูความแตกต่างของขนาดช่องว่างของ<br />การยอมรับ-ปฏิเสธ ระหว่างเพศและทิศทางของการข้าม และคำนวณการแจกแจงแบบเอ็กโพแนนเชียล (Exponential Distribution) เพื่อประมาณโอกาสที่ช่องว่างจะมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับค่า t หรือค่าช่องว่างวิกฤติ จากปริมาณจราจรในขณะนั้น แล้วคำนวณหาจำนวนช่องว่างที่ผู้ข้ามสามารถข้ามได้ แล้วเปรียบเทียบกับปริมาณคนข้ามถนนในชั่วโมงที่คำนวณนั้น เพื่อประเมินโอกาสที่ผู้ข้ามสามารถข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย ผลการศึกษาพบว่ามีบางช่วงเวลาของทิศทางการข้ามมีช่องว่างไม่เพียงพอสำหรับการข้าม ซึ่งส่งผลกระทบในด้านความปลอดภัยของผู้ข้ามถนนที่อาจต้องเสี่ยงในการตัดสินใจข้ามถนนแบบไม่ปลอดภัย ซึ่งจากการค้นพบดังกล่าวผู้วิจัยเสนอแนะว่าควรติดตั้งสัญญาณไฟสำหรับผู้ข้ามถนนเพื่อให้ผู้ข้ามถนนสามารถข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย โดยมีการเปิดใช้สัญญาณไฟสำหรับผู้ข้ามถนนเฉพาะช่วงเวลาที่มีปริมาณคนข้ามมากกว่าจำนวนช่องว่างที่สามารถข้ามได้ ดังนั้นงานวิจัยนี้อาจเป็นแนวทางสำหรับการประเมินการติดตั้งหรือการใช้สัญญาณไฟคนข้ามถนนในเบื้องต้นได้</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/274736
ความชุกของความผิดปกติบริเวณมือและข้อมือในคนงานลอกแผ่นก๋วยเตี๋ยว โรงงานผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง จังหวัดศรีสะเกษ
2025-05-08T20:27:55+07:00
วนันดร โกเมศ
65920111@go.buu.ac.th
ปวีณา มีประดิษฐ์
parvena@go.buu.ac.th
รตีวรรณ สุวัฒนมาลา
Ratiwun@go.buu.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของความผิดปกติบริเวณมือและข้อมือในกลุ่มคนทำงานลอกแผ่นก๋วยเตี๋ยว ของโรงงานผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง ในจังหวัดศรีสะเกษ รูปแบบของการศึกษาเป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 52 คน ที่ผ่านเกณฑ์คัดเข้ายินดีเข้าร่วมงานวิจัยและได้รับการประเมินความผิดปกติบริเวณมือและข้อมือ ด้วยแบบสอบถาม Boston carpal tunnel syndrome (BCTQ) ฉบับภาษาไทย เพื่อวัดระดับความรุนแรงและความถี่ของอาการปวดมือ และความสามารถในการทำงานของมือ รวมถึงการประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่างด้วยเครื่องวัดแรงบีบมือ (Hand grip dynamometer) ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของระดับความรุนแรงของอาการปวดมือและข้อมือ (Symptoms severity scale) ส่วนใหญ่มีความผิดปกติระดับเล็กน้อยร้อยละ 38.46 และรองลงมามีความผิดปกติระดับปานกลางร้อยละ 36.54 ความสามารถในการทำงานของมือ (Function status scale) ส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติทุกกิจกรรมได้ปกติอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 90.39 ถึง 84.62 และความชุกของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง (Flexor groups) พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำมากร้อยละ 36.54 ดังนั้นสถานประกอบกิจการควรมีการเฝ้าระวังสุขภาพคนงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคมจังหวัด สามารถนำข้อมูลเกี่ยวกับขนาดของปัญหาโรคจากการทำงานด้านการยศาสตร์ในลักษณะงานการใช้ข้อมือในการทำงานไปใช้ในการวางแผนจัดทำกิจกรรมโครงการเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพของของคนงานต่อไป</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/279319
ระดับความรุนแรงและปัจจัยที่ส่งผลต่อความรุนแรงในการปฏิบัติงาน กรณีศึกษา พนักงานบริการบนรถโดยสารประจำทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
2025-07-30T13:16:24+07:00
รินทร์ชนิศ กุลพรพิพัชญ์
r.kulpronpipat@gmail.com
สร้อยสุดา เกสรทอง
k.soisuda@fph.tu.ac.th
<p>ปัญหาความรุนแรงในที่ทำงานเป็นประเด็นสำคัญในภาคการขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะพนักงานบริการซึ่งมีความจำเป็นต้องศึกษาระดับความรุนแรงและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดปัญหาดังกล่าว การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรุนแรงในที่ทำงานและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดความรุนแรงในพนักงานบริการรถโดยสารประจำทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กลุ่มตัวอย่าง 292 คน พนักงานขับรถ (49.66%) พนักงานเก็บค่าโดยสาร (50.34%) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีความเที่ยงตรง = 0.97 ความเชื่อมั่น = 0.71 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกส์พหุ ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างเพศชาย (50%) หญิง (48.63%) อายุ 31-40 ปี ประสบการณ์ 0-5 ปี บุคลิกภาพระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.87) โดดเด่นความพิถีพิถัน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.10) ความรุนแรงระดับน้อยที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 0.53) ส่วนใหญ่มาจากผู้โดยสาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 0.88) ปัจจัยสัมพันธ์ (p < 0.001) คือ ปัจจัยบุคคล (หญิง อายุ ≤40 ปี เก็บค่าโดยสาร ประสบการณ์ ≤5 ปี การศึกษาต่ำ มีหนี้ ไม่เสถียรอารมณ์ เครียดสูง) ปัจจัยสิ่งแวดล้อม (รถร้อน ทำงาน >8 ชม. ช่วงค่ำ มั่นคงต่ำ) ปัจจัยบริหาร (นโยบาย ฝึกอบรม สื่อสารไม่เพียงพอ) และสถานการณ์เสี่ยง (ผู้โดยสารเมาไม่จ่าย ทะเลาะ) จากผลวิจัยควรจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือพนักงาน พัฒนาระบบรายงานเหตุการณ์ จัดโปรแกรมจัดการความเครียด และส่งเสริมกิจกรรมสร้างทีมงาน</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/281140
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรเพื่อลดอาการปวดข้อเข่าของผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม ในอำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง
2025-08-07T14:57:57+07:00
จีรภา โพธิ์พรม
phphrm@yahoo.com
อโณทัย งามวิชัยกิจ
Anothai.Nga@stou.ac.th
นฤบดี วรรธนาคม
Narubodee.Wat@stou.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรเพื่อลดอาการปวดข้อเข่าในผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม ในอำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม และมีประวัติการใช้ยาสมุนไพรเพื่อลดอาการปวดข้อเข่า จำนวน 260 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงอนุมานด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นหญิง อายุ 60 – 69 ปี อาชีพเกษตรกรรม รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 1,001–5,000 บาท การศึกษาระดับประถม ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม น้อยกว่า 1 ปี ปัจจัยด้านความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ประโยชน์ และพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 55.40, 62.70, 75.40 และ 75.40 ตามลำดับ ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทัศนคติ (β = 0.43, p < 0.001) และการรับรู้ประโยชน์ (β = 0.29, p = 0.001) มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพร ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 32.00</p> <p>จากผลการศึกษา หน่วยงานสาธารณสุขควรส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกและความตระหนักรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของสมุนไพร ควบคู่กับการเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมการใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดในผู้สูงอายุ</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/280535
ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสของเกษตรกรทำนา: กรณีศึกษาตำบลพระอาจารย์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก
2025-07-27T10:40:15+07:00
ปิยนุช ยอดสมสวย
piyanuchy@g.swu.ac.th
มัณฑนา ชื่นบุญชู
mameawmontana@gmail.com
เกศสุภา จิระการณ์
Ket.kett@hotmail.com
ปภัสสร อุ่นเจริญ
opal_papas@hotmail.com
ปะการัง ศรีมี
pakarang@g.swu.ac.th
<p>การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรเพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ ซึ่งพฤติกรรมการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้องมีโอกาสเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เกษตรกรตำบลพระอาจารย์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในการทำนาเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวปริมาณมาก เกษตรกรในพื้นที่นี้มีความเสี่ยงต่อการรับสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากการผสมสารเคมี การฉีดพ่นสารเคมีและอาศัยอยู่ในพื้นที่ฉีดพ่นสารเคมี การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสในเลือดเกษตรกร กลุ่มตัวอย่างเกษตรกรจำนวน 145 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ชุดตรวจวัดการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเลือดโดยใช้กระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมโดยรวมของการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับปานกลางซึ่งมีค่าคะแนนเฉลี่ย 3.00 ± 0.25 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน เกษตรกรมีการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเลือดอยู่ในระดับมีความเสี่ยง ร้อยละ 44.14 ระดับไม่ปลอดภัย ร้อยละ 36.55 ระดับปลอดภัย ร้อยละ 18.62 และระดับปกติ ร้อยละ 0.69 ตามลำดับ นอกจากนี้ พบว่า พฤติกรรมหลังการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีความสัมพันธ์ทางบวกกับระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสในเลือดเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 0.169) การศึกษาวิจัยนี้ พบว่า เกษตรกรมีพฤติกรรมหลังการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ไม่ถูกต้อง เกษตรกรจัดเก็บสารเคมีกำจัดศัตรูพืชไว้ใกล้ๆกับที่อยู่อาศัยและทิ้งบรรจุภัณฑ์รวมกันกับขยะทั่วไป นอกจากนี้เกษตรกรไม่เคยติดป้ายบอกเตือนผู้อื่นในบริเวณแปลงที่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ดังนั้นควรสนับสนุนให้หน่วยงานสุขภาพมีส่วนร่วมต่อการเสริมสร้างความรู้เกษตรกรเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้ปลอดภัย</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/273825
ปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงานและภาวะสุขภาพตามความเสี่ยงของอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
2024-10-10T15:44:23+07:00
ญาณิศา วุฒิสาร
64220600@up.ac.th
ภูริวัฒน์ นามะยอม
64221274@up.ac.th
พิราวรรณ ปลอดสันเทียะ
64221140@up.ac.th
อนิษา อินจันดี
64221960@up.ac.th
อาทิตยา เย็นใจ
64223995@up.ac.th
อารียา กันทา
64224008@up.ac.th
อภิชญา มหาไม้
64224266@up.ac.th
มณุเชษฐ์ มะโนธรรม
manuchetoccmed@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อภาวะสุขภาพตามความเสี่ยงของอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 289 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือเก็บตัวอย่างคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติทดสอบไคสแควร์ รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยที่สามารถร่วมทำนายด้วยสถิติวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อภาวะสุขภาพตามความเสี่ยงของอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้แก่ ปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงานด้านกายภาพ ชีวภาพ การยศาสตร์ จิตสังคม และพบว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงานด้านชีวภาพในระดับปานกลางมีภาวะสุขภาพตามความเสี่ยงเป็น 24 เท่า เมื่อเทียบกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงานด้านชีวภาพในระดับต่ำ (Adjusted OR = 24.12, 95% CI = 4.28-135.90) และปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงานด้านจิตสังคมในระดับปานกลางมีภาวะสุขภาพตามความเสี่ยงเป็น 9 เท่า เมื่อเทียบกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงานด้านจิตสังคมในระดับต่ำ (Adjusted OR = 9.48, 95% CI = 1.88-47.94) ปัจจัยนี้สามารถร่วมกันทำนายภาวะสุขภาพตามความเสี่ยงของอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ร้อยละ 33.00</p> <p>ดังนั้น ควรมีการอบรมเกี่ยวกับปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงานและแนวทางป้องกัน โดยเน้นการให้ความรู้เรื่องปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงาน เพื่อป้องกันภาวะสุขภาพตามความเสี่ยงได้</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/279462
ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำกับตนเองเพื่อป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ: การศึกษาเชิงกึ่งทดลอง
2025-06-01T11:26:24+07:00
อรชุมา หนูน้อย
oh_nounoy@hotmail.com
ทัศนีย์ คำแดงไสย์
Thatsaneekhumdangsai@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงกึ่งทดลองครั้งนี้ แบบสองกลุ่มทดลอง วัดผลก่อนและหลังทดลอง เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำกับตนเองเพื่อป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 24 คน ได้รับโปรแกรมซึ่งประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำกับตนเองเพื่อป้องกันโรคฟันผุ และกลุ่มควบคุม 24 คน ไม่ได้รับโปรแกรมใดๆ ใช้เวลาทดลอง 4 สัปดาห์ เก็บข้อมูลก่อนและหลังทดลองด้วยแบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก และการปฏิบัติในการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุดและค่าต่ำสุด วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยสถิติ Paired Samples t-test และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Independent t-test</p> <p>ผลวิจัยพบว่า หลังทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยผลลัพธ์ด้านความรู้ และด้านการปฏิบัติในการส่งเสริมสุขภาพช่องปากสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value) และหลังทดลองกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยผลลัพธ์ด้านความรู้ และด้านการปฏิบัติในการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก <br />สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value) ดังนั้น โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำกับตนเองนี้ ช่วยให้นักเรียนมีความรู้และการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคฟันผุดีขึ้น สามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมให้นักเรียนในพื้นที่อื่นได้</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/275935
ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพตามหลักธรรมานามัยต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนหลังสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ในอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี
2025-05-04T09:52:59+07:00
กุลิสรา เผ่าพันธ์
paopank25@gmail.com
ณัฐวุฒิ กกกระโทก
nattawut.numchok@gmail.com
จุฑารัตน์ เสรีวัตร
chutharat.sae@stou.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้และการปฏิบัติตนตามหลักธรรมานามัย และ 2) เปรียบเทียบความรู้การปฏิบัติตนตามหลักธรรมานามัยและระดับคุณภาพชีวิตก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพตามหลักธรรมานามัย รูปแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ คนในชุมชนตำบลห้วยหิน อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แบบสอบถามความรู้ เรื่อง การดูแลสุขภาพแบบธรรมานามัยด้านอาหาร การรับประทานยาสมุนไพร และการปฏิบัติตัวในการดูแลตนเอง แบบสอบถามคุณภาพชีวิต และโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพตามหลักธรรมานามัย โดยใช้ระยะเวลาทดลองโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพตามหลักธรรมานามัย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 180 นาที จำนวน 8 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังการทดลองคะแนนความรู้และการปฏิบัติตนตามหลักธรรมานามัยมีคุณภาพชีวิตสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value < 0.001)</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/276039
ผลสำรวจการใช้เป้อุ้มเด็กและผลกระทบต่อการบาดเจ็บของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
2025-02-03T10:36:23+07:00
อุสา ไม้แก้ว
usa.c@rsu.ac.th
อภิญญ์การย์ เจริญลาภ
apinkarn.j@rsu.ac.th
นันทชนม์ รุจิฉาย
nantachon@gmail.com
ณัฐญาณี คำโท
natthayanee.k@gmail.com
รัฐติกาล หารสระคู
rathtikan.h@gmail.com
ยุพาภรณ์ กองพันธ์
yupaphornn.k41@gmail.com
<p>การใช้เป้อุ้มเด็ก ช่วยเพิ่มความสะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆ ในขณะอุ้มเด็ก แต่อย่างไรก็ตามน้ำหนักของเด็กส่งผลให้เกิดสมดุลของแนวกระดูกและการทำงานของกล้ามเนื้อของผู้ใช้เป้อุ้มเด็กผิดปกติอาจนำไปสู่การบาดเจ็บต่อร่างกายได้ ปัจจุบันเป้อุ้มเด็กใช้งานกันหลากหลายแบบ และมีความหลากหลายของช่วงอายุ เพศ และวัย ในกลุ่มผู้ใช้เป้อุ้มเด็ก ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจชนิดการใช้เป้อุ้มเด็ก และผลกระทบสุขภาพระบบกระดูกและกล้ามเนื้อจากการใช้เป้อุ้มเด็ก ด้วยการสัมภาษณ์ โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า ผู้ใช้เป้อุ้มเด็ก 52 คน มีช่วงอายุ 19-62 ปี อายุเฉลี่ย 31.40 ± 8.58 ปี น้ำหนักผู้ใช้เฉลี่ย 59.75 ± 11.65 กิโลกรัม เพศหญิงใช้เป้อุ้มเด็ก ร้อยละ 80.77 มากกว่าเพศชาย ร้อยละ 19.23 ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นมารดา ร้อยละ 55.77 บิดาและผู้ดูแลอย่างละ ร้อยละ 15.38 ระยะเวลาการใช้เป้อุ้มเด็กนานครั้งละ 30-60 นาที ขึ้นอยู่กับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น เดินเล่น หรือเดินห้างสรรพสินค้า พบว่าชนิดของเป้อุ้มเด็กที่ใช้มากที่สุดคือ เป้อุ้มเด็กเย็บสำเร็จรูปลักษณะเป็นกระเป๋าเป้ที่มีช่องว่างสำหรับทารก พร้อมเบาะรองนั่ง ร้อยละ 86.11 ส่วนใหญ่ใช้เป้อุ้มเด็กไว้ด้านหน้าและหันหน้าเด็กออก น้ำหนักเด็กที่ถูกอุ้มโดยใช้เป้ 4-11 กิโลกรัม ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 3-15 เดือน นอกจากนี้พบว่าร้อยละ 94.44 ของผู้ใช้เป้อุ้มเด็กมีอาการปวด ประเมินจากมาตรวัดความปวดแบบตัวเลข 0-10 พบว่าอาการปวดมากที่สุดขณะใช้เป้อุ้มเด็กอยู่ที่ระดับปานกลาง (NRS = 4.69 ± 1.26) และอาการปวดลดลงทันทีหลังจากถอดเป้ อยู่ที่ระดับน้อย (NRS = 2.71 ± 1.27) ซึ่งพบอาการปวดได้แก่ หลังส่วนล่าง คอและบ่า สะบัก และอื่นๆ ตามลำดับ ดังนั้น ผลสำรวจผู้ใช้เป้อุ้มเด็กส่วนใหญ่ใช้เป้อุ้มเด็กแบบสำเร็จรูป อุ้มเด็กไว้ด้านหน้าและหันหน้าเด็กออก การใช้เป้อุ้มเด็กระยะเวลานาน 30-60 นาที ทำให้เกิดอาการปวดปานกลางบริเวณหลังส่วนล่าง และคอบ่า ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อถอดใช้งานเป้อุ้มเด็กแล้วอาการปวดจะลดลงอยู่ในระดับน้อยทันที</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JSH/article/view/284763
บทบรรณาธิการ
2025-12-23T10:08:36+07:00
ปธานิน แสงอรุณ
Pathanin.san@stou.ac.th
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ