https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/issue/feed วารสารพยาบาลทหารบก 2025-12-04T09:00:55+07:00 Associate Professor Major General Dr. Saisamorn Chaleoykitti | รองศาสตราจารย์ พลตรีหญิง ดร. สายสมร เฉลยกิตติ saisamorn2006@hotmail.com Open Journal Systems <p>วารสารพยาบาลทหารบกเป็นวารสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาล การศึกษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ สาระในวารสารพยาบาลทหารบก บทความวิชาการ บทความวิจัย บทความพิเศษ และปกิณกะ ซึ่งแต่ละฉบับอาจมีเนื้อหาดังกล่าวหลากหลายที่แตกต่างกันไปจัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ มกราคม-เมษายน พฤษภาคม-สิงหาคม กันยายน-ธันวาคม</p> <p><span style="font-size: 110%;"><strong>ISSN 2985-1041 (Online)</strong></span></p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/276579 การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยจิตเวช: บทบาทพยาบาลที่ท้าทาย 2025-06-04T22:27:32+07:00 จุฑามาศ อารีรมย์ aumaree199@gmail.com <p>หอผู้ป่วยจิตเวชเป็นสถานที่ให้การรักษาผู้ป่วยจิตเวชแบบพักค้างคืน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตที่อาจเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นจึงควรได้รับการออกแบบมาเพื่อความปลอดภัย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยจิตเวชเพื่อป้องกันความเสี่ยงสำคัญที่มักพบในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ประกอบด้วย 1) ความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายและทำร้ายตนเอง 2) ความเสี่ยงในการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าว และ 3) ความเสี่ยงในการหลบหนี เนื่องจากการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อความปลอดภัยเป็นบทบาทที่สำคัญและท้าทายของพยาบาลในการหามาตรการที่จะช่วยดูแลและป้องกันอันตราย ที่อาจเกิดกับผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยอื่น เจ้าหน้าที่ และสิ่งแวดล้อมได้</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/279671 บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมการฟื้นตัวเร็วหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง 2025-06-01T11:04:37+07:00 สดสวย ทองมหา iampulupulu@gmail.com ประภาพร จงใจภักดี pjongjaipagdee@gmail.com <p>โรคทางกระดูกสันหลังเป็นโรคที่ส่งผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจผู้ป่วยเป็นอย่างมาก หากอาการรุนแรงจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นการผ่าตัดใหญ่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง ด้วยเหตุนี้การนำแนวทางการส่งเสริมการฟื้นตัวเร็วหลังผ่าตัด (Enhanced Recovery After Surgery: ERAS) มาใช้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็ว ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ลดจำนวนวันนอนโรงพยาบาล และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล พยาบาลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนแนวทางการฟื้นตัวเร็วหลังผ่าตัด (ERAS) ในทุกระยะ ตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัด ระยะผ่าตัดและระยะหลังผ่าตัดจนจำหน่ายกลับบ้าน บทบาทเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การประเมิน การให้ความรู้คำแนะนำและการพยาบาลเพื่อให้ผู้ป่วยมีความพร้อมก่อนผ่าตัด รวมถึงการป้องกันและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน ทั้งในระยะผ่าตัดและหลังผ่าตัด นอกจากนี้ยังเน้นถึงการจัดการความปวดแบบผสมผสาน การส่งเสริมภาวะโภชนาการ การฟื้นฟู สภาพหลังผ่าตัดและการเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่ายกลับบ้าน พยาบาลเป็นบุคคลสำคัญในการประยุกต์ใช้แนวทางการฟื้นตัวเร็วหลังผ่าตัด เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยและครอบครัว ทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูสภาพได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/280078 ระบบติดตามเยี่ยมผู้ป่วยเบาหวานในเขตเมือง: กรณีศึกษาศูนย์เบาหวานโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ 2025-06-14T10:28:19+07:00 จารุภัณฑ์ กุลเสถียร Saranya.p@nmu.ac.th ศรัณยา พิมลเกตุกุล saranya.p@nmu.ac.th ณัฐวัตร วงค์จันทร์ Saranya.p@nmu.ac.th <p>โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบสาธารณสุขทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ โดยเฉพาะในเขตเมือง เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอัตราการเป็นโรคเบาหวานสูงถึงร้อยละ 12.5 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่อยู่ที่ร้อยละ 9.5 อุปสรรคสำคัญในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในเขตเมือง ได้แก่ การขาดระบบการติดตามเยี่ยมอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงานของประชากรในเมือง ดังนั้น ระบบการให้ความรู้ด้านการดูแลตนเองและการติดตามเยี่ยมผู้ป่วยเบาหวานจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการควบคุมโรคและลดภาวะแทรกซ้อน การพัฒนาทักษะ ความรู้ และความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะพยาบาลที่ให้คำแนะนำด้านโรคเบาหวาน การจัดระบบการติดตามเยี่ยมที่เหมาะสมกับประเภทของโรคและบริบทของสังคมเมือง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว เช่น การพยาบาลทางไกล เป็นต้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/280384 ความท้าทายและโอกาส: พยาบาลผู้ประกอบการในระบบบริการสุขภาพ 2025-08-10T17:17:17+07:00 วัลภา อรัญนะภูมิ chulaporn.ya@gmail.com จุฬาพร ยาพรม chulaporn@nmu.ac.th พิมพ์วิมล ยงใจยุทธ chulaporn@nmu.ac.th <p>ระบบบริการสุขภาพในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผันจากยุค VUCA WORLD สู่ยุค BANI WORLD ซึ่งเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน เปราะบาง และไม่แน่นอน ภายหลังวิกฤตการณ์ เช่น โควิด-19, ภัยพิบัติ เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพทั่วโลก ทั้งด้านการบริหารจัดการบริการสุขภาพ บุคลากรการแพทย์ หรือการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน พยาบาลในฐานะกำลังหลักของระบบสุขภาพจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการทางคลินิกสู่การเป็นผู้ประกอบการ พยาบาล เพื่อขยายบทบาทการให้บริการสุขภาพและตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของสังคม บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับความหมาย สมรรถนะของพยาบาลผู้ประกอบการพยาบาล การดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ สำหรับผู้ประกอบการพยาบาล ความท้าทายและโอกาสในการเป็นพยาบาลผู้ประกอบการในระบบบริการสุขภาพ รวมถึงข้อเสนอแนะในการส่งเสริมบทบาทของผู้ประกอบการพยาบาลในระบบบริการสุขภาพ โดยมีความท้าทายที่สำคัญ เช่น การขาดทักษะทางธุรกิจ การมีทัศนคติแบบเดิม และข้อจำกัดเชิงนโยบาย อย่างไรก็ตามก็ยังมีโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการพยาบาล คือ ความต้องการบริการสุขภาพที่หลากหลาย และการที่พยาบาลมีความรู้ทางวิชาชีพในการดูแลผู้รับบริการ โดยบทความเสนอข้อเสนอแนะใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบาย ด้านปฏิบัติการ ด้านการวิจัย และด้านการบริหารการพยาบาล เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมและผลักดันพยาบาลให้สามารถก้าวสู่บทบาทผู้ประกอบการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/280289 บทบาทพยาบาลในการจัดการอาการทางกายในผู้ป่วยระยะสุดท้าย 2025-09-06T09:59:01+07:00 นันทวัฒน์ ภิญโญ nuntawatpinyo@gmail.com <p>ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นผู้ที่มีการดำเนินของโรคเข้าสู่ระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นระยะที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในระยะนี้ร่างกายของผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีรวิทยา อวัยวะที่สำคัญของร่างกายเริ่มมีการสูญเสียหน้าที่การทำงาน ในที่สุดอวัยวะเหล่านั้นก็จะไม่สามารถทำงานได้อีก ส่งผลให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานทางด้านร่างกายโดยเฉพาะในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจึงจำเป็นต้องได้รับการจัดการอาการทางกาย พยาบาลในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความใกล้ชิดผู้ป่วยมากที่สุดจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดการอาการทางกายในผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อบรรเทาความทุกข์ ทรมาน เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต และให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ บทความวิชาการนี้จึงมีจุดมุ่งหมาย เพื่อนำเสนออาการทางกายที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยระยะสุดท้าย บทบาทพยาบาลในการจัดการอาการทางกายในผู้ป่วยระยะสุดท้าย และอุปสรรคต่อบทบาทพยาบาลในการจัดการอาการทางกายในผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อเป็นข้อมูลในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/281646 กลยุทธ์ผู้นำการพยาบาลยุคใหม่เพื่อความเป็นสากล 2025-09-16T09:51:50+07:00 ขัตติยาพร คนเที่ยง rn.wall@gmail.com วัลลภา ทรงพระคุณ wallapa_s@payap.ac.th อัชฌา วารีย์ wallapa_s@payap.ac.th <p>การศึกษาวิชาการพยาบาลในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ทั้งจากภายในอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และจากภายนอกโดยเฉพาะจากสถานการณ์โลกแบบ BANI (Brittle, Anxious, Non-linear, and Incomprehensible) ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดแรงกดดันอย่างยิ่งต่อการผลิตบัณฑิตพยาบาลที่พร้อมรับมือกับโลกอนาคต ผู้นำทางการพยาบาลในยุคปัจจุบันจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เชิงสังเคราะห์ที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและมีวิสัยทัศน์ที่เหนือกว่าคู่แข่ง</p> <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์กรอบกลยุทธ์ภาวะผู้นำยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ (Strategic Leadership) การนำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) และการนำการปรับตัว (Adaptive Leadership) เข้ากับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถสูง และหลากหลายกลยุทธ์ดังกล่าวถูกนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพหลักสูตรให้สอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ และนโยบายความเป็นสากลของการพยาบาล และการผดุงครรภ์ที่กำหนดโดยสภาการพยาบาล การนำกรอบกลยุทธ์นี้ไปใช้จะช่วยให้สถาบันการศึกษาสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติของอาจารย์ให้เน้นการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาสมรรถนะสากล (Global Competence) ของนักศึกษาได้อย่างแท้จริง<br />ดังนั้นกรอบกลยุทธ์ที่นำเสนอในบทความจึงเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ และสร้างความมั่นใจว่าพยาบาลแห่งอนาคตจะมีศักยภาพพร้อมกับการแข่งขันในระดับสากล</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/281312 การประยุกต์ใช้การสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดในผู้ป่วยจิตเวช: บทบาทพยาบาลจิตเวช เทคนิค และกรณีศึกษา 2025-08-10T20:32:29+07:00 ภาสินี โทอินทร์ pasineethoin@bcnkk.ac.th พัฒนี ศรีโอษฐ์ pasineethoin@bcnkk.ac.th <p>การสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดในผู้ป่วยจิตเวช เป็นกระบวนการที่สำคัญในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช พยาบาลต้องใช้ ตนเองเป็นเครื่องมือตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าใจปัญหาและหาทางออกที่เหมาะสมด้วยตนเอง บทบาทพยาบาลจิตเวชจึงมีความสำคัญในกระบวนการช่วยเหลือและบำบัดรักษา โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการ ความร่วมมือ ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต การดูแลตนเอง และการเข้าสังคม บทบาทของพยาบาลจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคและวิธีสร้างสัมพันธภาพทั้ง 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ก่อนมีปฏิสัมพันธ์ พยาบาลต้องเตรียมความพร้อมทางอารมณ์ ความรู้ และข้อมูลของผู้ป่วย ระยะที่ 2 ระยะเริ่มต้น พยาบาลสร้างความไว้วางใจ กำหนด ข้อตกลง และร่วมสำรวจปัญหา ระยะที่ 3 ระยะดำเนินการแก้ปัญหา พยาบาลรักษาสัมพันธภาพที่ดี ช่วยผู้ป่วยวิเคราะห์ปัญหา วางแผน และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ ระยะที่ 4 สิ้นสุดสัมพันธภาพ พยาบาลช่วยประเมินผล สรุปสัมพันธภาพ และเตรียมผู้ป่วยกลับสู่สังคมอย่างมั่นคง<br />บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการปฏิบัติ บทบาทพยาบาลจิตเวชและการประยุกต์ใช้เพื่อการบำบัด และการศึกษาวิจัย เพื่อจะช่วยให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในการทำงานปฏิบัติการพยาบาล และช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาของตนเอง และผู้ป่วยจิตเวช ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในการรักษาพยาบาล และยังป้องกันปัญหาความขัดแย้งของพยาบาลกับผู้ป่วยหรือญาติ นำมาสู่การให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสมภายใต้กรอบจริยธรรมและการยอมรับในความแตกต่างของแต่ละบุคคล</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/281645 บทบาทพยาบาลในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุในโรงพยาบาล 2025-09-16T09:52:07+07:00 จุฬาลักษณ์ ใจแปง chulaluk.j@stin.ac.th มลธิรา อุดชุมพิสัย monthira.u@stin.ac.th ณัฏฐ์ธษา ตันติทวีวัฒน์ natthasa.t@stin.ac.th <p>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นมักมีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องในโรงพยาบาล ระบบบริการแบบเดิมสำหรับผู้สูงอายุเป็นการดูแลที่แยกส่วนตามสาขาความเชี่ยวชาญและอาการ มากกว่าเป็นไปตามเป้าหมายชีวิตและความต้องการเฉพาะของผู้ป่วย ทำให้ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ได้รับการประเมินและจัดการไม่ครบถ้วนหรือไม่ประสานกันในทุกจุดบริการ ดังนั้นพยาบาลจึงควรมีการพัฒนารูปแบบการดูแลที่ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุ บทความนี้นำเสนอบทบาทของพยาบาลในการจัดระบบบริการสุขภาพที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุในโรงพยาบาล (4Ms) ซึ่งเน้นการดูแลใน 4 ด้าน คือ 1) การดูแลที่เน้นสิ่งสำคัญ (What Matters) 2) การดูแลเรื่องการใช้ยาอย่างเหมาะสม (Medication) 3) การดูแลสุขภาพจิตและการทำงานของสมอง (Mentation) และ 4) การส่งเสริมความสามารถในการเคลื่อนไหว (Mobility) เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษา<br />นอกจากนั้นบทความนี้ได้นำเสนอการบูรณาการระบบบริการสุขภาพที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุในโรงพยาบาลกับกระบวนการ พยาบาลใน 5 ขั้นตอน (การประเมิน การวินิจฉัย การวางแผน การปฏิบัติ และการประเมินผล) เพื่อให้พยาบาลสามารถประยุกต์ แนวคิดระบบบริการสุขภาพที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุในโรงพยาบาลไปใช้ในการดูแลผู้สูงอายุได้ครอบคลุม รวมถึงกลยุทธ์สู่ความสำเร็จ สำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุของโรงพยาบาล เพื่อการพัฒนาและจัดการระบบบริการสุขภาพที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุที่ยั่งยืน อันจะช่วยให้ผู้สูงอายุในสังคมไทยมีสุขภาวะที่ดี</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/281337 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน ของกลุ่มเสี่ยงเบาหวานมุสลิม อำเภอยะหา จังหวัดยะลา 2025-08-10T20:23:20+07:00 มาดีฮะห์ มะเก็ง akiko.fujimi@gmail.com กมลวรรณ สุวรรณ kamonwan@bcnyala.ac.th จิฬาวัจน์ เลิกนอก akiko.fujimi@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบพรรณนาเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานของกลุ่มเสี่ยงเบาหวานมุสลิม อำเภอยะหา จังหวัดยะลา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 383 ราย ได้จากการสุ่มแบบจัดสรรตามสัดส่วนของกลุ่มเสี่ยงในแต่ละหน่วยบริการ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและสถานะทางสุขภาพ แบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน โดยมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา .91, .98 และ .99 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค .84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br />ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน (r = .298, p &lt; .001) โดยการรับรู้โอกาสเสี่ยงและการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (r = .326, p &lt; .001) ส่วนการรับรู้อุปสรรคมีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับต่ำ (r = –.221, p &lt; .001) การวิเคราะห์พบว่าตัวแปร ทั้งหมดสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันได้ร้อยละ 15.6 (R = .403, Se<sub>est</sub> = 10.985, p &lt; .01) ดังนั้น การส่งเสริมการรับรู้ความเสี่ยง ประโยชน์ และลดอุปสรรคที่รับรู้ จะช่วยพัฒนาพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวาน และใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์ส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบททางวัฒนธรรมของชุมชนเป้าหมายได้</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/279630 ผลของโปรแกรมการบูรณาการวางแผนจำหน่ายทารกคลอดก่อนกำหนดสำหรับผู้ดูแล 2025-05-24T12:30:40+07:00 จารุวรรณ สนองญาติ adisa854@gmail.com ยุคนธ์ เมืองช้าง adisa854@gmail.com ศิริธิดา ศรีพิทักษ์ adisa854@gmail.com อุษณียาภรณ์ จันทร adisa854@gmail.com อดิศา พานิช adisa854@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (one-group pretest–posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบูรณาการวางแผนจำหน่ายทารกคลอดก่อนกำหนดสำหรับผู้ดูแล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด จำนวน 55 ราย ที่คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเข้า ได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป 2) แบบทดสอบความรู้ในการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด โดยมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.84, 0.87 และ 0.92 ตามลำดับ และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบความรู้และแบบสังเกตพฤติกรรม เท่ากับ Cronbach’s alpha = 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ t-test<br />ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และพฤติกรรมการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดของผู้ดูแลหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05)</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/278231 ปัจจัยทำนายความพร้อมก่อนออกจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด 2025-05-17T07:27:09+07:00 หงส์เหม แพร่ศิริพุฒิพงศ์ honghem.phaesi@gmail.com ศรินรัตน์ ศรีประสงค์ sarinrut.sri@mahidol.ac.th สุพร ดนัยดุษฎีกุล sarinrut.sri@mahidol.ac.th ยงค์ รงค์รุ่งเรือง sarinrut.sri@mahidol.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาปัจจัยทำนายของ ความเปราะบาง ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย การรับรู้ความรุนแรง ของโรค คุณภาพการสอนก่อนออกจากโรงพยาบาล ต่อความพร้อมก่อนออกจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลศิริราช จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 107 ราย โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความพร้อมก่อนจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลฉบับย่อ แบบสอบถามคุณภาพการสอนก่อนออกจากโรงพยาบาลฉบับย่อ แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรงของโรค แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนในการเจ็บป่วยสำหรับผู้ใหญ่ฉบับย่อ แบบสอบถามภาวะเปราะบางทางสุขภาพ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพร้อมก่อนออกจากโรงพยาบาล ร้อยละ 63.3 โดยปัจจัยทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความพร้อมก่อนออกจากโรงพยาบาลได้ร้อยละ 8.3 ปัจจัยที่มีอำนาจการทำนายความพร้อมก่อนออกจากโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ คุณภาพการสอนก่อนออกจากโรงพยาบาล (ß = .848, p &lt;.05) และการรับรู้ความรุนแรงของโรค (ß = .080, p &lt;.05) โดยบุคลากรสุขภาพควรมีการสอนก่อนออกจากโรงพยาบาลโดยเฉพาะ หรือพัฒนาโปรแกรมที่ส่งเสริมการสอน ประเมินการรับรู้ความรุนแรงของโรค ในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด เพื่อเตรียมให้ผู้ป่วยเกิดความพร้อมก่อนออกจากโรงพยาบาล</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/277796 ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อพฤติกรรม การจัดการตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน อำเภอยะหา จังหวัดยะลา 2025-04-05T15:15:40+07:00 แวสะการียา แวโดยี kamonwan@bcnyala.ac.th กมลวรรณ สุวรรณ kamonwan@bcnyala.ac.th <p>การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง เพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยจัดสรรตามสัดส่วนของจำนวนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานแต่ละหน่วยบริการ จำนวน 27 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน เครื่องมือใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ คู่มือ แบบประเมินความรู้เรื่องโรคเบาหวาน และแบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง ค่าความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 1.00, 1.00 และ .95 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นแบบประเมินความรู้เรื่องโรคเบาหวานโดยวิธี KR-20 เท่ากับ .83 และแบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .86 นำโปรแกรมมาใช้กับกลุ่มตัวอย่างเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการจัดการตนเอง ของกลุ่มตัวอย่างหลังได้รับโปรแกรมเพิ่มขึ้นกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 (t = -11.068) และระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มตัวอย่างหลังได้รับโปรแกรมลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 3.935) ดังนั้น บุคลากรทางสุขภาพควรนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในการดูแลกลุ่มเสี่ยง โรคเบาหวานเพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวานและเพิ่มคุณภาพชีวิตต่อไป</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/273922 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ของผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงเป็นโรคร่วม : กรณีศึกษาชุมชนพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลรามาธิบดี 2024-09-28T11:54:20+07:00 นิภาวรรณ ศรีโยหะ esafos123@gmail.com รุ่งทิวา เสาวนีย์ esafos123@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ของผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงเป็นโรคร่วมในชุมชนพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลรามาธิบดี ตามแนวคิด PRECEDE MODEL กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงเป็นโรคร่วมในชุมชนพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลรามาธิบดี 100 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบความน่าจะเป็นของฟิชเชอร์ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน และการถดถอยแบบไม่อิงพารามิเตอร์<br />ผลวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 25-81 ปี สถานภาพคู่ จบมัธยมศึกษา อาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้ 10,001-15,000 บาท/เดือน ไม่พอใช้จ่ายและมีหนี้สิน อาศัยในชุมชนเมืองและชุมชนแออัด สูบบุหรี่ 10-20 มวน/วัน พฤติกรรมการสูบบุหรี่อยู่ระดับปานกลาง ปัจจัยนำ (ความเครียด ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ ความเชื่ออำนาจภายในตน) ปัจจัยเสริม (แรงสนับสนุนทางสังคม) และปัจจัยเอื้อ (สภาพแวดล้อมของชุมชน) ไม่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ แต่พบว่าสภาพแวดล้อมของชุมชนมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Exact Sig.=.005)<br />ข้อเสนอแนะ ควรพัฒนาโปรแกรมและกิจกรรมช่วยเลิกบุหรี่ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ให้ดีขึ้น</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/280614 ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการให้ความรู้ด้านโภชนาการต่อระดับอัตราการกรองของไต (eGFR) ของผู้สูงอายุที่มีภาวะไตวายเรื้อรัง ในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลหนองแก้ว จังหวัดศรีสะเกษ 2025-07-05T11:50:06+07:00 รพีพรรณ สารสมัคร sansamak.r@gmail.com เปรมฤดี เห็มหา prem_hemha@kkumail.com ยุพาวดี แซ่เตีย prem_hemha@kkumail.com <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองเพื่อเปรียบเทียบระดับค่าอัตราการกรอง ของไตของผู้สูงอายุระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกับกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีภาวะไตวายเรื้อรังระยะที่ 1-4 เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 30 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 คน จับคู่ด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แบบสอบถามส่วนบุคคล แบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้น แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน แบบสอบถามการรับรู้พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และ แบบการประเมินค่าอัตราการกรองของไต ตรวจสอบความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาคโดยใช้วิธีทดสอบซ้ำ แบบสอบถามการรับรู้พฤติกรรมการบริโภคอาหารมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .94 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีโดยกำหนดนัยสำคัญที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมมีค่าอัตราการกรองของไต eGFR เพิ่มกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และผู้สูงอายุกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมมีค่าอัตราการกรองของไต eGFR เพิ่มขึ้นกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/271434 อิทธิพลของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพบริการพยาบาลในโรงพยาบาล สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2024-06-30T12:07:44+07:00 พัชรีย์ กลัดจอมพงษ์ kai251739@gmail.com วราภรณ์ คำทับทิม kai251739@gmail.com สันติ ศรีสวนแตง kai251739@gmail.com <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ1) วิเคราะห์อิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพบริการพยาบาล ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2) จัดทำกลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรพยาบาลวิชาชีพ และผู้รับบริการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน จำนวน 856 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) ปัจจัย ด้านสิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงานการพยาบาล 2) ปัจจัยด้านผู้ให้บริการ 3) ปัจจัยด้านความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน 4) ปัจจัยด้านผู้รับบริการ และประเด็นการสนทนากลุ่มวิเคราะห์ผลการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านผู้รับบริการส่งผลต่อคุณภาพบริการพยาบาลทางตรงมากที่สุด มีขนาดอิทธิพลทางตรง เท่ากับ 0.71 ปัจจัยด้านความพึงพอใจในการปฏิบัติงานมีขนาดอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.35 และปัจจัยสิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงานการพยาบาล มีขนาดอิทธิพลทางตรงเท่ากับ -0.06 และตัวแปรปัจจัยด้านผู้ให้บริการมีขนาดอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ 0.19 2) นำปัจจัยด้านผู้รับบริการที่มีอิทธิพลทางตรงมากที่สุด และส่งผลต่อคุณภาพบริการพยาบาล จัดทำกลยุทธ์ฯ ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์หลัก และ 2 กลยุทธ์รอง โดยกลยุทธ์หลักข้อ 1 กลยุทธ์ส่งเสริมคุณภาพบริการพยาบาลการดูแลสุขภาพประชาชนให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอป้องกันโรคและภาวะวิกฤตฉุกเฉิน กลยุทธ์หลักข้อ 2 กลยุทธ์ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพทุกรูปแบบ เพื่อเข้าถึงผู้ป่วยทุกกลุ่มวัยและครอบคลุมทุกกลุ่มโรค</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/269457 ผลของโปรแกรมสร้างเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อพฤติกรรม สุขภาพในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ 2024-03-16T11:55:44+07:00 ศิริขวัญ อัครทวีทอง sirikhuan.akl@gmail.com นุชรัตน์ มังคละคีรี nutcharat@npu.ac.th เดชา ทำดี decha.t@cmu.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริม การรับรู้ความสามารถของตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ จำนวน 60 ราย แบ่งเป็น กลุ่มทดลอง 30 ราย และกลุ่มเปรียบเทียบ 30 ราย เครื่องมือในการทดลอง คือ โปรแกรมสร้างเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพ เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ ตรวจสอบได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.85 และได้ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบาค เท่ากับ 0.82 ภายหลังได้รับโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.001) และกลุ่มทดลองมีค่าความดันโลหิต Systolic Blood Pressure และ Diastolic Blood Pressure ลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมโรคได้มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.001) จากผลการวิจัยควรมีการศึกษาการคงอยู่ของการรับรู้ความสามารถของตนเองในกลุ่มทดลอง ระยะ 6 เดือน และ 1 ปี มีการพัฒนาทักษะการโน้มน้าวชักจูงในอาสาสมัครสาธารณสุข และควรมีการศึกษาในกลุ่มเปรียบเทียบ เพื่อให้เกิดการรับรู้ความสามารถของตนเอง ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตลดลงและเข้าสู่เกณฑ์ที่ควบคุมได้</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/271984 ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ได้รับการใส่สายสวนหัวใจบริเวณขาหนีบ โดยประยุกต์ทฤษฎีการบรรลุจุดมุ่งหมายของคิง 2024-07-19T09:29:33+07:00 ประวาลปัทม์ ปัญญาสุพัฒน์ prawanpatpp@gmail.com ศากุล ช่างไม้ schangmai@hotmail.com ทิพา ต่อสกุลแก้ว tipa2558@gmail.com <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ได้รับการใส่สายสวนหัวใจบริเวณขาหนีบ โดยประยุกต์ทฤษฎีการบรรลุจุดมุ่งหมายของคิง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการใส่สายสวนหัวใจบริเวณขาหนีบ จำนวน 62 ราย คือ กลุ่มทดลอง 31 ราย และกลุ่มควบคุม 31 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ได้รับการใส่สายสวนหัวใจบริเวณขาหนีบ โดยประยุกต์ทฤษฎีการบรรลุจุดมุ่งหมายของคิงพัฒนาโปรแกรมบนข้อมูลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความร่วมมือ แบบประเมินความสุขสบาย และแบบประเมินการเกิดภาวะแทรกซ้อน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา สถิติไคสแควร์ และสถิติแมนวิทนีย์-ยู<br />ผลการวิจัยพบว่าโปรแกรมฯ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคะแนนเฉลี่ยความร่วมมือกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) ข้อสรุป โปรแกรมฯ สามารถทำให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในการทำการสวนหัวใจ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ พยาบาลวิชาชีพควรนำโปรแกรมนี้ไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดต่อไป</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/272250 ผลของการโค้ชออนไลน์โดยใช้ซาเทียร์โมเดลต่อการกำกับอารมณ์ทางการรู้คิดในมารดาเด็กสมาธิสั้น 2024-07-13T18:14:52+07:00 สุพรรณี ศิริอาภาวิวัฒน์ 63920425@go.buu.ac.th วรากร ทรัพย์วิระปกรณ์ warakorn@go.buu.ac.th จุฑามาศ แหนจอน juthamas@go.buu.ac.th <p>การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลการโค้ชออนไลน์โดยใช้ซาเทียร์โมเดลต่อการกำกับอารมณ์ทางการรู้คิดในมารดาเด็กสมาธิสั้น กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาที่มีบุตรสมาธิสั้น จำนวน 44 คน สุ่มจำแนกเข้ากลุ่ม เป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ โปรแกรมการโค้ชออนไลน์โดยใช้ซาเทียร์โมเดลเพื่อเสริมสร้างการกำกับอารมณ์ทางการรู้คิดสำหรับมารดาเด็กสมาธิสั้น และแบบประเมินการกำกับอารมณ์ทางการรู้คิด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม 6 ครั้ง ๆ ละ 45 - 50 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เก็บรวบรวมข้อมูลระยะก่อนทดลอง หลังทดลอง และติดตามผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน แบบวัดซ้ำประเภทหนึ่งตัวแปรระหว่างกลุ่ม และหนึ่งตัวแปรภายในกลุ่ม เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีแบบบอนเฟอโรนี ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการกำกับอารมณ์ทางการรู้คิด หลังทดลอง และระยะติดตามผลสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการกำกับอารมณ์ทางการรู้คิดหลังทดลอง และระยะติดตามผลสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงควรนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในงานประจำของโรงพยาบาลที่มีแผนกจิตเวชเด็ก และวัยรุ่น</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/273722 ผลการพัฒนาทักษะการแปลผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจในเด็ก ของพยาบาลวิชาชีพโดยผ่านเว็บแอปพลิเคชัน 2024-09-21T07:15:40+07:00 วทัศนียา ไกรสรสวัสดิ์ research2567.sps@gmail.com อารี ชีวเกษมสุข areecheeva@gmail.com กชกร เจตินัย areecheeva@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการแปลผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจในเด็กของพยาบาลวิชาชีพก่อน และหลังการใช้เว็บแอปพลิเคชัน และ 2) เปรียบเทียบทักษะการแปลผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจในเด็กของพยาบาลวิชาชีพก่อน และหลังการพัฒนาทักษะการแปลผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจในเด็กของพยาบาลวิชาชีพโดยผ่านเว็บแอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่าง พยาบาลวิชาชีพ ห้องผู้ป่วยหนักกุมารเวชกรรมโรคหัวใจ คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 14 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) เว็บแอปพลิเคชัน การพัฒนาทักษะการแปลผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจในเด็กของพยาบาลวิชาชีพ ค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.80 -1.00 และ 2) แบบทดสอบทักษะการแปลผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจในเด็กของพยาบาลวิชาชีพ ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบวิลคอกซัน แมชแพรส์ ซายน์แลงค์ ผลการวิจัยพบว่า 1) พยาบาลวิชาชีพมีทักษะการแปลผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจในเด็กก่อนและหลังการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ระดับดีมาก (ร้อยละ 91.57 พิสัยระหว่างคลอไทล์ IOR 7) และ 2) พยาบาลวิชาชีพมีทักษะการแปลผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจในเด็กหลังการใช้เว็บแอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนใช้เว็บแอปพลิเคชัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01)<br />จากการวิจัย ผู้บริหารควรกำหนดแนวทางพัฒนาทักษะการแปลผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจในเด็กของพยาบาลวิชาชีพ โดยผ่านเว็บแอปพลิเคชันร่วมกับการดูแลตามมาตรฐาน</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/272358 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 ของผู้ป่วยอายุรกรรมในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง 2024-08-03T10:46:23+07:00 กาญจนา จันทร์ปัญญา kanjana.j@cmu.ac.th พิมพาภรณ์ กลั่นกลิ่น kanjana.j@cmu.ac.th วันชัย เลิศวัฒนวิลาศ kanjana.j@cmu.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 ของผู้ป่วยอายุรกรรม จำนวน 52 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 26 ราย เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนา สถิติทดสอบวิลคอกซัน และสถิติแมนวิทนีย์ยู<br />ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอายุอยู่ในช่วงอายุ 61 ปี เป็นเพศหญิง และเพศชายเท่ากัน มีการศึกษาระดับประถมศึกษามากที่สุด มีโรคประจำตัวคือ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดมากที่สุด และส่วนใหญ่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 หลังได้รับโปรแกรมใน 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 เพิ่มขึ้นจาก 32.00 เป็น 36.00 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน (p&lt;.001) กลุ่มควบคุมมีคะแนนไม่แตกต่างกันโดยมีคะแนนมัธยฐานเท่ากัน คือ 32.50 คะแนน และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนมัธยฐานของพฤติกรรมระหว่างกลุ่ม พบว่า คะแนนมัธยฐานการปฏิบัติทั้งสองกลุ่ม ไม่แตกต่างกันทางสถิติ ทั้งก่อนและหลังการทดลอง ดังนั้นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นครั้งนี้สามารถนำไปเป็นเครื่องมือในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในผู้ป่วยกลุ่มอื่น หรือผู้ป่วยโรคอุบัติใหม่-อุบัติซ้ำที่มีวิถีทางการแพร่กระจายเชื้อแบบเดียวกันได้</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/273396 ผลของการให้คำปรึกษากลุ่มที่เน้นความกลัวการประเมินทางสังคมในเชิงลบ การสนับสนุนทางสังคม และบรรทัดฐานการใช้สารเสพติด ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีความหลากหลายทางเพศในกรุงเทพมหานคร 2024-09-28T10:23:17+07:00 ธวัชวงศ์ ลิ้มทองสิทธิคุณ thawatwong.lim@gmail.com ซานโทช โมฮานัน thawatwong.lim@gmail.com <p>วิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อทดสอบผลของการให้คำปรึกษากลุ่มที่เน้นความกลัวการประเมินทางสังคมในเชิงลบ การสนับสนุนทางสังคม และบรรทัดฐานการใช้สารเสพติดในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีความหลากหลายทางเพศในกรุงเทพมหานคร ผู้กลุ่มตัวอย่าง 16 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและควบคุมกลุ่มละ 8 คน โดยส่งต่อจากผู้เข้าร่วมคนอื่น กลุ่มทดลองได้รับคำปรึกษากลุ่ม 60 นาที 8 ครั้ง รวม 8 อาทิตย์ และจดจำคำในหนึ่งวันสำหรับกลุ่มควบคุม โดยทำแบบสอบถามความกลัวการประเมินทางสังคมในเชิงลบ การสนับสนุนทางสังคม และบรรทัดฐานการใช้สารเสพติด ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ พบว่ากลุ่มทดลองมีความกลัวการประเมินทางสังคมในเชิงลบและบรรทัดฐานการใช้สารเสพติดลดลงแต่การสนับสนุนทางสังคมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการสนับสนุนจากครอบครัวและบรรทัดฐานการใช้สารเสพติดเป็นประจำไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ผลวิจัยสรุปว่าการให้คำปรึกษากลุ่ม สามารถลดความกลัวการประเมินทางสังคมในเชิงลบ บรรทัดฐานการใช้สารเสพติด และเพิ่มการสนับสนุนทางสังคมในผู้ใหญ่ที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างมีนัยสำคัญ ผลวิจัยนี้สามารถใช้ส่งเสริมสุขภาพจิตและออกแบบนโยบายที่เหมาะสม ข้อเสนอแนะวิจัยครั้งต่อไป ควรให้ความสำคัญกับรายบุคคล ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมทดลอง หรือเลือกกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศที่เฉพาะเจาะจง</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/272418 ผลของการพยาบาลครอบครัวต่อการทำหน้าที่ครอบครัวที่มีวัยรุ่นตั้งครรภ์ ณ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ 2024-11-09T23:39:30+07:00 ชุติมาพร ธรรมบุตร chutimaporn.th@gmail.com กิตติภูมิ ภิญโย kittiphoom@kku.ac.th <p>การวิจัยเป็นวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของการพยาบาลครอบครัวต่อการทำหน้าที่ของครอบครัวที่มีวัยรุ่นตั้งครรภ์ ในเขตอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสมาชิกครอบครัว และวัยรุ่นตั้งครรภ์ จำนวน 10 ครอบครัว ได้รับการพยาบาลครอบครัว 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวทางการพยาบาลครอบครัวเพื่อส่งเสริมการทำหน้าที่ครอบครัวที่มีวัยรุ่นตั้งครรภ์ คู่มือการส่งเสริมสุขภาพหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นและครอบครัว เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการทำหน้าที่ของครอบครัวที่มีวัยรุ่นตั้งครรภ์ตามการรับรู้ของวัยรุ่นตั้งครรภ์และครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิตินอนพาราเมตริก Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test ผลการวิจัยพบว่า ครอบครัวและวัยรุ่นตั้งครรภ์มีค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้การทำหน้าที่ครอบครัวที่มีวัยรุ่นตั้งครรภ์หลังการทดลองมากกว่าก่อนการทดลองแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P&lt;.05) และมีการรับรู้การทำหน้าที่ครอบครัวที่มีวัยรุ่นตั้งครรภ์ของครอบครัวและวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่แตกต่างกัน (P&gt;0.5) ผลการวิจัยเสนอแนะให้บุคคลากรทางสุขภาพสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของครอบครัววัยรุ่นตั้งครรภ์ในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวสามารถทำหน้าที่ในการดูแลวัยรุ่นตั้งครรภ์ได้</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/274180 การพัฒนารูปแบบการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉิน ด้วยแอปพลิเคชันผ่านสมาร์ทโฟน 2024-10-11T22:42:54+07:00 อนุสรณ์ อุระ anusorn.our27@gmail.com อารี ชีวเกษมสุข Aree.Che@stou.ac.th กชกร เจตินัย kotchakorn.j@ubru.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนานี้ แบ่งเป็น 3 ระยะการวิจัย มีจุดประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์การคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลสาขาของรัฐแห่งหนึ่ง 2) เพื่อการพัฒนารูปแบบการคัดแยกประเภทผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยแอปพลิเคชันผ่านสมาร์ทโฟน และ 3)เพื่อเปรียบเทียบความถูกต้องและระยะเวลาของการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินระหว่างการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินแบบเดิมกับการคัดแยกประเภทผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยแอปพลิเคชันผ่านสมาร์ทโฟนที่พัฒนาขึ้น โดยระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 8 คน ระยะที่ 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นเวชระเบียนผู้ป่วยฉุกเฉิน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยโปรแกรม G power จำนวน 184 ฉบับ กำหนดสูญหายของข้อมูลร้อยละ 10 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนาและสถิติทดสอบแมน วิทนีย์ ยู<br />ผลการศึกษา 1) สถานการณ์การคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉิน พบว่าการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ครอบคลุมภาวะฉุกเฉิน ระบบสารสนเทศยังไม่เชื่อมโยงกัน พยาบาลขาดความรู้ทักษะความชำนาญมีกระบวนการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินปฏิบัติแตกต่างกันในการคัดแยกผู้ป่วยมีฉุกเฉิน ส่งผลให้การคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ถูกต้องและต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 2) รูปแบบการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินที่พัฒนาขึ้น เป็นแอปพลิเคชันการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านสมาร์ทโฟนเป็นไปตามหลักเกณ์ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มีขั้นตอนการใช้งานง่าย วิธีการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินทำได้ง่ายขึ้นตามรายการที่กำหนดในแอปพลิเคชัน ประเมินผลลัพธ์ระยะเวลา และความถูกต้องของการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉิน พบว่า ระยะเวลาการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยรูปแบบการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินที่พัฒนาขึ้นฯ เฉลี่ย 50.85 วินาที และการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยรูปแบบการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินนี้มีความถูกต้องมากกว่ารูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/272231 การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเลิดสิน 2024-07-13T18:25:33+07:00 พิพัฒนานนท์ ทารี meenpp2520@gmail.com อภิรดี นันท์ศุภวัฒน์ meenpp2520@gmail.com อารีย์วรรณ อ่วมตานี meenpp2520@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น 2) พัฒนาแบบประเมินสมรรถนะ ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น และ 3) ตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเลิดสิน โดยการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 การกำหนดสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โดยการสนทนากลุ่มกับผู้บริหารทางการพยาบาลระดับสูง กลาง และต้น จำนวน 25 คน นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อกำหนดสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ตอนที่ 2 การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะและกำหนดพฤติกรรมบ่งชี้ในการประเมิน สมรรถนะด้วยเกณฑ์มาตราส่วนประมาณค่า โดยการนำผลที่ได้จากตอนที่ 1 ไปสร้างแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาล ระดับต้นโรงพยาบาลเลิดสิน และตอนที่ 3 การตรวจสอบคุณภาพแบบประเมินด้วยการวิเคราะห์ความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ และค่าความเที่ยงของความสอดคล้องจากผู้ประเมิน 4 กลุ่ม ได้แก่ผู้บังคับบัญชาผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นที่เป็นเพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และการสุ่มอย่างมีระบบ จำนวน 235 คน และนำผลคะแนนมาคำนวนค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐานเพื่อดูความสอดคล้องของการประเมินทั้ง 4 กลุ่ม<br />ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นโรงพยาบาลเลิดสินประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำ มีรายการสมรรถนะย่อย 5 ข้อ 2) การบริหารจัดการคุณภาพบริการพยาบาล มีรายการสมรรถนะย่อย 6 ข้อ 3) การจัดการทรัพยากร มีรายการสมรรถนะย่อย 5 ข้อ 4) จรรยาบรรณวิชาชีพ จริยธรรม และกฎหมาย มีรายการสมรรถนะย่อย 3 ข้อ และ 5) วิชาการ วิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ มีรายการสมรรถนะย่อย 3 ข้อ รวมสมรรถนะย่อย 22 ข้อ แต่ละข้อใช้เกณฑ์ การประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า ผลการตรวจสอบคุณภาพแบบประเมินพบว่าค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง .60 – 1.0 ความเที่ยงของความสอดคล้องจากผู้ประเมิน 4 กลุ่มได้เท่ากับ .86 ข้อเสนอแนะการวิจัยครั้งต่อไปเสนอให้พัฒนาเกณฑ์การประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นเป็นรูปแบบรูบริค (Rubric score) และจัดทำแบบประเมินในรูปแบบออนไลน์</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/272218 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลบ้านโนนอุดม ตำบลศรีวิชัย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร 2024-07-13T18:29:50+07:00 ยุพารัตน์ ก่ำจำปา gumjumpa2@gmail.com ณัฐพร นิจธรรมสกุล nuttaporn.n@kkumail.com เจนจิรา แก่นท้าว janekaentaojk@gmail.com วิษณุ เมืองบาล widsanu.mu@ku.th <p>การศึกษาแบบกึ่งทดลองนี้ เป็นการวิจัย 1 กลุ่มโดยวัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโนนอุดม ตำบลศรีวิชัย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 30 คน เลือกแบบเฉพาะ เจาะจงตามคุณสมบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม โดยทั้งฉบับผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่า (CVI) เท่ากับ 1 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.98 เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่าง 1 มีนาคม 2567-30 เมษายน 2567 สถิติที่ใช้ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน Paired T-Test กำหนดระดับนัยสำคัญทาง สถิติที่ 0.05 การศึกษาพบว่าคะแนนค่าเฉลี่ยความรู้หลังเข้าร่วมการใช้โปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean Difference =4.97, 95% CI=4.39-5.54, p&lt;.001) และคะแนนค่าเฉลี่ยการประเมินอันตรายต่อสุขภาพหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean Difference =11.67, 95% CI=10.50-12.82, p&lt;.001) และคะแนนค่าเฉลี่ย การประเมินการเผชิญปัญหาหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean Difference =11.90, 95% CI=10.87-12.92, p&lt;.001) และพบว่า คะแนนค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เท้าสูงกว่าก่อนเข้าร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean Difference =11.23, 95% CI=10.07-12.39, p&lt;.001)</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/271085 ผลของโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพในด้านการป้องกัน โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2024-05-25T18:14:51+07:00 โชติรส จันทร์สมบัติ chotirot043@gmail.com นฤมล เอื้อมณีกูล naruemon.aue@mahidol.edu สุนีย์ ละกำปั่น naruemon.aue@mahidol.edu <p>การวิจัยกึ่งทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานครต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพในด้านการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กลุ่มตัวอย่างคืออาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร กลุ่มละ 40 คน ระยะเวลาศึกษา 4 สัปดาห์ และติดตามผล 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองได้รับการพัฒนาทักษะการเข้าถึงข้อมูล ความเข้าใจ การสื่อสาร การรู้เท่าทันสื่อ การตัดสินใจ และการจัดการตนเอง รวมถึงการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกัน โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เก็บข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-Square, Independent t-test และ Two-way Repeated Measures ANOVA ผลการวิจัย พบว่าหลัง ได้รับโปรแกรมอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานครมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ และมีพฤติกรรมในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .05) ผลการวิจัยนี้ เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ด้านการควบคุม ป้องกัน การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และโรคติดต่ออื่น ๆ ข้อเสนอแนะควรมีการพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพพมหานคร ในเรื่องอื่นๆ เช่น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคมะเร็ง หรือการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อสอดคล้องกับปัญหาสุขภาพในปัจจุบัน</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/272505 ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและความสามารถ ในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันในผู้สูงอายุโรคเรื้อรังที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยในชุมชน 2024-07-29T15:26:12+07:00 วนาลี คินธร wanalee.k@kkumail.com สุทธินันท์ สุบินดี ssuttin@kkumail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันในผู้สูงอายุโรคเรื้อรังที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยในชุมชน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคเรื้อรังที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย อาศัยอยู่ในชุมชน จำนวน 48 คน ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบต่อเนื่อง (Consecutive Sampling) สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 24 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิด ประกอบด้วยกิจกรรมทั้งหมด จำนวน 6 ครั้ง ใช้เวลาทั้งหมด 6 สัปดาห์ โดยจัดกิจกรรมสัปดาห์ละ 1 กิจกรรม ทำกิจกรรม ครั้งละ 3 ชั่วโมง ขณะที่กลุ่มควบคุมดำเนินวิถีชีวิตตามปกติ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินดัชนีบาร์เธลเอดีแอล แบบประเมิน Lawton Instrumental Activities of Daily Living Scale (L-IADL) และแบบประเมินพุทธิปัญญา ฉบับภาษาไทย 8.1 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา, Paired t-test, Wilcoxon signed-ranks test และ Analysis of Covariance (ANCOVA)<br />ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดมีค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดและความสามารถในการ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันซับซ้อนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p&lt;.001) แต่ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันพื้นฐานไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p=.239)</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/278266 ปัจจัยทำนายความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ใน 10 ปีข้างหน้า ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 2025-04-26T12:40:42+07:00 อรวรรณ ประภาศิลป์ pannipa.sue@mahidol.ac.th พรรณิภา บุญเทียร pannipa.sue@mahidol.ac.th <p>การวิจัยความสัมพันธ์เชิงพรรณนา เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ใน 10 ปีข้างหน้าของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการที่หน่วยตรวจโรคอายุรกรรมและคลินิกเบาหวานในโรงพยาบาล 2 แห่ง จำนวน 144 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ผลตรวจเลือดย้อนหลัง 6 เดือน ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดรอบเอว ความดันโลหิต และตอบแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ประวัติด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการโรคเบาหวานด้วยตนเองและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ใน 10 ปีข้างหน้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจใน 10 ปี ข้างหน้าระดับสูงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ได้แก่ อายุ ความดันซิสทอลิก ระยะเวลาเป็นโรค และ ไขมันโคเลสเตอรรอล มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ใน 10 ปีข้างหน้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่า อายุมากกว่า 65 ปี (OR=69.71, 95%CI= 7.90, 616.19, p&lt; .05) และความดันซิสทอลิกที่มากก ว่า 140 มิลลิเมตรปรอท OR= 8.33, 95%CI= .78, 89.52, p&lt; .05) สามารถร่วมทำนายความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจใน 10 ปี ข้างหน้า ได้ร้อยละ 75</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/279517 การประเมินความต้องการจําเป็นต่อการพัฒนาแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล 2025-05-24T12:37:18+07:00 ปาริชาต อภิเดชากุล parich61@gmail.com ณพิชญกานต์ พันธนันท์โภคิณ phongthara@gmail.com นิชาอร รัตนกุล phongthara@gmail.com พงศ์ธารา วิจิตเวชไพศาล phongthara@gmail.com <p>การปรับเปลี่ยนเพื่อนำแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์มาใช้งานสำหรับนักศึกษาพยาบาลวิสัญญีต้องมีการประเมินความต้องการจำเป็นอย่างเป็นระบบ วัตถุประสงค์ของการวิจัย (1) เพื่อเปรียบเทียบสถานะปัจจุบันและความต้องการสำหรับแฟ้มสะสมผลงาน (2) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของความต้องการในการพัฒนา และ (3) เพื่อรวบรวมความคิดเห็นของวิสัญญีพยาบาลผู้สอนรูปแบบการวิจัยผสมวิธีถูกนำมาใช้เพื่อการสำรวจความต้องการจำเป็นกับนักศึกษาพยาบาลวิสัญญี 45 คนและอาจารย์ผู้ฝึกสอน 3 คน เพื่อประเมินสภาพปัจจุบันและสภาพที่ต้องการของแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์ทางสถิติด้วย paired-sample t-tests รวมถึงดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็น (PNI) พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างมุมมองปัจจุบัน และมุมมองที่ต้องการของนักศึกษาใน 3 ด้านของแฟ้มสะสมผลงาน: ส่วนประกอบของแฟ้มสะสมผลงาน: M = 3.56, SD = 0.73 (ปัจจุบัน) เทียบกับ M = 4.12, SD = 0.90 (ที่ต้องการ); t(44) = 4.88, p &lt; .001 เทคโนโลยีของแฟ้มสะสมผลงาน: M = 3.25, SD = 1.09 (ปัจจุบัน) เทียบกับ M = 4.35, SD = 0.75 (ที่ต้องการ); t(44) = 5.91, p &lt; .001 ประโยชน์ของแฟ้มสะสมผลงาน: M = 3.71, SD = 0.77 (ปัจจุบัน) เทียบกับ M = 4.18, SD = 0.80 (ที่ต้องการ); t(44) = 5.09, p &lt; .001 นักศึกษาระบุความต้องการจำเป็นที่สำคัญที่สุดในด้านเทคโนโลยี (PNI mod = 0.34) และความต้องการจำเป็นสำคัญน้อยที่สุดในด้านอุปสรรค (PNI mod = 0.12) ผลการศึกษาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขช่องว่างเพื่อการพัฒนาระบบที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/275234 ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดและการคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์เสี่ยงสูง ต่อการคลอดก่อนกำหนด 2024-12-08T08:10:04+07:00 จีรวัฒน์ เขียววิจิตร geerawat.kie@gmail.com สุพิศ ศิริรุณรัตน์ supits@go.buu.ac.th ศิริวรรณ แสงอินทร์ yuenyong@buu.ac.th <p>การศึกษาวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดและการคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์เสี่ยงสูงต่อการคลอดก่อนกำหนด กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์เสี่ยงสูงต่อการคลอดก่อนกำหนด จำนวน 60 ราย ที่มารับบริการ ณ แผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลราชบุรี ระหว่างเดือน กรกฎาคม - ตุลาคม พ.ศ. 2566 ตามคุณสมบัติที่กำหนดแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองและกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันคลอดก่อนกำหนด วิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติทีแบบอิสระ สถิติทีแบบไม่อิสระ และค่า Odds ratio ผลการศึกษาพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการป้องกันคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (mean = 19.6 , SD = 1.59; t = 21.35, df = 29, p &lt; .001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (mean = 137.07, SD = 10.23; mean = 119.53, SD = 8.70; t =7.03, df = 58, p &lt; .001) แต่มีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดไม่ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR = 0.48 ; 95% CI = 0.04, 5.63)</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/277074 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดแผลผิวหนังอักเสบ จากการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ในหอผู้ป่วยวิกฤตแยกโรค โรงพยาบาลวชิรพยาบาล: การศึกษาย้อนหลัง 2025-03-08T09:28:09+07:00 ชานนท์ ขนานใต้ chanon.khanantai@gmail.com แพรพลอย สันดี praeploy@nmu.ac.th เสาวนีย์ บำรุงวงษ์ praeploy@nmu.ac.th บวรลักษณ์ ทองทวี praeploy@nmu.ac.th <p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลังจากเวชระเบียน มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดแผลผิวหนังอักเสบจากการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ (Incontinence-Associated Dermatitis: IAD) กลุ่มตัวอย่างเลือกจากผู้ป่วยทั้งหมด ที่เข้ารักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตแยกโรค โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ในช่วง 1 ตุลาคม 2566 ถึง 31 สิงหาคม 2567 จำนวน 264 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบบันทึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย การทดสอบไคสแควร์ และวิเคราะห์หาปัจจัยสัมพันธ์ด้วย Simple logistic regression นำเสนอขนาดความสัมพันธ์โดยใช้ Crude odds ratios และ 95% CI พบความชุกเกิดแผล IAD ร้อยละ 36.70 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดแผล IAD คือ ปัจจัยด้านคลินิก ได้แก่ จำนวนการถ่ายอุจจาระ การให้อาหารทางสายยาง ระดับอัลบูมินในเลือด ระยะวันนอนหอผู้ป่วยวิกฤต การใส่ท่อช่วยหายใจ Barden scale SOFA scale และ PAT score ปัจจัยด้านการใช้ยา ได้แก่ 10% Potassium chloride syrup Sodium phosphate Sat magnesium sulfate salt Piperacillin/tazobactam Vancomycin ยาระบาย ยาบีบหลอดเลือด Meropenem และยากล่อมประสาท ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดแผล IAD ดังนั้นผลการวิจัยนี้สามารถนำไปสร้างแนวทางการดูแลป้องกันแผล IAD ได้</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/277106 การพัฒนาสมรรถนะแห่งตนในการปฐมพยาบาลเด็กเบื้องต้น และการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 2025-04-19T15:06:03+07:00 ศศิธร คำมี wanwika@g.lpru.ac.th วรรณ์วิการ์ ใจกล้า wanwika@g.lpru.ac.th ปิยธรณ์ เร่งเร็ว wanwika@g.lpru.ac.th ฉัตรสุดา มาทา wanwika@g.lpru.ac.th วิไลวรรณ กลิ่นถาวร wanwika@g.lpru.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มเปรียบเทียบวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อความรู้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และทักษะในการปฐมพยาบาลเด็กเบื้องต้นและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 34 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 17 คน เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความรู้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และทักษะในการปฐมพยาบาลเด็กเบื้องต้นและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ค่าดัชนีความตรงของเนื้อหา เท่ากับ 0.8-1.0<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน มีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และทักษะในการปฐมพยาบาลเด็กเบื้องต้นและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) 2) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และทักษะในการปฐมพยาบาลเด็กเบื้องต้นและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) ดังนั้นควรนำโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนไปใช้ในการเพิ่มพูนความรู้ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และทักษะในการปฐมพยาบาลเด็กเบื้องต้นและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของครูผู้ดูแลเด็กต่อไป</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/278838 การศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล 2025-06-01T09:44:36+07:00 สุพัฒนา ศักดิษฐานนท์ supattana_sak@vu.ac.th จริญญา ชาวจันทึก supattana_sak@vu.ac.th จันทิมา บ่าพิมาย supattana_sak@vu.ac.th กฤตธีรา จิตรลม supattana_sak@vu.ac.th รวีพร ข้อนอก supattana_sak@vu.ac.th <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตนักศึกษาพยาบาล ชั้นปี 1, 2 และ 3 มหาวิทยาลัยวงษ์ ชวลิตกุล เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 282 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว<br />ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 20.16 ปี (SD=1.47) ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ระหว่าง 18-20 ปี ร้อยละ 62.8 เกือบทั้งหมดเป็นผู้มีสุขภาพปกติร้อยละ 96.5 สถานภาพครอบครัวส่วนใหญ่ร้อยละ 72.0 พบว่าบิดามารดาอยู่ด้วยกัน รายได้เฉลี่ยของครอบครัวต่อเดือนอยู่ระหว่าง 10,001-20,000 บาทมากที่สุดร้อยละ 30.5 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่นักศึกษาได้รับจากครอบครัวน้อยกว่าหรือเท่ากับ 4,000 บาทมากที่สุดร้อยละ 42.9 นักศึกษาพยาบาล ชั้นปี 1 มีคุณภาพชีวิตดีที่สุด (mean=102.75, SD=14.11) รองลงมาได้แก่ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปี 3 (mean=101.49, SD=15.19) และนักศึกษาพยาบาล ชั้นปี 2 (mean=101.02, SD=15.53) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตระหว่างนักศึกษาพยาบาล ชั้นปี 1, 2 และ 3 พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน ทั้งในภาพรวม (F=.336, p=.715) และรายด้านสุขภาพกาย (F=1.385, p=.252) ด้านสุขภาพจิต (F=.441, p=.644) ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม (F=.668, p=.514) และด้านสิ่งแวดล้อม (F=1.053, p=.350) ตามลำดับ<br />ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมคุณภาพชีวิตของนักศึกษาพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น มีการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมทุกชั้นปี โดยเฉพาะ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปี 2 ควรศึกษาวิจัยระยะยาวและเปรียบเทียบครอบคลุมทุกชั้นปี</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/277237 ผลของการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อการปฏิบัติตัว เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและ ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 2025-02-22T14:12:53+07:00 ขนิษฐา เจริญนพกิจ khanisst71@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อนหลังการทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่ม ตัวอย่างคือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 74 คน เป็นกลุ่มทดลอง 37 คน ได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจตามแนวคิดของ กิบสัน กลุ่มควบคุม 37 คน ได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แผนการเสริมสร้างพลังอำนาจ แบบสอบถามการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.96 ค่าความเชื่อมั่นได้ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และค่าที<br />ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังการเสริมสร้างพลังอำนาจของกลุ่ม ทดลองมากกว่าก่อนได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) และมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดหลังการเสริมสร้างพลังอำนาจของกลุ่มทดลองลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการเสริมสร้างพลังอำนาจช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดได้ถูกต้องมากขึ้น ส่งผลให้ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดลดลง ควรนำการเสริมสร้างพลังอำนาจไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดทักษะในการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/278195 ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของนักศึกษา ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2025-04-19T15:19:08+07:00 อัสณีย์ พงค์ษา phongsaasnee@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเรื่อง ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของนักศึกษา ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรอบรู้และระดับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของนักศึกษา ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) ศึกษาปัจจัยความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของนักศึกษา ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักศึกษาในพื้นที่สามจังหวัด ชายแดนภาคใต้ จำนวน 392 คน โดยใช้วิธีการสุ่มหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ<br />ผลการศึกษาพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีคะแนะเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.27, S.D. = 0.39) พฤติกรรม การส่งเสริมสุขภาพโดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.22, S.D.=0.40) ปัจจัยความรอบรู้ด้านสุขภาพ ด้านการรู้เท่าทันสื่อ (ß = 0.050) ด้านทักษะการสื่อสาร (ß = 0.048) ด้านการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ (ß = 0.046) และด้านทักษะ การจัดการตนเอง (ß = 0.042) ส่งผลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของนักศึกษา ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ร้อยละ 49</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/278557 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไต ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน 2025-05-24T11:57:45+07:00 สมพร ชินโนรส somporn@slc.ac.th อังคนา จงเจริญ a.rattana2514@gmail.com ปริม ศิลปรัตนาภรณ์ p.prim2543@gmail.com <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นผู้ป่วยในวัยผู้ใหญ่ถึงวัยสูงอายุ มีประวัติป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานมานานมากกว่า 1 ปี จำนวน 80 คนแบ่งเป็น กลุ่มควบคุม 40 คนและกลุ่มทดลอง 40 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไต มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 และ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติที ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อชะลอความเสื่อมของไตมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01) และค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไตมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01) โปรแกรมนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน การปฏิบัติการพยาบาล และการดูแลเพื่อพัฒนาและเพิ่มพูนความรอบรู้ด้านสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง เพื่อป้องกันการเกิดโรคไตระยะสุดท้ายได้</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/265076 การศึกษาสมรรถนะผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะฉุกเฉินในชุมชน ตำบลก้ามปู อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม 2024-04-26T22:38:39+07:00 ธนนัฐ ภูมินา armthananat@gmail.com นิศาชล บุบผา nisachon@kku.ac.th <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรรถนะผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉิน ในชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าหน้าที่หน่วยบริการปฐมภูมิ ผู้ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้ดูแลผู้สูงอายุ และญาติผู้ดูแลหลัก จำนวน 231 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินสมรรถนะ 3 ชุดสำหรับเจ้าหน้าที่ในหน่วย บริการปฐมภูมิ ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น และภาคประชาชนผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มเจ้าหน้าที่หน่วยบริการปฐมภูมิ มีร้อยละคะแนนด้านความรู้มากที่สุดอยู่ในระดับมาก โดยคิดเป็น ร้อยละ 93.75 กลุ่มที่มีร้อยละคะแนนน้อยที่สุดอยู่ในระดับปานกลาง คือ กลุ่มญาติผู้ดูแลหลัก เท่ากับ 68.80 ข้อมูลด้านทัศนคติ พบว่า กลุ่มเจ้าหน้าที่หน่วยบริการปฐมภูมิมีค่าเฉลี่ยด้านทัศนคติมากที่สุดอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =1.00, SD=0.00) และน้อยที่สุดคือ กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =0.86, SD=0.07) ส่วนด้านการปฏิบัติ กลุ่มเจ้าหน้าที่หน่วยบริการ ปฐมภูมิมีค่าเฉลี่ยด้านการปฏิบัติมากที่สุดอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =4.88 ,SD=0.14) และน้อยที่สุดอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =4.55 , SD=0.79) คือกลุ่มญาติผู้ดูแลหลัก สรุปได้ว่า สมรรถนะผู้เกี่ยวข้องโดยรวมอยู่ในระดับดีถึงดีมาก อย่างไรก็ตามควรเร่งพัฒนาความรู้และทักษะของญาติผู้ดูแลและเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในชุมชน</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/280832 การรับรู้ความสามารถตนเอง ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ความเครียดและความวิตกกังวลของนักศึกษาพยาบาล ก่อนการฝึกปฏิบัติการพยาบาลมารดา ทารกและการผดุงครรภ์ 2025-07-20T09:23:18+07:00 สร้อย อนุสรณ์ธีรกุล soianu@kku.ac.th นงนุช บุญมาลา soianu@kku.ac.th วรนุช ไชยวาน soianu@kku.ac.th <p>การวิจัยพรรณนาเชิงเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและเปรียบเทียบการรับรู้ความสามารถตนเอง ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ความเครียด และความวิตกกังวล ของนักศึกษาพยาบาลก่อนการฝึกปฏิบัติการพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 จำนวน 79 คน และชั้นปีที่ 4 จำนวน 74 คน ของสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินการรับรู้ความสามารถตนเอง ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ความเครียด และความวิตกกังวล มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96, 0.90, 0.82 และ 0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติค่าทีอิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่านักศึกษาชั้นปี 3 และชั้นปีที่ 4 มีระดับการรับรู้ความสามารถตนเองและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองอยู่ ในระดับปานกลาง ความวิตกกังวลอยู่ในระดับเล็กน้อย ส่วนความเครียดนักศึกษาชั้นปี 3 อยู่ในระดับปกติ ชั้นปีที่ 4 อยู่ในระดับเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพบว่านักศึกษาชั้นปีที่ 3 มีการรับรู้ความสามารถตนเองสูงกว่านักศึกษาชั้นปีที่ 4 แต่มีความรู้สึก มีคุณค่าในตนเอง ความเครียดและความวิตกกังวลต่ำกว่านักศึกษาชั้นปีที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) สรุปว่านักศึกษาที่ผ่านการฝึกปฏิบัติการพยาบาลมารดาฯ 1 มาแล้ว ช่วยให้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองมากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ความเครียดและความวิตกกังวลลดลง ดังนั้น จึงควรเตรียมนักศึกษาทุกครั้งก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติการพยาบาล</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/280455 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ ของประชาชน อายุ 18-59 ปี ตำบลพลายวาส อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2025-07-05T12:17:30+07:00 สุรทัศน์ ยอดมณี tudza70@gmail.com มิ่งขวัญ ศิริโชติ tudza70@gmail.com สุนารี ทะน๊ะเป็ก tudza70@gmail.com สุรเดช สำราญจิตต์ tudza70@gmail.com <p>การศึกษานี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เพื่อศึกษาปัจจัยนำด้านการรับรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อเอดส์ ปัจจัยเอื้อด้านการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ ปัจจัยเสริมด้านการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมจากบุคคล ในครอบครัวและพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ของประชาชน อายุ 18-59 ปี ตำบลพลายวาส อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 244 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเที่ยงตรงและมีค่าความเชื่อมั่น (Coefficient Cronbach) ทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br />ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยนำด้านการรับรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อเอดส์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ = 96.68) ปัจจัยเอื้อด้านการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ = 74.59) และปัจจัยเสริมด้านการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมจากบุคคลในครอบครัวโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ = 94.26) และพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ของกลุ่มตัวอย่าง โดยภาพรวมมีพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ = 78.69) เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ได้แก่ ปัจจัยนำ (r =0.161) ปัจจัยเอื้อ (r =0.849) และปัจจัยเสริม (r =0.138)</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/268872 สุนทรียทักษะภาวะผู้นำและปัจจัยแห่งความสำเร็จที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิในหน่วยบริการสุขภาพ ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดบุรีรัมย์ 2024-02-22T21:59:20+07:00 เจษฎากร หีบแก้ว jetsadakorn.hk@kkumail.com นครินทร์ ประสิทธิ์ nakapr@kku.ac.th ศุภชัย ยาณะเรือง supachai@scpub.ac.th <p>การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้ เพื่อศึกษาสุนทรียทักษะภาวะผู้นำและปัจจัยแห่งความสำเร็จที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ ในหน่วยบริการสุขภาพของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดบุรีรัมย์ โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 165 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างง่าย ซึ่งแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1–31 มกราคม 2567 สถิติที่ใช้ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการถดถอยพหุเชิงเส้นแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมสุนทรีย ทักษะภาวะผู้นำและปัจจัยแห่งความสำเร็จมีความสัมพันธ์ระดับสูงกับการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิในหน่วยบริการสุขภาพ (r= .779, p-value &lt;.001) (r= .778, p-value&lt; .001) และพบว่า ทักษะการวางแผนและจัดองค์กรการสร้างความเข้าใจเพื่อให้เกิดความร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านหน่วยงานสนับสนุนทุกระดับมีแผนงานรองรับ หน่วยงานสนับสนุนทุกระดับมีแผนงานรองรับ ทักษะการพัฒนาคนและสอนงาน การได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารทุกระดับ ทักษะ การสื่อสาร สามารถร่วมพยากรณ์การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิในหน่วยบริการสุขภาพได้ร้อยละ 72.0 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?R&amp;space;_{adj}^{2}" alt="equation" /> = .720)</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/280926 ความพร้อมในการดูแลและภาระของผู้ดูแลผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 2025-07-20T08:52:18+07:00 ซ่ง ลิน lin_song@cmu.ac.th จิราภรณ์ เตชะอุดมเดช chiraporn.tac@cmu.ac.th วราวรรณ อุดมความสุข chiraporn.tac@cmu.ac.th <p>ผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ดูแลต้องเผชิญปัญหาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งก่อให้เกิดภาระในการดูแล การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความพร้อมในการดูแล ภาระของผู้ดูแล และความสัมพันธ์ระหว่างความพร้อมในการดูแลกับภาระของผู้ดูแลที่ได้รับฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ดูแลจำนวน 144 คน ที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจงจากโรงพยาบาล ในมณฑลกว่างซี ประเทศจีน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทางสังคมประชากร เครื่องมือวัดความพร้อมในการดูแล (C-PCS) และแบบประเมินภาระผู้ดูแล (C-ZBI) เครื่องมือทั้งสองแสดงให้เห็นถึงความตรงเชิงโครงสร้างที่ยอมรับได้ (C-PCS = 0.71; C-ZBI = 0.73) และมีความเชื่อมั่นในระดับสูง โดยค่า Cronbach’s alpha ของ C-PCS เท่ากับ 0.92 และของ C-ZBI เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการศึกษาพบว่าผู้ดูแลมีภาระในการดูแลในระดับค่อนข้างมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 50.25, SD = 17.65) และมีความพร้อมในการดูแลอยู่ในระดับต่ำ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 14.21, SD = 5.24) นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์เชิงลบระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญระหว่างความพร้อมในการดูแลกับภาระการดูแลโดยรวม (r = -0.474, p &lt; 0.01) รวมถึงภาระในแต่ละด้าน ได้แก่ ความสัมพันธ์ อารมณ์ สังคมและครอบครัว การเงิน และการสูญเสียการควบคุมชีวิต ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการส่งเสริมความพร้อมของผู้ดูแลเพื่อลดภาระการดูแล</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/279986 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความจําใช้งานด้วยทฤษฎีการเล่าเรื่อง สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา 2025-06-10T17:15:37+07:00 อารีรัตน์ ลีลัครานนท์ 64920018@go.buu.ac.th จุฑามาศ แหนจอน juthamas@go.buu.ac.th วรากร ทรัพย์วิระปกรณ์ warakorn@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างความจำใช้งานด้วย ทฤษฎีการเล่าเรื่องสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 24 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย และสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 12 คน โดยวิธีจับคู่คะแนนความจำใช้งาน เครื่องมือที่ใช้การทดลองคือโปรแกรมเสริมสร้างความจำใช้งานที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามแนวคิดทฤษฎีการเล่าเรื่องและแบบจำลองความจำใช้งาน พหุองค์ประกอบผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ทดลองใช้และปรับปรุงก่อนนำมาใช้งาน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบคอร์ซี่บล็อก แบบทดสอบการจำตัวเลขแบบไปข้างหน้าและย้อนกลับ และแบบทดสอบเอ็น-แบค การเก็บข้อมูลแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนทดลอง หลังทดลอง และระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของบอนเฟอโรนี ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองมี คะแนนความจำใช้งานหลังทดลองและระยะติดตามผลสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P &lt; .05) สรุปได้ว่าโปรแกรม เสริมสร้างความจำใช้งานด้วยทฤษฎีการเล่าเรื่องมีประสิทธิภาพในการพัฒนาความจำใช้งานของนักเรียนประถมศึกษา และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทการเรียนการสอนได้ ทั้งนี้ควรมีการศึกษาต่อเนื่องเพื่อประเมินผลระยะยาว</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/277318 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านมในสตรีมุสลิม 2025-03-02T00:32:36+07:00 พิมพ์วิภา ศรีชมภู pimvipa039@nurse.tu.ac.th พวงผกา คงวัฒนานนท์ pimvipa039@nurse.tu.ac.th จีราภรณ์ กรรมบุตร pimvipa039@nurse.tu.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านมและปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านมในสตรีมุสลิม ได้แก่ ปัจจัยการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม การรับรู้ความรุนแรงของมะเร็งเต้านม การรับรู้ประโยชน์ การป้องกันมะเร็งเต้านม การรับรู้ความสามารถตนเองในการป้องกันมะเร็งเต้านม และการสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างคือ สตรีมุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตสุขภาพเขต 4 สุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งเขตพื้นที่ ร่วมกับการสุ่มอย่างง่ายได้จำนวน 105 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคว์สแคว และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรม การป้องกันมะเร็งเต้านมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.40 (SD=1.11) และปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านมของสตรีมุสลิม ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม (β = .298, p &lt; .05) และการสนับสนุนทางสังคม (β= .452, p &lt; .05) และสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านมของสตรีมุสลิมได้ร้อยละ 43.8 (R<sup>2</sup> = .438, F<sub>(2, 104)</sub> = 39.687, p &lt; .05) ในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านมในสตรีมุสลิมควรคำนึงถึงปัจจัยด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยง และเน้นการสนับสนุนทางสังคมซึ่งจะช่วยให้บรรลุผลได้</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/279902 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการเรียนการสอนแบบเชิงรุกของนักศึกษาพยาบาล 2025-07-05T10:27:22+07:00 ภาสินี โทอินทร์ Siriornk@gmail.com สิริอร ข้อยุ่น Siriornk@gmail.com พัฒนี ศรีโอษฐ์ Siriornk@gmail.com เบญจวรรณ กิจควรดี Siriornk@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติของนักศึกษาพยาบาลต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเชิงรุก และศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ สภาพแวดล้อมในห้องเรียน สื่อการเรียนการสอน รูปแบบกิจกรรมการสอน และ อาจารย์ผู้สอนกับเจตคติของนักศึกษาพยาบาลต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเชิงรุก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชั้นปีที่ 1-4 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 218 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามเจตคติของนักศึกษาพยาบาลต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเชิงรุก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับเจตคติของนักศึกษาพยาบาล ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา ได้ค่าความสอดคล้องของเนื้อหา 0.67-1 และค่าเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของแบบสอบถามทั้งฉบับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) เจตคติของนักศึกษาพยาบาลต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเชิงรุก อยู่ในระดับมาก (Mean= 3.72, S.D.= 0.61) 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับเจตคติของนักศึกษาพยาบาลต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเชิงรุกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยเรียงลำดับความสัมพันธ์จากมากไปน้อย ได้แก่ รูปแบบกิจกรรมการสอน อาจารย์ผู้สอน สื่อการเรียนการสอน และสภาพแวดล้อมในห้องเรียน (r =0.63, 0.61,0.53 และ 0.43) ตามลำดับ</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/280507 ปัจจัยที่มีผลต่อผลการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ของบัณฑิตพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์: การวิจัยเชิงคุณภาพ 2025-07-20T08:26:00+07:00 ขจี พงศธรวิบูลย์ saisamorn2006@hotmail.com นิรมนต์ เหลาสุภาพ saisamorn2006@hotmail.com สุริศาฐ์ พานทองชัย saisamorn2006@hotmail.com บุญทิวา สู่วิทย์ saisamorn2006@hotmail.com จุฑารัตน์ อัครวงศ์วิศิษฎ์ chutarat@nmu.ac.th <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบัณฑิตพยาบาลจำนวน 9 คน ซึ่งสำเร็จการศึกษาและผ่านการสอบความรู้ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลผลการเรียน 19 รายวิชาที่เกี่ยวข้องกับรายวิชาที่สอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนฯ จำนวน 214 ชุด ข้อมูลได้รับการวิเคราะห์ด้วยวิธีวิเคราะห์ เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยชี้ว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลการสอบสามารถจำแนกเป็นสองมิติ คือ ปัจจัยภายใน ได้แก่ ผลการเรียนรายวิชาที่เกี่ยวข้อง แรงจูงใจ เจตคติต่อการสอบ และประสบการณ์เกี่ยวกับเนื้อหา และปัจจัยภายนอก ได้แก่ การเตรียมความพร้อมก่อนสอบ การจัดสอบรวบยอด และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สนับสนุนการพัฒนาความรู้และทักษะ ผลการศึกษานี้พบว่าการเสริมสร้างความพร้อมเชิงวิชาการ การพัฒนาเจตคติและแรงจูงใจที่เหมาะสม และการสนับสนุนการเรียนรู้จากสถาบัน มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จในการสอบความรู้ฯ ผลการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นข้อมูลในการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาพยาบาลในการสอบความรู้ฯ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ในรุ่นต่อไป</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/274849 ประสบการณ์อาการ การจัดการและผลลัพธ์การจัดการอาการลองโควิด ของผู้ป่วยที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2024-11-10T00:13:20+07:00 อังคณา คงโพธิ์น้อย adedu8699@gmail.com สุพัตรา บัวที supatra.6@msu.ac.th อภิญญา วงศ์พิริยโยธา supatra.6@msu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์อาการ การจัดการอาการและผลลัพธ์การจัดการอาการลองโควิด ศึกษาในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยืนยันผลจาก ATK หรือ RT PCR และพบภาวะปอดอักเสบ รับการรักษาในโรงพยาบาลจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างเดือนมิถุนายน – 31 ธันวาคม 2565 จำนวน 104 คน โดยใช้แบบสอบถาม การจัดการอาการหลงเหลือของผู้ป่วยหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบอายุ22 ถึง 92 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง; 1. อาการที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ 1) เหนื่อยง่าย 2) ไอ 3) ปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ 4) อ่อนเพลีย 5) เวียนศีรษะ โดยด้านมิติความถี่อาการ 3 อันดับ แรก คือ 1) ปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ 2) ผมร่วงมากขึ้น 3) เหนื่อยง่าย ด้านมิติความรุนแรงของอาการ คือ 1) ปวดกล้ามเนื้อ และ ปวดข้อ 2) ไอ 3) เหนื่อยง่ายและ ด้านมิติระดับการรบกวนชีวิต คือ 1) ปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ 2) เหนื่อยง่าย 3) ผมร่วงมากขึ้น; 2. วิธีการจัดการอาการและผลลัพธ์การจัดการอาการส่วนใหญ่ใช้การพักผ่อน นั่งสมาธิ และขอความช่วยเหลือ บุคคลอื่น และการใช้ยา ข้อเสนอแนะการจัดการอาการที่ครอบคลุม นอกจากลดผลกระทบของอาการ ยังช่วยให้บุคคลมีชีวิตอย่างปกติมากที่สุด</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/272789 ผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการควบคุม ความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ 2024-08-24T08:25:13+07:00 จุฑารัตน์ จันทร์มณี chutharat.1987@gmail.com ปริศนา อัครธนพล chutharat.1987@gmail.com กมลทิพย์ ขลังธรรมเนียม chutharat.1987@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ รับการรักษาที่โรงพยาบาลหลังสวน ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนจำนวน 31 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติจำนวน 31 คน โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และพฤติกรรมการควบคุมความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Paired t-test และ Independent t-test<br />ผลการวิจัยพบว่า หลังการได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการควบคุมความดันโลหิตสูงมากกว่า กลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่( t= 9.75, p=.000) และกลุ่มทดลองมีระดับความดันโลหิตซิสทอลิกและไดแอสทอลิกลด ลงกว่ากลุ่มควบคุม (t=10.18 และ t=7.26 ,p= .000)</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/278675 ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน ในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต 2025-06-10T08:46:49+07:00 นันทกร ปราโมทย์ milk_m@hotmail.com นรลักขณ์ เอื้อกิจ noralukuakit@yahoo.com <p>การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันและปัจจัย ทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการ ณ ศูนย์ปลูกถ่ายไต โรงพยาบาลของรัฐระดับตติยภูมิ ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 113 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปฏิเสธไต แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรงของภาวะปฏิเสธไต แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน และแบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคของการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันมาก คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 23.09 (SD = 0.84) 2) ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต ได้แก่ ระยะเวลาหลังได้รับการปลูกถ่ายไต การสนับสนุนทางสังคม การรับรู้อุปสรรคของการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน และการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปฏิเสธไต โดยสามารถร่วมทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้ ร้อยละ 31.40 (Adjusted R<sup>2</sup> = 0.314, p &lt; .05)</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/281024 ความสัมพันธ์ระหว่างแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ในช่วงเป็นโรคประจำถิ่น ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2025-08-24T11:37:13+07:00 ศราวุธ เรืองสวัสดิ์ sarawut@bcnsurat.ac.th ธนิดา ทีปะปาล thanida@bcnsurat.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันโรคโควิด-19 2) ความสัมพันธ์ระหว่างแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันโรคโควิด-19 ในช่วงเป็นโรคประจำถิ่น กลุ่มตัวอย่างนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 450 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเอง (ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.89 และ 0.94 ตามลำดับ) วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและ Pearson’s correlation coefficient<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคโควิด-19 อยู่ในระดับมากเกือบทุกด้านยกเว้นการรับรู้อุปสรรคที่อยู่ในระดับปานกลาง และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองทั้งสองช่วงอยู่ในระดับมาก 2) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองทั้งสองช่วง (p&lt;.01)<br />ข้อเสนอแนะ การปรับโปรแกรมให้สุขศึกษาในโรงเรียนควรเน้นการปรับเปลี่ยนความเชื่อด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการรับรู้โอกาสเสี่ยงและความรุนแรงของโรคและส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่องแม้สถานการณ์เป็นโรคประจำถิ่นแล้ว</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/281640 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีของทหารกองประจำการ 2025-09-14T12:46:28+07:00 ณภัทรชนม์ มีสุขมาก Lchumthi@gmail.com ละอองดาว วรรณฤทธิ์ Lchumthi@gmail.com กมลภู ถนอมสัตย์ Lchumthi@gmail.com <p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีของทหารกองประจำการ กลุ่มตัวอย่างคือทหารกองประจำการ จำนวน 165 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามความรอบรู้ในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและแบบสอบถามพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี มีค่าความตรง (CVI) เท่ากับ 0.87 และ 0.88 ค่าความเที่ยง Cronbach’s alpha coefficient เท่ากับ 0.81 และ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน<br />ผลการการศึกษาพบว่า ความรอบรู้ในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงลบกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -0.200, p &lt; .01) โดยทักษะการไต่ถาม ทักษะการเข้าถึง ทักษะการนำไปใช้ทักษะการตัดสินใจ (r= -.209, -.208, -.201, -.192, p &lt; .01) และทักษะการเข้าใจ (r = -.137, p &lt; .05) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีตามลำดับ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมความรอบรู้ในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยเน้นทักษะการไต่ถาม การเข้าถึง การนำไปใช้ และการตัดสินใจ มีความสำคัญในการลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของทหารกองประจำการ</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/282604 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อทางช่องคลอดของสตรีตั้งครรภ์ ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่ง 2025-10-18T10:05:50+07:00 พรอุมา ราศรี pornuma.r@ku.th พิมพ์ใจ มากสกุล pimjai7343@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์แบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์ กับการติดเชื้อในช่องคลอดของสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด กลุ่มตัวอย่างคือสตรีตั้งครรภ์ที่เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จำนวน 327 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนโดยใช้แบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนาและการทดสอบไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า ความชุกของการติดเชื้อในช่องคลอดในสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ ก่อนกำหนดคือ ร้อยละ 42.8 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การใช้สารเสพติด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x^{2}" alt="equation" /> = 6.782, p = .014) และค่าดัชนีมวลกาย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x^{2}" alt="equation" /> = 6.920, p = .048) ในขณะที่ข้อมูลทั่วไปอื่น ๆ เช่น อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ ไม่พบ ความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการคัดกรองสตรีตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวตั้งแต่ระยะฝาก ครรภ์ รวมถึงการพัฒนานโยบายและแนวทางการพยาบาลที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพ ลดการใช้สารเสพติด และจัดการภาวะโภชนาการ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในช่องคลอดและลดโอกาสการคลอดก่อนกำหนด</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/280175 ปัจจัยทำนายคุณภาพการนอนหลับของเด็กวัยเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร 2025-09-27T21:02:08+07:00 จารุวรรณ ไทยบัณฑิต waraphan.w@stin.ac.th วราพรรณ วงษ์จันทร์ waraphan.w@stin.ac.th กรุณา นนทรักส์ waraphan.w@stin.ac.th <p>การวิจัยพรรณนาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพการนอนหลับของเด็กวัยเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4-6 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 418 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติค ผลการศึกษาพบว่า เด็กวัยเรียนมีคุณภาพการนอนหลับโดยรวมไม่ดี ร้อยละ 83.25 และปัจจัยที่สามารถทำนายคุณภาพการนอนหลับของเด็กวัยเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ปัญหาทางอารมณ์และสัมพันธภาพกับเพื่อน (O<sub>Radj</sub> = 5.23, 95%CI = 2.62–10.45, p &lt; .05) พฤติกรรมการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (O<sub>Radj</sub> = 4.38, 95%CI = 2.62–7.32, p &lt; .05) พฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย (O<sub>Radj</sub> = 2.81, 95%CI = 1.49–5.28, p &lt; .05) ดังนั้นบุคลากรทีมสุขภาพ ครูในโรงเรียน และผู้ปกครองควรร่วมกันส่งเสริมและให้ความสำคัญกับคุณภาพการนอนหลับของเด็กวัยเรียน โดยร่วมกันวางแผนจัดทำโปรแกรมส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของเด็กวัยเรียนให้มีคุณภาพการนอนหลับที่ดี </p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/282207 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านการใช้ยาต้านการอักเสบ ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์อย่างสมเหตุผลต่อความรอบรู้และพฤติกรรมการใช้ยา ของผู้สูงอายุที่มีอาการผิดปกติในระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ 2025-11-01T15:21:31+07:00 ศิรกาญจน์ ฉันทเฉลิมพงศ์ Nayada54@gmail.com ณยฎา ธนกิจธรรมกุล Nayada54@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบ 2 กลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal anti-inflammatory drugs: NSAIDs) อย่างสมเหตุผลต่อความรอบรู้ และพฤติกรรมการใช้ยาของผู้สูงอายุที่มีอาการผิดปกติในระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อจำนวน 70 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนดตามลำดับการลงทะเบียน โดยใช้แบบสอบถามที่มีเนื้อหา 2 ส่วน ได้แก่ แบบประเมินความรอบรู้และแบบประเมินพฤติกรรมการใช้ NSAIDs อย่างสมเหตุผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test, Independent Samples test, Wilcoxon Pairs Signed-Ranks Test และ Mann-Whitney Test ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ NSAIDs อย่างสมเหตุผลในกลุ่มทดลอง ภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;.001 และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;.001 โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านการใช้ NSAIDs อย่างสมเหตุผล สามารถเพิ่มความรอบรู้และพฤติกรรมการใช้ยาในผู้สูงอายุได้ ดังนั้นควรจัดกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านการใช้ NSAIDs แก่ผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการใช้ยาที่ยั่งยืน</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/280605 ประสิทธิผลของนวัตกรรมการเล่นด้วยแผ่นแปะภาพตามหมวดหมู่ ต่อการพัฒนาทักษะด้านการเข้าใจภาษาและการใช้ภาษา ของเด็กวัยก่อนเรียน 2025-09-27T20:55:57+07:00 รุจิรัตน์ มณีศรี kungbana@hotmail.com ณัฐนันท์ วรสุข nattanan.w@siu.ac.th นวลใย พิศชาติ nattanan.w@siu.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดก่อนและหลังทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมการเล่นด้วยแผ่นแปะภาพตามหมวดหมู่ต่อการพัฒนาทักษะด้านการเข้าใจภาษาและการใช้ภาษาของเด็กวัยก่อนเรียนและเพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการ ทั้ง 2 ด้านนี้หลังการใช้นวัตกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กวัยก่อนเรียนอายุ 4-5 ปี โรงเรียนวัดบ่อเงิน อำเภอลาดหลุมเเก้ว จังหวัดปทุมธานี ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง 30 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ 1.นวัตกรรมการเล่นด้วยแผ่นแปะภาพตามหมวดหมู่ และ 2.แบบประเมินพัฒนาการด้านการเข้าใจภาษาและการใช้ภาษาสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน CVI เท่ากับ 0.87 และ 0.80 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่น 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่าทักษะด้านการเข้าใจภาษาในด้านการแบ่งหมวดหมู่ตามรูปทรง มีการปรับปรุงที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด t = 8.95 - 9.85 ที่ระดับ&lt;.001 และ การลบเลขตามรูปเบื้องต้น มีการปรับปรุงน้อยที่สุด t = 4.68-5.12 ที่ระดับ&lt;.01 ด้านการใช้ภาษาการตอบคำถาม t = 7.24 คงที่ ที่ระดับ&lt;.001 และการอธิบาย หน้าที่ของสิ่งของ t = 3.85 คงที่ที่ระดับ&lt;.01</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลทหารบก