วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR <p>วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ ผลงานค้นคว้าและวิจัย และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อคิดเห็น และข่าวสาร ทางด้านสาธารณสุขศาสตร์ การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค</p> en-US <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องบทความในวารสารวิชาการและวิจัยเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยนเรศวร และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเองแต่ละท่าน</p> jphnu@nu.ac.th (Associate Professor Dr.Orawan Keeratisiroj) phatsaveeo@nu.ac.th (Phatsavee Ongruk) Sun, 28 Dec 2025 09:43:43 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แบบรับรองนิพนธ์ต้นฉบับ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/284900 วารสารวิจัยสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/284900 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/284898 วารสารวิจัยสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/284898 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 แบบรับรองการตีพิมพ์บทความ วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/284899 วารสารวิจัยสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/284899 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรค หลอดเลือดสมอง และระดับความดันโลหิตในกลุ่มวัยทำงานที่ไม่สามารถ ควบคุมระดับความดันโลหิตได้ จังหวัดกำแพงเพชร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/275904 <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และระดับความดันโลหิตในกลุ่มวัยทำงานที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ จังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มวัยทำงานที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ 62 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรค มีค่าความตรงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ค่าความเที่ยงของเครื่องมือเท่ากับ 0.84 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาการแจกแจง ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยใช้สถิติ Paired t-test และ Independent t-test<br /> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Mean diff. = 1.28, 95% CI = 0.27-0.38, p-value &lt; 0.05) สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff. = 0.23, 95% CI = 0.27-0.38, p-value &lt; 0.05) ระดับความดันโลหิตซิสโตลิกเฉลี่ยของกลุ่มทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff. = 3.23, 95% CI = 2.68-3.78, p-value &lt; 0.05) และระดับความดันโลหิตไดแอสโตลิกเฉลี่ยของกลุ่มทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff. = 1.94, 95% CI = 1.65-2.22, p-value &lt; 0.05) สรุปว่า โปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ มีผลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและระดับความดันโลหิต</p> ปาลิดา แสนบุญมา, ชณิตา ประดิษฐ์สถาพร, ชุลีกร ด่านยุทธศิลป์, เอื้อมพร หลินเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/275904 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้ป่วยวัณโรคปอดในเขตพื้นที่การจัดการเครือข่ายหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ โรงพยาบาลลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/277758 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันวัณโรค และปัจจัยที่มีอำนาจในการทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ป่วยวัณโรคปอดในเขตพื้นที่การจัดการเครือข่ายหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิโรงพยาบาลลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่อาศัยร่วมบ้านเดียวกันกับผู้ป่วย วัณโรคปอดอย่างน้อย 1 เดือนขึ้นไปและขึ้นทะเบียนของโรงพยาบาลลาดยาว จำนวน 248 คน เก็บข้อมูลเดือน มกราคม ถึง เดือนเมษายน 2567 โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์อำนาจในการทำนายด้วยสถิติการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /> ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ป่วยวัณโรคปอด โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก (Mean = 4.18, S.D.= 0.75) ปัจจัยที่มีอำนาจในการทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ป่วยวัณโรคปอดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ( = 0.302) ความเพียงพอของรายได้ ( = 0.149) การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรค ( = 0.133) โดยสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สมัผัสร่วมบ้านผู้ป่วยวัณโรคปอดในเขตพื้นที่การจัดการเครือข่ายหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ โรงพยาบาลลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ได้ร้อยละ 17.8 ดังนั้น ควรพัฒนาศักยภาพผู้สัมผัส ร่วมบ้านผู้ป่วยวัณโรคปอด ให้มีความรู้ ความตระหนัก มีการรับรู้จนเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคปอดและเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่</p> เสาวนีย์ จันทร์เผิบ, อรวรรณ กีรติสิโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/277758 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษา จังหวัดนครสวรรค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/277725 <p style="font-weight: 400;"> การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพจะช่วยเพิ่มทักษะเบื้องต้นที่จะนำไปสู่การมีพฤติกรรมที่ดี การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการตัง้ครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ดำเนินการวิจัยกึ่งทดลอง โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มอย่างง่ายจำนวน 90 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวนกลุ่มละ 45 คน วัดผลทั้งสองครั้ง คือ ก่อนทดลอง และหลังทดลองระยะเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรม 11 สัปดาห์ ประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้ การสืบค้นข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต การเล่นเกมตอบคำถามผ่านเว็บไซต์การดูวิดีโอความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และการแสดงบทบาทสมมติเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติ Repeated measures ANCOVA<br /> ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์มากกว่ากับกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff. = 5.88; p-value &lt; 0.001; 95% CI : 3.28-8.60) ซึ่งการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่านักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษามีแนวโน้มความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น</p> ศิรินาถ เจริญศรี, นาฏนภา หีบแก้ว ปัดชาสุวรรณ์, ธวัชชัย เอกสันติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/277725 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรค จังหวัดพิจิตร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/279150 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองและปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรค จังหวัดพิจิตร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยวัณโรครายใหม่จำนวน 250 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบเป็นระบบ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับวัณโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อวัณโรคการรับรู้ความรุนแรงของวัณโรค การรับรู้ความ สามารถของตนเองในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคการรับรู้ผลลัพธ์ของการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ วัณโรคและพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งได้ค่าความตรงระหว่าง 0.67 – 1.00 และความเชื่อมั่นระหว่าง 0.742 – 0.891 วิเคราะห์ข้อมูล โดยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณด้วยวิธี Stepwise method ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05<br /> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 91.6 (Mean = 3.51, S.D. = 0.36) ตัวแปรที่ศึกษาสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรค ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค ( = 0.601, p-value &lt; 0.001) และการดื่มแอลกอฮอล์ ( = - 0.125, p-value = 0.013) โดยสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคได้ ร้อยละ 37.1 บุคลากรด้านสุขภาพสามารถนำผลการวิจัยครั้งนี้ใช้ส่งเสริมสุขภาพให้กับผู้ป่วยวัณโรคเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่บุคคลอื่น โดยเฉพาะการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคและการลดละเลิกการดื่มแอลกอฮอล์</p> พิชญาภา ปกครอง, อาจินต์ สงทับ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/279150 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดพิกัดตรีเกสรมาศที่สกัดด้วยเทคนิคการไหลซึม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/277420 <p> พิกัดตรีเกสรมาศมีสรรพคุณ เจริญอาหาร บำรุงธาตุ คุมธาตุ บำรุงกำลัง และแก้ท้องเดิน ประกอบด้วย เปลือกฝิ่นต้น เกสรบัวหลวง และลูกมะตูมอ่อน จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า พิกัดตรีเกสรมาศมีฤทธิต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก และยังพบว่าสมุนไพรเดี่ยวในตำรับมีฤทธิต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีมากทั้งนี้การศึกษาที่ผ่านมา จะใช้วิธีการสกัดโดยการหมักกับเอทานอล 95.0% ซึ่งไม่สอดคล้องกับวิธีเตรียมยาในอดีตคือการนำผงยาชงกับ น้ำร้อน ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิต้านเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์มาตรฐานทั้งแกรมบวก และแกรมลบ จำนวน 7 สายพันธุ์ ได้แก่ 1) Staphylococcus aureus 2) Bacillus cereus 3) Escherichia coli 4) Salmonella ser. typhi 5) Salmonella typhimurium 6) Shigella sonnei และ 7) Enterococcus faecalis ด้วยวิธี Agar well diffusion assay ของสารสกัดพิกัดตรีเกสรมาศที่สกัดด้วยเทคนิคการไหลซึมโดยใช้น้ำเป็นตัวทำละลายซึ่งเป็นวิธีเลียนแบบการชงยา <br /> ผลการศึกษาพบว่า ผลผลิตของสารสกัดพิกัดตรีเกสรมาศ มีค่าเท่ากับร้อยละ 18.6 ± 0.2 และ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย 3 ชนิด โดยมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ได้ดีที่สุด รองลงมาคือ Bacillus cereus และ Enterococcus faecalis ผลการศึกษาครั้งนี้เป็นการพิสูจน์องค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทยและเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาพิกัดตรีเกสรมาศ เพื่อรักษาอาการอุจจาระร่วงหรือท้องเสียเฉียบพลันต่อไป</p> สุวิมล ทาริวงศ์, รสรินทร์ แหยมประเสริฐ, นพวรรณ วัชรพุทธ, ปวริศา นพเก้า, พิทักษ์ อยู่มี, จิตศิริน ก้อนคง, อรรถพล รอดแก้ว, ตฤณดนัย อสุนี, วรัญญา วรดุลยพินิจ, อนุสรา สีหนาท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/277420 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการ แบบมีส่วนร่วมของชุมชนในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/278287 <p> การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยใช้กระบวนการวางแผนอย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย กลุ่มพัฒนารูปแบบการจัดการขยะ จำนวน 17 คน และกลุ่มประเมินผล จำนวน 69 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบสอบถาม แบบสำรวจ แบบบันทึก และการสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที่วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการแปลความ และตีความหมาย<br /> ผลการวิจัย พบว่า ขยะส่วนใหญ่ในชุมชนเขตพื้นที่มาจากครัวเรือนและยังไม่มีการคัดแยกขยะ อย่างเป็นระบบรูปแบบที่พัฒนาขึ้นเน้นการจัดการขยะผ่านนวัตกรรมแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ประชาชนในเขตพื้นที่สามารถคัดแยกขยะได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ และจัดทำนโยบาย พร้อมกฎระเบียบในชุมชนเป็นแนวทางปฏิบัติ ผลการใช้รูปแบบนี้ พบว่า ความรู้และปริมาณขยะมูลฝอย ก่อนและหลังดำเนินการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) โดยหลังดำเนินการประชาชน มีพฤติกรรมการจัดการขยะในระดับดี (Mean = 2.71, S.D. = 0.45) และมีส่วนร่วมในภาพรวมในระดับมาก (Mean = 3.89, S.D. = 0.93) ดังนั้นรูปแบบการจัดการขยะนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเขตพื้นที่อื่นได้อย่างเหมาะสมด้วยการบูรณาการนวัตกรรมแอปพลิเคชันสำหรับคัดแยกขยะ 4 ประเภท ตามหลัก 5Rs ควบคู่กับการจัดทำนโยบายและกฎระเบียบที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน สามารถนำไปพัฒนาและแก้ไขปัญหาขยะของชุมชนอื่นๆ ได้</p> อรอุมา ปราชญ์ปรีชา, ปิติภูมิ โพสาวัง, จิราภรณ์ ประธรรมโย, ชัยนิกร กุลวงษ์, จุฑาทิพย์ ทองเดชาสามารถ, ทศพล ปราชญ์ปรีชา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/278287 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุโขทัย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/279997 <p> การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจำนวน 486 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบขั้นตอน<br /> ผลการวิจัย พบว่า การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคจากพฤติกรรม (Mean = 4.38, S.D. = 0.65) การรับรู้ความรุนแรงของการเกิดโรคจากพฤติกรรม (Mean = 4.37, S.D. = 0.67) การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติ พฤติกรรม (Mean = 4.41, S.D. = 0.65) และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อยู่ในระดับสูง (Mean = 3.95, S.D. = 0.48) ส่วนการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.03, S.D. = 0.99) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านสูงที่สุด คือ การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรม <br />(β= 0.30) การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค จากพฤติกรรม (β = 0.18) เพศหญิง (β= 0.13) ระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (β = 0.13) และระยะเวลาในการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (β = 0.10) ตามลำดับ ตัวแปรพยากรณ์ ทั้ง 5 ตัวร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านได้ ร้อยละ 27.2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมและการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคจากพฤติกรรม ตลอดจนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่พึงประสงค์ต่อไป</p> ฉลองรัฐ ทองกันทา, ปราโมทย์ เย็นบุญธรรม, ยุทธนา แยบคาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/279997 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ กลุ่มติดสังคม ตำบลช่องลม อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/276983 <p> การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับพฤติกรรม การส่งเสริมสุขภาพและเพื่อบ่งชี้ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม ตำบลช่องลมอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา คือ ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม ที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จำนวน 256 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณแบบขั้นตอน<br /> ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม ส่วนใหญ่มีระดับของพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 83.6) เมื่อวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณแบบขัน้ตอน พบว่า การสนับสนุนจากเครือข่ายทางสังคม (β= 0.363, p-value &lt; 0.001) ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรม การส่งเสริมสุขภาพ (β = 0.237, p-value &lt; 0.001) สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพและนโยบาย (β = 0.211, p-value &lt; 0.001) การรับรู้ประโยชน์ในการ ปฏิบัติ (β = 0.182, p-value &lt; 0.001) และอายุ (β= -0.184 , p-value &lt; 0.001) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม การส่งเสริมสุขภาพ และสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมได้ ร้อยละ 42.2 ข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบกิจกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะความ รอบรู้ด้านสุขภาพควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ควรมีการสนับสนุนเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง การส่งเสริมนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพและการจัดสรรพื้นที่สำหรับ กิจกรรมที่สามารถเข้าถึงได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืนในกลุ่มผู้สูงอายุ</p> บุญสิตา เอี่ยมละออ, พัฒนาวดี พัฒนถาบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/276983 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/275543 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยงของการหกล้ม และความต้องการเกี่ยวกับการป้องกันหกล้มในผู้สูงอายุ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 2 ขัน้ตอน ได้แก่ (1) การศึกษาสถานการณ์ การหกล้มที่ผ่านมา ปัจจัยเสี่ยงของการหกล้มและความต้องการเกี่ยวกับการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ โดยการ เก็บข้อมูลเชิงพรรณนา การศึกษาย้อนหลังการเยี่ยมบ้าน และการสนทนากลุ่ม (2) การพัฒนารูปแบบการ มีส่วนร่วมของชุมชนด้วยกระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติการและการตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ <br /> ผลการศึกษา พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการหกล้มในผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ภาวะสมองเสื่อมภาวะซึมเศร้า ข้อเข่าเสื่อม ภาวะโภชนาการต่ำ โรคเรื้อรังหลายโรค และการพึ่งพาผู้อื่นในการช่วยเหลือตนเอง ความต้องการในการป้องกันการหกล้ม คือ การให้ความรู้ผู้ดูแลเรื่องสภาพแวดล้อมและการดูแลการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันการหกล้ม ประกอบด้วย ผู้มีส่วนร่วม 4 ระดับ คือ บุคคล และครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานสาธารณสุข กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การให้ความรู้การปรับปรุงสภาพแวดล้อม การเฝ้าระวังสุขภาพ การสนับสนุนทรัพยากร และการประสานงานระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ ผลการประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนที่พัฒนาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ ด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.51, S.D = 0.33) ด้านความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมาก (Mean = 4.37, S.D = 0.42) ควรนำรูปแบบนี้ไปทดลองใช้จริงและประเมินความสำเร็จของรูปแบบเพื่อนำผลที่ได้มาปรับปรุงรูปแบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> กิตติพัทธ์ เอี่ยมรอด, วิทยา สวัสดิวุฒิพงศ์, ประณีต เรืองสุริยะ, นันทพร ทำมาตา, สิริศา กันธะโน, ฐิติพร จตุพรพิพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/275543 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาสมเหตุผลของผู้ป่วยเบาหวาน สูงอายุในอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/278882 <p> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับพฤติกรรมการใช้ยาสมเหตุผล 2) ระดับความรอบรู้ด้านการใช้ยาเบาหวาน และ 3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาสมเหตุผลในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุในอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ 322 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามหน่วยบริการปฐมภูมิเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์แบบ มีโครงสร้างเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปและภาวะสุขภาพความสามารถในการรู้คิดรู้จำความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ความรอบรู้ด้านการใช้ยาเบาหวานการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการใช้ยาสมเหตุผล ตรวจสอบ ความตรงเชิงเนื้อหาด้วยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน และมีค่าความเชื่อมั่น 0.70-0.85 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาเพื่อบรรยายข้อมูลและใช้สถิติไควสแควร์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร<br /> ผลการศึกษา พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 48.1 มีพฤติกรรมการใช้ยาเบาหวานอยู่ในระดับสูง 2) กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 65.2 มีความรอบรู้ด้านการใช้ยาเบาหวานในระดับต่ำ 3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาสมเหตุผลของผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประกอบด้วย ปัญหาทางสายตาและการมองเห็น (p-value = 0.029) ความสามารถในการรู้คิดรู้จำ (p-value &lt; 0.001) ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน (p-value = 0.012) ความรอบรู้ด้านการใช้ยาเบาหวาน (p-value &lt; 0.001) และการได้รับแรงสนับสนุน ทางสังคม (p-value &lt; 0.001) ผลการวิจัยนี้เสนอแนะให้มีการส่งเสริมความรอบรู้ด้านการใช้ยาเบาหวาน และส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ยาสมเหตุผลในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่พบว่ามีความสัมพันธ์กัน</p> สุนิศา ดาบพลหาร, นำพร อินสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/278882 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านการใช้ยาของผู้ปกครองเด็ก 0-5 ปี อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/279121 <p> การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านการใช้ยาและเพื่อหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านการใช้ยาของผู้ปกครองเด็กอายุ 0-5 ปี อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองเด็กอายุ 0-5 ปี จำนวน 327 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบ แบ่งชั้นภูมิตามตำบลในเขตอำเภอศรีสงคราม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติไคสแควร์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่สัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านการใช้ยา โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05<br /> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านการใช้ยาอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 52.0 รองลงมา คือ ระดับสูง ร้อยละ 35.2 และระดับต่ำ ร้อยละ 12.8 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านการใช้ยาของผู้ปกครองเด็กอายุ 0-5 ปี ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา รายได้ สถานบริการที่ไปรับบริการ ประสบการณ์การดูแลเด็กป่วย ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสืบค้นข้อมูล ระดับความกังวลในการดูแลเด็กป่วย การยอมรับวิถีปฏิบัติ เมื่อเด็กป่วยของชุมชน และการรับรู้ข้อมูลตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์จากผลการวิจัยนี้ หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถนำไปออกแบบแนวทางการส่งเสริมความรอบรู้ด้านการใช้ยาในผู้ปกครองเด็ก โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยส่วนบุคคลปัจจัยจากชุมชนและปัจจัยจากหน่วยบริการที่ส่งผลต่อความรอบรู้ด้านการ ใช้ยาตลอดจนการส่งเสริมให้ผู้ปกครองใช้เทคโนโลยีในการค้นหาข้อมูลและการได้รับข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์ตามความต้องการได้</p> สุภัตชา คะสาราช, นำพร อินสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/279121 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ฉบับเต็ม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/284819 วารสารวิจัยสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/284819 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 บรรณาธิการแถลง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/284821 รศ.ดร.อรวรรณ กีรติสิโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/284821 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงพื้นที่สำหรับการศึกษาทางระบาดวิทยา: การพัฒนางานวิจัยด้านสาธารณสุขด้วย Geographically weighted Poisson regression (GWPR) โดยใช้ R https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/278027 <p> การวิจัยด้านสาธารณสุขมีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์เชิงพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อระบุรูปแบบการกระจาย ของโรคประเมินปัจจัยเสี่ยงและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายสำหรับพื้นที่โดยอิงหลักฐานอย่างเหมาะสมอย่างไรก็ตาม แบบจำลองสถิติดั้งเดิม เช่น การถดถอยแบบปัวซง (Poisson regression) มีการประมาณค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยของตัวแบบเป็นค่าเดียวทั้งพื้นที่ศึกษา (Spatial stationarity) จำกัดความสามารถในการอธิบายความผันแปรของความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ด้านสุขภาพกับปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงตามพื้นที่ บทความนี้เสนอการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ด้วยเทคนิคการถดถอยแบบปัวซงถ่วงน้ำหนักตามภูมิศาสตร์ (Geographically weighted Poisson regression: GWPR) ซึ่งเป็นวิธีการทางสถิติที่ให้ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยที่ผันแปรในแต่ละ หน่วยพื้นที่ศึกษา (Spatial unit) ทำให้สามารถระบุรูปแบบเฉพาะเชิงพื้นที่ของการเกิดโรคและปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพล ได้โดยการบูรณาการค่าถ่วงน้ำหนักเชิงพื้นที่ (Spatial weighting) ด้วยฟังก์ชันเคอร์เนลที่เฉพาะ (Specified kernel functions) และประมาณค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยเฉพาะพื้นที่ ช่วยให้ GWPR สามารถสร้างแบบจำลอง ทางระบาดวิทยาที่ระบุความสัมพันธ์เฉพาะพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ บทความนี้อธิบายหลักทฤษฎีของ GWPR กรอบวิธีการทางสถิติ และการประยุกต์ใช้ในงานวิจัยด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ยังนำเสนอขั้นตอนการวิเคราะห์ ด้วยโปรแกรม R ครอบคลุมการเตรียมข้อมูล การหาค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสม การตรวจสอบสมมติฐาน และการแสดงผลค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยที่แปรตามพื้นที่ โดยการทำให้ GWPR เข้าใจและใช้ได้ง่ายสำหรับนักวิชาการและบุคลากรด้านสาธารณสุขทำให้สามารถบูรณาการวิธีการวิเคราะห์กับข้อมูลสาธารณสุขจริง ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยสนับสนุนการพัฒนากลยุทธ์ด้านสาธารณสุขที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและมุ่งเน้นไปที่พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์</p> ศักดิ์สิน สิมสินธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPHSR/article/view/278027 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700