วารสารกองการพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND <p><strong>วารสารกองการพยาบาล Journal of Nursing Division</strong></p> <p><strong>ISSN 3088 - 1706 (Online)</strong></p> <p> </p> กองการพยาบาล Nursing Division th-TH วารสารกองการพยาบาล 0125-7242 การพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติการพยาบาลการเฝ้าระวังทารกในครรภ์ระยะคลอดสำหรับผู้คลอดที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/286992 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>ภาวะครรภ์เสี่ยงสูง (high-risk pregnancy) เป็นการตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งต่อมารดาและทารก โดยเฉพาะในระยะคลอดซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลที่อ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับการเฝ้าระวังทารกในครรภ์ระยะคลอดจึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยของการดูแลผู้คลอด การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลการเฝ้าระวังทารกในครรภ์ระยะคลอดสำหรับผู้คลอดที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้คลอดที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง จำนวน 102 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 51 คน และกลุ่มทดลอง 51 คน และพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในห้องคลอด จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติการพยาบาลการเฝ้าระวังทารกในครรภ์ระยะคลอดสำหรับผู้คลอดที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง แบบทดสอบความรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา Paired samples t-test, Independent samples t-test และ Chi-square test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การจำแนกระดับความเสี่ยงของผู้คลอด (2) การเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fetal Monitoring: EFM) (3) การตอบสนองต่อภาวะทารกในครรภ์เครียด และ (4) การสื่อสารระหว่างทีมสหวิชาชีพโดยใช้หลัก SBAR หลังการนำแนวปฏิบัติไปใช้ พบว่า อัตราการเกิดภาวะ fetal distress และ birth asphyxia ในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) นอกจากนี้ คะแนนเฉลี่ยความรู้และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพหลังการใช้แนวปฏิบัติสูงกว่าก่อนการใช้แนวปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ผลการวิจัยสะท้อนว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังทารกในครรภ์ระยะคลอด ลดภาวะแทรกซ้อนของทารกแรกเกิด และสนับสนุนการปฏิบัติการพยาบาลที่มีคุณภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น</p> อภิญญา อุยยะพัฒน์ วารุณี โสตะทวิ วิไลรัตน์ เพ็งศรี จณัญญา สุขเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-18 2026-03-18 53 1 1 17 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดปทุมธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287102 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 417 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า Center for Epidemiologic Studies Depression Scale (CES-D) ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.61-1.00 และค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.88-0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการถดถอยโลจิสติก</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าในระดับรุนแรง (ร้อยละ 50.60) มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับปานกลาง (ร้อยละ 52.76) และได้รับการสนับสนุนทางสังคมในระดับสูง (ร้อยละ 50.60) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสนับสนุนทางสังคม โดยเพศหญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้ามากกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญ (OR = 1.606, 95% CI = 1.084–2.378, p = 0.012) นักเรียนที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับต่ำถึงปานกลางมีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มที่มีระดับสูง (OR = 2.119, 95% CI =1.430-3.139, &nbsp;p &lt; 0.001) และนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลางมีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนระดับสูง (OR = 2.071, 95% CI = 1.402-3.060, p &lt; 0.001) ขณะที่อายุไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น ข้อค้นพบสามารถใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการกำหนดนโยบาย การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตในสถานศึกษา และการเสริมสร้างระบบสนับสนุนในครอบครัวและชุมชน เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของภาวะซึมเศร้าอย่างยั่งยืน</p> ฐิญาภัณณ์ ภูมิชัยวิวัฒน์ จันทร์จิรา นิคมประศาสน์ ภัทร์พิชชา ครุฑางคะ นพนัฐ จำปาเทศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-23 2026-03-23 53 1 18 32 ปัจจัยทำนายความตั้งใจเลือกศึกษาวิชาชีพการพยาบาลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287103 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความตั้งใจเลือกศึกษาวิชาชีพการพยาบาล และวิเคราะห์ปัจจัยที่สามารถทำนายความตั้งใจดังกล่าวในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 756 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ ด้านสถาบันการศึกษา ด้านการเงินและค่าใช้จ่าย ด้านหลักสูตร ด้านครอบครัว และด้านสังคม รวมถึงแบบวัดความตั้งใจเลือกศึกษาวิชาชีพการพยาบาล ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.98 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความตั้งใจเลือกศึกษาวิชาชีพการพยาบาลอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 35.6) ปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายความตั้งใจดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ด้านครอบครัว เพศหญิง ความต้องการกู้ยืมเพื่อการศึกษา การมีภูมิลำเนาในแต่ละภูมิภาค (ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันออก) การมีบุคคลในครอบครัวประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ด้านหลักสูตร ระดับผลการเรียนเฉลี่ยสะสม 3.01–3.50 และรายได้ครอบครัวต่อเดือน 20,000–30,000 บาท โดยตัวแปรทั้ง 13 ตัวสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจได้ร้อยละ 44.90 (R² = 0.449)</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงบทบาทของปัจจัยด้านครอบครัว ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยเชิงสังคมเศรษฐกิจต่อความตั้งใจเลือกศึกษาวิชาชีพการพยาบาล ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนเชิงนโยบายและการส่งเสริมการเข้าสู่วิชาชีพพยาบาลในอนาคต</p> พัชราภัณฑ์ ไชยสังข์ บุษกร สีหรัตนปทุม กีโอต์ สุจิตรา อู่รัตนมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-23 2026-03-23 53 1 33 42 การประเมินความต้องการจำเป็นแบบสมบูรณ์ของความพร้อมในการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลเพื่อออกแบบนวัตกรรมการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยปทุมธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287332 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ระบุและจัดลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็น (2) วิเคราะห์สาเหตุความต้องการจำเป็น และ (3) เสนอวิธีแก้ไขความพร้อมในการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาล ดำเนินการ 3 ระยะ คือ (1) ระบุและจัดลำดับความสำคัญฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปี 4 จำนวน 95 คน เก็บข้อมูล ด้วยแบบสอบถามความพร้อมในการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาล และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมในการปฏิบัติทางการพยาบาล ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค 0.98 และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และดัชนี PNI<sub>modified </sub>(2) วิเคราะห์สาเหตุฯ ผู้ให้ข้อมูล คือ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปี 4 จำนวน 8 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ฟอลต์ทรี และ (3) เสนอวิธีแก้ไขฯ ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและอาจารย์พยาบาล 6 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคอรรถประโยชน์-พหุลักษณ์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า (1) ความต้องการจำเป็นของความพร้อมในการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาลของนักศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (PNI<sub>Modified</sub> =.073) &nbsp;โดยด้านการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยและคณะฯ เป็นด้านที่มีความต้องการจำเป็นเร่งด่วนมากที่สุด (PNI<sub>Modified</sub>=.200) รองลงมา คือ ด้านการปฏิบัติการพยาบาล (PNI<sub>Modified</sub>=.185) และด้านการสนับสนุนจากอาจารย์ (PNI<sub>Modified </sub>=.156) (2) สาเหตุความต้องการจำเป็นฯ พบว่า นักศึกษาขาดความรู้และความมั่นใจในการปฏิบัติทางการพยาบาล และระบบการสนับสนุนในการฝึกปฏิบัติที่ยังไม่เพียงพอ และ (3) วิธีแก้ไขความพร้อมในการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาล คือ ระบบการทบทวนความรู้ที่เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา การทำ Pre-Clinic และการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิด Gamification จำแนกตามสาขาวิชา ผลการวิจัยนี้ให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาหรือออกแบบนวัตกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของนักศึกษาพยาบาล</p> วนิดา ดุรงค์ฤทธิชัย ภัทร์พิชชา ครุฑางคะ นพนัฐ จำปาเทศ อมรศรี ยอดคำ วิญญา สุมาวัน กษิดิศ ครุฑางคะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 53 1 43 57 การพัฒนารูปแบบการจัดการทางพยาบาลด้านคลินิกในกลุ่มผู้บาดเจ็บศีรษะ แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลหาดใหญ่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287333 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการจัดการทางพยาบาลด้านคลินิกในผู้บาดเจ็บศีรษะ ณ แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลหาดใหญ่ การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ (1) การพัฒนารูปแบบตามกรอบแนวคิดของสภาวิจัยทางการแพทย์และสุขภาพแห่งชาติ และ (2) การนำรูปแบบไปใช้และประเมินผล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลปฏิบัติงานห้องฉุกเฉิน 35 ราย และผู้บาดเจ็บศีรษะระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง 230 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินการคัดกรองและการจัดการทางคลินิก แบบประเมินสมรรถนะพยาบาล และแบบบันทึกข้อมูลผู้บาดเจ็บศีรษะ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.80, 0.70 และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ χ²-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ สมรรถนะพยาบาล การคัดแยกและการประเมินซ้ำ แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก กระบวนการส่งต่อ การเฝ้าระวังและติดตามต่อเนื่อง และความต่อเนื่องในการดูแลร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ หลังการใช้รูปแบบ คะแนนความรู้และความสามารถของพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05) พยาบาลประเมินว่ารูปแบบมีความชัดเจน ใช้งานง่าย และสามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับมาก (Mean = 3.63-4.34) สำหรับผลลัพธ์ทางคลินิก ผู้บาดเจ็บศีรษะระดับเล็กน้อยมีการจัดการความปวดดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนผู้ที่มีคะแนนความปวด ≤ 3 เพิ่มจากร้อยละ 67.9 เป็นร้อยละ 81.7 (χ² = 5.471, p = 0.014) และในกลุ่มระดับปานกลาง พบว่าการควบคุมความปวดและอุณหภูมิร่างกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.05) ขณะที่ระดับความรู้สึกตัว ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับออกซิเจนในเลือดมีแนวโน้มดีขึ้นแต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การบันทึกการประเมินซ้ำครบถ้วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 57.1 เป็นร้อยละ 97.6 (p &lt; 0.001) และความพึงพอใจของญาติผู้ป่วยอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.40, S.D. = 0.603)</p> <p>การศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับคุณภาพการดูแลผู้บาดเจ็บศีรษะทั้งด้านกระบวนการและผลลัพธ์ทางคลินิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดการความปวดและความต่อเนื่องในการดูแล</p> อนงค์นาฏ บุญรัตน์ ประณีต ส่งวัฒนา นฤมล อนุมาศ มยุรี เมฆทัศน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 53 1 58 76 ปัจจัยทำนายการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสังคมสูงวัยของกลุ่มวัยก่อนสูงอายุ ในจังหวัดนครราชสีมา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287336 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าวัยสูงอายุ (2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเตรียมความพร้อมฯ และ (3) ปัจจัยทำนายการเตรียมความพร้อมฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลก่อนวัยสูงอายุ 261 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ (1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล (2)แบบสอบถามความคาดหวังเมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุ ค่า CVI .89 ค่าความเชื่อมั่น .94 &nbsp;และ (3) แบบสอบถามการเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ค่า CVI .86 ค่าความเชื่อมั่น .96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีระดับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าวัยสูงอายุ อยู่ในระดับมาก (Mean 4.01, SD 1.07) ปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าวัยสูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ &nbsp;(p &lt; .05) โดยพบว่า อายุ และความคาดหวังเมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเตรียมความพร้อมฯ (r .172 และ .530 ตามลำดับ) ปัจจัยทำนายฯ พบว่า อายุ โรคประจำตัว รายได้เมื่อเทียบกับภาระค่าใช้จ่าย และความคาดหวังเมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุ สามารถร่วมกันทำนายการเตรียมความพร้อมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R²&nbsp; .326, p &lt; .05) ทั้งนี้ ความคาดหวังเมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุด (β .530) ขณะที่รายได้เมื่อเทียบกับภาระค่าใช้จ่ายมีอิทธิพลต่ำสุด (β -.227) ดังนั้น การส่งเสริมการเตรียมความพร้อมด้านการเงินควรมุ่งเน้นการลดภาระหนี้สิน และส่งเสริมการออมเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ</p> จุฑามาศ วงจันทร์ นัฐิยา เพียรสูงเนิน คุณัสปกรณ์ มัคคัปผลานนท์ สุพรรณิกา ประเสริฐสันเทียะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 53 1 77 90