วารสารกองการพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND <p><strong>วารสารกองการพยาบาล Journal of Nursing Division</strong></p> <p><strong>ISSN 3088 - 1706 (Online)</strong></p> <p> </p> กองการพยาบาล Nursing Division th-TH วารสารกองการพยาบาล 0125-7242 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/292297 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 166 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับเด็กและเยาวชนไทยที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับไม่เพียงพอต่อการดูแลสุขภาพตนเองเพื่อป้องกันโรคอ้วน (M = 68.90, SD = 13.70) และมีพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนอยู่ในระดับไม่ถูกต้อง (M = 59.90, SD = 8.95) ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.33, p &lt; 0.001) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย หน่วยงานด้านสุขภาพและสถานศึกษาจึงควรนำผลการศึกษาไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนที่เหมาะสมกับเด็กวัยเรียนและบริบทของพื้นที่</p> ฐิญาภัณณ์ ภูมิชัยวิวัฒน์ รัตนา มาฆะสวัสดิ์ กษิดิศ ครุฑางคะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 53 3 1 15 ประสิทธิผลของที่นอนยางพาราต่อสภาพผิวหนังบริเวณปุ่มกระดูกในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับในชุมชน อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/292315 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของที่นอนยางพาราต่อสภาพผิวหนังบริเวณปุ่มกระดูกในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับในชุมชน อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ จำนวน 28 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ ที่นอนยางพารา เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบประเมินการใช้นวัตกรรม แบบประเมินสภาพผิวหนังบริเวณปุ่มกระดูก และแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์เท่ากับ 0.77 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.70 กลุ่มตัวอย่างใช้ที่นอนยางพาราเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดยประเมินสภาพผิวหนังก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ&nbsp; paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการใช้ที่นอนยางพารา คะแนนสภาพผิวหนังบริเวณปุ่มกระดูกลดลงกว่าก่อนใช้ที่นอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.45, p &lt; 0.001) กลุ่มตัวอย่างทุกรายสามารถใช้ที่นอนยางพาราได้อย่างถูกต้อง (ร้อยละ 100) และมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.67, SD = 0.71) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการใช้ที่นอนยางพารามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพผิวหนังบริเวณปุ่มกระดูกในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ และสามารถนำไปใช้ร่วมกับแนวทางการพยาบาลมาตรฐานเพื่อส่งเสริมการป้องกันแผลกดทับในผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลในชุมชน</p> วีณา ภักดีสิริวิชัย พัชราภา เลิศรู้ ลภัส คณาสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-02 2026-10-02 53 3 16 27 การพัฒนารูปแบบการประเมินสัญญาณเตือนภาวะช็อกในผู้ป่วยอายุรกรรมโดยใช้ Modified Early Warning Score ร่วมกับข้อบ่งชี้ความกังวลทางคลินิกของพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/292684 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะช็อก พัฒนารูปแบบการประเมินสัญญาณเตือนภาวะช็อก และประเมินผลการนำไปใช้ในผู้ป่วยอายุรกรรม ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาเวชระเบียนย้อนหลัง 160 ราย โดยการสุ่มอย่างเป็นระบบ 2) พัฒนาเครื่องมือ NICE-Shock Early Warning Tool 3) พัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ 48 คน และ 4) ประเมินการใช้เครื่องมือในผู้ป่วยประเภท 4 จำนวน 134 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบบันทึกสัญญาณเตือน แบบประเมิน NICE-Shock แบบประเมินสมรรถนะ และแบบสอบถามความคิดเห็น โดยแบบประเมิน NICE-Shock มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80–1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การถดถอยโลจิสติก และพื้นที่ใต้โค้ง ROC (AUROC)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เครื่องมือ NICE-Shock ประกอบด้วยเกณฑ์ประเมิน Modified Early Warning Score (MEWS) ร่วมกับข้อบ่งชี้ความกังวลทางคลินิกของพยาบาลด้านการเปลี่ยนแปลงระบบไหลเวียนโลหิต (NC2) โดยเพิ่ม 2 คะแนนเมื่อพบข้อบ่งชี้ดังกล่าว คะแนน MEWS มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะช็อก (OR = 1.17, 95% CI = 1.02–1.35, p = .02) การเพิ่ม NC2 ทำให้ค่า AUROC เพิ่มจาก 0.67 เป็น 0.71 โดยจุดตัดตั้งแต่ 5 คะแนนมีความไวร้อยละ 77.50 และความจำเพาะร้อยละ 41.25 ภายหลังการพัฒนาสมรรถนะ พยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ทักษะ และการแปลผลเพื่อตัดสินใจเท่ากับ 77.81, 76.42 และ 78.96 คะแนนจาก 100 คะแนน ตามลำดับ ผู้ป่วยได้รับการประเมินครบถ้วนร้อยละ 100 และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้รับการเฝ้าระวังและตอบสนองตามแนวทางร้อยละ 97.79 โดยพยาบาลมีความพึงพอใจระดับสูง (M = 4.80, SD = 0.37)</p> <p>เครื่องมือ NICE-Shock สามารถนำไปใช้สนับสนุนการเฝ้าระวังและการตัดสินใจทางคลินิกของพยาบาลในการประเมินสัญญาณเตือนภาวะช็อกในผู้ป่วยอายุรกรรม ทั้งนี้ควรศึกษาความแม่นยำของเครื่องมือเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ในวงกว้าง</p> ดวงพร วัฒนเรืองโกวิท อำพร โยธานันท์ สุณิตา ทองบ่อ สุภารัตน์ บุญสาร นิภาพร ละครวงศ์ ธิดารัตน์ ณุวงษ์ศรี อัจฉราพร คานทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-15 2026-10-15 53 3 28 42