วารสารกองการพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND <p><strong>วารสารกองการพยาบาล Journal of Nursing Division</strong></p> <p><strong>ISSN 3088 - 1706 (Online)</strong></p> <p> </p> กองการพยาบาล Nursing Division th-TH วารสารกองการพยาบาล 0125-7242 ความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุโรคไตวายเรื้อรังในจังหวัดอุบลราชธานี: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289793 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>โรคไตวายเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ความผาสุกทางจิตวิญญาณเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวต่อภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังและดำรงคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสม การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 1–3 ที่มีค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) 30–90 มิลลิลิตรต่อนาที ในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 383 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจาก 2 อำเภอที่ได้รับการสุ่มในจังหวัดอุบลราชธานี เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุโรคไตวายเรื้อรัง จำนวน 31 ข้อ ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2564 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 53.52) อายุ 60-69 ปี (ร้อยละ 69.19) นับถือศาสนาพุทธทั้งหมด (ร้อยละ 100) มีสถานภาพสมรสคู่ (ร้อยละ 91.38) ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 (ร้อยละ 76.50) และมีโรคร่วมมากกว่า 1 โรค (ร้อยละ 66.32) ความผาสุกทางจิตวิญญาณโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างมาก (Mean = 2.79, SD = 0.72) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับค่อนข้างมาก โดยด้านความรู้สึกเบิกบานกับการทำหน้าที่และการใช้ชีวิตมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (Mean = 2.86, SD = 0.72) ขณะที่ด้านการยอมรับการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (Mean = 2.72, SD = 0.70)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุโรคไตวายเรื้อรังมีความผาสุกทางจิตวิญญาณอยู่ในระดับค่อนข้างมาก บุคลากรทางการพยาบาลและทีมสุขภาพควรส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนา สนับสนุนการมีส่วนร่วมของครอบครัว และพัฒนาแนวทางการดูแลที่มุ่งเสริมสร้างการยอมรับความเจ็บป่วยเรื้อรัง เพื่อส่งเสริมความผาสุกทางจิตวิญญาณและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโรคไตวายเรื้อรัง</p> จตุพร จันทะพฤกษ์ ชนุกร แก้วมณี พนัชญา ขันติจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-26 2026-06-26 53 2 1 15 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกและการ เก็บตัวอย่างส่งตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง (HPV Self Sampling) สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุข ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289293 <p><strong>บ</strong><strong>ทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกและการเก็บตัวอย่างส่งตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างเป็น อสม. เพศหญิง จำนวน 41 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 การวิจัยประกอบด้วยการศึกษาสภาพปัญหา การพัฒนารูปแบบ และการทดลองใช้ด้วยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (IOC = 1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การให้ความรู้เรื่องมะเร็งปากมดลูกและการเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง การฝึกปฏิบัติ และการติดตามประเมินผล ภายหลังการใช้รูปแบบ คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 68.41 (SD = 11.85) เป็น 103.24 (SD = 12.65) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 11.56, p &lt; 0.001) สัดส่วนผู้มีความรอบรู้ระดับสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.9 เป็นร้อยละ 90.2 และไม่พบผู้มีความรอบรู้ระดับต่ำ ความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.35, SD = 0.70)</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและมีประสิทธิผลในการยกระดับความรอบรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกและการเก็บตัวอย่างส่งตรวจด้วยตนเองของ อสม. จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ อสม. และสนับสนุนการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในระดับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ขนิษฐา ปองดอง ฐิตาพร กันทะเนตร ดลหทัย จตุรคเชนทร์เดชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-07 2026-06-07 53 2 16 23 ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการออกกำลังกายแบบยืด-ย่อแอโรบิก ต่อการทรงตัวในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289294 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการออกกำลังกายแบบยืด-ย่อแอโรบิก ต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 25 คน ระยะเวลาทดลอง 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการออกกำลังกายแบบยืด-ย่อแอโรบิก มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 1.00&nbsp; เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แบบสัมภาษณ์การรับรู้สมรรถนะแห่งตน มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.92 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 และแบบทดสอบความสามารถในการทรงตัว (Time Up and Go Test) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการออกกำลังกายแบบยืด-ย่อแอโรบิก หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t 9.99, p &lt;.001) และค่าเฉลี่ยเวลาความสามารถในการทรงตัวระยะหลังการทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t 7.17, p &lt;0.001)</p> อมรวรรณ ฤทธิเรือง สิรลักษณ์ ทองหุ้ย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-07 2026-06-07 53 2 24 36 ผลของโปรแกรมวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองต่อความพร้อมและ ภาระของญาติผู้ดูแล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289351 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยแบบกึ่งทดลอง <strong>(</strong>Quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) เปรียบเทียบความพร้อมและภาระของญาติผู้ดูแล ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม และ (2) เปรียบเทียบผลของโปรแกรมวางแผนจำหน่ายในกลุ่มทดลองก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ ญาติผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 23 คน เครื่องมือคัดกรอง ได้แก่<strong>&nbsp;</strong>MMSE-Thai 2002, NIHSS, mRS<strong>&nbsp;</strong>และ<strong>&nbsp;</strong>ADL<strong>&nbsp;</strong>มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 เครื่องมือวิจัย คือ โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.89 เครื่องมือเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความพร้อมของญาติ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.81 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 &nbsp;และภาระในการดูแล มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ&nbsp; 0.76 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา<strong>&nbsp;</strong>Paired t-test และ Independent t-test</p> <p>ผลการวิจัย<strong>&nbsp;</strong>พบว่า หลังการทดลอง ญาติผู้ดูแลมีความพร้อมในการดูแล อยู่ในระดับมาก (M 30.87, SD 1.10) และมีภาระในการดูแล อยู่ในระดับไม่รู้สึกเป็นภาระ (M 102.52, SD 3.96) การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า กลุ่มทดลองมีความพร้อมและมีคะแนนการจัดการภาระในการดูแล สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<strong> (p &lt;</strong> .05)</p> นันทยา เสนีย์ วราณี สัมฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-09 2026-06-09 53 2 37 50 ผลของโปรแกรมให้การปรึกษาแบบกลุ่มแบบผสมผสานต่อความสามารถเผชิญความเครียดของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดทุมธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289548 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้การปรึกษาแบบกลุ่มแบบผสมผสานต่อความสามารถในการเผชิญความเครียดของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนแห่งหนึ่ง จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 52 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 26 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้การปรึกษาแบบกลุ่มแบบผสมผสานตามแนวคิดของ Corey ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการให้การปรึกษาแบบกลุ่มแบบผสมผสาน แบบประเมินความเครียดสวนปรุง (SPST-20) และแบบสอบถามความสามารถในการเผชิญความเครียด ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน (CVI = 1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 20 มกราคม 2569 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเผชิญความเครียดสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Mean = 4.27 และ 2.73 ตามลำดับ; t = -5.67, p &lt; 0.05) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเผชิญความเครียดสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Mean = 4.27 และ 3.01 ตามลำดับ; t = -7.57, p &lt; 0.05)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมการให้การปรึกษาแบบกลุ่มแบบผสมผสานมีประสิทธิผลในการส่งเสริมความสามารถในการเผชิญความเครียดของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลและส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้ดูแลในชุมชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลอย่างยั่งยืน</p> ผุสดี ชูชีพ ฟารีดา คชฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 53 2 51 59 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพต่อการลดอุบัติการณ์การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม: การศึกษาเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289549 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการป้องกันการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม โดยเปรียบเทียบอุบัติการณ์การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจหลังดำเนินโปรแกรมกับข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี และเปรียบเทียบสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 14 คน และผู้ป่วยวิกฤตที่ใส่ท่อช่วยหายใจ 100 ราย แบ่งเป็นกลุ่มก่อนและหลังดำเนินโปรแกรม กลุ่มละ 50 ราย คัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด โปรแกรมพัฒนาขึ้นจากทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองของ Bandura ประกอบด้วยกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะ 9 กิจกรรม เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.96) และมีค่าความเชื่อมั่น (ICC = 0.84) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Exact Poisson test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม อุบัติการณ์การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจเท่ากับ 1.92 ครั้งต่อ 1,000 วันใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งต่ำกว่าข้อมูลย้อนหลัง 4 ปีที่พบอุบัติการณ์อยู่ระหว่าง 9.32–13.68 ครั้งต่อ 1,000 วันใส่ท่อช่วยหายใจ ขณะเดียวกันสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) และพยาบาลทุกคนผ่านเกณฑ์การประเมินสมรรถนะ</p> <p>สรุปได้ว่า โปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพสามารถพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลในการป้องกันการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจ และมีส่วนช่วยลดอุบัติการณ์การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตได้</p> นุจรินทร์ โคตรชัย จิรวรรณ อินคุ้ม กิตศราวุฒิ ขวัญชารี อริสรา สุขวัจนี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 53 2 60 72 ผลกระทบและปัญหาสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในพื้นที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม จังหวัดอุตรดิตถ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289666 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม ปัญหาสุขภาพจิตด้านความเครียดและภาวะซึมเศร้า และความสัมพันธ์ระหว่างผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมกับปัญหาสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในพื้นที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม จังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม จำนวน 260 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.85 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 แบบประเมินความเครียด (ST-5) และแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า (9Q) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมโดยรวมอยู่ในระดับน้อย (Mean = 2.53, S.D. = 1.58) โดยผลกระทบด้านจิตใจอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.74, S.D. = 1.58) ขณะที่ผลกระทบด้านกายภาพและสังคมอยู่ในระดับน้อย (Mean = 2.45, S.D. = 1.61) ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความเครียดในระดับน้อย (ร้อยละ 56.54) รองลงมา คือ ระดับปานกลาง (ร้อยละ 26.54) และมีความเครียดระดับมากถึงมากที่สุดร้อยละ 16.92 ผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยเฉพาะผลกระทบด้านจิตใจมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (r = 0.482) ขณะที่ไม่พบความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า (p &gt; 0.05)</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผลกระทบด้านจิตใจจากภัยพิบัติน้ำท่วมมีความสัมพันธ์กับความเครียดของผู้สูงอายุ บุคลากรทางสุขภาพจึงควรให้ความสำคัญกับการประเมิน คัดกรอง และจัดการความเครียด รวมทั้งเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ</p> สุปราณี หมื่นยา อิทธิพล แก้วฟอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-22 2026-06-22 53 2 73 85 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดในห้องคลอดโรงพยาบาลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289760 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและศึกษาผลลัพธ์การใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด ดำเนิน 4 ระยะ ได้แก่ (1) พัฒนาแนวปฏิบัติฯ (2) ตรวจสอบคุณภาพแนวปฏิบัติฯ (3) ทดลองใช้แนวปฏิบัติฯ และ (4) ประเมินผลลัพธ์การใช้แนวปฏิบัติฯ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 5 คน สตรีตั้งครรภ์ที่มาคลอดในแผนกห้องคลอด โรงพยาบาลห้วยยอด จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน และกลุ่มทดลองจำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัย คือ แนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด ตรวจสอบคุณภาพของแนวปฏิบัติ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ได้ค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเป็นไปได้ในการนำแนวปฏิบัติไปใช้ ค่า CVI 0.90, KR-20 0.80 แบบประเมินภาวะขาดออกซิเจนทารกแรกเกิด ค่า CVI 0.90, KR-20 0.80 และแบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาล ค่า CVI 1.0 Cronbach Alph Coneeficient 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติทดสอบค่าทีแบบอิสระ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า แนวปฏิบัติฯนี้ ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ (1) ระยะแรกรับ (2) ระยะที่ 1 ของการคลอด และ(3) ระยะที่ 2 และ 3 ของการคลอด อุบัติการณ์ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม แต่ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.197) ความเป็นไปได้ของการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 85.48 และ ความพึงพอใจของพยาบาลอยู่ในระดับมาก (Mean&nbsp; 4.67, SD 0.10) &nbsp;</p> ชิดชนก เชาวดี เบญจวรรณ จันทรซิว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 53 2 86 102 ผลของโปรแกรมการเรียนรู้เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยทางการพยาบาลต่อสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289934 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (one group pretest-posttest design) นี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยทางการพยาบาลต่อสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ลงทะเบียนอบรมหลักสูตรการบริหารความเสี่ยงเพื่อคุณภาพและความปลอดภัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระหว่างเดือนสิงหาคม–ธันวาคม&nbsp; พ.ศ. 2568 จำนวน 47 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ โปรแกรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ 3 วัน ระยะเวลา 21 ชั่วโมง ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ค่า IOC เท่ากับ 0.91 เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะ QSEN จำนวน 36 ข้อ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.95 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired Samples t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม พยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะ QSEN ทั้ง 6 ด้านสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) โดยด้านการพัฒนาคุณภาพมีค่าการเปลี่ยนแปลงสูงสุด (t 14.196) รองลงมาคือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (t 13.508) และด้านการดูแลโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากที่สุด</p> เพ็ญจันทร์ แสนประสาน รุจิรัตน์ มณีศรี เดือนเพ็ญดาว ชิวส์พิมาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 53 2 103 116 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพในสตรีผู้รอดชีวิตจากมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/290037 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพในสตรีผู้รอดชีวิตจากมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ การวิจัยดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาสุขภาพและแนวทางการส่งเสริมสุขภาพของสตรีผู้รอดชีวิตจากมะเร็งหลังสิ้นสุดการรักษา 2) พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพ และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย สตรีผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมและกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มละ 50 คน และพยาบาลวิชาชีพผู้ดูแล 42 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยคู่มือการส่งเสริมสุขภาพ แบบประเมินอาการ แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบทดสอบความรู้ และแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบทีแบบอิสระ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การจัดการผลกระทบด้านร่างกาย 2) การจัดการผลกระทบด้านจิตสังคม 3) การจัดการโรคเรื้อรังร่วม 4) การเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำและมะเร็งชนิดใหม่ 5) การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และ 6) การเตรียมความพร้อมบุคลากร ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีอาการรบกวนลดลง มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีกว่าก่อนทดลองและดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <strong>&lt; </strong>0.001) ขณะที่พยาบาลวิชาชีพมีความรู้หลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<strong> &lt; </strong>0<strong>.</strong>001)</p> <p>รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมการดูแลผู้รอดชีวิตจากมะเร็งแบบองค์รวม ช่วยเพิ่มพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ คุณภาพชีวิต และศักยภาพของพยาบาลในการดูแลผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง จึงสามารถประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบริการพยาบาลสำหรับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งได้</p> นิรมล พจน์ด้วง สุจิรา ฟุ้งเฟื่อง เปรมฤดี บุญภัทรานนท์ สมศรี ทิพย์ประสบโชค พชรพร พิเชฐโสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-04 2026-07-04 53 2 117 132