วารสารกองการพยาบาล
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND
<p><strong>วารสารกองการพยาบาล Journal of Nursing Division</strong></p> <p><strong>ISSN 3088 - 1706 (Online)</strong></p> <p> </p>
กองการพยาบาล Nursing Division
th-TH
วารสารกองการพยาบาล
0125-7242
-
การพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติการพยาบาลการเฝ้าระวังทารกในครรภ์ระยะคลอดสำหรับผู้คลอดที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/286992
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>ภาวะครรภ์เสี่ยงสูง (high-risk pregnancy) เป็นการตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งต่อมารดาและทารก โดยเฉพาะในระยะคลอดซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลที่อ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับการเฝ้าระวังทารกในครรภ์ระยะคลอดจึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยของการดูแลผู้คลอด การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลการเฝ้าระวังทารกในครรภ์ระยะคลอดสำหรับผู้คลอดที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้คลอดที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง จำนวน 102 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 51 คน และกลุ่มทดลอง 51 คน และพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในห้องคลอด จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติการพยาบาลการเฝ้าระวังทารกในครรภ์ระยะคลอดสำหรับผู้คลอดที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง แบบทดสอบความรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา Paired samples t-test, Independent samples t-test และ Chi-square test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การจำแนกระดับความเสี่ยงของผู้คลอด (2) การเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fetal Monitoring: EFM) (3) การตอบสนองต่อภาวะทารกในครรภ์เครียด และ (4) การสื่อสารระหว่างทีมสหวิชาชีพโดยใช้หลัก SBAR หลังการนำแนวปฏิบัติไปใช้ พบว่า อัตราการเกิดภาวะ fetal distress และ birth asphyxia ในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) นอกจากนี้ คะแนนเฉลี่ยความรู้และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพหลังการใช้แนวปฏิบัติสูงกว่าก่อนการใช้แนวปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ผลการวิจัยสะท้อนว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังทารกในครรภ์ระยะคลอด ลดภาวะแทรกซ้อนของทารกแรกเกิด และสนับสนุนการปฏิบัติการพยาบาลที่มีคุณภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น</p>
อภิญญา อุยยะพัฒน์
วารุณี โสตะทวิ
วิไลรัตน์ เพ็งศรี
จณัญญา สุขเกษม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-18
2026-03-18
53 1
1
17
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดปทุมธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287102
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 417 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า Center for Epidemiologic Studies Depression Scale (CES-D) ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.61-1.00 และค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.88-0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการถดถอยโลจิสติก</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าในระดับรุนแรง (ร้อยละ 50.60) มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับปานกลาง (ร้อยละ 52.76) และได้รับการสนับสนุนทางสังคมในระดับสูง (ร้อยละ 50.60) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสนับสนุนทางสังคม โดยเพศหญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้ามากกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญ (OR = 1.606, 95% CI = 1.084–2.378, p = 0.012) นักเรียนที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับต่ำถึงปานกลางมีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มที่มีระดับสูง (OR = 2.119, 95% CI =1.430-3.139, p < 0.001) และนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลางมีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนระดับสูง (OR = 2.071, 95% CI = 1.402-3.060, p < 0.001) ขณะที่อายุไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น ข้อค้นพบสามารถใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการกำหนดนโยบาย การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตในสถานศึกษา และการเสริมสร้างระบบสนับสนุนในครอบครัวและชุมชน เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของภาวะซึมเศร้าอย่างยั่งยืน</p>
ฐิญาภัณณ์ ภูมิชัยวิวัฒน์
จันทร์จิรา นิคมประศาสน์
ภัทร์พิชชา ครุฑางคะ
นพนัฐ จำปาเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-23
2026-03-23
53 1
18
32
-
ปัจจัยทำนายความตั้งใจเลือกศึกษาวิชาชีพการพยาบาลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในประเทศไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287103
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความตั้งใจเลือกศึกษาวิชาชีพการพยาบาล และวิเคราะห์ปัจจัยที่สามารถทำนายความตั้งใจดังกล่าวในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 756 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ ด้านสถาบันการศึกษา ด้านการเงินและค่าใช้จ่าย ด้านหลักสูตร ด้านครอบครัว และด้านสังคม รวมถึงแบบวัดความตั้งใจเลือกศึกษาวิชาชีพการพยาบาล ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.98 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความตั้งใจเลือกศึกษาวิชาชีพการพยาบาลอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 35.6) ปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายความตั้งใจดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ด้านครอบครัว เพศหญิง ความต้องการกู้ยืมเพื่อการศึกษา การมีภูมิลำเนาในแต่ละภูมิภาค (ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันออก) การมีบุคคลในครอบครัวประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ด้านหลักสูตร ระดับผลการเรียนเฉลี่ยสะสม 3.01–3.50 และรายได้ครอบครัวต่อเดือน 20,000–30,000 บาท โดยตัวแปรทั้ง 13 ตัวสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจได้ร้อยละ 44.90 (R² = 0.449)</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงบทบาทของปัจจัยด้านครอบครัว ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยเชิงสังคมเศรษฐกิจต่อความตั้งใจเลือกศึกษาวิชาชีพการพยาบาล ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนเชิงนโยบายและการส่งเสริมการเข้าสู่วิชาชีพพยาบาลในอนาคต</p>
พัชราภัณฑ์ ไชยสังข์
บุษกร สีหรัตนปทุม กีโอต์
สุจิตรา อู่รัตนมณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-23
2026-03-23
53 1
33
42
-
การประเมินความต้องการจำเป็นแบบสมบูรณ์ของความพร้อมในการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลเพื่อออกแบบนวัตกรรมการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยปทุมธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287332
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ระบุและจัดลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็น (2) วิเคราะห์สาเหตุความต้องการจำเป็น และ (3) เสนอวิธีแก้ไขความพร้อมในการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาล ดำเนินการ 3 ระยะ คือ (1) ระบุและจัดลำดับความสำคัญฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปี 4 จำนวน 95 คน เก็บข้อมูล ด้วยแบบสอบถามความพร้อมในการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาล และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมในการปฏิบัติทางการพยาบาล ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค 0.98 และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และดัชนี PNI<sub>modified </sub>(2) วิเคราะห์สาเหตุฯ ผู้ให้ข้อมูล คือ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปี 4 จำนวน 8 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ฟอลต์ทรี และ (3) เสนอวิธีแก้ไขฯ ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและอาจารย์พยาบาล 6 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคอรรถประโยชน์-พหุลักษณ์</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) ความต้องการจำเป็นของความพร้อมในการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาลของนักศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (PNI<sub>Modified</sub> =.073) โดยด้านการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยและคณะฯ เป็นด้านที่มีความต้องการจำเป็นเร่งด่วนมากที่สุด (PNI<sub>Modified</sub>=.200) รองลงมา คือ ด้านการปฏิบัติการพยาบาล (PNI<sub>Modified</sub>=.185) และด้านการสนับสนุนจากอาจารย์ (PNI<sub>Modified </sub>=.156) (2) สาเหตุความต้องการจำเป็นฯ พบว่า นักศึกษาขาดความรู้และความมั่นใจในการปฏิบัติทางการพยาบาล และระบบการสนับสนุนในการฝึกปฏิบัติที่ยังไม่เพียงพอ และ (3) วิธีแก้ไขความพร้อมในการฝึกปฏิบัติทางการพยาบาล คือ ระบบการทบทวนความรู้ที่เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา การทำ Pre-Clinic และการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิด Gamification จำแนกตามสาขาวิชา ผลการวิจัยนี้ให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาหรือออกแบบนวัตกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของนักศึกษาพยาบาล</p>
วนิดา ดุรงค์ฤทธิชัย
ภัทร์พิชชา ครุฑางคะ
นพนัฐ จำปาเทศ
อมรศรี ยอดคำ
วิญญา สุมาวัน
กษิดิศ ครุฑางคะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
53 1
43
57
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการทางพยาบาลด้านคลินิกในกลุ่มผู้บาดเจ็บศีรษะ แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลหาดใหญ่
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287333
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการจัดการทางพยาบาลด้านคลินิกในผู้บาดเจ็บศีรษะ ณ แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลหาดใหญ่ การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ (1) การพัฒนารูปแบบตามกรอบแนวคิดของสภาวิจัยทางการแพทย์และสุขภาพแห่งชาติ และ (2) การนำรูปแบบไปใช้และประเมินผล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลปฏิบัติงานห้องฉุกเฉิน 35 ราย และผู้บาดเจ็บศีรษะระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง 230 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินการคัดกรองและการจัดการทางคลินิก แบบประเมินสมรรถนะพยาบาล และแบบบันทึกข้อมูลผู้บาดเจ็บศีรษะ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.80, 0.70 และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ χ²-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ สมรรถนะพยาบาล การคัดแยกและการประเมินซ้ำ แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก กระบวนการส่งต่อ การเฝ้าระวังและติดตามต่อเนื่อง และความต่อเนื่องในการดูแลร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ หลังการใช้รูปแบบ คะแนนความรู้และความสามารถของพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) พยาบาลประเมินว่ารูปแบบมีความชัดเจน ใช้งานง่าย และสามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับมาก (Mean = 3.63-4.34) สำหรับผลลัพธ์ทางคลินิก ผู้บาดเจ็บศีรษะระดับเล็กน้อยมีการจัดการความปวดดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนผู้ที่มีคะแนนความปวด ≤ 3 เพิ่มจากร้อยละ 67.9 เป็นร้อยละ 81.7 (χ² = 5.471, p = 0.014) และในกลุ่มระดับปานกลาง พบว่าการควบคุมความปวดและอุณหภูมิร่างกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ขณะที่ระดับความรู้สึกตัว ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับออกซิเจนในเลือดมีแนวโน้มดีขึ้นแต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การบันทึกการประเมินซ้ำครบถ้วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 57.1 เป็นร้อยละ 97.6 (p < 0.001) และความพึงพอใจของญาติผู้ป่วยอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.40, S.D. = 0.603)</p> <p>การศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับคุณภาพการดูแลผู้บาดเจ็บศีรษะทั้งด้านกระบวนการและผลลัพธ์ทางคลินิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดการความปวดและความต่อเนื่องในการดูแล</p>
อนงค์นาฏ บุญรัตน์
ประณีต ส่งวัฒนา
นฤมล อนุมาศ
มยุรี เมฆทัศน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
53 1
58
76
-
ปัจจัยทำนายการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสังคมสูงวัยของกลุ่มวัยก่อนสูงอายุ ในจังหวัดนครราชสีมา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287336
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าวัยสูงอายุ (2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเตรียมความพร้อมฯ และ (3) ปัจจัยทำนายการเตรียมความพร้อมฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลก่อนวัยสูงอายุ 261 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ (1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล (2)แบบสอบถามความคาดหวังเมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุ ค่า CVI .89 ค่าความเชื่อมั่น .94 และ (3) แบบสอบถามการเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ค่า CVI .86 ค่าความเชื่อมั่น .96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p> ผลวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีระดับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าวัยสูงอายุ อยู่ในระดับมาก (Mean 4.01, SD 1.07) ปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าวัยสูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยพบว่า อายุ และความคาดหวังเมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเตรียมความพร้อมฯ (r .172 และ .530 ตามลำดับ) ปัจจัยทำนายฯ พบว่า อายุ โรคประจำตัว รายได้เมื่อเทียบกับภาระค่าใช้จ่าย และความคาดหวังเมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุ สามารถร่วมกันทำนายการเตรียมความพร้อมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R² .326, p < .05) ทั้งนี้ ความคาดหวังเมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุด (β .530) ขณะที่รายได้เมื่อเทียบกับภาระค่าใช้จ่ายมีอิทธิพลต่ำสุด (β -.227) ดังนั้น การส่งเสริมการเตรียมความพร้อมด้านการเงินควรมุ่งเน้นการลดภาระหนี้สิน และส่งเสริมการออมเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ</p>
จุฑามาศ วงจันทร์
นัฐิยา เพียรสูงเนิน
คุณัสปกรณ์ มัคคัปผลานนท์
สุพรรณิกา ประเสริฐสันเทียะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
53 1
77
90
-
การพัฒนาโปรแกรมการบำบัดแบบบูรณาการสำหรับผู้ป่วยโรคติดสุราที่มีความเสี่ยง ฆ่าตัวตาย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287499
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนาและประเมินประสิทธิผลโปรแกรมการบำบัดแบบบูรณาการสำหรับผู้ป่วยโรคติดสุราที่เสี่ยงฆ่าตัวตาย ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ (1) ศึกษาสถานการณ์ (2) พัฒนาโปรแกรมฯ และ (3) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 1 คือ ผู้ป่วยโรคติดสุรา 10 คน ผู้ดูแล 10 คน และพยาบาลวิชาชีพ 7 คน กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 3 คือ ผู้ป่วยโรคติดสุราที่เสี่ยงฆ่าตัวตาย 66 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 33 คน และกลุ่มควบคุม 33 คน เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ (1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล (2) แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 (3) แบบประเมินการฆ่าตัวตาย 8Q มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการบำบัดแบบบูรณาการมีค่าความตรงด้านเนื้อหาเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ Wilcoxon signed-rank test และ Mann-Whitney U</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยโรคติดสุราที่เสี่ยงฆ่าตัวตายมีมุมมองทางลบต่อปัญหา ใช้วิธีการแก้ไขปัญหาแบบหลีกหนี หรือหุนหันพลันแล่น และไม่มีแรงจูงใจในการเลิกดื่มสุรา โปรแกรมการบำบัดแบบบูรณาการ เป็นการบำบัดรายบุคคลจำนวน 8 ครั้ง ได้แก่ (1) ปรับเปลี่ยนแรงจูงใจ (2) ส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการติดสุราซ้ำ (3) สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดื่มสุราและฆ่าตัวตาย (4) ให้ความรู้รูปแบบการบำบัดโดยการแก้ไขปัญหา (5) สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการแก้ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา และ (6-8) ฝึกปรับเปลี่ยนมุมมองและวิธีการจัดการปัญหา การทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมฯ พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดื่มและความเสี่ยงฆ่าตัวตายของกลุมทดลองหลังสิ้นสุดโปรแกรมน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z -5.01, และ Z -5.02, p < .01 ตามลำดับ) และค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดื่มและความเสี่ยงฆ่าตัวตายหลังสิ้นสุดโปรแกรมของกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z -6.87, และ Z -4.20, p < .01 ตามลำดับ)</p>
นวยนาฎ สมเพชร
จารุณี รัศมีสุวิวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-06
2026-04-06
53 1
91
105
-
ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน จากการได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287500
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย โดยเปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง รวมทั้งศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่ม vasopressor ได้แก่ norepinephrine, epinephrine และ dopamine และยากลุ่ม inotrope ได้แก่ dobutamine ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย ในหอผู้ป่วยวิกฤตและกึ่งวิกฤต โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี คัดเลือกแบบเจาะจง กลุ่มละ 36 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกภาวะแทรกซ้อนจากยา 4 ชนิด ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.88 และเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานแบบพาราเมตริก (Independent t-test)</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า อุบัติการณ์การเกิด phlebitis และ extravasation ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 0.607, p = 0.263 และ t = 0.439, p = 0.330) อย่างไรก็ตาม กลุ่มทดลองมีแนวโน้มเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลง โดยพบ phlebitis และ extravasation ร้อยละ 8.30 และ 13.90 ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มควบคุมพบร้อยละ 16.70 ทั้งสองภาวะ นอกจากนี้ ความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มทดลองลดลง โดยไม่พบ phlebitis ระดับ 4 และพบ extravasation ระดับ 4 เพียงร้อยละ 2.80</p> <p> แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นแสดงศักยภาพในการลดอุบัติการณ์และความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตทางหลอดเลือดดำส่วนปลายได้ ทั้งนี้ พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติในระดับมาก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในทางคลินิกเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วย</p>
สุรีย์พร กุมภคาม
บุญเรือน ชุ่มแจ่ม
นฤมล อัจฉริยาการุณ
วณิชชา เรืองศรี
เกตุนรินทร์ บุญคล้าย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-06
2026-04-06
53 1
106
120
-
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้ผ่านวิดีโอและระบบแจ้งเตือนต่อการรับรู้ของผู้ปกครองเกี่ยวกับการรับวัคซีนของเด็กอายุ 0-5 ปี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287772
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบระดับการรับรู้ของผู้ปกครองในกลุ่มทดลองก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการให้ความรู้ผ่านวิดีโอและระบบแจ้งเตือน (2) เปรียบเทียบระดับการรับรู้ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนและหลังการทดลอง และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อโปรแกรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปกครองของเด็กอายุ 0–5 ปี ที่มารับบริการฉีดวัคซีน ณ ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองตรัง จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการให้ความรู้ผ่านวิดีโอและระบบแจ้งเตือน และ (2) แบบทดสอบระดับการรับรู้เกี่ยวกับการรับวัคซีน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครอง เครื่องมือมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.68–1.00 มีค่าความเที่ยง KR-20 เท่ากับ 0.875 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.85 การทดลองดำเนินการเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ รวม 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การคัดกรองการรับวัคซีน การให้ความรู้ผ่านวิดีโอ การส่งสื่อความรู้ผ่าน Line Open Chat และระบบแจ้งเตือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ไคสแควร์ และการทดสอบทีแบบอิสระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม ผู้ปกครองในกลุ่มทดลองมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับการรับวัคซีนของเด็กอายุ 0–5 ปีสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.965, p < 0.001) ขณะที่คะแนนการรับรู้ก่อนการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน และภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีระดับการรับรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 3.779, p < 0.001)</p> <p> ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมการให้ความรู้ผ่านวิดีโอร่วมกับระบบแจ้งเตือนมีประสิทธิผลในการส่งเสริมการรับรู้ของผู้ปกครองเกี่ยวกับการรับวัคซีนเด็กปฐมวัย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานบริการสุขภาพเพื่อสนับสนุนการเข้ารับวัคซีนของเด็กให้เป็นไปตามเกณฑ์อย่างเหมาะสม</p>
อัศรีย์ พิชัยรัตน์
เพ็ญนภา เพ็ชรเล็ก
สร้อยสุวรรณ พลสังข์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-16
2026-04-16
53 1
121
134
-
ปัญหา ความต้องการด้านสุขภาพ การใช้บริการสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในจังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/287773
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การจัดบริการสุขภาพเพื่อให้ผู้สูงอายุในชุมชนเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมเป็นสิ่งสำคัญ การวิจัยเชิงคุณภาพและวิจัยเชิงพรรณานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา ความต้องการด้านสุขภาพ การใช้บริการสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในจังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย (1) ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนจังหวัดนนทบุรี 160 คน (2) ผู้ดูแลหลักในครอบครัว 10 คน (3) พยาบาลผู้จัดการดูแลผู้สูงอายุ 4 คน (4) อาสาบริบาล 4 คน และ (5) บุคลากรจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 คน เครื่องมือเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามและการสนทนากลุ่ม ประกอบด้วย แบบสอบถามลักษณะส่วนบุคคล ข้อมูลทางคลินิก ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธล การใช้บริการสุขภาพ ภาวะเปราะบาง และคุณภาพชีวิต ผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน อยู่ในระดับดี แบบสอบถามความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธล ภาวะเปราะบาง และคุณภาพชีวิต ได้ค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยง เท่ากับ 0.82 และ 0.98 ค่า KR-20 เท่ากับ 0.95 ตามลำดับ การสนทนากลุ่ม ได้ค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ปัญหาของผู้สูงอายุในจังหวัดนนทบุรี คือ การเคลื่อนไหวลำบากมากที่สุด มีโรคเรื้อรังมากกว่า 3 โรคขึ้นไป (2) ความต้องการด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดนนทบุรี คือ การจัดการโรคเรื้อรังและการจัดการสุขภาพใจ การสนับสนุนวัสดุสิ้นเปลืองและความเข้าใจจากบุคคลใกล้ชิด (3) การใช้บริการสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดนนทบุรี ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพที่บ้านโดยพยาบาลและอาสาบริบาลมากที่สุด และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นอย่างดี และ (4) คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในจังหวัดนนทบุรี อยู่ในระดับปานกลาง</p> <p>โดยสรุป ผู้สูงอายุต้องการพยาบาล อาสาบริบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการปัญหาสุขภาพ การเข้าถึงบริการทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนให้เกิดการทำงานประสานกันอย่างราบรื่นและเป็นปัจจุบันจะช่วยให้เกิดความต่อเนื่องและความคล่องตัวในการดูแลผู้สูงอายุ ส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
นิชดา สารถวัลย์แพศย์
ปทุมทิพย์ อดุลวัฒนศิริ
ศิริอร สินธุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-16
2026-04-16
53 1
135
151