https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/issue/feed
วารสารกองการพยาบาล
2026-06-09T11:31:02+07:00
ภูวนาถ ป้อมเมือง
ndjournal@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารกองการพยาบาล Journal of Nursing Division</strong></p> <p><strong>ISSN 3088 - 1706 (Online)</strong></p> <p> </p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289291
ความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุโรคไตวายเรื้อรังในจังหวัดอุบลราชธานี: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง
2026-06-07T13:17:22+07:00
จตุพร จันทะพฤกษ์
phanatchaya@gmail.com
ชนุกร แก้วมณี
phanatchaya@bcnsp.ac.th
พนัชญา ขันติจิตร
phanatchaya@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>โรคไตวายเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ความผาสุกทางจิตวิญญาณเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวต่อภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังและดำรงคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสม การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 1–3 ที่มีค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) 30–90 มิลลิลิตรต่อนาที ในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 383 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจาก 2 อำเภอที่ได้รับการสุ่มในจังหวัดอุบลราชธานี เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุโรคไตวายเรื้อรัง จำนวน 31 ข้อ ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2564 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 53.52) อายุ 60-69 ปี (ร้อยละ 69.19) นับถือศาสนาพุทธทั้งหมด (ร้อยละ 100) มีสถานภาพสมรสคู่ (ร้อยละ 91.38) ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 (ร้อยละ 76.50) และมีโรคร่วมมากกว่า 1 โรค (ร้อยละ 66.32) ความผาสุกทางจิตวิญญาณโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างมาก (Mean = 2.79, SD = 0.72) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับค่อนข้างมาก โดยด้านความรู้สึกเบิกบานกับการทำหน้าที่และการใช้ชีวิตมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (Mean = 2.86, SD = 0.72) ขณะที่ด้านการยอมรับการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (Mean = 2.72, SD = 0.70)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุโรคไตวายเรื้อรังมีความผาสุกทางจิตวิญญาณอยู่ในระดับค่อนข้างมาก บุคลากรทางการพยาบาลและทีมสุขภาพควรส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนา สนับสนุนการมีส่วนร่วมของครอบครัว และพัฒนาแนวทางการดูแลที่มุ่งเสริมสร้างการยอมรับความเจ็บป่วยเรื้อรัง เพื่อส่งเสริมความผาสุกทางจิตวิญญาณและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโรคไตวายเรื้อรัง</p>
2026-06-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289293
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกและการ เก็บตัวอย่างส่งตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง (HPV Self Sampling) สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุข ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
2026-06-07T13:30:04+07:00
ขนิษฐา ปองดอง
pongdong2564@gmail.com
ฐิตาพร กันทะเนตร
pongdong2564@gmail.com
ดลหทัย จตุรคเชนทร์เดชา
pongdong2564@gmail.com
<p><strong>บ</strong><strong>ทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกและการเก็บตัวอย่างส่งตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างเป็น อสม. เพศหญิง จำนวน 41 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 การวิจัยประกอบด้วยการศึกษาสภาพปัญหา การพัฒนารูปแบบ และการทดลองใช้ด้วยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (IOC = 1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การให้ความรู้เรื่องมะเร็งปากมดลูกและการเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง การฝึกปฏิบัติ และการติดตามประเมินผล ภายหลังการใช้รูปแบบ คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 68.41 (SD = 11.85) เป็น 103.24 (SD = 12.65) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 11.56, p < 0.001) สัดส่วนผู้มีความรอบรู้ระดับสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.9 เป็นร้อยละ 90.2 และไม่พบผู้มีความรอบรู้ระดับต่ำ ความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.35, SD = 0.70)</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและมีประสิทธิผลในการยกระดับความรอบรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกและการเก็บตัวอย่างส่งตรวจด้วยตนเองของ อสม. จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ อสม. และสนับสนุนการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในระดับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289294
ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการออกกำลังกายแบบยืด-ย่อแอโรบิก ต่อการทรงตัวในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง
2026-06-07T13:41:23+07:00
อมรวรรณ ฤทธิเรือง
siraluk@bcnt.ac.th
สิรลักษณ์ ทองหุ้ย
siraluk@bcnt.ac.th
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการออกกำลังกายแบบยืด-ย่อแอโรบิก ต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 25 คน ระยะเวลาทดลอง 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการออกกำลังกายแบบยืด-ย่อแอโรบิก มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 1.00 เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แบบสัมภาษณ์การรับรู้สมรรถนะแห่งตน มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.92 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 และแบบทดสอบความสามารถในการทรงตัว (Time Up and Go Test) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการออกกำลังกายแบบยืด-ย่อแอโรบิก หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t 9.99, p <.001) และค่าเฉลี่ยเวลาความสามารถในการทรงตัวระยะหลังการทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t 7.17, p <0.001)</p>
2026-06-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JND/article/view/289351
ผลของโปรแกรมวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองต่อความพร้อมและ ภาระของญาติผู้ดูแล
2026-06-09T11:31:02+07:00
นันทยา เสนีย์
waranee.s@bcnt.ac.th
วราณี สัมฤทธิ์
waranee.s@bcnt.ac.th
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยแบบกึ่งทดลอง <strong>(</strong>Quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) เปรียบเทียบความพร้อมและภาระของญาติผู้ดูแล ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม และ (2) เปรียบเทียบผลของโปรแกรมวางแผนจำหน่ายในกลุ่มทดลองก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ ญาติผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 23 คน เครื่องมือคัดกรอง ได้แก่<strong> </strong>MMSE-Thai 2002, NIHSS, mRS<strong> </strong>และ<strong> </strong>ADL<strong> </strong>มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 เครื่องมือวิจัย คือ โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.89 เครื่องมือเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความพร้อมของญาติ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.81 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 และภาระในการดูแล มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.76 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา<strong> </strong>Paired t-test และ Independent t-test</p> <p>ผลการวิจัย<strong> </strong>พบว่า หลังการทดลอง ญาติผู้ดูแลมีความพร้อมในการดูแล อยู่ในระดับมาก (M 30.87, SD 1.10) และมีภาระในการดูแล อยู่ในระดับไม่รู้สึกเป็นภาระ (M 102.52, SD 3.96) การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า กลุ่มทดลองมีความพร้อมและมีคะแนนการจัดการภาระในการดูแล สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<strong> (p <</strong> .05)</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองการพยาบาล