วารสารการแพทย์โลกาภิวัตน์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JMedGlob <p>Journal of Medical Globalization is an interdisciplinary journal focusing on the academic research from different areas, such as medicine, public health, nursing, and dentistry. Its aims to be the leading scientific journal to promote all other areas of western medicine and health sciences, including integrative medicine.</p> <p> </p> <p><strong>Publication Fee: It is published with free of charge for the authors.</strong></p> <p> </p> Bangkokthonburi University en-US วารสารการแพทย์โลกาภิวัตน์ 2821-918X ผลการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักรของพนักงานฝ่ายผลิต บริษัทผลิตอุปกรณ์จับยึด จังหวัดสมุทรสาคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JMedGlob/article/view/281888 <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบความแตกต่างของความรู้ของพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่งก่อนและหลังการเข้าร่วมโครงการ กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานจำนวน 73 คน โดยเป็นผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุจากการทำงานกับเครื่องจักร จากข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุย้อนหลัง ระหว่างปี พ.ศ.2564-2566 ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ สื่อสไลด์ในการจัดอบรมความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร แบบทดสอบความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร และแบบบันทึกกิจกรรม Safety Talk โดยวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเชิงบรรยายประเภทร้อยละ เพื่อเปรียบเทียบผลการทำแบบทดสอบของพนักงานก่อนและหลังการอบรม เปรียบเทียบกับเกณฑ์การวิเคราะห์ระดับความรู้ที่ผู้วิจัยได้กำหนดขึ้น คือ แบบทดสอบก่อนการอบรมอยู่ที่ร้อยละ 70 และแบบทดสอบหลังการอบรมอยู่ที่ร้อยละ 80 ผลการวิจัย พบว่า พนักงานที่เข้าร่วมโครงการอบรมความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร เป็นเพศชายทั้งหมด ระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น และอายุงานอยู่ในช่วง 21-30 ปี มีผลการทำแบบทดสอบก่อนและหลังการอบรมผ่านเกณฑ์ ซึ่งจากการแปลผลคะแนนโดยรวมเมื่อเทียบกับเกณฑ์การวิเคราะห์ระดับความรู้อยู่ในระดับดีมาก และเมื่อมีการจัดกิจกรรม Safety Talk พบว่า พนักงานให้ความร่วมมือดีมากในการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลมากขึ้น และไม่มีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการทำงานกับเครื่องจักรภายในระยะเวลา 1 เดือนหลังจากมีการจัดโครงการอบรมความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร</p> ขนิษฐา จิรอังกูรสกุล วรรณีย์ จิรอังกูรสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โลกาภิวัตน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-08-23 2025-08-23 4 1 การวัดรังสีที่ปลดปล่อยจากบุหรี่ที่กำลังสูบ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JMedGlob/article/view/281889 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดและประเมินการปลดปล่อยรังสีจากควันบุหรี่ในยี่ห้อที่จำหน่ายในประเทศไทย โดยใช้เครื่องวัดปริมาณรังสีแบบ Geiger-Muller tube ซึ่งถูกติดตั้งในกระบอกสูบ ตัวอย่างประกอบด้วยบุหรี่จำนวน 8 ยี่ห้อ ได้แก่ KN1, KN2, KN3, KN4, KN5, KN6, KN7 และ KN8 โดยในแต่ละยี่ห้อจะทำการจุดบุหรี่และใช้เครื่องวัดรังสีที่มีความไวสูงวัดค่าการปล่อยรังสีในหน่วยไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง (μSv/h) การศึกษานี้มีที่มาจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่าการปลูกยาสูบสามารถสะสมธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งมาจากก๊าซเรดอนที่อยู่ในดินและสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ต้นยาสูบ โดยธาตุกัมมันตรังสีเหล่านี้จะสะสมอยู่ที่บริเวณ trichome หรือขนเล็ก ๆ บนใบยาสูบ เมื่อนำใบยาสูบมาผลิตเป็นบุหรี่ การเผาไหม้จะทำให้สารกัมมันตรังสีดังกล่าวถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับควันบุหรี่ ผลการทดลองพบว่าบุหรี่แต่ละยี่ห้อมีค่าการปล่อยรังสีที่แตกต่างกัน โดยยี่ห้อ KN6 มีค่าการปล่อยรังสีสูงสุดที่ 0.0351±0.02 μSv/h ในขณะที่แบรนด์ KN2 มีค่าต่ำสุดที่ 0.0156±0.01 μSv/h การปลดปล่อยรังสีในบุหรี่ที่ทำจากใบยาสูบที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีสามารถสะสมในหลอดลมและบริเวณท่อลมเล็กๆ ในปอดของผู้สูบได้ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดในระยะยาว การศึกษานี้มีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจและให้ข้อมูลแก่สาธารณชนเกี่ยวกับอันตรายจากการสัมผัสรังสีในควันบุหรี่ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงต่อสุขภาพ การเผยแพร่ข้อมูลนี้ยังสามารถสนับสนุนการออกมาตรการควบคุมการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในกระบวนการผลิตบุหรี่ เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภคและบุคคลรอบข้าง</p> เกียรติ วิฑูรชาติ นราวดี ประทุม ธเนศ รังษีขจี ธิติยา มีชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โลกาภิวัตน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-08-23 2025-08-23 4 1 7 12 ภาวะซึมเศร้าและปัจจัยที่สัมพันธ์ของผู้สูงอายุที่ใช้โซเชียลมีเดีย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JMedGlob/article/view/281891 <p><strong>ที่มาและวัตถุประสงค์:</strong> การทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยพบว่าการใช้งานโซเชียลมีเดียในเวลาที่ยาวนาน มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน แต่การศึกษาในผู้สูงอายุยังมีจำกัด การศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้าและปัจจัยที่สัมพันธ์ในผู้สูงอายุที่ใช้โซเชียลมีเดีย<br><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางในผู้สูงอายุจำนวน 300 คน ในโรงพยาบาลราชวิถี เก็บข้อมูลระหว่าง เดือนมกราคมถึงเมษายน พ.ศ. 2566 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประเมินพฤติกรรมการติดสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media Addict Test: SMAT) และภาวะซึมเศร้า (Thai Geriatric Depression Scales: TGDS-15) วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยสถิติไค-สแควร์ และสมการถดถอยโลจิสติกส์<br><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้เข้าร่วมวิจัยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 60-85 ปี (กลุ่มวัยตอนต้นหรือตอนกลาง มีอายุโดยเฉลี่ย 66.4±5.25 ปี) มีภาวะซึมเศร้าร้อยละ 3 ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มใช้งานโซเชียลมีเดียเท่ากับ 69.8 ±32.1 เดือน การเข้าใช้โซเชียลมีเดีย 240.8 ±128.8 นาทีต่อวัน และการติดสื่อสังคมออนไลน์ร้อยละ 4.30 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่ใช้โซเชียลมีเดีย ได้แก่ การมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท (<em>p</em>=0.001) ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มใช้งานโซเชียลมีเดีย (<em>p</em>=0.007) และการติดตามข่าวสาร/เพจต่าง ๆ (<em>p</em>=0.010) เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยร่วมกันพบว่า รายได้ต่อเดือนมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า (Adj. OR 12.3 95%CI 1.46-102.6, <em>p</em>=0.021)<br><strong>สรุปผล:</strong> ภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่ใช้โซเชียลมีเดียมีจำนวนไม่มาก รายได้ต่อเดือนมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงอายุที่ใช้โซเชียลมีเดีย</p> ธนัชชา สุริยะพันธ์ นัชชา เรืองเกียรติกุล อภิวันท์ เจริญวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โลกาภิวัตน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-08-23 2025-08-23 4 1 13 23 พันธกิจของเรา ไม่ได้มีเพียงการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JMedGlob/article/view/281883 <p>เมื่อวันที่ 13 – 14 มกราคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา กองบรรณาธิการวารสารการแพทย์โลกาภิวัตน์ร่วมกับโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ได้ร่วมกันจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องความรู้พื้นฐานการทำวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข ณ ห้องประชุมพระเทพประสิทธิมนต์ 71 ชั้น 9 อาคารภูมิพิพัฒน์ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ การอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 2 วัน เป็นการบูรณาการองค์ความรู้พื้นฐานด้านงานวิจัยเข้ากับวิชาชีวสถิติ โดยมี workshop เกี่ยวกับคำถามวิจัย การคำนวณขนาดตัวอย่าง และข้อพิจารณาด้านจริยธรรม รวมทั้งมีการบรรยายเกี่ยวกับการส่งโครงร่างการวิจัยเพื่อขอรับการพิจารณาจริยธรรมงานวิจัยในคน และการขอทุนวิจัยของบุคลากรสังกัดกรุงเทพมหานคร</p> <p><img src="https://he01.tci-thaijo.org/public/site/images/jmedglobal@bkkthon.ac.th/mceclip0.png"></p> <p>แม้ทางกระผมจะมีโอกาสเป็นวิทยากรในการอบรมเชิงปฏิบัติการในลักษณะนี้ ทั้งการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท กับการอบรมระยะสั้นในกับทันตแพทย์ประจำบ้าน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เข้ารับการอบรมมีความหลากหลาย ทั้งในแง่ตำแหน่งงาน ทั้งในแง่วุฒิการศึกษา แต่การอบรมก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ผู้เข้ารับการอบรมทุกท่านต่างก็ตั้งใจและมีส่วนร่วมใน workshop อย่างเต็มที่ ในขณะที่ผลการประเมินความรู้หลังอบรมก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานการทำวิจัยและชีวสถิติเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน</p> <p><img src="https://he01.tci-thaijo.org/public/site/images/jmedglobal@bkkthon.ac.th/mceclip1.png"></p> <p><img src="https://he01.tci-thaijo.org/public/site/images/jmedglobal@bkkthon.ac.th/mceclip2.png"></p> <p>แน่นอนครับ จุดเด่นของการอบรมในลักษณะนี้คือการประยุกต์ความรู้ที่ได้รับและนำไปใช้งานจริง ซึ่งทางหน่วยวิจัยของโรงพยาบาล และตัวกระผมในฐานะวิทยากรจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี คงต้องหาทางวางแผนที่จะช่วย facilitate ให้บุคลากรของโรงพยาบาลสามารถดำเนินงานวิจัยและสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง และนี่คือพันธกิจสำคัญอีก พันธกิจหนึ่งของฝ่ายวารสารที่คงไม่ได้ทำหน้าที่ในแง่การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย/ผลงานวิชาการและควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่เสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานพันธมิตรให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพควบคู่ไปด้วยครับ</p> <p>&nbsp;</p> <p>ยสนันท์ จันทรเวคิน</p> ยสนันท์ จันทรเวคิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์โลกาภิวัตน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2025-08-23 2025-08-23 4 1