วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR <p>วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี (BCNNON Health Science Research Journal) รับพิจารณาบทความวิชาการ บทความวิจัยเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษา และนวัตกรรมในสาขาที่เกี่ยวข้อง มีกระบวนการให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบก่อนการเผยแพร่ (Double blind peer review) โดยกำหนดการออกวารสารทุก 4 เดือน ปีละ 3 ฉบับ (ม.ค.-เม.ย. พ.ค.-ส.ค. และ ก.ย.-ธ.ค.) จำนวนชิ้นงานบทความ 10-12 เรื่อง/ฉบับ (ฉบับที่ 1 ปิดรับต้นฉบับวันที่ 31 ตุลาคม ปีก่อนหน้าปีเล่ม, ฉบับที่ 2 ปิดรับต้นฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ตามปีเล่ม, ฉบับที่ 3 ปิดรับต้นฉบับวันที่ 30 มิถุนายน ตามปีเล่ม หรือจนกว่าจะครบจำนวน)</p> วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี th-TH วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี 2985-2501 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี และคณาจารย์ท่านอื่น ในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> ประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความยึดมั่นผูกพันในวิชาชีพต่อเจตคติ และความพร้อมในการประกอบวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/282962 <p><strong>บทนำ</strong><strong> : </strong>การเตรียมความพร้อมก่อนสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาพยาบาลเป็นกระบวนการสำคัญที่ส่งผลต่อเจตคติในวิชาชีพและความสามารถในการประกอบวิชาชีพการพยาบาลในอนาคต การส่งเสริมความยึดมั่นผูกพันในวิชาชีพควบคู่กับการวางแผนชีวิตอาชีพ และการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบ จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนานักศึกษาสู่การเป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีคุณภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความยึดมั่นผูกพันในวิชาชีพต่อเจตคติและความพร้อมในการประกอบวิชาชีพการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองในนักศึกษาพยาบาล <br />ชั้นปีที่ 4 จำนวน 131 คน จากวิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่งในเขตภาคใต้ของประเทศไทย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินเจตคติต่อวิชาชีพ และแบบประเมินความพร้อมในการประกอบวิชาชีพ โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นดำเนินการเป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบอันดับของวิลคอกซัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>นักศึกษาพยาบาลที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีเจตคติต่อวิชาชีพการพยาบาลเพิ่มขึ้น) และมีความพร้อมในการประกอบวิชาชีพเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลางเป็นระดับสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z=6.725 และ 9.568 ตามลำดับ p&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong> : </strong>โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการส่งเสริมเจตคติต่อวิชาชีพและความพร้อมในการประกอบวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลก่อนสำเร็จการศึกษา และสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมในสถาบันการศึกษาทางการพยาบาลตามบริบทที่เหมาะสมต่อไป</p> นงณภัทร รุ่งเนย ดวงหทัย ศรีสุจริต ขวัญตา ภูริวิทยาธีระ ปนิดา พุ่มพุทธ สุมิลตรา ดวงมรกฎ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-24 2026-08-24 20 2 e282962 e282962 ผลของโปรแกรมการฝึกตระหนักรู้การรับประทานอาหารตามอารมณ์โดยใช้สติเป็นฐานสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/287728 <p><strong>บทนำ </strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ มักเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารตามอารมณ์ การรับประทานอาหารอย่างมีสติ อาจช่วยส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารอย่างยั่งยืนและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกตระหนักรู้การรับประทานอาหารตามอารมณ์โดยใช้สติเป็นฐาน สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มมีการวัดซ้ำ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้และรับประทานอาหารตามอารมณ์ จำนวน 56 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฝึกตระหนักรู้การรับประทานอาหารตามอารมณ์โดยใช้สติเป็นฐาน ระยะเวลา 12 สััปดาห์์ และกลุ่มควบคุมได้รับคำแนะนำการรับประทานอาหารตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการรับประทานอาหารอย่างมีสติ และการรับประทานอาหารตามอารมณ์ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.95 และ 0.88 ตามลำดับ และการตรวจน้ำตาลสะสมในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติการทดสอบทีแบบเป็นอิสระต่อกัน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> กลุ่มทดลองที่ได้รับการดูแลตามโปรแกรม มีการรับประทานอาหารอย่างมีสติเพิ่มขึ้น และการรับประทานอาหารตามอารมณ์ลดลง ในสัปดาห์ที่ 6 และ 12 รวมทั้งมีระดับน้ำตาลสะสมในสัปดาห์ที่ 12 ต่ำกว่าก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>:</strong> พยาบาลและบุคลากรสุขภาพในคลินิกเบาหวาน นำไปประยุกต์ใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลสะสม และเข้าสู่เบาหวานในระยะสงบ</p> จุไรรัตน์ ดวงจันทร์ รวีวรรณ แก้วอยู่ พงษ์ศักดิ์ ป้านดี จินตนา ทองเพชร วิไลวรรณ คมขำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-24 2026-08-24 20 2 e287728 e287728 ผลของการใช้แนวปฏิบัติการดูแลแบบแกงการู ต่อทัศนคติและพฤติกรรมของพยาบาลในการส่งเสริมการดูแลแบบแกงการู https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/288727 <p><strong>บทนำ </strong><strong>: </strong>การส่งเสริมการดูแลแบบแกงการูมีความสำคัญต่อทารกเกิดก่อนกำหนด จึงจำเป็นต้องพัฒนาแนวปฏิบัติจากหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เหมาะสมกับบริบทของหน่วยงาน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของแนวปฏิบัติการดูแลแบบแกงการู ต่อทัศนคติและพฤติกรรมของพยาบาลในการส่งเสริมการดูแลแบบแกงการู</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด จำนวน 27 คน ผู้วิจัยพัฒนาแนวปฏิบัติฯ ตามกรอบแนวคิด PARIHS จากหลักฐานเชิงประจักษ์ และจัดอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการใช้วิดีทัศน์ สื่อคอมพิวเตอร์ และสถานการณ์จำลอง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามทัศนคติ และแบบประเมินพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา paired t-test, Wilcoxon Signed-Rank Test, simple linear regression และ multiple regression analysis</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> หลังการใช้แนวปฏิบัติฯ ค่าเฉลี่ยคะแนนทัศนคติต่อการดูแลแบบแกงการูของพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=11.73, <em>p&lt;</em>.001) และคะแนนพฤติกรรมในการส่งเสริมการดูแลแบบแกงการูของพยาบาลหลังการใช้แนวปฏิบัติฯ ครั้งที่ 2 มีค่ามัธยฐานสูงกว่าครั้งที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z=4.06, <em>p&lt;</em>.001) ทั้งนี้คะแนนทัศนคติสามารถทำนายคะแนนพฤติกรรมการส่งเสริมการดูแลแบบแกงการูของพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F=8.383, <em>p=</em>.002)</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> แนวปฏิบัติการดูแลทารกแบบแกงการูมีประสิทธิผลต่อการเพิ่มทัศนคติและพฤติกรรมของพยาบาลในการดูแลทารกแบบแกงการู</p> กิตติธร เมธสาร สมสิริ รุ่งอมรรัตน์ สุดาภรณ์ พยัคฆเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 20 2 e288727 e288727 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/285451 <p><strong>บทนำ : </strong>คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมเป็นกลุ่มอาการของการเจ็บป่วยทางตา การมองเห็น รวมถึงระบบกระดูกกับกล้ามเนื้อที่เกิดจากการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงต่อวัน การป้องกันไม่ให้เกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมจะช่วยลดผลกระทบต่อร่างกายตลอดจนคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการเรียนได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย : </strong>เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมต่อพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>วิธีการดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์เพื่อหาอำนาจการทำนายนี้ ศึกษาในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 จำนวน 282 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมระดับปานกลาง (ร้อยละ 71.6) ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมและแรงสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อนและโรงเรียนสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 21.8 (R<sup>2</sup>=.218, df=2, F=38.922, p&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปผล : </strong>ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแรงสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อนและโรงเรียน สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมของกลุ่มตัวอย่างได้ ส่วนระยะเวลาการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแรงสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวไม่สามารถทำนายพฤติกรรมป้องกันกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมของกลุ่มตัวอย่างได้</p> พิมพ์พิสุทธิ์ แสงอรุณ เสาวรส มีกุศล เวหา เกษมสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-24 2026-08-24 20 2 e285451 e285451 การพัฒนาระบบบริการพยาบาลในการจัดการหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางของแผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลตรัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/285292 <p><strong>บทนำ :</strong> อัตราภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ทั้งในระดับประเทศและจังหวัดตรังยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของทั้งมารดาและทารกในครรภ์</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย :</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลระบบบริการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยและพัฒนานี้ดำเนินการระหว่างเดือนพฤษภาคม 2567 ถึงกรกฎาคม 2568 แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ 1) การศึกษาสถานการณ์โดยทบทวนวรรณกรรมและสัมภาษณ์เชิงลึกหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง จำนวน 10 คน และพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 3 คน 2) การพัฒนาร่างระบบบริการ 3) การทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง จำนวน 30 คน โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง และ 4) การประเมินประสิทธิผลของระบบบริการ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Dependent t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> ระบบบริการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ด้านโครงสร้าง โดยการจัดตั้งคลินิกซีด 2) ด้านกระบวนการ โดยการให้ความรู้และการส่งเสริมการดูแลตนเอง และ 3) ด้านผลลัพธ์ โดยการติดตามระดับค่าฮีมาโตคริต จากการประเมินประสิทธิผลของระบบบริการ พบว่าภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ระดับค่าเฉลี่ยฮีมาโตคริตของกลุ่มตัวอย่างเมื่อเข้าสู่ระยะคลอดเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> ระบบบริการที่พัฒนาขึ้นช่วยลดอุบัติการณ์ภาวะโลหิตจางและยกระดับพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมสำหรับการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลในหน่วยงานฝากครรภ์ต่อไป</p> ณทิพรดา บุญยง ศศิธร คำพันธ์ ทิพย์วรรณ บุณยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 20 2 e285292 e285292 ปัจจัยส่วนบุคคล ครอบครัว และเพื่อนที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้บุหรี่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดชลบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/287015 <p><strong>บทนำ </strong><strong>: </strong>การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบในวัยรุ่นเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัจจัยส่วนบุคคล ครอบครัว และเพื่อนอาจมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้บุหรี่ อย่างไรก็ตาม หลักฐานในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของไทยยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย : </strong>เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้บุหรี่ และวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านครอบครัว และปัจจัยด้านเพื่อนต่อพฤติกรรมการใช้บุหรี่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดชลบุรี</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 790 ราย คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>นักเรียนร้อยละ 10.13 มีพฤติกรรมการใช้บุหรี่ในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า การวิเคราะห์พบว่า เพศชาย (adjusted OR=8.74, 95% CI: 4.45-17.19) การมีเพื่อนสนิทสูบบุหรี่ (adjusted OR=2.11, 95% CI: 1.32-3.37) การได้รับการชักชวนให้สูบบุหรี่ (adjusted OR = 1.96, 95% CI: 1.17–3.28) และคะแนนทัศนคติต่อการใช้บุหรี่ที่เพิ่มขึ้น 1 คะแนน (adjusted OR=1.07, 95% CI: 1.05-1.10) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้บุหรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ปัจจัยด้านครอบครัวไม่พบว่ามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>: </strong>พฤติกรรมการใช้บุหรี่ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นสัมพันธ์กับปัจจัยหลายระดับ โดยเฉพาะเพศ ทัศนคติต่อการใช้บุหรี่ และอิทธิพลของเพื่อน การป้องกันการใช้บุหรี่ในวัยรุ่นควรมุ่งเน้นการจัดการอิทธิพลของเพื่อน การเสริมทักษะการปฏิเสธ การปรับทัศนคติ และการสร้างบรรทัดฐานไม่สูบบุหรี่ในระบบสุขภาพโรงเรียน</p> สุกัญญา สุรังษี กุลิสรา พิลาทอง เพ็ญพรรณ พิทักษ์สงคราม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-28 2026-08-28 20 2 e287015 e287015 การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยใช้ PKR Model สำหรับกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/287240 <p><strong>บทนำ</strong><strong> : </strong>โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก โดยโรคเหล่านี้มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การศึกษาในประเทศไทยพบว่าอัตราการควบคุมโรคยังต่ำกว่ามาตรฐาน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong> :</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยใช้ PKR Model สำหรับกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามกระบวนการ PAOR เพื่อพัฒนา PKR Model กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 92 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 46 คน กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามรูปแบบ PKR Model ประกอบด้วยการตั้งเป้าหมายร่วมกัน การให้ความรู้ และการเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐาน เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และวัดตัวชี้วัดสุขภาพวิเคราะห์ด้วยสถิติ Paired t-test และ Independent t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับรูปแบบ PKR Model มีค่าตัวชี้วัดทางสุขภาพดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.001) โดยระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเฉลี่ย 17.89 มก./ดล. ความดันโลหิตตัวบนลดลง 7.61 มม.ปรอท ความดันโลหิตตัวล่างลดลง 11.44 มม.ปรอท และเส้นรอบเอวลดลง 2.58 เซนติเมตร นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังมีความพึงพอใจต่อรูปแบบระดับสูง</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>:</strong> การใช้ PKR Model ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพสำหรับกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงสามารถช่วยส่งเสริมการจัดการตนเองและการควบคุมตัวชี้วัดสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิผล รูปแบบนี้เหมาะสมกับบริบทชุมชน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นหรือกลุ่มโรคเรื้อรังอื่นได้</p> เกสราวรรณ ประดับพจน์ อรพรรณ คงศรีชาย กาญจนาภรณ์ ไกรนรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 20 2 e287240 e287240 การรับรู้ของมารดาวัยรุ่นครรภ์แรกในการทำสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อระหว่างมารดากับทารกหลังคลอด : การวิจัยเชิงคุณภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/286731 <p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> การสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อในห้องคลอดเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารก สะท้อนถึงความรักและความผูกพัน อีกทั้งอาจช่วยลดความเครียดผ่านกลไกการกำกับความเครียดของมารดาและทารก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาการรับรู้ของมารดาวัยรุ่นครรภ์แรกต่อการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อระหว่างมารดากับทารกภายหลังคลอด</p> <p><strong>วิธีการวิจัย</strong><strong> :</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา ผู้ให้ข้อมูลเป็นมารดาวัยรุ่นครรภ์แรกภายหลังการคลอดปกติ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและเก็บรวบรวมข้อมูลจนกระทั่งข้อมูลอิ่มตัว โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงประเด็น</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> พบประเด็นสำคัญ 7 ประเด็น ได้แก่ 1) การสร้างความผูกพันในระยะแรกคลอด 2) การบรรลุบทบาทความเป็นมารดา 3) การบรรเทาความทุกข์ทรมานภายหลังคลอด 4) การเกิดความมั่นใจในความปลอดภัยของทารก 5) การยอมรับตนเองและการให้อภัย 6) การสนับสนุนทางการพยาบาลและการสื่อสารเชิงคลินิก และ 7) การเสริมพลังมารดาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยประเด็นทั้งหมดสามารถเรียบเรียงเป็นอักษรย่อ “EMBRACE”</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>:</strong> ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางส่งเสริมการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อระหว่างมารดากับทารกทันทีภายหลังคลอด เพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารก ตลอดจนส่งเสริมให้มารดาวัยรุ่นมีความมั่นใจและมีความพร้อมในการปฏิบัติบทบาทมารดา</p> ศศิญา บัวผุด วรรณทนา สมนึกประเสริฐ จุฬารัตน์ ห้าวหาญ เมทณี ระดาบุตร ฐิติรัตน์ น้อยเกิด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 20 2 e286731 e286731 การพัฒนารูปแบบการดูแลสตรีระยะรอคลอดเพื่อลดความปวดและความกลัวโดยใช้หลักศาสนาอิสลาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/287761 <p><strong>บทนำ</strong> <strong>:</strong> ความปวดและความกลัวระยะรอคลอดส่งผลต่อผลลัพธ์การคลอด โดยเฉพาะในสตรีมุสลิมครรภ์แรก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลสตรีระยะรอคลอด 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสตรีระยะรอคลอดเพื่อลดความปวดและความกลัวโดยใช้หลักศาสนาอิสลาม และ3) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยและพัฒนานี้ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการด้วยวิจัยเชิงคุณภาพในพยาบาล จำนวน 15 คน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการดูแลสตรีระยะรอคลอดฯ และขั้นตอนที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลด้วยการวิจัยแบบกึ่งทดลองในสตรีตั้งครรภ์มุสลิมครรภ์แรก จำนวน 52 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Dependent t-test และ Independent t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> พบว่า 1) พยาบาลต้องอธิบายการจัดการความปวดและความกลัวแก่สตรีระยะรอคลอดและญาติซ้ำหลายครั้ง จึงต้องการสื่อการสอนรูปแบบใหม่ที่บูรณาการมิติจิตวิญญาณ 2) รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น คือ “YARING Model” ประกอบด้วย 6 ประการ ได้แก่ ศรัทธา (Yakin) การปฏิบัติ (Amal) ความรัก (Rasa Cinta) ความรู้ (Ilmu) การขอบคุณ (Nikmat) และการเคลื่อนไหวภายใน (Gerak Batin) 3) หลังการทดลองพบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความปวด และความกลัวต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> รูปแบบ YARING Model สามารถลดความปวดและความกลัวในสตรีระยะรอคลอดได้ โรงพยาบาลควรนำรูปแบบนี้ไปใช้ส่งเสริมการดูแลที่สอดคล้องกับจิตวิญญาณของสตรีมุสลิม</p> สุธิดา คลังข้อง มนัสมีน เจะโนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 20 2 e287761 e287761 การพัฒนารูปแบบการสร้างความรอบรู้ต่อการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายในนักศึกษามหาวิทยาลัย : การวิจัยเชิงปฏิบัติการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/286826 <p><strong>บทนำ </strong><strong>: </strong>ปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นมีแนวโน้มสูงขึ้นการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตจึงสำคัญต่อการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบ และประเมินความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบการสร้างความรอบรู้ด้านการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายไปทดลองใช้ในนักศึกษามหาวิทยาลัย</p> <p><strong>วิธีการวิจัย</strong><strong> :</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ต่อการป้องกันปัญหาการ<br />ฆ่าตัวตายในนักศึกษา ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 430 คน 2) นำผลการศึกษาระยะที่ 1 มาพัฒนารูปแบบกิจกรรม 4 แผนการเรียนรู้ และ 3) ประเมินความเป็นไปได้ด้วยการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสังเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> พบว่า นักศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เกี่ยวกับการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย 10.95 จาก 15 คะแนน โดยผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50.93 ด้านการตระหนักรู้ คะแนนเฉลี่ย 3.53 จาก 5 คะแนน และด้านทัศนคติ คะแนนเฉลี่ย 5.30 จาก 7 คะแนน โดยทั้ง 2 ด้าน มีผู้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 58.37 สะท้อนว่านักศึกษาบางส่วนยังควรได้รับการส่งเสริมความรอบรู้ ผู้วิจัยจึงนำมาพัฒนารูปแบบตามแนวคิด LOSS ร่วมกับการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วยแผนการเรียนรู้ 4 แผน ครอบคลุมลักษณะและสัญญาณ สาเหตุและธรรมชาติ ปัจจัยเสี่ยง ตลอดจนการป้องกันและการรักษา ผลการประเมินความเป็นไปได้โดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมทั้งด้านเนื้อหา ขั้นตอน กิจกรรม และระยะเวลา</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>: </strong>รูปแบบที่พัฒนาขึ้นจากข้อมูลสถานการณ์และกระบวนการมีส่วนร่วม ได้รับความคิดเห็นเชิงบวกจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เกี่ยวข้องด้านเนื้อหา กระบวนการ กิจกรรมการเรียนรู้ และควรนำไปทดลองใช้กับนักศึกษาเพื่อประเมินประสิทธิผลต่อไป</p> วีระพงษ์ เรียบพร อารยา ศรีสาพันธ์ เกศรา เชิงค้า อรอนงค์ คงอาษา ศรัณยา พันธุ์โยธา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 20 2 e286826 e286826 การกำกับตนเองและปัจจัยทำนายต่อพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น : การวิจัยแบบผสมผสาน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/287166 <p><strong>บทนำ : </strong>การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมการใช้สารเสพติดที่พบบ่อยในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาการกำกับตนเอง พฤติกรรมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ปัจจัยทำนายพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และนโยบายสถานศึกษาปลอดบุหรี่</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบผสานวิธีเชิงสำรวจตามลำดับ แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 7 คน และระยะที่ 2 เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 303 คน โดยใช้แบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นจากผลการวิจัยในระยะที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> ปัจจัยเอื้อต่อการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ได้แก่ ทักษะการปฏิเสธ กิจกรรมทางเลือก การสนับสนุนจากครอบครัว โรงเรียน และชุมชน รวมถึงนโยบายสถานศึกษาปลอดบุหรี่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 73.3 มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ระดับสูง การกำกับตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญ (r=.150, p&lt;.01) การมีวินัยในตนเอง ผลการเรียน และการควบคุมสิ่งเร้า ร่วมทำนายพฤติกรรมดังกล่าวได้ร้อยละ 12.3 (R²=.123, Adjusted R²=.111) โดยการมีวินัยในตนเองมีอำนาจทำนายสูงสุด (<em>β</em>=.272, p&lt;.001) รองลงมาคือผลการเรียน (<em>β</em>=.237, p&lt;.001) และการควบคุมสิ่งเร้า (<em>β</em>=−.176, p=.014)</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>:</strong> สถานศึกษาควรส่งเสริมการกำกับตนเองของนักเรียนควบคู่กับการดำเนินนโยบายสถานศึกษาปลอดบุหรี่ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่</p> สิริลักษณ์ ซื่อสัตย์ กัญชิตา เสริมสินสิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 20 2 e287166 e287166 ผลของโปรแกรมการให้คำแนะนำอย่างมีแบบแผนด้วยสื่อดิจิทัลต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/289922 <p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโลหิตจางเรื้อรังทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในเด็ก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ <br />การดำเนินชีวิต และคุณภาพชีวิตของเด็ก การมีความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้คำแนะนำอย่างมีแบบแผนด้วยสื่อดิจิตัลต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย อายุ 6–9 ปี จำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้คำแนะนำอย่างมีแบบแผนด้วยสื่อดิจิทัล กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามความรู้ในการดูแลตนเอง ค่า KR-20 เท่ากับ 0.84 และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง ค่าแอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ<br />เชิงพรรณนา paired t-test และ independent t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มจาก 15.40 (SD=1.59) เป็น 18.07 (SD = 1.03) และพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมเพิ่มจาก 88.40 (SD=12.21) เป็น 102.80 (SD=8.92) สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001 ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ และกลุ่มทดลองมีผลต่างของคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมทั้งความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมและรายด้าน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>:</strong> โปรแกรมการให้คำแนะนำอย่างมีแบบแผนด้วยสื่อดิจิทัลสามารถส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมียได้</p> วรวุฒิ แสงทอง ศุภรดา มั่นยืน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 20 2 e289922 e289922