https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/issue/feed
วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
2026-04-29T19:28:28+07:00
Dr. Warongrong Nelson
bcnnonjournal@bcnnon.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี (BCNNON Health Science Research Journal) รับพิจารณาบทความวิชาการ บทความวิจัยเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษา และนวัตกรรมในสาขาที่เกี่ยวข้อง มีกระบวนการให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบก่อนการเผยแพร่ (Double blind peer review) โดยกำหนดการออกวารสารทุก 4 เดือน ปีละ 3 ฉบับ (ม.ค.-เม.ย. พ.ค.-ส.ค. และ ก.ย.-ธ.ค.) จำนวนชิ้นงานบทความ 10-12 เรื่อง/ฉบับ (ฉบับที่ 1 ปิดรับต้นฉบับวันที่ 31 ตุลาคม ปีก่อนหน้าปีเล่ม, ฉบับที่ 2 ปิดรับต้นฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ตามปีเล่ม, ฉบับที่ 3 ปิดรับต้นฉบับวันที่ 30 มิถุนายน ตามปีเล่ม หรือจนกว่าจะครบจำนวน)</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/277452
ประสบการณ์ของผู้ดูแลเด็กป่วยโรคหืดในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา
2026-02-04T10:55:55+07:00
วริณญา อาจธรรม
warinya@bcnnon.ac.th
ยอดขวัญ ชื่นบาน
kaijeaw44@gmail.com
สุวรรณา มณีวงศ์
suwanna.rbac@gmail.com
ภัทรียา ดำรงสัตย์
pattareem@bcnnon.ac.th
เยาวรัตน์ รุ่งสว่าง
yaowarat_y@bcnnon.ac.th
สุดารัตน์ วันงามวิเศษ
sudarat@bcnnon.ac.th
ชุติกาญจน์ วัฒนา
chutiwattana@gmail.com
<p><strong>บทนำ : </strong>เด็กป่วยโรคหืดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่อาจเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนภายหลังการติดเชื้อไวรัส โคโรนาได้ และยังต้องพึ่งพาผู้ดูแลเป็นหลัก การป้องกันภาวะแทรกซ้อนในเด็กกลุ่มนี้จึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ดูแลเป็นสำคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย :</strong> เพื่อค้นหาประสบการณ์ของผู้ดูแลเด็กป่วยโรคหืดในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง โดยเป็นผู้ดูแลเด็กที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 17 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> พบว่า ประสบการณ์ของผู้ดูแลเด็กป่วยโรคหืดในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังติดเชื้อไวรัส<br />โคโรนาสามารถสรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การรับรู้ต่อโรคและความเสี่ยงของโรค 2) การป้องกันการติดเชื้อซ้ำด้วยการควบคุมสิ่งแวดล้อม 3) จัดระบบการดูแลโรคหืดให้ต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่บ้าน และ 4) การรับมือเชิงรุกของผู้ดูแลเมื่อเด็กติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> ผลการศึกษาในครั้งนี้ทำให้เข้าใจประสบการณ์ของผู้ดูแลเด็กป่วยโรคหืดในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา และสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางส่งเสริมศักยภาพผู้ดูแลเด็กในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนาของเด็กป่วยโรคหืดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/280822
กิจกรรมทางกายและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสถานการณ์การเฝ้าระวังโรคโควิด-19
2025-08-08T13:31:58+07:00
อรวรรณ ชัยมงคล
annyjung@hotmail.com
โรจนี จินตนาวัฒน์
rojanee.c@cmu.ac.th
พนิดา จันทโสภีพันธ์
phanida.j@cmu.ac.th
<p><strong>บทนำ :</strong> มาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เข้มงวดส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุเพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่รุนแรง แม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ในสถานการณ์การเฝ้าระวังของโรคโควิด-19 มาตรการบางอย่างอาจทำให้มีการจำกัดกิจกรรมทางกาย และมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย : </strong>เพื่อศึกษากิจกรรมทางกาย คุณภาพชีวิต และความสัมพันธ์ของกิจกรรมทางกายและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เคยติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดเชียงใหม่</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ของกิจกรรมทางกายและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เคยติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ เป็นผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 146 ราย ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามกิจกรรมทางกายแบบสั้น (IPAQ-Short form) และแบบสอบถามคุณภาพชีวิต SF-36 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>พบว่า ระดับกิจกรรมทางกายของผู้สูงอายุอยู่ในระดับปานกลาง ระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอยู่ในระดับดี และพบว่ากิจกรรมทางกายมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r<sub>s</sub>=.46, p < .01)</p> <p><strong>สรุปผล : </strong>ผลการวิจัยนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่บุคลากรสุขภาพสามารถใช้ในการวางแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุที่มีประวัติติดเชื้อโควิด-19 ได้</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/281798
ผลของการใช้สื่อวีดิทัศน์ต่อความรู้ในการคำนวณยาและความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาล
2025-11-25T11:15:41+07:00
บงกช โมระสกุล
bongkoch@stic.ac.th
วรรณี ตปนียากร
wannee.t@stic.ac.th
<p><strong>บทนำ :</strong> ความผิดพลาดในการคำนวณยาเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การพัฒนาความรู้และทักษะด้านการคำนวณยาของนักศึกษาพยาบาลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาผลของสื่อวีดิทัศน์ต่อความรู้ในการคำนวณยาของนักศึกษาพยาบาล และเพื่อประเมินความพึงพอใจต่อสื่อวีดิทัศน์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 จำนวน 50 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้ก่อนและหลังเรียนการใช้สื่อวีดิทัศน์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติ paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> พบว่า ก่อนการเรียนด้วยสื่อวีดิทัศน์ นักศึกษามีความรู้ในการคำนวณยาอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 0.61) และหลังการเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 0.93) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเรียน พบว่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 12.10 เป็น 18.64 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) แสดงให้เห็นว่าสื่อวีดิทัศน์สามารถช่วยเพิ่มพูนความรู้ในการคำนวณยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ นักศึกษามีความพึงพอใจต่อสื่อวีดิทัศน์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.81) โดยทุกด้านของการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นเดียวกัน</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> สื่อวีดิทัศน์เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิผลในการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจในการคำนวณยาของนักศึกษาพยาบาล และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/282733
การพัฒนาระบบการจัดบริการระดับปฐมภูมิสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
2025-12-25T09:29:46+07:00
จงกลณี ตุ้ยเจริญ
jongkolnee@knc.ac.th
อิสราวรรณ สนธิภูมาศ
issarawan@knc.ac.th
พรรณทิพย์ โชมขุนทด เศรษฐาธนโภคิน
phuntip@knc.ac.th
จักรพงษ์ รวิยะวงศ์
puk_ra@hotmail.com
รุ่งลาวัลย์ รัตนพันธ์
rung2514@gmail.com
<p><strong>บทนำ </strong><strong>: </strong>ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้จำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้น เน้นการดูแลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบการดูแลยังไม่ครอบคลุม และไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์ สภาพปัญหา และพัฒนาแนวทางการจัดระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบผสานวิธี แบบบรรจบขนาน ดำเนินการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ 119 คน ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ญาติผู้ดูแล และผู้ดูแลในชุมชน คัดเลือกด้วยการสุ่มหลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ 135 คน ได้แก่ ญาติผู้ดูแล ผู้ดูแลในชุมชน ผู้นำชุมชน บุคลากร รพ.สต. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินดัชนีบาร์เธลเอดีแอล แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเข้าถึงบริการ และแนวคำถามสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong> :</strong> ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและภาวะพึ่งพิงระดับสูง ส่วนใหญ่ญาติผู้ดูแลและผู้ดูแลในชุมชนเป็นเพศหญิง ใช้เวลาในการดูแลเฉลี่ย 14.97 และ 3.46 ชั่วโมงต่อวัน ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการเข้าถึงบริการของ รพ.สต. แต่บริการยังไม่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะราย และมีข้อจำกัดด้านบุคลากรและอุปกรณ์ แนวทางพัฒนาระบบบริการ ได้แก่ การจัดการดูแลรายบุคคล การเสริมศักยภาพผู้ดูแล และการพัฒนา รพ.สต. ให้เป็นศูนย์กลางการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>: </strong>ควรพัฒนาระบบบริการโดยจัดทำแผนการดูแลรายบุคคล เสริมสมรรถนะผู้ดูแล และเพิ่มศักยภาพการให้บริการของ รพ.สต. เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงครอบคลุมยิ่งขึ้น</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/282876
ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยและพฤติกรรมการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการทำงานของพนักงานในสถานประกอบการแห่งหนึ่งโดยผ่านทาง Application Line
2026-03-30T16:13:24+07:00
กมลรัตน์ ชัวนินี
june142513@gmail.com
นิต้า สุขพร้อม
ATINITA23@hotmail.com
อันชลี พิกุลหอม
Chalee.pita@gmail.com
<p><strong>บทนำ: </strong>ปัจจัยเสี่ยงด้านกายภาพ เคมี และการยศาสตร์ในสภาพแวดล้อมการทำงานเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคจากการทำงาน ดังนั้น การส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องและปลอดภัย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย : </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยและพฤติกรรมการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการทำงานของพนักงานในสถานประกอบการแห่งหนึ่งโดยผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย : </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบเปรียบเทียบ 2 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลัง แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 29 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และจัดเข้ากลุ่มด้วยการสุ่มแบบสลับลำดับ กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานในสถานประกอบการแห่งหนึ่ง โดยดำเนินกิจกรรมให้ความรู้ผ่านแอปพลิเคชันไลน์เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วย Independent Sample t-test และ Paired Sample t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยและพฤติกรรมการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการทำงานโดยผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ กลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัย พฤติกรรมการป้องกันโรคและการบาดเจ็บ พฤติกรรมเชิงบวก และความพึงพอใจสูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><0.05)</p> <p><strong>สรุปผล : </strong>โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยช่วยเพิ่มความรอบรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการทำงานของพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/283203
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันการเกิดภาวะน้ำเกินในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด
2026-02-06T09:45:56+07:00
ณัฐกานต์ สีหาวงศ์
Pompamlullar@gmail.com
อนุชา ไทยวงษ์
anucha.smnc@gmail.com
กำทร ดานา
kamthorn@smnc.ac.th
วิไลลักษณ์ แก่นกิจวิบูลย์
wilailak.kaen@gmail.com
ปวันพัศ ทิพย์นัสกุล
Aet507@hotmail.com
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> ภาวะน้ำเกินเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญและพบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จึงจำเป็นต้องส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองที่เหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาโปรแกรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันการเกิดภาวะน้ำเกินในผู้ป่วย</p> <p>โรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จำนวน 30 ราย คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยโปรแกรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันภาวะน้ำเกิน แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปและผลลัพธ์ทางคลินิก แบบวัดความรู้ และแบบวัดพฤติกรรมการจัดการตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติทดสอบทีแบบรายคู่</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายและการป้องกันภาวะน้ำเกิน รวมถึงพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันภาวะน้ำเกิน สูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05) นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยระดับโปรตีนอัลบูมินของกลุ่มตัวอย่างยังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05) ขณะเดียวกัน ค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวก่อนการฟอกเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05) เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>:</strong> โปรแกรมนี้ช่วยเพิ่มความรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเอง และผลลัพธ์ทางคลินิก อย่างไรก็ตามควรติดตามผลในระยะยาว</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/284217
ปัจจัยเสี่ยงและผลลัพธ์ของการเกิดปอดอักเสบรุนแรงในผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ : การศึกษาแบบย้อนหลังในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิของประเทศไทย
2026-02-25T14:20:42+07:00
ปรางทิพย์ คงสตรี
prangtipkongsatree@gmail.com
<p><strong>บทนำ :</strong> ปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยในเด็กทั่วโลก ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยพยากรณ์ความรุนแรงของปอดอักเสบจากไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยยังไม่ครอบคลุม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย :</strong> เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงอิสระและผลลัพธ์ทางทางคลินิกของปอดอักเสบรุนแรงในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ร่วมกับปอดอักเสบ </p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง โดยใช้ข้อมูลเวชระเบียน อิเล็กทรอนิกส์จากระบบ HosXP ของโรงพยาบาลชัยภูมิ ระหว่างปี พ.ศ. 2562–2568 รวมผู้ป่วยเด็กอายุ 0 -15 ปี การวินิจฉัยเป็นไข้หวัดใหญ่ร่วมกับปอดอักเสบ จำนวน 244 ราย ระดับความรุนแรงของปอดอักเสบแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเล็กน้อย ระดับปานกลาง และระดับรุนแรง วิเคราะห์ปัจจัยพยากรณ์ด้วยสถิติ ordinal logistic regression</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> ผู้ป่วยร้อยละ 12.7 ต้องใช้การช่วยหายใจ ปัจจัยเสี่ยงอิสระต่อการเกิดปอดอักเสบรุนแรง ได้แก่ การมีโรคประจำตัว (adjusted OR 5.97; 95% CI 2.31, 15.43) อาการหายใจเร็ว (adjusted OR 5.55; 95% CI 2.01, 15.33) อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น (adjusted OR 1.05 ต่อ 1 ครั้งต่อนาที; 95% CI 1.03–1.08) และร้อยละของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลที่เพิ่มขึ้น (adjusted OR 1.04 ต่อการเพิ่มขึ้น 1%; 95% CI 1.01, 1.07) ระยะเวลานอนโรงพยาบาลและอัตราการเข้าหอผู้ป่วยวิกฤติเพิ่มขึ้นตามระดับความรุนแรง</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> การประเมินโรคประจำตัว ภาวะหายใจลำบาก อัตราการเต้นหัวใจ และร้อยละนิวโทรฟิลตั้งแต่แรกรับ ช่วยคัดกรองเด็กที่เสี่ยงปอดอักเสบรุนแรง และสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกเพื่อลดผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/284843
การพัฒนานวัตกรรมแดชบอร์ดเพื่อส่งเสริมกระบวนการประเมินผลลัพธ์ตัวชี้วัดส่งเสริมสุขภาพที่มีแนวโน้มไม่ผ่านเกณฑ์ จังหวัดสุพรรณบุรี
2026-01-19T16:49:31+07:00
สุทิศา อาภาเภสัช
boss300405@gmail.com
ศรีสุรางค์ เคหะนาค
Srisurang.ka@phcsuphan.ac.th
สุธาสินี มารูปหมอก
sinee.1987@gmail.com
<p><strong>บทนำ :</strong> การประเมินผลลัพธ์ด้านส่งเสริมสุขภาพในระดับพื้นที่ยังประสบปัญหาด้านคุณภาพ และการเชื่อมโยงข้อมูล ส่งผลให้การใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจขาดประสิทธิภาพ จังหวัดสุพรรณบุรีมีตัวชี้วัดด้านส่งเสริมสุขภาพหลายรายการไม่ผ่านเกณฑ์ จึงมีความจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย :</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของแดชบอร์ดสำหรับการติดตามและประเมินผลตัวชี้วัดด้านส่งเสริมสุขภาพของจังหวัดสุพรรณบุรี</p> <p><strong>วิธีการดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยและพัฒนา แบ่ง 3 ระยะ ได้แก่ 1) วิเคราะห์ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ และสำรวจบุคลากรสาธารณสุข จำนวน 137 คน ร่วมกับการประชุมระดมความคิดเห็นของคณะทำงาน จำนวน 31 คน 2) พัฒนาแดชบอร์ดตามหลักการนำเสนอข้อมูลด้วยภาพ โดยใช้โปรแกรม Looker Studio เชื่อมโยงกับ Google Sheet ร่วมกับคณะทำงาน 31 คน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน และ 3) ประเมินประสิทธิผลจากผู้ใช้งาน จำนวน 174 คน ด้วยแบบประเมินตามมาตรฐานการประเมินผลทางการศึกษา และวิเคราะห์แนวโน้มผลการดำเนินงานของตัวชี้วัด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> ก่อนการพัฒนานวัตกรรมแดชบอร์ด ตัวชี้วัดด้านส่งเสริมสุขภาพหลายรายการไม่ผ่านเกณฑ์ โดยเฉพาะด้านแม่และเด็ก โภชนาการ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ภายหลังการนำแดชบอร์ดไปใช้ ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅=3.99, SD=0.61) และตัวชี้วัดหลายรายการมีแนวโน้มผลการดำเนินงานดีขึ้น</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> นวัตกรรมแดชบอร์ดสามารถเพิ่มประสิทธิผลในการติดตาม ประเมินผล และสนับสนุนการตัดสินใจด้านส่งเสริมสุขภาพในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/285106
การพัฒนารูปแบบการป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบในทารกแรกเกิด ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสงขลา
2026-04-07T10:33:23+07:00
จิรารัตน์ พร้อมมูล
Jirarat3113@gmail.com
ชัญญานุช เครือหลี
chanyanuchklerlhee@gmail.com
ชุติมา เพิงใหญ่
Chutima@bcnsk.ac.th
สินีนาฎ วุฒิวิชชานนท์
sisa1576@hotmail.com
ณ ณัท ฐขวัญแก้ว
namploy-49@windowslive.com
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> ภาวะหลอดเลือดดำอักเสบในทารกแรกเกิด เป็นการอักเสบของหลอดเลือดดำบริเวณที่ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ พบได้บ่อยและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน ส่งผลต่อความปลอดภัยของทารกและคุณภาพ<br />การพยาบาล</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพการณ์ พัฒนา และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการป้องกัน<br />การเกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบในทารกแรกเกิด</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนานี้มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ (1) วิเคราะห์เอกสารและเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 54 คน (2) พัฒนารูปแบบการป้องกันฯจากพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 10 คน และ (3) ศึกษาประสิทธิผลด้วยการวิจัยกึ่งทดลองในพยาบาลและทารกแรกเกิด จำนวน 54 ราย โดยใช้แบบประเมินการปฏิบัติและการให้สารน้ำ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ One-sample t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> จากการศึกษาสถานการณ์พบว่า สาเหตุสำคัญของภาวะหลอดเลือดดำอักเสบในทารกแรกเกิด ได้แก่ การได้รับยาปฏิชีวนะหรือสารละลายที่มีความเข้มข้นสูง การเคลื่อนไหวของทารกที่ควบคุมไม่ได้ <br />และการขาดความรู้ของพยาบาลด้านการบริหารยา ผลการพัฒนารูปแบบฯได้เป็นแนวทางการป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอักเสบในทารกแรกเกิด แบบประเมินการให้สารน้ำ และอุปกรณ์ดามตำแหน่งให้สารน้ำ หลังการใช้รูปแบบฯ พบการเกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบลดลง ร้อยละ 5.60 คะแนนการปฏิบัติตามรูปแบบระดับดี ของพยาบาล (M=99.35, SD=1.69)</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>:</strong> รูปแบบการป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอักเสบในทารกแรกเกิดที่พัฒนาขึ้นสามารถลดอัตราการเกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบได้อย่างมีประสิทธิผลและเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในงานพยาบาลทารกแรกเกิด</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/285511
การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลนครนายก
2026-03-30T09:32:37+07:00
เพ็ญศรี ละออ
saranit.boonprasop@gmail.com
บังอร นาคฤทธิ์
saranit.boonprasop@gmail.com
ชัชฎาภรณ์ พุทธสวัสดิ์
saranit.boonprasop@gmail.com
สารนิติ บุญประสพ
saranit.boonprasop@gmail.com
<p><strong>บทนำ :</strong> การพัฒนาสมรรถนะการบริหารการพยาบาลของผู้บริหารระดับต้นมีความสำคัญต่อคุณภาพบริการ ความปลอดภัยของผู้ป่วย และความสำเร็จขององค์กร</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย :</strong> เพื่อ 1) ประเมินความต้องการจำเป็น 2) พัฒนาโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น และ 3) ประเมินผลโปรแกรมและประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรม</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ 1) ประเมินความต้องการจำเป็น 2) การพัฒนาโปรแกรมจากผลการประเมินความต้องการจำเป็น 3) การประเมินผลโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น 31 คน ประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการจำเป็น โปรแกรมที่พัฒนาขึ้น แบบประเมินสมรรถนะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ค่าความตรงตามเนื้อหา .94, .94 และ .93 และค่าความเชื่อมั่น .94, .86 และ .95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำทางเดียว</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> 1) บุคลากรขาดทักษะการเป็นผู้นำและสมรรถนะด้านการบริหาร 2) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย การกำหนดจำนวนชั่วโมงและเนื้อหาการอบรม การส่งเสริมการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมตามประสบการณ์ และ 3) สมรรถนะการบริหารการพยาบาลของผู้บริหารระดับต้นหลังเข้าร่วมโปรแกรมและระยะติดตามผล 3 เดือนสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม มีค่าเฉลี่ยความแตกต่างเท่ากับ .692 และ 1.075 ตามลำดับ และระยะติดตามผล 3 เดือนสูงกว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สมรรถนะอยู่ในระดับดีทุกด้าน และมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมากที่สุด (𝑥̅=4.60, SD=0.50)</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> โปรแกรมพัฒนาที่พัฒนาขึ้นตามความต้องการจำเป็นมีประสิทธิผลสอดคล้องกับบริบทการปฏิบัติงานจริงขององค์กรพยาบาล</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/285756
การส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจของเด็กโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน : การทบทวนวรรณกรรมแบบมีขอบเขต
2026-03-16T11:11:35+07:00
วิไลพร พลสูงเนิน
wilaiporn@bcnu.ac.th
จุฑารัตน์ ลมอ่อน
jutharat@bcnu.ac.th
นิรุธ มะโนมัย
bubuu_ni@bcnu.ac.th
พิมพ์วลัญช์ อายุวัฒน์
pimwalunn.aryuwat@bcnu.ac.th
<p><strong>บทนำ :</strong> การส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจโดยใช้ชุมชนเป็นฐานเป็นหนึ่งในวิธีการให้บริการสุขภาพที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะ กลยุทธ์การนำไปปฏิบัติ และประสิทธิผลของการปฏิบัติยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อสังเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจของเด็กโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย :</strong> ใช้ระเบียบวิธีการทบทวนวรรณกรรม แบบมีขอบเขต 6 ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดวัตถุประสงค์และคำถามวิจัย การพัฒนาเกณฑ์คัดเลือกวรรณกรรม การสืบค้นและคัดเลือกวรรณกรรม การสกัดข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการสรุปผล</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> การทบทวนวรรณกรรมครั้งนี้รวมการศึกษา 9 เรื่องจาก 7 ประเทศ โดยพบว่าการดำเนินงานที่มีประสิทธิผลให้ความสำคัญกับการปรับบริบทให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมชุมชน การมีส่วนร่วมของครอบครัวโดยเฉพาะผู้ปกครอง การออกแบบกิจกรรมที่ยืดหยุ่น และการลงทุนด้านสิ่งสนับสนุนในชุมชน โปรแกรมระยะสั้นที่มีโครงสร้างชัดเจน ระยะเวลา 4–6 สัปดาห์ ให้ผลลัพธ์ที่ดีในบริบทที่มีทรัพยากรจำกัด และส่งผลดีที่สุดในกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยง กรอบแนวคิดทางทฤษฎีที่ใช้ ได้แก่ การดูแลที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ ทฤษฎีระบบครอบครัว แบบจำลองสังคมนิเวศ และจิตวิทยาพัฒนาการ</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> การดูแลโดยใช้ชุมชนเป็นฐานเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงและตอบสนองต่อวัฒนธรรมในการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจของเด็ก การวิจัยในอนาคตควรขยายขอบเขตการศึกษาให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค บูรณาการวิธีวิจัยเชิงคุณภาพกับแนวทางเชิงวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบกลไกของการเปลี่ยนแปลง และคำนึงถึงประสิทธิผลด้านต้นทุนและความสามารถในการต่อยอดการดูแล</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/285865
ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะติดเชื้อต่อผลลัพธ์ทางการพยาบาล โรงพยาบาลปทุมธานี
2026-03-06T15:20:32+07:00
นุชริน ทันอินทรอาจ
boommii.20@gmail.com
ธัญญาศิริ โสมคำ
somkome.th@gmail.com
<p><strong>บทนำ </strong>: ภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิด ทั้งที่เกิดในช่วง 72 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และที่เกิดหลังจากนั้น เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ดังนั้น การใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่เป็นมาตรฐานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อยกระดับคุณภาพและผลลัพธ์ในการดูแลทารกแรกเกิด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong> : </strong>เพื่อศึกษาผลลัพธ์ทางการพยาบาลจากการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะติดเชื้อ โรงพยาบาลปทุมธานี</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong> : </strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 13 คน และทารกแรกเกิดอายุ 0–28 วัน จำนวน 80 ราย เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินการปฏิบัติการพยาบาล และแบบบันทึกข้อมูลผลลัพธ์ทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Wilcoxon Signed Rank Test สถิติ Mann-Whitney U Test และสถิติ Chi-square Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>ผลการศึกษาพบว่า หลังการพัฒนาพยาบาลตามแนวปฏิบัติ พยาบาลมีคะแนนความรู้และคะแนนการปฏิบัติการพยาบาลโดยรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) รวมทั้งคะแนนการปฏิบัติรายด้านก็เพิ่มขึ้นทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญ (p<.05) อย่างไรก็ตาม ด้านผลลัพธ์ของทารกแรกเกิด พบว่า ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลและจำนวนทารกที่ได้รับการเจาะหลังระหว่างกลุ่มก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>: </strong>การใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะติดเชื้อช่วยพัฒนาพยาบาลให้มีความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลที่ดีขึ้นได้ แม้ว่าผลลัพธ์ด้านทารกยังไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ แต่แนวปฏิบัตินี้สามารถนำไปใช้เป็นมาตรฐานในการดูแลทารกแรกเกิดในหน่วยงานต่อไปได้</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี