https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/issue/feed
วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
2025-12-30T15:25:40+07:00
Dr. Warongrong Nelson
bcnnonjournal@bcnnon.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี (BCNNON Health Science Research Journal) รับพิจารณาบทความวิชาการ บทความวิจัยเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษา และนวัตกรรมในสาขาที่เกี่ยวข้อง มีกระบวนการให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบก่อนการเผยแพร่ (Double blind peer review) โดยกำหนดการออกวารสารทุก 4 เดือน ปีละ 3 ฉบับ (ม.ค.-เม.ย. พ.ค.-ส.ค. และ ก.ย.-ธ.ค.) จำนวนชิ้นงานบทความ 10-12 เรื่อง/ฉบับ </p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/279896
การเสริมสร้างทักษะการจัดการตนเองของผู้เป็นเบาหวานในโลกยุคใหม่ : บทบาทเชิงรุกของพยาบาลวิชาชีพและบุคลากรทีมสุขภาพ
2025-08-21T14:22:42+07:00
นงณภัทร รุ่งเนย
nongnaphat.ru@pi.ac.th
ศิริพร ครุฑกาศ
siriporn.kr@bcnnon.ac.th
จันทร์จิรา สีสว่าง
junjira@pckpb.ac.th
จุไรรัตน์ ดวงจันทร์
churairat@pckpb.ac.th
<p>โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และสังคม จากลักษณะของโรคและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะวิกฤตและระยะเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต และเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ส่งผลให้จำนวนผู้เป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การดูแลสุขภาพมีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้การมีกิจกรรมทางกายน้อยลง การเผชิญกับโรคติดเชื้อหรือโรคอุบัติใหม่ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคอาหาร ความเครียด และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นโรคเบาหวาน ทำให้การปรับตัวภายใต้บริบทดังกล่าวเป็นเรื่องที่ท้าทายและมีความสำคัญอย่างยิ่ง การเสริมสร้างทักษะการจัดการตนเองจึงนับเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว ซึ่งการเสริมสร้างทักษะดังกล่าวต้องครอบคลุมทั้งด้านความรู้ความเข้าใจ การสร้างแรงจูงใจ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวคิดการจัดการตนเอง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการจัดการตนเอง ความท้าทายในการจัดการตนเองในโลกยุคใหม่ ตลอดจนแนวทางการเสริมสร้างทักษะดังกล่าว โดยเน้นบทบาทเชิงรุกของพยาบาลวิชาชีพและบุคลากรทีมสุขภาพ ทั้งด้านการประเมินภาวะสุขภาพ การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ การให้คำปรึกษาและติดตามผลลัพธ์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสุขภาพเพื่อสนับสนุนการจัดการตนเองอย่างยั่งยืน นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เป็นโรคเบาหวานและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพในบริบทของโลกยุคใหม่</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/279840
ปัจจัยที่มีผลต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุของประชาชนพื้นที่ตำบลแห่งหนึ่ง จังหวัดปทุมธานี
2025-10-03T09:43:18+07:00
ศิริวรรณ ตุรงค์เรือง
siriwan.tu@northbkk.ac.th
เพ็ญศิริ สันตโยภาส
pensiri.sa@northbkk.ac.th
<p><strong>บทนำ :</strong> การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมและระบบสาธารณสุข การเตรียมความพร้อมของกลุ่มวัยก่อนสูงอายุจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและคุณภาพชีวิตในอนาคต</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และอิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุของประชาชนในพื้นที่ตำบลแห่งหนึ่ง จังหวัดปทุมธานี</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนอายุ 40-59 ปี จำนวน <br />367 คน จากพื้นที่ตำบลแห่งหนึ่ง ในจังหวัดปทุมธานี สุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์<br />การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> กลุ่มตัวอย่างมีการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง <br />(𝑥̅=2.38±0.54) โดยด้านจิตใจและจิตวิญญาณมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (𝑥̅=2.72) และด้านสุขภาพร่างกายน้อยที่สุด (𝑥̅=2.18) ปัจจัยที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (<em>β</em>=0.318, B=0.235) การรับรู้ความสามารถของตนเอง (<em>β</em>=0.275) การเข้าถึงแหล่งบริการสุขภาพ (<em>β</em>=0.168) และทัศนคติต่อการเป็นผู้สูงอายุ (<em>β</em>=0.155) โดยปัจจัยทั้งสี่ร่วมกันสามารถทำนายการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุได้ร้อยละ 39.9 (Adjusted R²=0.399, p<0.001)</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอยู่ในระดับปานกลาง แนะนำให้พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมที่เน้นการสร้างเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม เสริมสร้างการรับรู้ความสามารถตนเอง ปรับปรุงการเข้าถึงบริการสุขภาพ และสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการสูงอายุ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/280825
การปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนากับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุหลังการติดเชื้อโควิด-19
2025-09-22T10:06:21+07:00
สุวิทย์ ถินทับ
suwit_thinthub@cmu.ac.th
โรจนี จินตนาวัฒน์
rojanee.c@cmu.ac.th
พนิดา จันทโสภีพันธ์
phanida.j@cmu.ac.th
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> การปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาเป็นปัจจัยที่สำคัญของการส่งเสริมความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุหลังการติดเชื้อโควิด-19</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>:</strong> เพื่อหาความสัมพันธ์ของการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนากับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุหลังการติดเชื้อโควิด-19</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> การศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาเพื่อหาความสัมพันธ์ของการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนากับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุหลังการติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุหลังติดเชื้อโควิด-19 อย่างน้อย 3 เดือน และมีอาการลองโควิดอย่างน้อย 1 อาการ ในจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 84 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุหลังการติดเชื้อโควิด-19 และแบบวัดการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างมีความผาสุกทางจิตวิญญาณในระดับปานกลาง (M=98.45, S.D.=12.20) มีการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาในระดับต่ำ (M=25.53, SD=3.33) และการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนามีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผาสุกทางจิตวิญญาณในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<.01 (r=.26)</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>:</strong> การวิจัยในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางด้านสุขภาพ ในการส่งเสริมการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา และความผาสุกทางจิตวิญญาณให้กับผู้สูงอายุหลังการติดเชื้อโควิด-19 และมีอาการลองโควิด</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/280933
ความยืดหยุ่นทางจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัว : การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ
2025-10-27T12:06:51+07:00
จตุพร หนูสวัสดิ์
jatuporn751@bcnnon.ac.th
สาริณี โต๊ะทอง
sarineeo@bcnnon.ac.th
เจนจิรา เกียรติสินทรัพย์
kiat_j@bcnnon.ac.th
ปาริชาติ แว่นไวศาสตร์
parichart@bcnnon.ac.th
<p><strong>บทนำ </strong><strong>: </strong>โรคจิตเภทเป็นความผิดปกติทางจิตที่รุนแรงและเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยมักต้องการการดูแลระยะยาว ความยืดหยุ่นทางจิตใจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัว ทำให้สามารถเผชิญและปรับตัวในการให้การดูแลได้เหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>: </strong>เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับความยืดหยุ่นทางใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัว</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> ใช้ระเบียบวิธีการทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ โดยการสังเคราะห์งานวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่ตีพิมพ์อยู่ในฐานข้อมูล MEDLINE, CINAHL, Springer Nature Journals, BASE และ Google Scholar ไม่เกิน 10 ปี ใช้ Mixed Methods Appraisal Tool ประเมินคุณภาพงานวิจัย<br />โดยจำแนกตามงานวิจัยแต่ละประเภท</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>พบว่า มีงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสิ้น จำนวน 14 เรื่อง ประกอบด้วยงานวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 11 เรื่อง งานวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 1 เรื่อง และงานวิจัยเชิงผสมผสาน จำนวน 2 เรื่อง ความยืดหยุ่นทางจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัวมี 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ลักษณะของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัว 2) องค์ประกอบของความยืดหยุ่นทางจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัว 3) ปัจจัยที่มีผลต่อความยืดหยุ่นทางจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัว และ 4) ผลลัพธ์ของความยืดหยุ่นทางจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัว</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>: </strong>ความยืดหยุ่นทางจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัว มีความสำคัญต่ออาการและการกลับไปรักษาซ้ำในโรงพยาบาล ปัจจัยที่มีผลต่อความยืดหยุ่นทางจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัว ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม ความเมตตา วิธีการในการเผชิญปัญญา และการยอมรับการถูกตีตรา ผลลัพธ์ของความยืดหยุ่นทางจิตใจ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/280992
คุณสมบัติการวัดเชิงจิตวิทยาของแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าตามแนวคิดปิงปองจราจรชีวิต 7 สี ในนักศึกษาพยาบาล
2025-10-03T09:03:11+07:00
ศุกร์ใจ เจริญสุข
sukjai66@yahoo.com
กัญญาวีณ์ โมกขาว
kanyawee@bnc.ac.th
<p><strong>บทนำ </strong><strong>: </strong>ภาวะซึมเศร้าในนักศึกษาพยาบาลเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการฆ่าตัวตาย การคัดกรองภาวะซึมเศร้าจะช่วยป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงและช่วยลดอาการซึมเศร้าได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติการวัดเชิงจิตวิทยาของแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าตามแนวคิดปิงปองจราจรชีวิต 7 สี สำหรับนักศึกษาพยาบาล</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจงเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1-4 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่ง ในสังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก จำนวน 242 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า 11Q ที่ผู้วิจัยดัดแปลงจากแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า 9Q และ 8Q ของกรมสุขภาพจิต นำมาตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค และตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของแบบประเมินภาวะซึมเศร้า CES-D และ Hamilton Rating Scale โดยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong> : </strong>แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าตามแนวคิดปิงปองจราจรชีวิต 7 สี มีค่าความเที่ยง โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้เท่ากับ .84 มีค่าความสัมพันธ์กับแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น เท่ากับ 0.79 และมีค่าความสัมพันธ์กับแบบประเมินระดับความรุนแรงของอาการซึมเศร้า Hamilton Depression Rating Scale เท่ากับ 0.89</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>: </strong>แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าปิงปองจราจรชีวิต 7 สี มีคุณสมบัติทางจิตวิทยาของเครื่องมือที่ยอมรับได้ สามารถนำไปใช้คัดกรองและจำแนกผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าได้</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/281009
รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชน
2025-11-18T13:36:20+07:00
ผุสดี ก่อเจดีย์
pusadee.k@trsu.ac.th
จารุณี จันทร์เปล่ง
penguin760@gmail.com
ปรางค์ จักรไชย
bigbikemaprang@gmail.com
<p><strong>บทนำ : </strong>โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ โดยมีโรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองและป้องกันการเกิดโรคได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย : </strong>เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย : </strong>เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การประเมินผล และการสะท้อนผล บนพื้นฐานของแนวคิดการมีส่วนร่วมของชุมชน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 33 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และบุคลากรสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลดวยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>ผู้เข้าร่วมมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับมาก (𝑥̅=3.86) และมีพฤติกรรมสุขภาพระดับมาก (𝑥̅=3.65) โดยเฉพาะด้านการรับประทานยา (𝑥̅=4.71) ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นเหมาะสมกับบริบทของชุมชนและการส่งเสริมความเข้าใจในการดูแลตนเอง</p> <p><strong>สรุปผล : </strong>รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับการมีส่วนร่วมของชุมชนสามารถยกระดับความรอบรู้และพฤติกรรมป้องกันโรคของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/281144
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมสุขภาพในการชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 2-3 ในสถานบริการปฐมภูมิ
2025-09-19T13:27:36+07:00
พัฒนา เศรษฐวัชราวนิช
pattana.s@siu.ac.th
วดีรัตน์ ศรีวงศ์วรรณ
Wadeerat@hotmail.com
ณัฎฐพัชร กองแป้น
nattpat010311@gmail.com
<p><strong>บทนำ :</strong> โรคไตเรื้อรังต้องการการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อชะลอความรุนแรงของโรค การรับรู้ที่ถูกต้องของผู้ป่วยเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่มีประสิทธิภาพในการชะลอไตเสื่อม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมสุขภาพในการชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 2–3 ในสถานบริการปฐมภูมิ</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย :</strong> การวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวางนี้ ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 2–3 จำนวน 136 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มี 5 ส่วน คือ 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ข้อมูลด้านปัจจัยนำ 3) ข้อมูลด้านปัจจัยเอื้อ 4) ข้อมูลด้านปัจจัยเสริม และ 5) ด้านพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยไตเรื้อรัง วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติพรรณนา และวิเคราะห์ปัจจัยที่สามารถทำนายด้วยสถิติวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>พบว่า การเข้าถึงแหล่งบริการและทรัพยากร ได้แก่ ปัจจัยเอื้อ เป็นปัจจัยเดียวที่สามารถทำนายพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>β</em>=.29, p<.01) โดยปัจจัยนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมสุขภาพได้ร้อยละ 26 (R<sup>2</sup>=0.26, F=5.25, p<.01) ในขณะที่ปัจจัยนำไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริม ด้านสิ่งแวดล้อมทางสังคม มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะต้นมากกว่าปัจจัยนำด้านความรู้ ดังนั้นการสร้างเสริมสุขภาพควรปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการมุ่งเน้นการให้สุขศึกษาเพียงอย่างเดียวไปสู่การสร้างกลไกเสริมสร้างปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งผ่านเครือข่ายครอบครัวและบุคลากรสุขภาพในชุมชน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/281163
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
2025-10-28T15:29:54+07:00
ประเสริฐ ประกายรุ้งทอง
prasertprakai@yahoo.com
ธีรนุช ชละเอม
teeranuch6303@gmail.com
สุรพงษ์ โพธิ์แก้ว
ae1117@gmail.com
ธนภัทร ประกายรุ้งทอง
dewepts@hotmail.com
แสงเดือน แสงสระศรี
vanasang@yahoo.com
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษา แต่ยังมีจำนวนหนึ่งที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> รูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลจากผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียน จำนวน 374 ราย ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบโควตา เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อการควบคุมระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้วยสถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อันดับของสเปียร์แมน</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>: </strong>พบว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ร้อยละ 60.4 สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุและดัชนีมวลกาย มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มควบคุมความดันโลหิตได้และควบคุมไม่ได้ (p<0.05) นอกจากนั้นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับความดันโลหิต ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ความสม่ำเสมอในการรับประทานยา และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดี แสดงว่าผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมสุขภาพเหมาะสม มีการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ และเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ มีแนวโน้มที่จะควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>:</strong> ค่าดัชนีมวลกาย พฤติกรรมการบริโภค การใช้ยาสม่ำเสมอ และการเข้าถึงบริการสุขภาพสัมพันธ์กับการควบคุมความดันโลหิต ควรเน้นพัฒนาการปรับพฤติกรรมและระบบบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/281459
การรับรู้การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ของนักศึกษาพยาบาลในวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย
2025-12-25T16:05:57+07:00
วลีรัตน์ แตรตุลาการ
Waleerat965@gmail.com
ศิริพร โอภาสวัตชัย
shongko01@bcnnon.ac.th
จุฬารัตน์ ห้าวหาญ
chularat@bcnnon.ac.th
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์เป็นแนวคิดสำคัญในการเรียนการสอนทางการพยาบาล การเข้าใจการรับรู้ของนักศึกษาต่อแนวคิดนี้ช่วยพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และเสริมสร้างอัตลักษณ์วิชาชีพพยาบาล</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong> :</strong> เพื่อศึกษาการรับรู้ของนักศึกษาพยาบาลต่อคุณลักษณะการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 182 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือเป็นแบบสอบถามการรับรู้คุณลักษณะด้านการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .79 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> <strong>: </strong>นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่มีการรับรู้คุณลักษณะด้านการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์<br />ในระดับสูง (Mean=3.88, SD=0.83) โดยให้ความสำคัญต่อการเข้าใจจิตใจของผู้ป่วย สะท้อนถึงความเห็นอกเห็นใจและการตระหนักในคุณค่าความเป็นมนุษย์ ขณะที่ข้อที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ ยิ่งเรียนฉันยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนยิ่งใหญ่ขึ้นทุกที แสดงถึงความถ่อมตนของนักศึกษา ผลการเปรียบเทียบพบว่า เพศหญิง ชั้นปีที่ 4 และผู้มีเกรดเฉลี่ย 3.51–4.00 มีคะแนนสูงกว่ากลุ่มอื่น แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>:</strong> นักศึกษาพยาบาลมีการรับรู้คุณลักษณะการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิผลของการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมพัฒนานักศึกษาที่บูรณาการแนวคิดนี้อย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมกิจกรรมที่เน้นความเข้าใจจิตใจของผู้ป่วยจึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณลักษณะด้าน<br />หัวใจความเป็นมนุษย์ของนักศึกษาพยาบาลในอนาคต</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/281879
การศึกษาพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ และปัจจัยทำนายพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของพนักงานแท่นนอกชายฝั่งอ่าวไทย
2025-12-01T11:07:58+07:00
วิโรจน์ เลี้ยงวงษ์
aim.wirot48@gmail.com
นิสากร กรุงไกรเพชร
nisakorn@buu.ac.th
รุ่งรัตน์ ศรีสุริยเวศน์
rungrat@buu.ac.th
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> พนักงานแท่นนอกชายฝั่งอ่าวไทยเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญสิ่งคุกคามด้านสุขภาพ พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่ดีของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ปฏิบัติงานได้เต็มความสามารถ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อพนักงาน และองค์กร</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ และปัจจัยทำนายที่มีผลต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของพนักงานแท่นนอกชายฝั่งอ่าวไทย</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปริมาณแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานแท่นนอกชายฝั่งอ่าวไทย จำนวน 154 คน ทำการสุ่มแบบชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล สภาพงาน การสนับสนุนจากองค์กร ความเครียดจากงาน การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติ การรับรู้อุปสรรคในการปฏิบัติ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (M=2.42, SD=0.22) ตำแหน่งงาน (<em>β</em>=-0.202, p=.046) สามารถทำนายพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ร้อยละ 9.7 (R<sup>2 </sup>=.097, F=1.151, p=<.001)</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>: </strong>พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพพนักงานแท่นนอกชายฝั่งอ่าวไทยสามารถส่งเสริมโดยการใช้ตำแหน่งงานเป็นเกณฑ์หลักในการจำแนกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้พยาบาลประจำแท่นและองค์กรสามารถออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับข้อจำกัดของพนักงานแต่ละตำแหน่ง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/282906
สมรรถนะ และบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการเบาหวานในชุมชน
2025-12-16T14:16:25+07:00
ปกครอง พงษ์พัฒนพิสิฐ
pokkrong.pon@mahidol.ac.th
ปรีชยา แจ้งทวี
preechaya.jan@mahidol.ac.th
นภัสวรรณ นามบุญศรี
Napaswan.Nam@mahidol.ac.th
เสาวรส มีกุศล
Saovaros.Mee@mahidol.ac.th
วรรณวิไล อุตรวิเชียร
Wanwilai.Out@mahidol.ac.th
เชนจ์ ปรีเปรม
Change.Pre@mahidol.ac.th
เวหา เกษมสุข
Weha.Kas@mahidol.ac.th
เอกพัชร เสี่ยงเทียน
unromancable@hotmail.com
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่รุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต และสร้างภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ในประเทศไทยพบความชุกเพิ่มขึ้นเช่นกัน <br />จึงจำเป็นต้องพัฒนากลยุทธ์การจัดการโรคที่เน้นการป้องกันและการดูแลต่อเนื่องในชุมชน รวมถึงแนวทางของโรคเบาหวานระยะสงบ ซึ่งมุ่งควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติ โดยไม่ต้องมีการใช้ยา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับสมรรถนะและบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการเบาหวานโดยชุมชน</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ ศึกษาในผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 30 คน ผู้เข้าร่วมโครงการจัดการเบาหวานโดยชุมชน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถาบันอุดมศึกษา หน่วยบริการปฐมภูมิ ประธานและกรรมการชุมชน และผู้เข้าร่วมโครงการ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong><strong>:</strong> ผลการวิจัยพบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการดำเนินโครงการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ชุมชน บุคลากรสุขภาพ วิชาการและประสานงาน และกลุ่มสนับสนุนด้านการเงิน ซึ่งแต่ละกลุ่มมีบทบาทแตกต่างกันในการขับเคลื่อนโครงการ ทั้งด้านการนำ การดูแลรักษา การอำนวยความสะดวก และการสนับสนุนงบประมาณ โดยสมรรถนะสำคัญที่เอื้อต่อความสำเร็จของโครงการ ได้แก่ ภาวะผู้นำ ทัศนคติกว้างไกล ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ และศักยภาพด้านการสนับสนุนเงินทุน</p> <p><strong>สรุปผล </strong><strong>:</strong> ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการจัดการโรคเบาหวานโดยชุมชนประสบความสำเร็จ เกิดจากการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีบทบาทที่ต้องรับผิดชอบและสมรรถนะที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถขับเคลื่อนโครงการได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/283348
อิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคลและความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยวัยรุ่นโรคหืด
2025-11-21T13:21:44+07:00
จินต์ณาภัส แสงงาม
่jintana.sag@mahidol.ac.th
ภัทรนุช วิทูรสกุล
pattaranuch.poo@mahidol.ac.th
รุ้งนภา สันติพิพัฒน์
rungsky_ns@hotmail.com
ปรียาภรณ์ แสงสุวรรณ์
preeyaeye@hotmail.com
<p><strong>บทนำ </strong><strong>: </strong>โรคหืดเป็นโรคเรื้อรังระบบทางเดินหายใจ เป็นโรคที่สามารถควบคุมได้หากผู้ป่วยมีพฤติกรรมการจัดการตนเองที่เหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาอำนาจทำนายของ อายุ โรคร่วม และความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์<br />ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยวัยรุ่นโรคหืด</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย : </strong>การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเด็กอายุ 10-19 ปี ที่มารับบริการที่คลินิกโรคภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยา โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 77 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ และแบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดการตนเองของวัยรุ่นโรคหืด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการวิจัย : </strong>ผู้ป่วยวัยรุ่นโรคหืดส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการจัดการตนเองในระดับดี (𝑥̅=77.38, SD=12.80) อายุ โรคร่วม และความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพสามารถร่วมทํานายพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยวัยรุ่นโรคหืดได้ร้อยละ 36.2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R<sup>2</sup>=.362, F=13.589, p<.001) โดยปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยวัยรุ่นโรคหืดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ โรคร่วม (<em>β</em>=.212, t=2.153, p=.035) และความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ (<em>β</em>=.454, t=3.530, p<.001)</p> <p><strong>สรุปผล :</strong> ผู้ป่วยวัยรุ่นโรคหืดที่มีโรคร่วมและมีความรอบรู้ด้านสาธารณสุขอิเล็กทรอนิกส์ที่ดี มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมการจัดการตนเองที่เหมาะสม ควบคุมโรคหอบหืดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการกำเริบของโรค ส่งผลให้คุณภาพชีวิตในระยะยาวดีขึ้น</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี